วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เปิดปาก "พยานปากเอก" ไขปมศพเกลื่อนที่กรือเซะ "ขบวนการหลอกชาวบ้าน แล้วทหารถูกใครหลอก?




โศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 หรือที่รู้จักกันดีในนาม "เหตุการณ์กรือเซะ" ซึ่งก่อความสูญเสียชีวิตผู้คนและเจ้าหน้าที่รัฐรวม 108 ชีวิตนั้น จนถึงวันนี้ยังคงเป็นปริศนาดำมืดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุใดวัยรุ่นและชายฉกรรจ์มุสลิมนับร้อยคนซึ่งส่วนใหญ่มีเพียง "มีด" กับ "กริช" จึงกล้าบุกเข้าโจมตีป้อมจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ซึ่งมีอาวุธครบมือ


และเหตุใดจึงมีการ "ตายหมู่" ที่มัสยิดกรือเซะ มัสยิดเก่าแก่ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์อิสลามในดินแดนปลายสุดด้ามขวานเขตประเทศไทย โดยคำตอบของคำถามดังกล่าวนี้ไม่น่าจะเป็นแค่ลักษณะกำปั้นทุบดินที่ว่า "เพราะทหารยิงอาวุธหนักเข้าไป" แต่สิ่งที่น่าค้นหาคือทำไมสถานการณ์จึงประจวบเหมาะและจบลงตรงสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนั้น


การสืบเสาะค้นหาความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์มีมาตลอดหลายปีทั้งจากฝ่ายความมั่นคงเอง และคณะกรรมาธิการวิสามัญบางชุดของวุฒิสภา ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงนั้นเชื่อว่าเป็นความพยายามของกลุ่มก่อความไม่สงบที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนวาดแผนการนี้ขึ้นและจงใจให้เกิดความสูญเสียขนาดใหญ่ เพื่อยกประเด็นแบ่งแยกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รัฐปาตานีในอดีต) ขึ้นสู่เวทีนานาชาติขณะที่ฝ่ายกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาบางท่าน (ปัจจุบันเป็นอดีตไปแล้ว) ซึ่งเคยลงพื้นที่ไต่สวนเรื่องนี้เห็นว่า เป็นการวางแผนของฝ่ายความมั่นคงที่รู้ข้อมูลการข่าวมาก่อนล่วงหน้า แต่จงใจให้เกิดการปะทะ โดยเชื่อว่าจะสามารถกวาดล้างขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนได้ทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่อย่างไรก็ดียังมีข้อมูลจากบุคคลในพื้นที่อีกหลายชุดที่อาจจะยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหน ซึ่งจะเรียกว่าเป็น "พยานปากเอก" ก็น่าจะได้ เพราะเขารอดชีวิตโดยบังเอิญจากความรุนแรงที่ไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใด "จัดฉาก" ให้เกิดขึ้น


เปิดปาก "พยานปากเอก"


มิง (นามสมมติ) ชายหนุ่มวัยใกล้ 30 ปี คือบุคคลที่เรากำลังพูดถึง เขายืนยันว่ารอดชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 28 เมษาฯ เพราะไม่ได้ไปร่วมก่อเหตุตามนัด!


"จริงๆ ผมน่าจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ หากวันนั้น (วันที่ 28 เมษาฯ 2547) ผมไม่มีปัญหาทางบ้านพอดี" มิงเริ่มต้นเรื่องราวของเขาด้วยภาษามลายูถิ่น


เรื่องราวของมิงเป็นที่รับรู้กันในวงแคบ คือเฉพาะตัวเขากับเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ เขาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา กระทั่งเวลาล่วงผ่านมานานปี ในวาระครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์กรือเซะ เขาจึงยอมเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเป็นครั้งแรกเพื่อบอกเล่าความจริงบางด้านของเหตุการณ์ร้ายในครั้งนั้นที่เขา(เกือบ) เคยมีส่วนร่วม


มิง เล่าว่า ช่วงปี 2547 เขากำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา เขาต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี จึงเลือกเข้าเรียนกะเช้า เพื่อจะได้มีเวลาทำงานในตอนเย็น


"ช่วงที่ผมเรียนอยู่ ผมได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง ทุกๆ สัปดาห์ อุสตาซ (ครู) จะเรียกหัวหน้าห้องทุกห้องไปประชุม ทุกครั้งที่มีการประชุมกัน อุสตาซจะให้หัวหน้าห้องทุกห้องหาเด็กในห้องของตนเองมาเข้าร่วมประชุมด้วย 5 คน โดยเน้นว่าต้องเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าอุสตาซให้หาเด็กมาทำอะไร เพราะเขาบอกเพียงว่ามาทำฮิดายะห์ (นำทาง หรือการชี้นำ) ผมก็นึกว่าเป็นการอบรมธรรมดาทั่วไป"


"ทุกครั้งที่เด็กมาร่วมประชุม อุสตาซจะบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์ของรัฐปาตานีในอดีต จากนั้นก็จะพูดให้เกลียดชังคนนอกศาสนาและเจ้าหน้าที่รัฐ สัปดาห์หนึ่งจะนัดไปฟังบรรยาย 5 วัน โดยผู้ที่มาบรรยายไม่รู้เป็นใครมาจากไหน ไม่มีนักเรียนรู้จัก" มิง เล่าต่อว่า เมื่อเสร็จจากการอบรม หรือ "ฮิดายะห์" แล้ว อุสตาซก็จะนัดพวกนักเรียนให้ไปอบรมต่อตามมัสยิดในพื้นที่ต่างๆ โดยผู้บรรยายจะเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนหัวข้อบรรยายไปเรื่อยๆ เช่น ความรุ่งเรืองของรัฐปาตานีในอดีต, ความเกลียดชังคนไทยพุทธ, ความอยุติธรรมของรัฐบาลไทยที่กระทำต่อคนมลายู

"บรรยากาศตอนบรรยายจะนั่งฟังร่วมกับชาวบ้าน ในมัสยิดเงียบกริบ ไม่มีเสียงอื่นใดเลยนอกจากเสียงของผู้บรรยาย คนที่เข้าร่วมอบรมจะนั่งฟังด้วยความตั้งใจ สนใจ บางคนถึงกับหน้าแดงร้องไห้ บางคนก็แสดงอาการโกธรเกลียดรัฐและคนนอกศาสนา"

มิง บอกว่า หลังจากเดินสายฟังบรรยายได้ประมาณ 2 เดือน ก็เริ่มเข้าสู่การฝึกอบรมขั้นต่อไป"อุสตาซนัดให้ผมกับเพื่อนนักเรียนไปรวมกันที่ชายทะเลแถวๆ อ.เทพา จ.สงขลา และ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เพื่อทดสอบร่างกาย โดยครั้งแรกครูที่เป็นคนฝึกจะให้วิ่งจับเวลา จากนั้นจะฝึกหลายอย่างมาก มีการฝึกใช้อาวุธโดยใช้ไม้แทนปืนด้วย ฝึกอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อฝึกเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนนั้นผมเริ่มรู้ข้อมูลว่ามีการฝึกกันแบบนี้มาหลายรุ่นแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่ากี่รุ่น รู้แต่เพียงว่ารุ่นของผมเป็นรุ่นสิบกว่าๆ"

และแล้วก็ถึงวันสำคัญซึ่งกลุ่มนักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมไม่มีใครรู้ล่วงหน้า..."ช่วงก่อนวันที่28 เมษาฯ อุสตาซก็นัดเด็กนักเรียนไปรวมตัวกันในสถานที่แห่งหนึ่ง (มิงไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นที่ไหน) ผมกับเพื่อนๆ ก็เดินทางไปตามนัด เมื่อไปถึงก็เจอผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนบาบอ (ครูสอนศาสนาชั้นผู้ใหญ่) จากนั้นชายคนนี้ก็เรียกให้ทุกคนไปนั่งร่วมประชุม ซึ่งมีคนไปประมาณร้อยกว่าคน เสร็จแล้วก็ให้ท่องบทสวดเป็นภาษาอาหรับ 3 บท ตอนที่ท่องบทสวดนั้นจะรู้สึกว่าตัวเองใหญ่กว่าคนอื่น เห็นคนอื่นเล็กไปหมด คิดว่าทุกคนที่ไปร่วมพิธีก็รู้สึกแบบเดียวกัน ใครพูดไม่ถูกหูก็จะเข้าไปบีบคอทันที ไม่กลัวใครเลย ยิ่งเห็นทหาร ตำรวจจะเข้าไปบีบคอให้ได้ จากนั้นก็มีการพูดปลุกระดมเรื่องรัฐปาตานีอีก"

"ต่อมาวันที่ 27 เมษาฯ ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน อุสตาซคนเดิมได้นัดให้ไปรวมตัวกันที่น้ำตกแห่งหนึ่งในพื้นที่ โดยกลุ่มของผมไปกัน 20 คน เมื่อไปถึงที่หมายก็ตกใจมากเมื่อเห็นว่าคนที่มาประชุมคราวนี้มีมากกว่าที่ผ่านๆ มา จากที่ได้สอบถามเพื่อนทั้ง 20 คนที่มาด้วยกัน ไม่มีใครรู้จักคนอีกหลายร้อยที่กำลังเข้าร่วมประชุมในคืนนั้นเลย"

มิงเล่าอีกว่า คืนนั้นได้พบกับบาบอคนเดิม และก็มาปลุกระดมเหมือนกับทุกครั้ง เรื่องที่พูดก็เป็นข้อมูลเชิงลบของรัฐ คนนอกศาสนา และตำรวจ ทหาร ขณะที่เขานั่งฟังอยู่อย่างสงบ ก็มีโทรศัพท์จากทางบ้านตามตัวให้เขากลับบ้านด่วน

"จู่ๆ ที่บ้านก็โทร.มา บอกว่ามีปัญหาให้กลับด่วน ผมจึงชวนเพื่อนอีกคนให้กลับด้วยกัน อุสตาซก็ไม่ว่าอะไร เพราะคนเยอะมาก และไม่รู้เรื่องอีกเลยว่าที่น้ำตกแห่งนั้นในคืนนั้นเขาทำอะไรกันต่อ"

มิงบอกว่า เขามาได้ข่าวเกี่ยวกับเพื่อนๆ ที่ไปร่วมประชุมวันนั้นในอีก 1 วันถัดมาว่ามีหลายคนเสียชีวิต

"เพื่อนสิบกว่าคนที่ร่วมประชุมด้วยกันที่น้ำตก ไปตายในวันที่ 28 เมษาฯ ตายที่ อ.สะบ้าย้อย (จ.สงขลา) 3 คน (เป็นนักกีฬาทีมฟุตบอลเยาวชน) ส่วนที่เหลือตายที่มัสยิดกรือเซะ ทีแรกเพื่อนที่กลับมาด้วยกันมาบอก ผมไม่เชื่อ หาว่าเขาโกหก เลยชวนกันไปดู แทบล้มทั้งยืนเลย เพราะในใจรู้แล้วว่าถูกหลอก แต่ไม่รู้ว่าใครหลอก รู้แต่ว่าถูกหลอกแน่นอน หลอกให้เกิดเรื่องแบบนี้ และมีการตายเกิดขึ้น ถือว่าโชคเข้าข้างผม ไม่อย่างนั้นก็คงต้องตายเหมือนเพื่อนๆ ในกลุ่มอย่างแน่นอน"

ทุกวันนี้แม้เวลาจะผ่านมาถึง 7 ปีแล้ว แต่มิงบอกว่ายังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้ดี เมื่อครบรอบเหตุการณ์วันที่ 28 เมษาฯในแต่ละปี เขาจะมานั่งคิดย้อนไปถึงช่วงนั้นว่าเขากับเพื่อนๆ ไปทำอะไรกัน โดยเฉพาะการประชุมที่น้ำตกในคืนก่อนวันที่ 28 เมษาฯ

"มันเป็นอะไรที่ลืมยากมาก เพื่อนต้องเจอจุดจบเพราะถูกหลอก เพราะรู้ไม่ทันคน"

แม้จะรู้ว่าถูกหลอก แต่เครื่องหมายคำถามก็ยังมีอยู่มากมายในหัวใจของมิง...

"ผมกับอีกหลายคนที่รอดชีวิตจากวันนั้นได้มานั่งถามกันเองว่าถูกใครหลอกกันแน่ เพราะบาบอและอุสตาซที่มาปลุกระดมก็หายตัวไปหลังจากเกิดเหตุ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ตาย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐเองก็รู้ทัน แม้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีการสับเปลี่ยนกำลัง ผมเลยไม่รู้ว่าการตายครั้งนั้นเกิดจากกลุ่มขบวนการหลอกหรือเจ้าหน้าที่รัฐหลอกกันแน่" มิงตั้งคำถามทิ้งท้าย

คำถามอันแหลมคมของมิง จะว่าไปก็เป็นคำถามที่กรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาบางท่านเคยตั้งมาแล้วว่าฝ่ายความมั่นคงน่าจะรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่28 เมษาฯ แต่ทำไมถึงเลือกใช้วิธีการในลักษณะกวาดล้าง หรือเพราะประเมินว่ากำลังคนของฝ่ายก่อความไม่สงบน่าจะมีอยู่เท่านี้ทว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเหตุการณ์วันที่ 28 เมษาฯ โดยเฉพาะที่มัสยิดกรือเซะนั้น ได้กลายเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ให้เกิดการปลุกปั่นปลุกระดมและความแค้น มีเครือข่ายแนวร่วมก่อความไม่สงบขยายวงกว้างมากขึ้นจนเหตุการณ์ความไม่สงบบานปลายมาจนถึงปัจจุบัน

ฉะนั้นหากเด็กหนุ่มอย่างมิงและเพื่อนๆของเขาถูกคนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนหรืออ้างว่ามีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลอกเพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คำถามที่รัฐต้องตอบก็คือ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะฝ่ายทหารที่ปฏิบัติการในวันนั้นถูกใครหลอก...

ใครกันที่ทำให้เหตุการณ์กรือเซะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟใต้คุโชน?

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

10 แกนนำคนสำคัญของกลุ่มก่อการร้าย “ไอซิส”



       ไอซิส คือกลุ่มก่อการร้ายหนึ่งที่อันตรายและมีความน่ากลัวที่สุดของโลกในขณะนี้ โดยมีสมาชิกและแกนนำคนสำคัญจากหลายๆชาติทั่วโลก ซึ่งในรายงานชิ้นนี้จะนำเสนอประวัติแกนนำคนสำคัญของไอซิสพอสังเขปดังนี้

1. อบูบักร อัลบักดาดี

          ชื่อเต็ม อิบรอฮีม เอาวาด อิบรอฮีม อาลีอัลบัดรี อัลสามารออี เขาคือผู้นำกลุ่มติดอาวุธ Islamic State in Iraq and The Levant (ISIL) หรืออีกชื่อหนึ่ง Islamic State in Iraq and Syria (ISIS)


       อัลบักดาดี เกิดในเมือง ซาเมร่า ในอิรัก ปี 1971 ตามรายงานระบุว่าเขาเป็นผู้นำละหมาด (อิหม่าม) ในมัสยิดในเมืองหนึ่งในช่วงที่มีการทำสงครามอิรัก ใน ปี 2003

         ในวันที่ 4 ตุลาคม 2011 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นบัญชี อัลบักดาดี เป็นผู้ต้องระวังเป็นพิเศษในโลกแห่งการต่อต้านก่อการร้าย และมีค่าหัว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูล หากผู้ใดสามารถจับหรือฆ่าเขาได้ เฉพาะ อัยมาน อัลซอวาฮีรี ผู้นำอัลกออีดะฮฺ มีค่าหัวที่ 25 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ

        อัลบักดี ถูกจับกุมในปี 2005 และถูกขังที่ ค่าย บัคคา โดยการควบคุมของกองทัพสหรัฐในอิรัก จนกระทั่งการถ่ายโอนการควบคุมโยรัฐบาลอิรักเองในปี 2009 ซึ่งอเมริกาได้สร้างขึ้นมีความแข็งแกร่งเพื่อกรณีเช่นการจับกุมแกนนำได้ แต่แล้วในปีเดียวกัน รัฐบาลอิรักตัดสินใจปล่อยตัว อัลบักดาดีไป และไม่นานหลังจากที่ถูกปล่อยตัวแล้ว เขาได้รับการประกาศให้เป็นผู้นำ ISI เมื่อวันที่ พฤษภาคม 2010 และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการเมื่อขยายตัวเข้าไปสู่สงครามซีเรีย ในวันที่ 8 เมษายน 2013 ต่อมากลายเป็นรู้จักในนาม ISIS/ISIL อัลบักดาดี ได้อ้างความรับผิดชอบในเหตุการณ์และการปฏิบัติการทางการทหารของกลุ่ม ในวันที่ 28 สิงหาคม 2011 การโจมตีมัสยิด อัลกูรอ ในแบกแดด เป็นเหตุให้ ผู้นำศาสนาสายซุนนี่ เสียชีวิต คือนาย คอลิด อัลฟะฮฺดาวี หลังจากหน่วยคอมมานโด
       สหรัฐอเมริกาโจมตีอับตตาบัต และฆ่า บินลาเดน เสียชีวิต อัลบักดาดีออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ บินลาเดน และขู่ว่าจะตอบโต้กองทัพสหรัฐอเมริกา

          เมื่อการก่อตั้งของ ISIS ได้รับการประกาศในปี 2013 อัลบักดาดีระบุว่า สงครามกลางเมืองในซีเรีย เป็นสงครามญีฮาด และขบวนการ ISI ในซีเรียก็เข้าร่วมด้วยและกลายมาเป็น ISIS


2. อบู อะลา อัล อัฟรีย์ (Abu Ala al-Afri)


       อบู อะลา อัล อัฟรีย์ ชื่อจริง คือ “อับดุลรอฮ์มาน มุศตอฟา” เป็นที่ปรึกษาของอบูบักร บักดาดี รักษาการตำแหน่ง ผู้นำแทนอบูบักร หลังจากมีข่าวว่าได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส


        กำเนิด ในเขตพื้นที่ “ อัล ฮัฎร์” ห่างจากเมืองโมซูล อิรัก ประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ ช่วงระยะเวลาหนึ่งอีกด้วย

        รายงานชี้ว่า ในช่วงปี 1998 อัลอัฟรีย์ ได้เดินทางไปยังอัฟกานิสถาน ก่อนที่จะกลายเป็นสมาชิกระดับสูงคนหนึ่งของ อัลกออิดะฮ ซึ่งเขาได้ให้สัตยาบันกับ อัลกออิดะฮ เมื่อปี 2004

         เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญ ในการบัญชาการกลุ่มก่อการร้าย ในเขต ฮัดร เมือง โมซุล ในจังหวัด นัยนาวา และเขายังเป็นบุคคลที่ กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ พากันยกย่องยิ่งกว่า อบูบักร อัลบัฆดาดี

3. อบู อะลา อัลอัมบารี


         ถือเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสในซีเรีย เป็นผู้บัญชาการทหารชุดปฏิบัติการในซีเรีย อีกทั้งเป็นแกนนำของกลุ่มอัลนุศราห์ ฟรอน

         ในยุคสมัยของซัดดัม เขาเป็นผู้บัญชาการทหารของอิรัก ซึ่งเขาถูกกล่าวหาในคดีทุจริต จาก “กลุ่มทหารอิสลาม”ในอิรัก จึงต้องหนีออกจาประเทศอิรัก และเข้าร่วมสมทบกับกลุ่มอัลกออิดะห์


4. อบู สุลัยมาน อัล นาเศร

          ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาชูรอและผู้บัญชาการทหารไอซิส ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งนี้ต่อจาก อบู อัยมาน อัลอิรอกีย ซึ่งเสียชีวิต จากการที่อเมริกาบุกโจมตีอิรัก เมื่อ 2014

         เขายังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีสงครามของไอซิสด้วย หลังจากที่อบู อัยยูบ อัล มิศรี และ อบูอุมัร อัลบักดาดี เสียชีวิตจากการที่อเมริกาบุกโจมตีเมือง ทิกริก อิรัก เมื่อปี 2010

        อะบู สุลัยมาน อัล นาเศร มีชื่อจริง ว่า นุอฺมาน ซัลมาน มันศูร อัลซัยดี เคยถูกจำคุกช่วงระยะเวลาหนึ่งในเรือนจำโบกา เมืองบัศราห์ อิรัก
5. อบู มุฮัมมัด อัลอัดนานี

          เป็นโฆษกของกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ชื่อจริง ว่า ฏอฮา ศุบฮี ฟัลลาฮี กำเนิดปี 1977 ในหมู่บ้าน บานิช เมือง อัดลิบ ประเทศซีเรีย วันที่ 31 เดือน มีนาคม 2005 ถูกจับกุมตัวในอิรัก แต่หลังจากนั้นไม่นานได้รับการปล่อยตัว

        ในปี 2014 เขาได้ปรากฏตัวในคลิปวิดีโอโดยให้การสัตยาบันแก่ อบูบักร์ บักดาดี เขาเป็นบุคคลแรกที่ประกาศข่าว กรณีกลุ่มก่อการ้ายโบโกฮารามในไนจีเรียให้การสัตยาบันกับอบูบักร์ บักดาดี และเรียกร้องให้กลุ่มก่อการร้ายต่างๆในแอฟริกาตะวันตกให้การสัตยาบันกับไอซิส


6. อบู อุมัร อัลชัยชานี

        เขาถือกำเนิดในจอร์เจีย และเป็นนักรบผู้กล้าหาญคนหนึ่งของจอร์เจียในสมัยครามกับรัสเซียในปี 2008 หลังจากที่เขาออกจากจอร์เจีย ก็ได้เข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายในซีเรีย จากนั้นก็ได้เป็นแกนนำของกลุ่มกบฏและกลุ่มก่อการร้าย “กุตัยบะห์ อัลมุฮาญีรีน” “ ชัยชุล มุฮาญีรีน” และ อันศอร”

       ในปี 2013 เป็นหัวหน้าของกลุ่มก่อการร้ายชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทางภาคเหนือของซีเรีย เช่น ฮัลบ์ ลัตตาเกีย และ อัดลิบ และในปลายปี 2013 เป็นแกนนำของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสประจำภาคเหนือของซีเรียอย่างเป็นทางการ เป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงในหมู่แกนนำกลุ่มติดอาวุธในซีเรีย

         ในวันที่ 24 กันยายน 2014 กระทรวงต่างประเทศอเมริกา ได้ขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ก่อการร้าย โดยมีค่าหัว 5 ล้านดอลลาร์

7. อบู วะฮีบ


          เป็นแกนนำของกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ประจำเมือง อัลอันบาร์ อิรัก ชื่อเต็ม ชากิร วะฮีบ อัลฟะฮ์ดาวีย อัลดัยลามี กำเนิด ปี 1986 เขาเป็นผู้บัญชาการในการสังหารโหดผู้โดยสารชาวซีเรีย ในช่วงฤดูร้อน เมื่อปี 2013

         อบู วะฮีบ เป็นหนึ่งในนักโทษ 110 คน ที่หนีออกจากเรือนจำในอิรัก เมื่อปี 2012 หลังจากที่กลุ่มอัลกออิดะห์บุกโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมืองอันบาร์ ตั้งเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์ ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแสของเขา

8. ฮูเซ็น บิลาล บอสเนีย


         เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มตักฟีรีสลาฟี ในบอสเนีย และเป็นแกนนำชื่อดังอีกคนหนึ่งของกลุ่มไอซิส เกิดในปี 1972 ในบอสเนีย และเป็นแกนนำที่มีชื่อเสียงในการชักใยชาวยุโรปให้เข้าร่วมกลุ่มไอซิส

        ในสมัยเด็ก เขาได้อพยพกับครอบครัวยังประเทศเยอรมนี และในที่นั้นเขาได้เข้าร่วมกลุ่มสลาฟีตักฟีรี ในปี 1992 ได้กลับมายังบอสเนียอีกครั้งเพื่อทำสงครามและเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการทหาร

9. ตอริก บิน ตอฮีร บิน อัลฟาลาห์ อัลเอานี อัลฮัรซี


         เป็นชาวตูนิเซีย เป็นแกนนำระดับรุ่นเก่าของกลุ่มก่อการร้ายไอซิสในอิรัก ถูกรู้จักในนาม อะมีร อินตีฮารียูน (ผู้นำแห่งการระเบิดสังหาร) เนื่องจากเขาเป็นมันสมองไอซิสในการคาร์บอมต่างๆ ทั่วโลก อีกทั้งเป็นครูฝึกและอาจารย์สอนให้กับกลุ่มก่อการร้ายและจัดส่งไปในซีเรีย รัฐบาลอเมริกาตั้งค่าหัวไว้ 3 ล้านดอลลาร์ ให้กับผู้แจ้งเบาะแสของเขา

10 แกนนำต่างๆที่เป็นสาขาย่อยที่ห้การสัตยาบันต่อไอซิส

  • อบู บักร์ ชัยคู เป็นแกนนำกลุ่มก่อการร้ายโบโกฮาราม ในไนจีเรีย ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าของโบโกฮารามตั้งแต่ปี 2009
  • อับดุลรอฮ์มาน มุสลิมดุส เป็นนักข่าวชาวอัฟกานิสถาน และเคยติดคุกกวนโตนาโม มาก่อน ในปี 2014 จากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแกนนำของกลุ่มไอซิสในอัฟกานิสถานและปากีสถาน
  • อบู อับรออ์ อับ อิซดี ชาวเยเมน เป็นสมาชิกของไอซิส และหลังจากที่ไอซิสสามารถยึดเมือง “ดัรนาห์” ในลีเบีย อบูบักร บักดาดี แต่งตั้งให้เขาเป็นแกนนำไอซิสในลิเบีย และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในเมือง ดัรนาห์ ลิเบียอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พม่า ห้ามหญิงชาวพุทธ แต่งงานกับมุสลิม ดับฝันขยายพันธ์อันตราย



        พม่า ประกาศความสำเร็จ ห้ามหญิงชาวพุทธ แต่งงานกับมุสลิม เปลี่ยนศาสนา ไว้ในกฎหมายสำเร็จ
        พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในนครย่างกุ้ง ร่วมกันฟังการปราศรัยจากพระสงฆ์ กลุ่มมาบาธา นำโดย พระวีระธุ โดยมีการปราศรัยอนาคตของการปกครองพม่า และประกาศความสำเร็จ ที่สามารถผลักดันกฎหมายคุ้มครองศาสนาและเผ่าพันธุ์ของชาติพันธุ์พม่า โดยให้ความสำคัญในการแต่งงานและเปลี่ยนศาสนา โดยผ่านกฎหมาย 4 ฉบับได้สำเร็จ ได้แก่

  • 1.กฎหมายว่าด้วยการควบคุมประชากร
  • 2.กฎหมายการเปลี่ยนศาสนา มิให้ชาวพุทธเปลี่ยนเป็นอิสลาม
  • 3.กฎหมายการมีคู่สมรสเพียงคนเดียว รักเดียวใจเดียว ห้ามมีภรรยามากกว่า 1 คน
  • 4.กฎหมายที่ห้ามหญิงชาวพุทธแต่งงานกับชายชาวมุสลิมเปลี่ยนศาสนา


         ขณะที่หากนำมาเปรียบเทียบหลักศาสนาอิสลาม ที่มีสถานะเป็นกฎหมายศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่กฎหมายปกครองประเทศ เช่น ห้ามหญิงมุสลิมเปลี่ยนเป็นศาสนาอื่น หากชายศาสนาอื่นแต่งงานข้ามศาสนาต้องเข้าอิสลามเท่านั้น การมีบุตรได้ไม่จำกัด บุตรต้องเป็นอิสลาม ชายมุสลิมสามารถมีภรรยาได้ถึง 4 คน

       การบัญญัติกฏหมายดังกล่าวจึงเป็นการคุ้มครองเผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณีของพม่า โดยการให้ความสำคัญประชากรพม่า การประกาศความสำเร็จดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นถึงความพร้อมใจของทั้งฝ่ายรัฐบาลทหาร และประชาชนส่วนใหญ่ในพม่า และยังให้ความสำคัญกับแนวทางการปกครองโดยมีพระสงฆ์เป็นแกนนำ และมองไปถึงอนาคตของประเทศพม่าภายภาคหน้า ที่ต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ไปตามกฎศาสนาอิสลาม

        ถึงแม้ว่าหลังการผ่านกฏหมายฉบับดังกล่าว จะถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า กลุ่มผู้สนับสนุนดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศกดดัน แต่เพราะมีแรงสนับสนุนจากรัฐบาล จึงทำให้กฎหมายฉบับดังกล่าว ผ่านสำเร็จ กลุ่มผู้สนับสนุนดังกล่าว ให้เหตุผลว่า พวกเขามองไปถึงอนาคตรุ่นลูกหลานของชาวพม่า และเป็นการคงไว้ ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมของพม่าอีกด้วย เพราะกฎในศาสนาอิสลาม ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม และไม่สอดคล้องกับการปกครองในประเทศพม่า

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ไปกันคนละทาง ตกลงเชื่อใครดีละนี่



       แจ้งเตือนเฝ้าระวังเคร่งครัด "ไทย" ตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีจากกลุ่ม "ไอเอส" ชี้จุดพื้นที่สำคัญ ห้าง-สถานบันเทิง-รถไฟใต้ดิน-รถไฟฟ้า ระบุเป็นการขยายพื้นที่อิทธิพลก่อการร้าย 

         เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ชาติชาย แตงเอี่ยม รอง ผบช.ปรท.ผบช.ตม. ลงนามในหนังสือคำสั่งเลขที่ 0029.322/467 ลงวันที่ 15 ก.พ.59 ถึง ผบช.สตม. ที่ปรึกษา (มค.) และรอง ผบช.สตม. มีใจความว่า 

       เพื่อทราบและดำเนินการตามหนังสือ บช.ส.ลับด่วน 0028.(9)/32 ลง 3 ก.พ.59 ตามสั่งการ ผบ.ตร. ลงวันที่ 29 ม.ค.59 ท้ายนัยหนังสือ บช.ส.ลับ ที่ 0028.(ขว)/56 ลง 29 ม.ค.59 

          เนื่องด้วยได้รับการแจ้งเตือนจาก ที่ปรึกษาพิเศษ สอท.สหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย SPECIAL ASSISTANT (SA) ถึง ความเป็นไปได้ในการก่อเหตุในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ อาทิ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) รถไฟฟ้า (BTS) เนื่องจากแผนการขยายพื้นที่อิทธิพลของกลุ่ม IS ที่แพร่อิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย,มาเลเซีย) ซึ่งอาจเคลื่อนไหวเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น จึงกำชับให้ปฏิบัติตามหนังสือ สตม.ลับ ด่วนที่สุด ที่ 0029.122/400 ลงวันที่ 5 ก.พ.59 พร้อมทั้งแจ้งเตือนภาคเอกชนในพื้นที่ให้มีมาตรการในการ รปภ.อย่างเข้มงวด ซึ่งในการประสานการปฏิบัติควรระมัดระวังข้อมูล โดยให้ใช้วิธีการอ้างอิงสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในประเทศอินโดนีเซีย และให้พิจารณาพร้อมปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติโดยเคร่งครัด 

        กรณีมีเหตุสำคัญเร่งด่วน หรือมีข้อมูลข่าวสารสำคัญ ให้มีการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยให้รายงาน ผบช.สตม. ที่ปรึกษา(มค) รอง ผบช.สตม.(ปป) และ รอง ผบช.สตม.(มค) ทราบในโอกาสแรก และรายงานสถานการณ์เป็นเอกสารมายัง ศปก.สตม. โดยเร็ว 

        “รัฐบาล” ยันไร้กลุ่มไอเอสเข้าไทย ระบุประเทศยังปลอดภัย ด้านพล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ปรึกษาทูตสหรัฐอเมริกาแจ้งเตือนไทยเฝ้าระวังกลุ่มไอเอสเตรียมก่อการร้ายในไทย บริเวณห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวว่า ได้สอบถามจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ทางสถานทูตไม่เคยพูดเช่นนั้น ไม่มีข้อมูลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทั้งนี้ทางสหรัฐฯอาจจะพูดถึงไอเอสในเรื่องต่างๆ แต่ไม่ได้พูดว่าจะมีกลุ่มไอเอสเดินทางเข้าไทย "ขอให้สื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนนำเสนอสู่ประชาชน อยากให้ช่วยกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการทำลายความมั่นใจในเรื่องต่างๆ และขอยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำงานอย่างเต็มที่" พล.ต.วีรชนกล่าว“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/crime/380667

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผลตรวจอาวุธปืนเหตุจับกุมนายต่วนสุลัยมัน ดาโอ๊ะมารียอ และนายมัสลัน เจ๊ะมุ เคยใช้ก่อเหตุ 2 คดี ตาย 1 บาดเจ็บ 3



         จากกรณีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 เวลา 16:30 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้น เข้าติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมาย บ้านเลขที่ 36/2 โดยมี นายนิแม ดามัน แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน และสามารถจับกุม นายต่วนสุลัยมัน ดาโอ๊ะมารียอ และนายมัสลัน เจ๊ะมุ บ้านเลขที่ 36/2 ม.4 บ.ไอลือแบ ต.กอตอตือระ อ.รามัน จ.ยะลา ผลการตรวจอาวุธปืนของ ศพฐ.10 พบความเชื่อมโยงของคดี 2 คดี ยิงประชาชนใน อ.เมือง เสียชีวิต 1 ราย เหตุยิงประชาชนในพื้นที่ อ.รามัน บาดเจ็บ 3 ราย


            ซึ่งจากการเข้าจับกุมเป้าหมายได้ทำการตรวจยึดของกลาง จำนวน 11 รายการด้วยกันคือ ปืนเล็กกล (AK47) ขนาด 7.62 มม. RUSSIAN จำนวน 1 กระบอก เลขหมายประจำปืน 16236831 พร้อมซองกระสุนปืน 2 อัน และกล้องเล็งยี่ห้อ Carl Zeiss 1 อัน, ปืนพกออโตเมติก (NORINCO) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขหมายประจำปืน 4111454 จำนวน 1 กระบอก, ซองกระสุนปืนของปืนพกออโตเมติก ขนาด .38 SUPER จำนวน 1 อัน, ท่อเหล็กกลวง ความยาวประมาณ 13.7 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8 เซนติเมตร จำนวน 1 ท่อน และไม้รางปืนจำนวน 1 อัน



           ผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืน และเครื่องกระสุน โดยพบว่า อาวุธปืนเล็กกล (AK47) ขนาด 7.62 มม. RUSSIAN เคยใช้ก่อเหตุในคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสาระบบของ ศพฐ.10 จำนวน 2 คดี คือคดีแรกเมื่อ 30 พ.ค.2558 เหตุคนร้ายยิง นายมูฮัมหมัดอัสรูล ซิ (เสียชีวิต), ทางเข้าสวนยางพารา ม.6 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา (ป.0670/2558) เก็บปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุได้ 3 ปลอก คดีที่สองเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2558 เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นาย อิสมาแอ ฟุโต๊ะลี และพวกรวม 3 ราย ได้รับบาดเจ็บ ที่ร้านน้ำชาเลขที่ 74/3 ม.4 (บ้านอูเป๊าะ) ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา (ป.1042/2558) จากการเก็บปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุได้ 41 ปลอก

       ส่วนอาวุธปืนปืนพกออโตเมติก (NORINCO) ขนาด 9 มม. LUGER ตรวจไม่พบคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสาระบบของ ศพฐ.10

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“อวสาน ญีฮาดวิทยา” ช่วงเวลาที่สื่อโจรรอประโคมข่าว


“อวสาน  ญีฮาดวิทยา”

          เป็นอันสิ้นสุดของคดีเมื่อ “ครอบครัวแวมะนอ”ไม่มีการอุทธรณ์ กรณีศาลแพ่ง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ฟ.26/2556 ให้ยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สนับสนุนเกี่ยวกับการกระทำการก่อการร้าย

       14 ก.พ.59 “ครอบครัวแวมะนอ” เก็บข้าวของทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านที่ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี มีชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ช่วยในการขนย้ายออกจากบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนปอเนาะ

        นายบันยาล แวมะนอ ลูกชายของ นายดอเลาะ แวมะนอ กล่าวว่า “ผมเคารพการตัดสินใจของศาล” ส่วนเรื่องที่ว่าคนที่มีหมายจับและเป็นต้นตอของการยึดทรัพย์หนนี้ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินหรือเป็นเจ้าของโรงเรียนนั้น เขาเชื่อว่าศาลรู้แล้ว “ครอบครัวก็ไม่ทราบว่าพ่อไปทำอะไร แต่เรื่องที่ดินผมก็ชี้แจงไปแล้วว่ามันเป็นของคนอื่น แต่ศาลคงคิดว่ามีหลักฐานที่เชื่อถือได้ เมื่อศาลตัดสินผมก็ยอมรับ ผมบอกแต่แรกแล้วว่า เมื่อเราสู้คดี ไม่ว่าแพ้หรือชนะเราก็จะยอมรับคำตัดสิน”

        “ครอบครัวก็ไม่ทราบว่าพ่อไปทำอะไร” ซึ่งเป็นคำพูดที่สะดุดหูและชวนคิด มีอยู่บ่อยครั้งที่สมาชิกในครอบครัวไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำ แต่เมื่อเกิดเรื่องแล้วก็จะต้องยอมรับจากผลการกระทำของคนในครอบครัว

       “วันนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารมาถาม พอเห็นเราจะย้ายไปอยู่มัสยิดก็บอกว่าทำไมไม่ไปบอกทหารก่อน ผมก็บอกว่ามีชาวบ้านที่จะช่วยเราอยู่แล้ว ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของผมบ้าง ”นายบันยาล ได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ที่มาสอบถาม


        ภาพที่ชาวบ้านที่ช่วยกันขนข้าวของ“ครอบครัวแวมะนอ”ออกจากผืนแผ่นดินที่เคยอยู่อาศัยและใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนปอเนาะญีฮาดวิทยามานานหลายสิบปี สื่อแนวร่วมจงใจกันและพร้อมใจเผยแพร่ ไปในทิศทางเดียวกัน เสมือนหนึ่งมีการนัดหมายและได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกทางด้านจิตวิทยาสังคม โดยปฏิเสธเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าทำการช่วยเหลืออย่างไม่มีเยื่อใย

        นายบันยาล ยังกล่าวต่อไปว่า “มีเจ้าหน้าที่หลายคนมาพูดคุยบอกให้เราอุทธรณ์ ครอบครัวก็รู้สึกแปลกใจ ทำไมเจ้าหน้าที่มาบอกให้พวกเราอุทธรณ์ ในเมื่อพวกเขาเองเป็นคนฟ้องร้องเรา มันเหลือจะบรรยาย ตกลงเจ้าหน้าที่จะเอายังไงกับเรากันแน่”

       นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9 กล่าวว่า “ถ้าครอบครัวแวมะนอไม่ยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าคดีสิ้นสุด คำพิพากษามีผลทันที โดยกรรมสิทธิ์ที่ดินจะตกเป็นของรัฐ หมายถึงรัฐเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ดี หากรัฐยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ใครก็ตามสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีสิทธิครอบครอง แต่ถ้าวันใดรัฐต้องการใช้ประโยชน์ขึ้นมา ก็ต้องย้ายออกไป”

         “แนวทางที่ดีสำหรับครอบครัวแวมะนอ คือ การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าไม่ต่อสู้ตามกระบวนการ ก็ไม่มีช่องทางอื่นที่จะแก้ปัญหานี้ได้เลย และเห็นว่าทำแบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ”อัยการโสภณ ระบุ

        ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 อัยการโสภณ ทิพย์บำรุง ได้แถลงข่าวอธิบายเหตุผลของศาลแพ่งในการริบที่ดินอันเป็นที่ตั้งของปอเนาะญีฮาดให้ตกเป็นของแผ่นดินให้สาธารณชนได้รับรู้ โดยย้ำเหตุผลที่ศาลรับฟัง คือ ที่ดินผืนนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกของกลุ่มคนร้ายในขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีหลักฐานทั้งพยานบุคคล และพยานแวดล้อมอื่นๆ ครบถ้วน

       หากวิเคราะห์สาเหตุที่ “ครอบครัวแวมะนอ” ไม่ยื่นอุทธรณ์ น่าจะมาจากสาเหตุไม่สามารถนำหลักฐานมาหักล้างต่อศาลได้ และที่สำคัญ มูลนิธิทนายความมุสลิมที่ปรึกษาในคดี“ครอบครัวแวมะนอ” อาจจะมีการประเมินหนทางต่อสู้แล้วว่าหากอุทธรณ์ไปก็ไม่สามารถชนะคดีความได้


      ที่น่าสนใจ ทำไม?  “ครอบครัวแวมะนอ” จึงรีบย้ายออกจากที่ดินผืนดังกล่าวทั้งๆ ที่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนดังกล่าวได้อยู่ ยกเว้นรัฐต้องการใช้ประโยชน์ขึ้นมา จึงจะต้องย้ายออกไป ตามที่ทนายโสภณได้กล่าวไว้

       ซึ่งจากข้อสังเกต น่าจะมีบุคคลอยู่เบื้องหลังให้ทำการย้ายออก เพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะสื่อแนวร่วมที่ได้มีการโฆษณาชวนเชื่อมาโดยตลอดว่ารัฐรังแกประชาชน และแล้วก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ มีการนำภาพพร้อม และเขียนข่าวมีการขยายผลแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง สร้างกระแสให้ประชาชนมลายูปาตานีรู้สึกคล้อยตาม สงสารและเห็นอกเห็นใจ“ครอบครัวแวมะนอ”ซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำมาโดยตลอดตามที่ นายบันยาล แวมะนอ ลูกชายของ นายดอเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่ปอเนาะญีฮาด ได้กล่าวมาโดยตลอด

        ในความเป็นจริงการหาทางออกที่ดินผืนดังกล่าว รัฐมิได้ยึดมาเป็นทรัพย์สินของรัฐโดยที่ประชาชนในชุมชนไม่สามารถใช้ในการใดการหนึ่งได้เลย ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนในพื้นที่รวมทั้งชาวบ้านสามารถที่เสนอความต้องการในการใช้ที่ดินผืนดังกล่าวตามที่ตกลงกัน แล้วนำเสนอต่อรัฐเพื่อเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน

        ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่ขับเคลื่อนและใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้มีแนวทางช่วยเหลือเยียวยา “ครอบครัวแวมะนอ” อยู่แล้ว โดยมีแนวความคิดในการปรับปรุงปอเนาะญีฮาดแห่งนี้ให้เป็นสถานศึกษาของชุมชนต่อไป และให้เจ้าของปอเนาะเดิมเป็นผู้จัดการบริหารสถานศึกษาอีกด้วย

       จะเห็นได้ว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วมีทางออก และหนทางในการแก้ไขปัญหา ยกเว้นการไม่ยอมให้ความร่วมมือหันหลังให้กับปัญหา มีการตั้งแง่รังเกียจรังงอน มีอคติกับรัฐและเจ้าหน้าที่ กลายเป็นช่องว่างให้ผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาฉกฉวยโอกาสในการสร้างบาดแผลทางใจ ตกเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความบาดหมางจนยากจะแก้ไข ในส่วนของคดีความทุกอย่างย่อมมีเหตุและผล ตัดสินไปตามหลักฐานและพยานแวดล้อม ด้วยความสุจริตยุติธรรมให้ความเท่าเทียมและเสมอภาคกับทุกฝ่ายทุกคนอยู่แล้วโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา…เพราะฉะนั้นตามที่ได้มีบุคคลผู้ไม่หวังดีทำการยุยงปลุกปั่นกล่าวหารัฐกลั่นแกล้ง รัฐรังแกประชาชนไม่ได้เป็นความจริงที่ได้มีการกล่าวอ้างแต่ประการใดเลย…จะเห็นได้ว่ารัฐได้มีการอะลุ่มอล่วยยืดหยุ่นในการปฏิบัติมาโดยตลอดเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้….

—————

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

จับกุม RKK ผู้ต้องหาเหตุลอบระเบิด หมาย ป.วิอาญา 2 หมายที่ลำใหม่

55679_Fotor


         ชุดเคลื่อนที่เร็ว ชคต.ลำใหม่ สนธิกำลังร่วม ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เข้าปิดล้อมตรวจค้น บ้านเลขที่ 26/4 ม.4 ปอเยาะ ต.ลำใหม่ จับกุม RKK ผู้ต้องหาตามหมายศาล จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิด หมาย ป.วิอาญา 2 หมาย

        ยะลา-วันนี้(15 ก.พ.59) เวลา 15.30 น. นปพ.ร่วม ประจำจังหวัดยะลา ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ลำใหม่, กก.สส.ภ.จังหวัดยะลา ตรวจพบความเคลื่อนไหวของ นายอายุ ดอเลาะ ในพื้นที่ ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา


        ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ได้สนธิกำลังจาก นปพ.ร่วมประจำจังหวัดยะลา, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47, นปพ.ร่วม.ชร.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41, หน่วยเฉพาะกิจยะลา 16, ชุดสืบสวน สภ.ลำใหม่, กก.สส.ภ.จ.ยะลา, ชป.จงอาง เข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมาย เลขที่ 26/4 ม.4 ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เป็นบ้าน ของ นายดือราเซะ กาเด

         จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอายุ ดอเลาะ อายุ ๓๐ ปี เลขบัตรประชาชน 1-9501-00081-90-8 อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 4 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของเจ้าหน้าที่ มีหมาย ป.วิ อาญา จำนวน 2 หมาย เลขที่ จส.๓๑๗/๒๕๕๒ และ เลขที่ จส.๓๕/๒๕๕๔




           นายอายุ ดอเลาะ เป็นผู้ต้องหากระทำความผิดฐาน ร่วมกันฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำให้เกิดระบิดมีผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย มีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้เสียทรัพย์

        เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว นายอายุ ดอเลาะ ส่งพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวัน และส่งตัวไปยัง กรมทหารพรานที่ 41 เพื่อทำการซักถามขยายผลต่อไป
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม