วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กระบวนการสันติภาพปาตานีได้รับไฟเขียวแล้วหรือ?

ผ่านไปแล้วกว่าหนึ่งเดือนที่คณะทหารก่อการยึดอำนาจในประเทศไทยในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.ซึ่งนำโดยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ซึ่งได้รับหน้าที่เป็นเลขาธิการของ คสช. ก็ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพปาตานีในที่สุด

ในการแถลงครั้งดังกล่าวทางคณะรัฐประหารได้เห็นพ้องที่จะสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับฝ่ายขบวนการนักต่อสู้ปาตานีที่มีขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นแกนหลักอีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักมาเป็นระยะเวลายาวนานจากสถานการณ์การเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ พวกเขายังยืนยันว่าบทบาทของประเทศมาเลเซียในฐานะเป็นฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกนั้นยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็น

สำหรับผุ้คนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในปาตานีอย่างใกล้ชิดรวมไปถึงประชาชนทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ ปฏิกริยาล่าสุดนั้นแตกต่างหลากหลายกันไปอย่างมาก บางส่วนอาจรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเมื่อกระบวนการสันติภาพที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้จะเริ่มใหม่อีกครั้ง ถึงแม้นว่าจะยังไม่รู้ว่าจะบรรลุผลเมื่อไหร่อย่างไรคนอีกบางส่วนก็อาจเกิดความกังวลใจว่า ทหารจะสามารถสวมบทบาทนำในคณะเจรจาได้หรือไม่ในเมื่อที่ผ่านมานั้น พวกเขาเองก็ไม่ค่อยจะ “เห็นด้วย” เท่าไหร่กับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ริเริ่มโดยรัฐบาลพลเรือนซึ่งนำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือที่ว่าทหารจะไม่ประนีประนอมต่อประเด็นการปกครองตนเองหรือออโตนอมิที่ทางฝ่ายขบวนการได้หยิบยกขึ้นมาหารือเมื่อปีที่แล้ว หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าหากว่าทางทหารยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว แน่นอนกระบวนการสันติภาพคงจะต้องพบกับทางตันอีกครั้งเป็นแน่

หากเราย้อนไปดูกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่เริ่มเมื่อวันที่28 กุมภาพันธ์ 2013ปีที่ผ่านมานั้น
ทุกคนต่างทราบกันดีว่าการพบปะอย่างเป็นทางการระหว่างคณะผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายขบวนการต่อสู้(BRN)ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2013 ประเด็นสำคัญที่ทางฝ่ายไทยได้หยิบยกขึ้นมาหารือในเวลานั้นคือ การยื่นข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การลดการปฏิบัติการทางทหารจากทั้งสองฝ่ายในช่วงเดือนรอมฏอนเมื่อปีที่แล้วถึงแม้ว่าทางฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวด้วยการเตรียมที่จะยุติปฏิบัติการทั้งหมดเป็นเวลา 40 วัน พร้อมด้วยเพิ่มเติมเงื่อนไขบางประการ ซึ่งเราทุกคนพอจะทราบกันดีแล้วว่าผลสุดท้ายเป็นอย่างไร

ความล้มเหลวของการริเริ่มสันติภาพแห่งเดือนรอมฏอนนั้นได้นำมาสู่การแถลงของฝ่ายกองกำลังบีอาร์เอ็น (AngkatanBersenjata BRN) ว่าการพูดคุยเพื่อสันติภาพจะไม่มีการดำเนินการอีกต่อไป ตราบใดที่ฝ่ายไทยไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนต่อข้อเรียกร้องเบื้องต้นทั้ง 5 ประการดังกล่าวและจนกว่าจะได้รับการรับรองจากรัฐสภาไทย เพื่อให้กระบวนการสันติภาพนั้นกลายเป็นวาระแห่งชาติ ฝ่ายบีอาร์เอ็นยังได้เน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยการออกมาแถลงของอุสตาซฮาซัน ตอยิบ ด้วยการบันทึกวิดีโอผ่านทางยูทูป เมื่อวันที่1 ธันวาคม 2013ที่ตอกย้ำในเรื่องเดียวกัน พร้อมกับประกาศถึงสถานะของตัวเองในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยของบีอาร์เอ็นบนโต๊ะพูดคุย ในขณะเดียวกันวิกฤติการเมืองภายในของไทยนับวันยิ่งมีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยในขณะนั้นได้ประกาศออกมาว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพจะต้องยุติไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การเมืองของไทยจะมีเสถียรภาพอีกครั้ง

มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่มีความคิดในแง่ร้ายและในเชิงลบ ที่ด่วนสรุปว่ากระบวนพูดคุยเพื่อสันติภาพนั้นได้ถูกฝังดินไปแล้ว การออกมาประกาศของพล.ท.ภราดรดังกล่าว ประกอบกับการยุติบทบาทในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายบีอาร์เอ็นของอุสตาซฮาซัน ตอยิบ ทั้งหมดนี้ล้วนถูกตีความสัญญาณจากทั้งสองฝ่ายแล้วว่าพวกเขาค้นพบเหตุผลที่ดีสำหรับการถอนตัวออกจากโต๊ะเจรจา

ความจริงแล้ว ทัศนะดังกล่าวค่อนข้างที่จะห่างไกลจากความเป็นจริงไปมาก ควรเข้าใจด้วยว่ากระบวนการสันติภาพ ที่ยังสดใหม่และอายุยังน้อยเพียงขวบปีเศษนั้น เป็นการทำงานร่วมของทั้งสามฝ่ายหลักด้วยกันคือ: คณะฝ่ายไทย คณะฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น และฝ่ายมาเลเซียในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวกจนกระทั่งถึงวันนี้ยังไม่มีฝ่ายใดประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับฝ่ายไทยนั้น ถึงแม้จะมีการก่อรัฐประหารโดยกองทัพ และสามบุคคลสำคัญในคณะพูดคุยได้ถูกโยกย้ายพ้นตำแหน่งหน้าที่ของตนไป (นั่นคือ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก) แต่กระนั้น ก็ยังไม่ได้ถือว่าคณะพูดคุยสันติภาพนั้นถูกยุบเลิกไปแต่อย่างใด  ขณะนี้เป็นที่เข้าใจได้ว่า คสช.กำลังทำการสับเปลี่ยนโครงสร้างและองค์ประกอบใหม่ของคณะพูดคุยฝ่ายไทย ภายหลังจากที่พวกเขาได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อการพูดคุยต่อไป

ส่วนฝ่ายบีอาร์เอ็นสถานะของอุสตาซฮัสซัน ตอยิบ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เป็นหัวหน้าของคณะพูดคุยอีกต่อไป แต่ท่านยังคงอยู่ในคณะการพูดคุยของบีอาร์เอ็นเช่นเดียวกับสมาชิกของบีอาร์เอ็นคนอื่นๆ รวมไปถึงตัวแทนจากกลุ่มพูโลและกลุ่มบีไอพีพีการพบปะและการพูดคุยกันระหว่างภายในและกับกลุ่มอื่นๆ นั้นยังคงดำเนินอยู่ ไม่ได้หยุดชะงักลงแต่อย่างใด ยกเว้นการพบปะอย่างเป็นทางการบนโต๊ะพูดคุยกับฝ่ายไทยที่ไม่สามารถดำเนินการได้ และการสื่อสารระหว่างกันของทั้งสองฝ่ายจะส่งผ่านทางผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้นอาจกล่าวได้ว่ากระบวนการนี้จะสามารถขับเคลื่อนไปได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่บางเงื่อนไขที่ได้ยื่นไปก่อนหน้านี้จะถูกสนองตอบ คงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะผู้แทนฝ่ายนักต่อสู้เองเช่นกัน ด้วยการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่หรืออาจแต่งตั้งฮัสซันตอยิบกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งก็เป็นได้

เช่นเดียวกับทางฝ่ายมาเลเซีย สถานะของดาโต๊ะศรีอะฮ์หมัด ซัมซามิน ในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวก ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียท่านนาจิบ ตนราซัค เป็นการเฉพาะ เพียงแต่รอคำตอบที่เป็นทางการจากฝ่ายไทยเท่านั้นก่อนที่ทางฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกจะจัดวางจังหวะก้าวต่อไป

ยังมีข้อกังวลอยู่เล็กน้อยจากผู้คนบางส่วนเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของคณะทหารไทยที่มีอำนาจเต็มอยู่ในขณะนี้เพราะเป็นการครองอำนาจที่ได้มาจากวิธีการก่อรัฐประหาร หาได้มาจากวิธีการของระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า หากมีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลเมื่อต้องเข้าสู่การเจรจาและการจัดทำข้อตกลงสันติภาพ?จากมุมมองของเรา หากว่าฝ่ายทหารกุมอำนาจในระยะเวลาที่จำกัดและมีการจัดการถ่ายโอนอำนาจใหม่ไปทีละขั้นตอนและส่งคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการลงมติโดยรัฐสภาหลังการเลือกตั้งที่โปร่งใสในเวลาที่เหมาะสมปัญหาความชอบธรรมดังกล่าวของคณะทหารจึงไม่ใช่ประเด็น เป็นที่เข้าใจกันว่ากองทัพเองจะพยายามจัดการเลือกตั้งหลังจากนี้อีกราวหนึ่งปีหรือหนึ่งปีครึ่งต่อจากนี้ เราจะเฝ้ารอและติดตามดู

สำหรับฝ่ายนักต่อสู้ปาตานีแล้ว จุดยืนของเรานั้นชัดเจน เราพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนสันติภาพเมื่อมีการสานต่ออีกครั้งอย่างแน่นอนเราจะไม่ถอนตัวออกจากกระบวนการสันติภาพเป็นแน่เราขอกล่าวย้ำถึงพันธกิจของเราอีกครั้งในกระบวนการแสวงหาทางออกที่ยุติธรรม ครอบคลุมรอบด้าน และยั่งยืน ให้กับความขัดแย้งที่ปาตานีซึ่งต้องหาหนทางของการพูดคุยสนทนา ถึงแม้ว่าในเส้นทางของการแสวงหาสันติภาพที่แท้จริงนั้นบางครั้งก็จำเป็นต้องเสียสละชีวิตเลือดเนื้อและทรัพย์สินก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วการคลี่คลายปัญหานั้นจะต้องลงเอยบนโต๊ะเจรจาอยู่ดี

สันติภาพเป็นความปรารถนาและความต้องการของชาวปาตานีทั่วทั้งมวล และบนบ่าของเราเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้งเหล่านั้น ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากประชาชนทุกระดับชั้นที่มีต่อบรรดานักต่อสู้คือสิ่งที่คาดหวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากแรงหนุนเสริมจากบรรดานักเคลื่อนไหว กลุ่มองค์กรเอกชน/องค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางสังคมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะช่วยทำให้ความปรารถนาของเราเป็นจริงด้วยการสถาปนาสันติภาพที่ถาวรในดินแดนปาตานีดารุสซาลามแห่งนี้

อาบูฮาฟิซ อัล-ฮากีม
น้ำส้มสายชูและน้ำผึ้ง – จากนอกรั้วปาตานี.

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“รอกิ ดอเลาะ”แกนนำโจรใต้ตัวแสบ สั่ง 2 มือประกอบระเบิดยะลา

แบมะ ฟาตอนี

            2 มือประกอบระเบิดยะลา สารภาพสิ้นได้รับคำสั่งจาก “รอกิ ดอเลาะ” แกนนำโจรใต้ตัวแสบ สั่งการเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากตรงกับแหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงจะสร้างความวุ่นวายด้วยการลอบวางระเบิดก่อนเข้าสู่ห้วงเดือนรอมฎอน แต่เดชะบุญที่ชาวบ้านสุดทนไม่อยากให้เกิดความสูญเสียรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าดำเนินการตรวจสอบเสียก่อนที่จะนำระเบิดไปก่อเหตุ



          จากการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ ได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมาย เลขที่ 22หมู่ 6 บ้านบ่อเจ็ดลูก ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา สามารถควบคุมตัว 2 ผู้ต้องหา ขณะที่ทั้ง 2 กำลังนั่งประกอบระเบิดอยู่ภายในบ้านพักหลังดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบระเบิดได้จำนวนหลายรายการด้วยกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เวลา 15.00น. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่สื่อมวลชนทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อกระแสรองได้นำเสนอไปแล้วนั้น



           จากการซักถามตามกระบวนการ โดยล่าสุด นายมารูวัน สาและ ได้ให้การรับสารภาพว่า มีหน้าที่ประกอบวงจรระเบิดให้แก่กลุ่มขบวนการเพื่อใช้ในการก่อเหตุที่ผ่านมาหลายครั้ง และได้ประกอบวงจรระเบิดแล้วเป็นจำนวนมาก ส่วนนายอายุ มะแอ เป็นเพียงแนวร่วมที่เป็นผู้ดำเนินการจัดหาสิ่งของอุปกรณ์ในการประกอบระเบิดมาให้กับตนเท่านั้น


            สำหรับนายรอกิ ดอเลาะ แกนนำผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการ ปัจจุบันอายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ 6 บ้านบ่อเจ็ดลูก ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา มีหมายจับในคดีความมั่นคงจำนวนหลายหมายด้วยกัน เช่น
  • หมายจับที่ 360/2550 ลงวันที่ 11 กันยายน2550 กรณียิงแล้วเผานายอดิศร สองแก้ว 
  • หมายจับที่ 83/2551 ลงวันที่ 20 มกราคม 2551 ในข้อหาร่วมกันสะสมกำลังพล หรืออาวุธ กระทำความผิดอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อการร้าย 
  • หมายจับที่60/2552 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด ร่วมกันทำ มี ใช้ วัตถุระเบิด และ
  • หมายจับที่ จส 8/2554 ลงวันที่ 14มกราคม 2554 ข้อหาร่วมกันยิง อาสาสมัครทหารพราน เสียชีวิต จำนวน 5 นาย บาดเจ็บ 3 นาย เหตุเกิดหน้าสถานีอนามัยตาเซ๊ะ อ.เมือง จ.ยะลา

            หากการให้การของนายมารูวัน สาและ ที่ซัดทอดนายรอกิ ดอเลาะ แกนนำผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการที่เคลื่อนไหวทำการก่อเหตุ ซึ่งจากสถิติการก่อเหตุที่ผ่านมาในพื้นที่บ้านบ่อเจ็ดลูก ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ถือได้ว่ามีความรุนแรงมิใช่ย่อย ส่วนมือประกอบระเบิด นายมารูวัน สาและ และแนวร่วมผู้จัดหาชิ้นส่วนอุปกรณ์ในการประกอบระเบิด คือนายอายุ มะแอ ได้กระทำมาหลายครั้งแล้ว ระเบิดที่ได้มีการประกอบและนำไปวางที่ใดบ้างนั้นกระบวนการซักถามคงได้ความกระจ่าง นั่นหมายความว่าผู้ประกอบระเบิดทั้ง 2 คน เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการอันเลวร้ายสุดโต่ง ชั่วช้า โดยการสั่งการมาจากระดับแกนนำ จุดประสงค์เพื่อทำลายล้างประชาชนปาตานีผู้บริสุทธิ์ด้วยกันเอง ได้พรากชีวิตผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้วกี่ชีวิตจากครอบครัวที่ต้องได้รับความสูญเสีย

           คราบน้ำตา หัวอกความรู้สึกของผู้ที่สูญเสีย ผู้เขียนไม่สามารถบรรยายแทนได้เป็นลายลักษณ์อักษรหากคนในครอบครัวได้จากไปเนื่องจากการกระทำที่ขาดความยั้งคิดของโจรใต้บางกลุ่มที่มุ่งทำลายล้างสร้างความเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน ต่างจากการประกาศของระดับแกนนำBRN ก่อนหน้านี้ที่โฆษณาชวนเชื่อว่ากลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนปาตานี เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวปาตานี และกระทำการทุกอย่างเพื่อพี่น้องชาวปาตานีโดยส่วนรวม มาถึงวันนี้เมื่อความจริงได้ปรากฏออกมา จากการจับกุมมือประกอบระเบิดหรือผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับแกนนำสั่งการได้เปิดเผยข้อมูลออกมาเมื่อได้รับฟังแล้วน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะขบวนการ BRN ไม่เคยคิดถึงพี่น้องประชาชนปาตานีเลยแม้สักนิดเดียว มีแต่สร้างความเดือดร้อนรายวัน เข่นฆ่าผู้คนเหมือนผักปลา ยิ่งกว่านั้นยังได้ประกอบระเบิดแสวงเครื่องมุ่งทำลายล้างโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย ไม่สนว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม ลูกเล็กเด็กแดง ผู้นำศาสนา ครูบาอาจารย์ ผู้หญิง คนพิการ คนชรา..นี่คือจุดยืนของกลุ่มขบวนการ BRN ที่แท้จริง

           ...เราจะไว้วางใจให้โจรใต้เหล่านี้มาเป็นผู้ดูแลชีวิตของพี่น้องมุสลิมปาตานีของเราอยู่อีกหรือ??

@@@@@@@@@@@@@

ภัยแทรกซ้อนเชื่อมโยงปัญหาไฟใต้


แบมะ ฟาตอนี

            ไม่น่าเชื่อว่าในระยะนี้เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกันอย่างจริงจังในการขจัดภัยปัญหาแทรกซ้อนที่ได้อยู่คู่กับพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน จนบางคนรู้สึกว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตไปแล้ว ซึ่งในการปฏิบัติสามารถเข้าดำเนินการจับกุมพร้อมตรวจยึดของกลางได้จำนวนมากไม่ว่าจะเป็นไม้เถื่อน ไม้ต้องห้าม ถังเหล็กสำหรับดัดแปลงบรรทุกน้ำมัน พร้อมเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อน จำนวน 5 ลำ และที่สำคัญยังพบถังดับเพลิง ท่อเหล็ก ชิ้นส่วน แผ่นเหล็กที่มีขนาด รูปร่าง และสภาพใกล้เคียงกับกล่องเหล็กระเบิดแสวงเครื่อง ที่ผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่ อำเภอเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดและเชื่อมเหล็กจำนวนหนึ่ง




            วันที่ 5 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจยึดรถบรรทุก หมายเลข 82-0431 ป้ายทะเบียนจังหวัดสุราษฎร์ธานี บรรทุกไม้ท่อนซุง จำนวน 21 ท่อน จับกุมได้บริเวณหน้าที่ทำการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดยะลา



         วันที่ 9 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถบรรทุกที่ขับผ่านด่านตรวจเกาะหม้อแกง สามารถตรวจยึดท่อนซุงไม่ทราบชนิดได้ จำนวน 44 ท่อน ความยาว 6 เมตร ผู้ต้องหา 2 คน รถบรรทุกสิบล้อ 2 คัน ไม้แปรรูปไม่มีใบเบิกทาง จำนวน 40 มัด ขนาด 2.4 และ 1.3 ความยาว 1.50 เมตร น้ำหนักรวม 30 ตัน รถพ่วง 18 ล้อ 1 คัน

             วันที่ 11 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ สิ่งของภายในโรงเลื่อยพันธ์ศักดิ์ เลขที่ 148/20 หมู่ 6 ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พบไม้ซุงท่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการแปรรูป จึงได้ทำการตรวจยึดไม้ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบ และได้ทำการตรวจยึดบัญชีเอกสารเพื่อดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 5 รายการ






              วันที่ 12 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการภัยแทรกซ้อนพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่ บ้านบุดี ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ตรวจพบกองไม้ท่อนซุงขนาดใหญ่จำนวนมาก



            วันที่ 13 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจสอบโรงเลื่อยไม่มีชื่อ เลขที่ 54/127 หมู่ 4 บ้านนัดโต๊ะโมง (ซอย 3) ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยมีนายสุวินัย ขุนล่ำ แสดงตนเป็นเจ้าของ พบไม้ท่อนและไม้แปรรูปไม้เป็นจำนวนมากส่งให้หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ยะลา ๓ ตรวจสอบต่อไป



             เมื่อ 16 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่จัดกำลังร่วมเข้าตรวจสอบ โรงไม้ สหทรัพย์ทวีค้าไม้ เลขที่ 103/39 ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ตรวจพบไม้แปรรูป จำนวนมาก และมีไม้หวงห้ามหลายชนิด เช่นไม้ตะเคียนทอง มีการลักลอบต่อแทงค์เหล็กขนาดใหญ่ มีความจุประมาณ 35,000 ลิตร จำนวน 3 แทงค์ คาดว่าน่าจะใช้เพื่อวางในเรือประมงดัดแปลงที่ใช้สำหรับบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อการลักลอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงหลบเลี่ยงภาษีโดยเฉพาะ


             เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าดำเนินการตรวจพบเรือประมงดัดแปลงเพื่อบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 5 ลำ ที่ท่าเทียบเรือองค์การบริหารส่วนตำบลบานา คาดว่าจะใช้เพื่อการลักลอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงหลบเลี่ยงภาษี



          ที่น่าสนใจคือตรวจสอบภายในโรงไม้ สหทรัพย์ทวีค้าไม้ พบถังดับเพลิง ท่อเหล็ก ชิ้นส่วนแผ่นเหล็กที่มีขนาด รูปร่าง และสภาพใกล้เคียงกับกล่องเหล็กระเบิดแสวงเครื่องที่ก่อเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ อำเภอเมืองปัตตานีเมื่อ วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา พร้อมกับตรวจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดและเชื่อมเหล็กอีกจำนวนหนึ่ง



            วันที่ 18 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบโรงไม้ สหทรัพย์ทวีค้าไม้ โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งตรวจพบพบอุปกรณ์ตราประทับผ่านเข้า – ออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองของด่านสุไหงโก- ลก ด่านมุกดาหาร ด่านหนองคาย และด่านบึงกาฬ ด่านละ 2 ชิ้น ยังพบเงินสด สกุลเงินบาทไทย และเงินสกุลต่างประเทศจำนวนมาก เอกสารคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยง การตรวจค้น จับกุมและหลีกเลี่ยงการติดตาม หรือตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ และได้ควบคุมตัว นายสหชัย เจียเสริมสิน และนายสมพิศ พลสนาม นำส่งเจ้าหน้าที่ซักถามเพื่อทำการขยายผลในการกระทำความผิดต่อไป

            ภัยแทรกซ้อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้หมักหมมเป็นดินพอกหางหมูมานาน เป็นแหล่งทำมาหากินให้กับนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล เงินสะพัดกับธุรกิจผิดกฎหมายทุกประเภทเดือนหนึ่งหลายพันล้านบาท และยังได้เกี่ยวพันไปยังกลุ่มขบวนการ BRN และกลุ่มขบวนการอื่นๆ ที่ทำการเคลื่อนไหวเป็นคู่ขัดแย้งและใช้กำลังทางทหารในการก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย จากข้อมูลจากหลายๆ ฝ่ายต่างยืนยันตรงกันว่าธุรกิจผิดกฎหมาย ค้าไม้เถื่อน น้ำมันเถื่อน สินค้าหนีภาษี และขบวนการค้ายาเสพติด คือท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งเสบียงและแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มโจรใต้เหล่านี้เพื่อนำไปจัดซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ประกอบระเบิดกลับมาทำลายล้างพี่น้องประชาชนชาวปาตานีผู้บริสุทธิ์

              โรงงานประกอบการของธุรกิจผิดกฎหมายยังได้กลายเป็นแหล่งที่ผลิตชิ้นส่วนประกอบวัตถุระเบิดให้กับมือประกอบระเบิดของผู้ก่อเหตุรุนแรง อย่างเช่นกรณีการตรวจสอบโรงไม้ สหทรัพย์ทวีค้าไม้ ได้ตรวจเจอถังดับเพลิง ท่อเหล็ก ชิ้นส่วนแผ่นเหล็กที่มีขนาด รูปร่าง และสภาพใกล้เคียงกับกล่องเหล็กระเบิดแสวงเครื่องที่ก่อเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ อำเภอเมืองปัตตานีเมื่อ วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา หากผลการพิสูจน์ออกมาว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนที่ออกมาจากแหล่งเดียวกัน ก็ยืนยันได้ว่าปัญหาที่ไม่จบไม่สิ้นที่ได้เกิดอยู่ทุกวันนี้ยังมีนักธุรกิจที่คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักโดยไม่สนใจใยดีของผลกระทบที่เกิดความเสียหาย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับเหตุการณ์ อีกทั้งยังสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงให้กระทำการที่โหดร้าย สุดโต่ง ต่อเพื่อนร่วมชีวิต เพื่อนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดินถิ่นเกิดอย่างทารุณ ผิดมนุษย์

              การดำเนินการเอาผิดต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการก่อเหตุร้ายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกองค์กร ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเอาจริงเอาจัง ทำการชำระล้างให้สะอาดสักที ซึ่งในระยะนี้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม และเห็นผล อย่าไปไว้หน้าผู้มีอิทธิพล นักการเมืองเลวๆ ที่อาศัยปัญหาไฟใต้ทำธุรกิจเถื่อน บนคราบน้ำตาของผู้ที่สูญเสีย ตราบใดที่ไม่อาจแก้ปัญหาภัยแทรกซ้อนได้ ปัญหาไฟใต้ก็ไม่มีวันดับ

         ..อยากเห็นสันติสุขเกิด คืนความสุขให้กับพี่น้องจังหวัดชายแดนใต้ ก็จะต้องร่วมมือกันขจัดปัญหาภัยแทรกซ้อนเหล่านี้ให้สิ้นซาก
@@@@@@@@@@@@@

เมื่อแนวร่วมโจรใต้โดนจับอาวุธปืนพร้อมของกลาง



แบมะ ฟาตอนี

             เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557 เวลา 18.50 น. กลุ่มโจรใต้ใช้อาวุธปืน สงคราม ซุ่มยิงรถยนต์กระบะ ของ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4903 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดดังกล่าวได้เดินทางกลับจากการแข่งขันกีฬา และมอบรางวัลให้แก่โรงเรียนตาดีกาในพื้นที่ บ้านไอร์แตแต และกำลังมุ่งหน้าจะกลับฐานที่ตั้ง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่ารกทึบห่างจากฐานปฏิบัติการประมาณ 1 กิโลเมตร ได้มีกลุ่มคนร้ายประมาณ 4-5คน ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะเกิดการยิงปะทะกันนานประมาณ 5 นาที หลังเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ จำนวน 7 นาย และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา จำนวน 2 นาย คือ อส.ทพ.นัฐพงศ์ พิมรัตน์ และ อส.ทพ.วิษนุ นวลแก้ว



           ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2557 เวลา 04.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้จัดกำลังขยายผลเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายในพื้นที่ บ้านสกูปา หมู่ที่ 8 ตำบลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ บ้านบาโงปะแต หมู่ที่ 1 ตำบลโคกสะตอ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย จำนวน 3 คน คือ
  • นายมาหะมะรอยาลี แมะเฮาะอีเล พร้อม ปลย.M-16 จำนวน 1 กระบอก 
  • นายอิบรอเฮม แมเฮาะอีเล และ 
  • นายอิสมาแอ มันธนาพร พร้อมของกลาง จำนวน 12 รายการ



            การลงมือปฏิบัติการลอบยิงเจ้าหน้าที่ทหารพรานในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าผู้ที่ลงมือก่อเหตุคือกลุ่มแนวร่วมโจรใต้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ รู้ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เวลาในการออกปฏิบัติงานการไปร่วมกิจกรรมกับโรงเรียนตาดีกา แอบซุ่มลอบทำร้าย ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างทุ่มเททำงานเพื่อชุมชนเพื่อพี่น้องประชาชนชาวปาตานีโดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา

             ของกลางที่เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดได้ มีทั้งอาวุธปืนสงคราม M-16 ซองกระสุน กระสุนขาด 5.56 และ เสื้อชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ชุดลายพรางเจ้าหน้าที่ทหาร และวิกผม ซึ่งเสื้อผ้าเครื่องแบบทหารดังกล่าวผู้ต้องสงสัยมีไว้เพื่อปิดบังอำพรางตนเองในการเคลื่อนไหวลงมือก่อเหตุ แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่ไม่ให้เป็นที่ต้องสงสัย และที่สำคัญเมื่อมีการก่อเหตุแล้วโยนความผิด สร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ในการเข่นฆ่าประชาชน



              เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ผ่านมาจากการจับกุมผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมได้มีการยกฟ้อง ปล่อยตัว คดีที่สามารถเอาผิดจริงๆ ที่มีหลักฐานเพียงพอมีเพียงไม่กี่คดี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเก็บรวบรวมหลักฐานวัตถุพยานต่างๆ ต้องมีความละเอียดรอบคอบ อีกทั้งการทำสำนวนส่งตัวฟ้องศาลมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างมีให้เห็นหลายต่อหลายครั้งผู้ต้องสงสัยที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถเอาผิดได้ กลุ่มองค์กร NGOs จะนำประเด็นดังกล่าวมาเคลื่อนไหว กล่าวหาโจมตี เจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชน มีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรมและเท่าเทียม แต่ที่น่าสลดใจคือกลุ่มแนวร่วมที่เคยก่อเหตุโดนจับกุมตัวเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมหลักฐานมีไม่เพียงพอ แนวร่วมเหล่านั้นมีความเหิมเกริมกลับไปเคลื่อนไหวทำการก่อเหตุอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            กรณีการขยายผลเข้าทำการจับกุมกลุ่มแนวร่วมที่ลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารพรานในครั้งนี้ หากการจับกุม เป็นตัวจริงเสียงจริงถือได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ทำงานเชิงรุก เอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย พร้อมทั้งสร้างบรรทัดฐานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของผู้ที่กำลังบ่อนทำลายความสงบสุขของพี่น้องประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และลบข้อกล่าวหาว่ากระบวนการยุติธรรมว่ามีความลำเอียง เลือกปฏิบัติ ไม่มีความเท่าเทียม

            ตามปกติแล้วการใช้กำลังทางทหารของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าทำการพิสูจน์ทราบค่อนข้างไม่ได้ผล เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่งเข้ามาพักอาศัยกินอยู่ชั่วคราวนั้นมักจะไม่ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่พวกเขาไม่พร้อมรบ ส่วนใหญ่จะหลบหนีออกจากหมู่บ้านไปก่อนล่วงหน้า หรืออำพรางตัวอยู่ในสถานะประชาชนมลายูทั่วๆ ไป กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจะปฏิบัติต่อฝ่ายเราก็ต่อเมื่อฝ่ายเราเข้าไปแย่งชิงมวลชนประชาชนมลายูในหมู่บ้านให้กลับมาร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ หรือเมื่อฝ่ายเราเสียเปรียบหรืออ่อนแอเท่านั้น ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มีการปฏิบัติการทางการทหารรูปแบบเดิมๆ ยุทธวิธีในการลอบโจมตีต่อเป้าหมายที่อ่อนแอ เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ระมัดระวังตัว



              หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐได้ให้ความสำคัญทุ่มเทในการปฏิบัติการจิตวิทยาประชาสัมพันธ์มุ่งเน้นให้พี่น้องมลายูเข้าใจและไว้วางใจ ชี้ให้เห็นผลกระทบของการก่อเหตุรุนแรงมีแต่จะนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่หมู่บ้าน ชุมชนของพี่น้องมลายูเอง คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการ BRN ได้แจ้งเบาะแสข่าวสารจนนำไปสู่การจับกุมแนวร่วมขบวนการที่ทำการหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านได้จำนวนมาก ซึ่งนับเป็นนิมิตรหมายที่ดีของจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความสันติสุข ความเข้าใจกันของพี่น้องมลายูปาตานีกับเจ้าหน้าที่รัฐและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่ทุกคนต่างตั้งตารอคอยแสงสว่างแห่งสันติภาพให้เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้

@@@@@@@@@@@@@

ยาเสพติด-นักการเมืองกับขบวนการ BRN

แบมะ ฟาตอนี

               ความเข้มข้นของการตรวจเข้ม ขยายผลของเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมทั้งภัยแทรกซ้อนต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศจากการประกาศใช้กฎอัยการศึก อีกทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ใส่เกียร์ว่าง สนองนโยบายในการปฏิรูปประเทศ คืนความสุขให้กับคนไทย ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เช่นเดียวกัน จากการครอบงำของนักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองระดับชาติผู้กำหนดชะตากรรมของประชาชนในพื้นที่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าเตะผลประโยชน์มหาศาลที่ผิดกฎหมายของนักการเมืองเหล่านี้






               ณ วันนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีเป็นอย่างยิ่งที่มีการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด ธุรกิจผิดกฎหมายทุกชนิดให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินแห่งนี้ซักที ใครๆ ต่างรู้ดีว่าเงินสะพัดจำนวนมหาศาล ตกอยู่ในกำมือของนักธุรกิจ นักการเมือง ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง รัฐต้องสูญเสียรายได้ปีหนึ่งหลายหมื่นล้าน ที่สำคัญธุรกิจเหล่านี้เป็นแหล่งเงินทุน เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับโจรใต้ในการก่อเหตุความรุนแรง

              การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านภัยแทรกซ้อนได้ดำเนินการเป็นจริงเป็นจังมีการประสานงานด้านการข่าวที่แน่นอน เข้าจู่โจมทำการจับกุมแบบไม่ทันตั้งตัวหลายจุดด้วยกัน สามารถทะลายแหล่งซุกซ่อนยาบ้าได้เป็นจำนวนมาก เมื่อมีการขยายผลมีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนด้วยกันโดยส่วนใหญ่เป็นหัวเมืองเศรษฐกิจที่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาท่องเที่ยว






           การดำเนินการกวาดล้างดำเนินการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือน พฤษภาคม 2557 เมื่อวันที่ 27 พ.ค.57 โดยจุดตรวจในเขตเทศบาลตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้จับกุมผู้ต้องหาจำนวน ๒ ราย คือ นายฮาซัน ยาบาลา และนายนิเฮง สาแมง พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 18,000 เม็ด อาวุธปืนขนาด.357 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 12 นัด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ BMW ทะเบียน กง 3391 นราธิวาส โดยนายฮาซัน ยาบาลา ให้การว่าขนยาบ้ามาจากพื้นที่ ม.3 ต.ผดุงมาตร อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เพื่อนำไปเก็บและพักของไว้ที่บ้านพักของ นายนิเฮง สาแมง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งทั้งสองคนได้รับการว่าจ้างจาก นายอาลาฟัส บากา ด้วยเงินจำนวน 10,000 บาท ปัจจุบัน นายอาลาฟัส ถูกจับกุมคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57

             เมื่อวันที่ 28 พ.ค.57 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายเลขที่ 77 ม.2 ต.ปูโย๊ะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส สามารถจับกุม นายรอเซ๊ะ อาแวโซ๊ะ ซึ่งเป็นรองนายกองค์การบริหารตำบลปูโย๊ะ และนายมูฮะมะฮัชรี อาแวโซ๊ะ (น้องชาย) พร้อมยาบ้า จำนวน 8,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในบริเวณบ้าน และได้ทำการตรวจยึดวัตถุพยานหลายรายการด้วยกัน ประกอบด้วยปืนพกขนาด .45 นิ้ว พร้อมซองกระสุน 9 นัด ปืนพกขนาด .357 นิ้ว พร้อมกระสุน 16 นัด ปลซ.เบอร์ 12 พร้อมกระสุน 18 นัด รถยนต์ฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด ทะเบียน กอ 5260 สงขลา รถจักรยานยนต์ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง แทปเล็ต 1 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 5 เล่ม นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

           เมื่อ 9 มิ.ย57 เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจาการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดของ นางรัชนีย์ แซ่ฉิน โดยได้ทำการตรวจคันและจับกุม นางอรพรรณ จิหามาตร นายสตาวีเด็น สูหลง น.ส.มานูเน๊าะ สูหลง และ  น.ส.เสาวณีย์ ฉิมวิเศษ พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 33,800 เม็ด พร้อมเงินล่อซื้อ จำนวน 240,000 บาท รถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และสิ่งของอื่นๆ อีกหลายรายการ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธารโต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






           เป็นที่น่าสังเกตจากการจับกุมนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ๆ ในพื้นที่ 3 จชต. พบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนในพื้นที่ อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส อีกทั้งจากการตรวจพบข้อมูลมีการพบบัญชีการใช้เงินซื้อเสียง รายละ 2,500 บาท จำนวน 175 ราย แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของนักการเมืองท้องถิ่นที่มีพฤติกรรมค้ายาเสพติดที่ทำมาค้าขายกันเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ มีกลุ่มนายทุน เครือข่ายการค้า กลุ่มเก็บสะสมยาเสพติด และกลุ่มที่ทำหน้าที่ขนย้ายยาเสพติด มีการนำรายได้จากการค้ายาเสพติดไปซื้อเสียงจนได้รับเลือกตั้งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างอิทธิพลสำหรับป้องกันตนเองจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

            เครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีความเชื่อมโยงกันเป็นอาชญากร ข้ามชาติ มีการโอนเงินไปมาข้ามประเทศ เพื่อทำการฟอกเงินโดยการประกอบธุรกิจบังหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านอาหาร กิจการรับเหมาก่อสร้าง บริษัททัวร์ จองตั๋วเครื่องบินเพื่อใช้ในการอำพรางสถานะ






          ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่น้ำจิ้มเรียกน้ำย่อยของขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  แต่ไฮไลน์จริงๆ อยู่ที่ขบวนการค้ายาเสพติดมีความเชื่อมโยงกับปัญหาไฟใต้ชนิดแยกกันไม่ออก จากการติดตามตรวจสอบกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด กลุ่มขบวนการ BRN เป็นเนื้อเดียวกันมีอยู่หลายครั้งเมื่อมีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดกลับพบว่ามีประวัติพัวพันในการก่อเหตุ มีหมายจับในคดีความมั่นคงอยู่ด้วย ข้อมูลเชิงลึกเมื่อมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการBRN กลับพบว่าเงินที่ใช้ในการก่อเหตุได้รับการสนับสนุนมาจากพ่อค้ายาเสพติด ก็เท่ากับว่าผู้ที่ทำลายสังคมให้มีความเสื่อมโทรมมอมเมาเยาวชนลูกหลานชาวมลายูปาตานีให้ติดยาจนถอนตัวไม่ขึ้น คือ “พ่อค้ายาเสพติด” แต่ในขณะเดียวกันพวกชั่วช้าเห็นแก่ได้พวกนี้ยังเป็นแหล่งเงินทุน เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับโจรใต้ BRN นำไปซื้ออาวุธ อุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดกลับมาเข่นฆ่าพี่น้องมลายูปาตานีอีกทางหนึ่งด้วย แต่เป้าหมายเดียวกันคือมอบความตายให้กับพี่น้องพวกเดียวกันเอง ตายแบบผ่อนส่ง กับตายแบบฉับพลัน





                นี่คือความชั่วช้าของขบวนการยาเสพติดที่ยึดครองจังหวัดชายแดนใต้ด้วยการมอมเมาให้ลูกหลานติดยา ผสมโรงด้วยขบวนการ BRN สุดโต่งมุ่งทำลายล้างสร้างความรุนแรง สร้างความขัดแย้งทางความคิด แยกไทยพุทธ-ไทยมุสลิมออกจากกัน ทำลายการอยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรมลงอย่างสิ้นเชิง สันติภาพ สันติสุข ยังไม่เกิด

            ตราบใดที่หน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถทำลายล้างขบวนการชั่วช้าหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนไม่หมดสิ้น ตราบนั้นโจรใต้ BRN ยังมีเชื้อไฟที่คอยเติมลงบนกองเพลิงที่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้ายาไม่ให้ไฟใต้มอดดับ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันบนความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าของประชาชนชาวปาตานี
  • พ่อค้ายาเสพติด 
  • นักการเมือง และ
  • ขบวนการ BRN 
           คือ 3 ประสานผู้จุดไฟใต้และคอยเติมเชื้อเพลิงไม่ให้มีวันดับ แล้วใครล่ะ? จะเป็นผู้ดับไฟคืนความสันติ คืนความสงบสุขให้กับประชาชนเจ้าของพื้นที่แห่งนี้..

@@@@@@@@@@@@@

เบื้องหลังการจัดตั้งของขบวนการ BRN


นักรัก ปัตตานี

             ขบวนการแบ่งแยกดินแดนใต้เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ สมัย ร.5 ในครั้งที่ ตนกูอับดุลกาเดร์ บินตวนกู รอมารุดดิน หรือ พระยาวิชิตภักดี เจ้าเมืองปัตตานี ในขณะนั้นไม่พอใจที่ ร.5 ส่งเจ้าเมืองคนใหม่ที่เป็นมุสลิมจากกรุงเทพมาปกครองปัตตานี ทำให้เจ้าเมืองเดิมไม่พอใจฝักใฝ่อังกฤษ ในที่สุดพระยาวิชิตภักดี ถูกทางการสยามจับกุมตัวในข้อหากบฏ



            จากการศึกษาข้อมูลกลุ่มขบวนการที่ได้เคลื่อนไหวเพื่อต้องการเอกราชจากรัฐไทย ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีได้แก่ ขบวนการ กัมปา (GAMPAR) หรือ “สมาคมรวมเผ่ามลายูที่ยิ่งใหญ่” ขบวนการยุคที่ 2 ขบวนการ บีเอ็นพีพี BNPP (Barisan National Pembebasar Pattani) ขบวนการยุคที่ 3 ขบวนการ บีอาร์เอ็น หรือ กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี BRN (Barisan Revolusi Nasional) ซึ่งได้แยกตัวออกมาจากขบวนการ บีเอ็นพีพี ขบวนการยุคที่ 4ขบวนการ พูโล PULO (Patani United Liberation Organization) แยกตัวมาจาก ขบวนการ บีอาร์เอ็น ขบวนการยุคที่ 5 ขบวนการ มูจาฮีดีน (มูจาฮีดีน ปัตตานี หรือ BBMP, มูจาฮีดีน อิสลามปัตตานี หรือ GMIP) นอกจากนั้นยังมีขบวนการ เบอร์ซาตู ขบวนการ เปอร์มูดอ และขบวนการ RKK




                ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือ ขบวนการปฏิวัติได้วางแผนและสั่งการอำนวยการ กำหนดให้กลุ่มแนวร่วมขบวนการรับผิดชอบในเขตพื้นที่ 2 – 3 อำเภอ ที่เรียกว่า “สะกอม” ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการหลายคณะ ทั้งฝ่ายทหาร (ระดับกองร้อย) และฝ่ายมวลชน (ระดับสะกอม) ฝ่ายเยาวชน ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายสตรี และฝ่ายศาสนา (อูลามา)โดยกลุ่มคนเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาจากเยาวชนในโรงเรียนสอนศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ที่คัดเลือกเยาวชนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับแนวหน้ามีความประพฤติดี ใฝ่ใจในศาสนาอิสลาม ซึ่งขบวนการปฏิวัติได้ใช้เวลาบ่มเพาะพร้อมให้การศึกษาด้านงานปฏิวัติอีก 4-5 ปี จึงนำไปสู่การปฏิวัติ เพื่อขับเคลื่อนงานมวลชน และงานด้านการทหารของขบวนการปฏิวัติมลายูในแต่ละเขตงาน (สะกอม)



ข้อพิจารณาในการคัดเลือกของกลุ่มคนในระดับนี้

  • 1. กลุ่มคนในระดับนี้เป็นนักคิดนักปฏิวัติที่มุ่งมั่นต่อต้านรัฐบาลไทยทุกๆ รัฐบาลตลอดเวลาไม่ว่ารัฐบาลจะทำถูกทำดี ต่อประชาชนมลายูก็จะถูกต่อต้านในทุกรูปแบบด้วยแนวคิดที่คาดไม่ถึง
  • 2. กลุ่มนักคิดนักปฏิวัติเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นนักปลุกระดม นักจัดตั้งมวลชนซึ่งมีพื้นฐานการปลูกฝังอุดมการณ์ในการต่อสู้ทั้งด้านการทหารและด้านการเมืองดังนั้นกลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้จึงสามารถวิเคราะห์งานการเมืองและการทหารได้อย่างตรงไปตรงมาและมีคุณภาพ
  • 3. กลุ่มนักคิดนักปฏิวัติเหล่านี้ มีความสามารถในการบริหารองค์กรปฏิวัติให้เกิดผลงาน ด้วยการบริหารคน เวลา ทรัพยากรที่มีอยู่ใน 3 จชต. อย่างจำกัด โดยไม่หวังผลตอบแทนเพียงเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจว่าตนเองเป็นนักปฏิวัติในอุดมคติของขบวนการปฏิวัติมลายู
  • 4. ในแง่ของศาสนา กลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้มีความรู้ทางด้านศาสนาสูงกว่าชั้น 10 (ซานาวี) โดยจะแฝงตัวเข้าไปเรียนศาสนาในขั้น 11-14 ที่โรงเรียนสอนศาสนาชื่อดังในตัวเมืองยะลา และโรงเรียนสอนศาสนาในตัวเมืองปัตตานี ทำให้กลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้สามารถใช้ศาสนานำไปเป็นเงื่อนไขปลุกเร้าให้ RKK และมวลชนในหมู่บ้านจัดตั้ง (อาเจ๊าะ) พร้อมที่จะต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลไทยได้ตลอดเวลาโดยผ่านทางฝ่ายอูลามา (ศาสนา) ในระดับสะกอม
  • 5. กลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้มักจะถูกจำกัดในเรื่องการเรียนสายสามัญ และสายศาสนาให้อยู่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีเกือบทุกคน ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มที่มีผลการเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก ทำให้กลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้ปฏิเสธการมีใบปริญญาแต่ยอมรับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานมากกว่า ดังนั้นกลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้จะเปิดตัวมาทำงานในโลกของการแข่งขันด้วยใบปริญญาจึงมีน้อยมาก แต่ก็ทำให้นักปฏิวัติเหล่านี้ได้คิดได้เปรียบเทียบ และพบว่าทำไมกลุ่มผู้นำขององค์กรปฏิวัติมลายูส่วนใหญ่จึงส่งลูกหลานไปเรียนต่อในระดับสูง จบถึง ป.โท ป.เอก ทั้งสายสามัญ และสายศาสนา ทั้งในและต่างประเทศ ตรงกันข้ามกับกลุ่มพวกเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวบ้านมลายูธรรมดาเท่านั้นเอง กลับไม่มีโอกาสเช่นนั้น
  • 6. ด้วยความเป็นนักปฏิวัติในอุดมคติของบุคคลเหล่านี้ที่ถูกสร้างมาจากองค์กรปฏิวัติมลายู ทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีความฝันในอุดมคติ เหนือกว่าความได้เป็นเอกราชของรัฐปัตตานี นั่นคือการทำให้พี่น้องมลายูมีความสุขสันติตามแนวทางอิสลาม ดังนั้นนักปฏิวัติเหล่านี้มักจะไม่สนใจความสุขสบายเป็นส่วนตัว ไม่หวังตำแหน่งลาภยศใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้นักรบเหล่านี้ถูกองค์กรนำ DPPหลอกใช้ทำงานปฏิบัติได้อย่างง่ายดายโดยปราศจากสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
  • 7. กลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่บริเวณบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองเป็นหลัก เพราะมีความคุ้นเคยกับคนกับชุมชน และกับภูมิประเทศ รวมถึงลมฟ้าอากาศเป็นอย่างดี จึงสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี ดังนั้นนักปฏิวัติเหล่านี้ จึงสามารถแฝงและฝังตัวอยู่ในพื้นที่ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ตลอดเวลาจนฝ่ายรัฐไม่คาดคิดว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นสมาชิกของขบวนการปฏิวัติมลายู
  • 8. กลุ่มนักปฏิวัติมักมีความมั่นใจในการบริหารงานในองค์กรปฏิวัติว่าสามารถต่อต้านรัฐไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะงานด้านการจัดตั้งมวลชนมลายู เพราะด้วยการปฏิวัติตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดีในทุกมิติของสังคมมลายูในพื้นที่นั้นๆ จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนมลายูในพื้นที่ตลอดเวลา ดังนั้นกลุ่มนักปฏิวัติเหล่านี้มีความเชื่อว่าพวกเขาสามารถควบคุมประชาชนมลายูในพื้นที่รับผิดชอบในทุกๆ มิติ โดยเฉพาะมิติทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองในระดับท้องถิ่นหรือในระดับชาติ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต



ระดับ 3 ปฏิบัติการ

            ขบวนการปฏิวัติมลายูได้สร้างสมาชิกระดับปฏิบัติการเอาไว้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มทหาร และกลุ่มมวลชน กลุ่มทหารที่รู้จักกันภายใต้ชื่อว่า RKK มีหน้าที่ปฏิบัติการทางทหารในรูปแบบของกองโจรและการก่อการร้าย ส่วนกลุ่มมวลชนที่รู้จักกันในชื่อว่า อาเจ๊าะ (หมู่บ้านจัดตั้ง) มีหน้าที่ให้การสนับสนุนการรบและช่วยรบ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้มีข้อแตกต่างกัน คือ กลุ่มสมาชิก RKK จะเป็นเยาวชนมลายูที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ส่วนมากจะเป็นเยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษาของโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกลุ่มสมาชิกอาเจ๊าะ จะเป็นประชาชนมลายูที่อยู่ในหมู่บ้านชนบท มีความศรัทธาในศาสนาแต่ไม่มีความรู้ในเรื่องศาสนามากนัก ขบวนการปฏิวัติมลายูจึงฉวยโอกาสใช้ศาสนาบิดเบือนเจือปนกับงานปฏิวัติของขบวนการปฏิวัติ เข้าไปปลุกระดมบ่มเพาะชักชวนให้เป็นสมาชิกของขบวนการปฏิวัติมลายู




ข้อพิจารณาของกลุ่มคนระดับปฏิบัติการ
  1. กลุ่มปฏิบัติการทั้ง 2 กลุ่ม มีความเชื่อว่าการปฏิบัติงานของตนเองนั้น เป็นการปฏิบัติงานเพื่อศาสนา เพื่อพระเจ้า แต่จะเป็นการสนับสนุนงานปฏิวัติของขบวนการปฏิวัติมลายูหรือไม่นั้นยังไม่สำคัญ เพราะกลุ่มปฏิวัติทั้ง 2 กลุ่ม มีความเชื่อว่าสถานการณ์ใน 3 จชต. อยู่ในภาวะสถานการณ์สงครามศาสนา (ดารุลฮารบี) ซึ่งเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ที่มุสลิมทุกคนใน 3 จชต. ต้องปฏิบัติถ้าไม่เชื่อจะเป็นบาป แต่ถ้าปฏิบัติจะได้บุญมากกว่าปกติ และถ้าเสียชีวิตในการทำสงครามศาสนาจะได้สถานะฮีด คือไปสู่สวรรค์โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของเทวทูต และไม่ต้องอาบน้ำศพและไม่ต้องละหมาด เมื่อ RKK เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่จะเห็นได้ว่าญาติๆ จะกีดกันไม่ให้โต๊ะอิหม่ามทำพิธีละหมาดและอาบน้ำศพก่อนนำไปฝังที่กุโบร์ ดังนั้นการวินิจฉัยการปฏิบัติขิง RKK ที่เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่แล้วไม่อาบน้ำศพและทำพิธีละหมาดนั้น ถูกหรือไม่ในหลักศาสนาอิสลามซึ่งผู้รู้ศาสนาอิสลามใน 3 จชต. ส่วนใหญ่รู้ว่าสถานการณ์ใน 3 จชต. ยังไม่เข้าสถานะสงครามศาสนา (ดารุลฮารบี) แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูดเพราะกลัวขบวนการปฏิวัติมลายูจะสังหารเหมือนบาบอหรือโต๊ะครูบางท่านที่ออกมาคัดค้านจนถูกฆ่าตาย
  2. ด้านการเงินสนับสนุนของขบวนการปฏิวัติมลายูกลุ่มปฏิบัติการทั้ง 2 กลุ่ม จะต้องสละเงินวันละ 1 บาท/คน สำหรับกลุ่มมวลชน (อาเจ๊าะ) และสละเงินวันละ 2 บาท/คน สำหรับกลุ่ม RKK ด้วยความเต็มใจ ซึ่งขบวนการมิได้บังคับแต่อย่างใด จะเห็นได้ว่าตราบใดที่ขบวนการปฏิวัติมลายูยังคงสามารถสร้างสมาชิกแนวร่วม (อาเจ๊าะ) และสมาชิก RKK ได้อยู่ตลอดเวลา ระบบการเงินสนับสนุนของขบวนการ ก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้นเป็นระบบการเงินพื้นฐานของขบวนการปฏิวัติมลายูนอกเหนือจากระบบการเงินสนับสนุนวันละ 1 บาท และ 2 บาท ของกลุ่มปฏิบัติการนี้แล้ว ขบวนการปฏิวัติมลายูระดับนโยบาย (DPP) จะไปใช้จ่ายอย่างไรสมาชิกกลุ่มปฏิบัติการทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีสิทธิ์ไปทวงถามแต่อย่างใด
  3. การตอบแทนการปฏบัติงานของกลุ่มปฏิบัติการทั้ง 2 กลุ่มนี้ ขบวนการปฏิวัติมลายูไม่ได้ให้ค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของแต่อย่างใด แต่จะให้ตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในงานปฏิวัติเท่านั้น ซึ่งผลตอบแทนคือจะได้บุญมากกว่าบุญปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อกลุ่มปฏิบัติการทั้ง 2 กลุ่ม มีความเบื่อหน่ายอ่อนล้าจาการปฏิบัติงานมานาน ขบวนการปฏิวัติจะใช้ฝ่ายศาสนา (อูลามา) เข้าไปปลุกระดมด้วยเงื่อนไขศาสนา (ดารุลฮารบี) ซ้ำๆ อีก ก็จะทำให้สมาธิปฏิบัติการทั้ง 2 กลุ่ม มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของขบวนการปฏิวัติมลายูต่อไป
  4. ความเป็นคนดีของสังคมมลายู ขบวนการปฏิวัติมลายูจะคัดเลือกคนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิบัติการด้วยคุณสมบัติของความเป็นคนดีในมิติของศาสนาอิสลามเป็นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นกลุ่มRKK หรือกลุ่มอาเจ๊าะ (หมู่บ้านจัดตั้ง) ก็ตาม บุคคลเหล่านี้จะมีลักษณะเด่นในหมู่เยาวชน หรือในหมู่ประชาชนมลายูในหมู่บ้าน เช่น ไม่ติดยาเสพติด ชอบเล่นกีฬา ชอบละหมาด หรือถ้าเป็นประชาชนก็จะเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม ขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพการงานสอนศาสนา ไม่ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาล หรือเป็นผู้มีอิทธิพลค้ายาเสพติด




              ดังนั้นขบวนการปฏิวัติมลายูจึงเลือกบุคคลเหล่านี้ในหมู่บ้านเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิบัติการเพราะโดยพื้นฐานของสังคมชุมชนมลายูแล้ว คนมลายูทั่วๆ ไปต่างก็ยอมรับความเป็นคนดีของคนเหล่านี้อยู่แล้ว แต่เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ได้เป็นสมาชิกกลุ่มปฏิบัติการของขบวนการปฏิวัติมลายู ก็ถูกขบวนการปฏิวัติมลายูปรับเปลี่ยนความคิดเพิ่มเติม คือ ความคิดให้เกลียดคนไทยพุทธ และต่อต่านรัฐบาลไทยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยถูกกล่าวหาว่าไปจับกุมคนดีของชุมชนมลายูอยู่เสมอกับการปฏิบัติการ ลับ ลวง พราง ของขบวนการปฏิวัติมลายูทำให้ผลการดำเนินคดีต้องฟ้องหรือปล่อยตัวในที่สุุด


           นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมโดยเฉพาะสังคมมุสลิมว่าเจ้าหน้าที่จับกุม ทำร้ายประชาชนมลายูมุสลิมผู้บริสุทธิ์ที่มีแต่มือเปล่า

@@@@@@@@@@@@@

การก่อเหตุรุนแรงเดือนรอมฎอนได้ผลบุญทวีคูณจริงหรือ?


นักรัก ปัตตานี

            วันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1435 ปีนี้ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 29มิถุนายน พ.ศ.2557 เดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ถือได้ว่าเป็นบุญใหญ่แห่งปีที่พี่น้องชาวไทยมุสลิมได้ประกอบศาสนกิจกัน แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงแสวงโอกาสในห้วงเดือนแห่งศรัทธา ได้โฆษณาชวนเชื่อ และปลุกระดมให้มวลสมาชิกและแนวร่วมผู้หลงผิดเข้าใจว่า “การก่อเหตุในเดือนรอมฎอนจะได้บุญมากเป็นพิเศษ” โดยเฉพาะการลงมือก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐ



              ย้อนรอยไปดูสถานการณ์การก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอนในรอบ 9 ปี ที่ผ่านมา พบว่ามีการก่อเหตุค่อนข้างมาก ลักษณะการก่อเหตุจะเน้นหนักยิงรายบุคคล ตามด้วยลอบวางระเบิด ลอบวางเพลิง และเหตุก่อกวน เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อปี 56 ได้มีกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลไทยกับฝ่าย BRN โดยได้มีข้อตกลงที่จะลดเหตุรุนแรงในเดือนรอมฎอน ซึ่งในห้วงแรกของเดือนแห่งการถือศีลอดการก่อเหตุได้ลดลงจนหลายฝ่ายต่างออกมาชื่นชมว่ากระบวนการพูดคุยได้ผล แต่เหตุการณ์ได้พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อมีการก่อเหตุรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในห้วง 10 วันสุดท้ายก่อนจะละศีลอด



เหตุความรุนแรงเดือนรอมฏอน ปี 56 ทั้งที่มีข้อตกลงลดการก่อเหตุ

           วิเคราะห์ได้ว่า BRN ไม่สามารถควบคุมสั่งการสมาชิกระดับปฏิบัติการที่ทำการเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ได้ทุกกลุ่ม เนื่องจากมีการแตกออกไปหลายกลุ่มด้วยกัน บางกลุ่มไม่เห็นด้วยในแนวทางกระบวนการสันติภาพที่กำลังมีการพูดคุยกันอยู่ ซึ่งในภายหลังขบวนการ BRN ได้ออกมากล่าวอ้างผ่านสื่อกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยทำผิดข้อตกลงในการลดเหตุรุนแรง ข่าวบางกระแสได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนรอมฎอนเกิดจากการกระทำของกลุ่ม PULO ที่ต้องการแสดงศักยภาพเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ หลังจากนั้นได้มีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไปในทิศทางเดียวกัน กลุ่ม PULO ได้มีที่นั่งบนโต๊ะเจรจาร่วมกับขบวนการBRN เพื่อทำการพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายรัฐบาลไทย



เหตุจูงใจการก่อเหตุเดือนรอมฎอน เดือนแห่งการถือศีลอด
            เดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดเป็นเดือนแห่งประเสริฐของมวลพี่น้องมุสลิมที่ประกอบศาสนกิจ เป็นเดือนแห่งบุญ เป็นเดือนแห่งการมุ่งทำความดี เหตุไฉนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ละเว้นในการก่อเหตุ สืบเนื่องจากได้มีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา และมีความเชื่อแบบผิดๆ โดยระดับแกนนำขบวนการ BRN ได้ปลุกระดมทางความเชื่อทางความคิดให้กับสมาชิกและแนวร่วม เข้าใจว่าการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอน เป็นการต่อสู้เพื่อแผ่นดินมาตุภูมิปาตานีดารุสลาม เป็นการทำสงครามต่อผู้รุกรานหรือสงครามญีฮาด ซึ่งจะได้รับผลบุญทวีคูณสองเท่า

             การอ้างให้สมาชิกและแนวร่วมทำสงครามญีฮาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไม่ถูกต้อง การที่จะกำหนดว่าเป็นสงครามญีฮาดได้นั้น จะต้องเป็นดินแดนดารุลอิสลาม หรือดารุสสลาม ดินแดนของชนชาวอิสลามปกครองด้วยศาสนาอิสลาม เมื่อคนต่างศาสนามารุกราน พี่น้องร่วมชาติอิสลามจะต้องต่อสู้ปกป้องประเทศและปกป้องศาสนา หรือเป็นดินแดนดารุลฮัรบี คือดินแดนที่เมื่อก่อนเป็นประเทศที่ปกครองด้วยคนอิสลามแล้วถูกคนนอกศาสนารุกราน ทุกคนต้องเข้าร่วมต่อสู้เป็นสงครามญีฮาด แต่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีแต่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหลอกลวงให้สมาชิกและแนวร่วมผู้หลงผิดทำการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอน ว่าจะได้รับบุญทวีคูณ



ใครได้ ใครเสีย หากยังมีการก่อเหตุรุนแรงในเดือนรอมฎอน


                สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศในขณะนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงอาจจะนำมาเป็นประเด็นในการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ในห้วงเดือนรอมฎอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้ทหารจะมีอำนาจในการปกครองประเทศก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไฟใต้ได้ อีกทั้งยังมีความต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากสมาชิกแนวร่วม มีการสร้างแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยทำการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือนักการเมืองระดับชาติที่เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเดือนแห่งการถือศีลอด

            ในส่วนของปัญหาภัยแทรกซ้อน ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน และสินค้าหลบหนีภาษี ยังคงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนหรือเป็นแหล่งเงินทุน ท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในการก่อเหตุอยู่ต่อไป และที่สำคัญในห้วงเดือนรอมฎอน พี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ไปทำมาหากิน ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ จะเดินทางกลับภูมิลำเนามาประกอบศาสนกิจกับครอบครัวจำนวนมาก กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อาศัยอยู่ยังประเทศเพื่อนบ้านอาจจะอาศัยจังหวะและโอกาสนี้ในการแฝงตัว แทรกซึมเข้ามาทำการก่อเหตุป่วนเมือง

              หน่วยงานความมั่นคงยังคงให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไปสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ไม่ให้ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด จากการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาของกลุ่มขบวนการ มีการหารือหาทางออกของปัญหาร่วมกัน และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมาได้มีพิธีละหมาดฮายัต ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี โดยมีผู้นำศาสนาและพี่น้องประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เนื้อหาสาระสำคัญให้ทุกคนเห็นว่า “เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งความดีงาม”

             อย่าให้กลุ่มบุคคลที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือมาทำลายศาสนาอิสลาม เดือนรอมฎอน คือเดือนแห่งประเสริฐ เดือนแห่งการทำความดี อย่าให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมาทำลายบรรยากาศเดือนแห่งบุญ ที่มีการเข่นฆ่าผู้คนล้มตายกันอีกเลย พี่น้องชาวปาตานีอย่าไปหลงกับคำโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวง บิดเบือนข้อเท็จจริงจะต้องรู้เท่าทัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากพี่น้องชาวปาตานีอยากเห็นสันติสุข ความสงบที่แท้จริงปราศจากเสียงปืนและเสียงระเบิด แค่ระยะเวลาหนึ่งเดือนซึ่งพี่น้องมุสลิมถือศีลอด ร่วมกันต่อต้านไม่เอาความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกระทำต่อผู้บริสุทธิ์แบบสุดโต่ง ในเมื่อประชาชนร่วมมือกัน เป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องดูแลความผิดปกติ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงก็คงไม่กล้าที่จะลงมือทำการก่อเหตุ หากทำไปมีแต่เสียกับเสียไม่คุ้มทุนที่ต้องเสียมวลชนไปให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ..คอยติดตามรอมฎอนปี 57 ปีนี้ เหตุจะลดหรือจะเพิ่มกว่าเดือนรอมฎอนปีที่ผ่านๆ มาหรือไม่ อย่างไร มาดูกัน...

@@@@@@@@@@@@@
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม