วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


สภามุสลิมท้องถิ่น สั่งให้ข่มขื่นเธอ
มุกห์ตารัน บีบี (ปัญจาบ: อูรดู: مختاراں بی بی) หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ มุคตาร มัยน์ (ปัญจาบ: อูรดู: مختار مائی) เกิดเมื่อราวปี พ.ศ. 2515 เป็นหญิงชาวปากีสถานจากหมู่บ้านมีร์วาลา ในแถบชนบทของเคาน์ตีเทห์สีล อำเภอมูซัฟฟาร์กัรฮ์ในปากีสถาน มุคตาร มัยน์เป็นเหยื่อของการรุมโทรมตามคำสั่งของปัญจญัติราช (สภาชนเผ่า) ของเผ่ามาสโตยบาลูจญซึ่งร่ำรวยกว่าและมี
อำนาจมากกว่าเมื่อเทียบกับเผ่าตาตลาในพื้นที่นั้น โดยธรรมเนียมแล้ว หญิงชนบทจะถูกคาดหวังว่าจะทำอัตวินิบาตกรรมหลังจากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แต่เธอกลับลุกขึ้นสู้และติดตามคดี ซึ่งได้รับการหยิบยกขึ้นมาโดยสื่อต่างประเทศหลายสำนัก อันเป็นการสร้างแรงกดดันแก่รัฐบาลปากีสถานและตำรวจให้ติดตามคดีข่มขืนดังกล่าว ท้ายที่สุดแล้วคดีถูกนำขึ้นพิจารณาในศาล และผู้ลงมือถูกจับกุม แจ้งข้อหาและพิสูจน์ว่ามีความผิด แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินดังกล่าว ศาลสูงสุดปากีสถานในภายหลังประกาศว่าผู้ถูกกล่าวหาเกือบทุกคนไม่มีความผิดยกเว้นเพียงคนเดียวเท่านั้น มุคตารที่กำลังต่อสู้ทางกฎหมายในปากีสถานและทำให้เธอเสี่ยงต่ออันตรายอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้น เธอได้ริเริ่มองค์การสวัสดิการสตรีมุคตาร์ มัยน์ เพื่อช่วยสนับสนุนและให้การศึกษาแก่สตรีและเด็กหญิงชาวปากีสถาน และเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านสิทธิสตรีอย่างเปิดเผย
ตามข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ มุคตาร มัยน์ พร้อมด้วยเพื่อน เพื่อนร่วมงานและครอบครัวของเธออยู่ในความเสี่ยงใหญ่หลวงจากความรุนแรงโดยเจ้าศักดินาท้องถิ่น และรัฐบาลปากีสถาน ด้านพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ อดีตประธานาธิบดีปากีสถาน ได้ยอมรับในบล็อกส่วนตัวของเขาว่า เขาสั่งจำกัดการเคลื่อนไหวของเธอในปี พ.ศ. 2548 เนื่องจากเขาเกรงว่าผลงานของเธอและชื่อเสียงของมันอาจทำลายภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติของปากีสถาน

"มุกห์ตารัน บีบี" ผู้ไม่ยอมถูกข่มขืนซ้ำจากกระบวนการยุติธรรม

ชื่อของ Mukhtaran Bibi หรือที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า Mukhtar Mai กลายเป็นที่กล่าวถึงในแวดวงสิทธิสตรีสากลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "Shame" ที่ถ่ายทอดชีวิตจริงของเธอได้ออกฉายสู่สายตาสาธารณชนในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่แคนาดา เมื่อวันที่ 31 กันยายน 2549

เมื่อสารคดีเรื่องนี้จบลง ผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฯ ต่างลุกขึ้นยืนปรบมือเป็นเวลายาวนานให้สิ่งที่เพิ่งได้รับรู้รับชมกันไป...  

เนื้อหาของ Shame บอกเล่าถึงรอยแผลในชีวิตที่มุกห์ตารันได้รับจากการถูกข่มขืนและทำร้ายร่างกาย แต่สาระสำคัญอยู่ที่การรับมือและจัดการกับชีวิตของเธอหลังจากเหตุการณ์อันเลวร้ายมากกว่าการฟูมฟายถึงความเจ็บปวดที่มี

ในโลกยุคดิจิตอลที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทางเลือกของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนก็ยังมีไม่มากนัก โดยเฉพาะในบ้านเมืองที่มีกรอบความเชื่อ วัฒนธรรมและประเพณีอันเคร่งครัดสืบทอดกันมายาวนานอย่างประเทศ "ปากีสถาน"
หนทางที่หนึ่งซึ่งผู้หญิงปากีสถานโดยมากเลือกใช้ คือการทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และบอกตัวเองว่านั่นคือ "ชะตากรรม" ของชีวิต จากนั้นก็ดำเนินกิจวัตรต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าบาดแผลทางกายและจิตใจที่ติดมากับเธอนั้นสาหัสสากรรจ์แค่ไหน
หนทางที่สอง คือ การหลบหนีไปจากความเป็นจริงอันโหดร้าย ซึ่งมีอีก 2 ข้อย่อยให้เลือกคือ การอพยพย้ายบ้านไปอยู่ในที่ไกลๆ จนไม่มีข่าวคราวหรือใครตามไปถึง และ "ความตาย"
เช่นเดียวกันกับ "มุกห์ตารัน บีบี" หรือ "มุกห์ตาร์ ไม" ที่ถูกตัดสินให้ผู้ชาย 14 คน ในหมู่บ้าน Merrwala ซึ่งเธออาศัยอยู่"ข่มขืน" เพื่อเป็นการลงโทษแทนน้องชายของเธอที่ไปลวนลามหญิงสาวผู้มาจากตระกูลสูงกว่า และคนในชุมชนบางส่วนเห็นว่านั่นคือการรักษา "เกียรติยศ" ของครอบครัวตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกัน
นั่นคือธรรมเนียมที่ให้คุณค่ากับของเพศหญิง "ต่ำกว่า" เพศชาย และยังไม่หมดไปจากสังคมปิดหลายแห่ง
เมื่อต่อสู้กับการข่มขืนหมู่อย่างยิบตา มุกห์ตารันจึงถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเพิ่มมาด้วย...
เหตุการณ์สะเทือนใจนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545 หากมุกห์ตารันไม่เลือกวิธีใดๆ ที่ว่ามา แต่เธอเลือกที่จะตอบโต้ด้วยการนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และต้องใช้เวลาต่อสู้ในชั้นศาลนานถึง 2 ปี กว่าจะมีการตัดสินผู้กระทำความผิด
การแข็งขืนและลุกขึ้นต่อต้านค่านิยมของชุมชน ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดายนัก แต่การลงโทษที่เธอได้รับ เป็นเรื่องสะเทือนใจเกินกว่าที่ผู้หญิงในชุมชนจะยอมทนได้เช่นกัน เธอได้รับการสนับสนุนจากโต๊ะอิหม่ามและผู้หญิงบางกลุ่มในชุมชน แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับแรงต่อต้านและการคุกคามอย่างรุนแรงจากชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ต้องการให้วิธีลงโทษแบบ"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (Zani) ถูกลิดรอนอำนาจลงไป
ในระหว่างที่การพิจารณาคดีในชั้นศาลดำเนินไปอย่างเชื่องช้า สื่อมวลชน องค์กรสิทธิมนุษยชน รวมถึงหน่วยงานที่ส่งเสริมสถานภาพสตรีซึ่งเป็นองค์กรสากลก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้มากเช่นกัน ด้วยการผลักดันเรื่องของมุกห์ตารันให้กลายเป็นที่สนใจในระดับโลก
การกดดันและเรียกร้องให้พิจารณาคดีของมุกห์ตารันจึงเป็นเรื่องของการเมืองด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับอยู่ดีว่าการลากเอาธรรมเนียมเก่าๆ มาสะสางใหม่ในชั้นศาล ช่วยสร้างความตื่นตัวทางด้านสิทธิมนุษยชนกับชาวปากีสถานเป็นจำนวนมาก
แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว ผู้กระทำความผิดทั้ง 14 คน จะรอดพ้นจากการตัดสินว่ามีความผิดไปได้ถึง 8 คน และอีก 6 คนที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตก็ได้รับการลดโทษเหลือแค่การจำคุกตลอดชีวิต แต่การต่อสู้ของมุกห์ตารันและผู้หญิงคนอื่นๆ ยังไม่จบแค่นี้แน่ๆ
กระบวนการถ่ายทอดภาพลงบนแผ่นฟิล์มจนกลายเป็นหนังสารคดีเรื่อง Shame จึงบอกเล่าความยากเย็นที่มุกห์ตารันต้องเผชิญ และเป็นการฉายทับซ้อนไปกับการต้อนรับจากนานาประเทศที่มอบรางวัลนักต่อสู้ให้แก่เธอเป็นมากมาย รวมทั้งเงินรางวัลอีกเป็นจำนวนไม่น้อย

Muhammad Naqvi ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ได้ใช้เวลาติดตามมุกห์ตารันอยู่นานเป็นปี และได้ถ่ายทอดให้ผู้ชมสารคดีเรื่องนี้เห็นว่าการเผชิญหน้ากับปัญหาของเธอมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเอาการ
เริ่มจากการถูกตัดช่องทางการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนทั้งลาย และคนที่ทำเช่นนั้นก็ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน แต่เป็นตำรวจในท้องถิ่นที่ไม่ต้องการให้เรื่องอื้อฉาวใหญ่โตเกินไปนัก เพราะการสูญเสียอำนาจควบคุม"ผู้หญิงในหมู่บ้าน" อาจเป็นรสชาติที่ขมปร่าเกินกว่าจะทนได้
และเธอยังต้องรับมือกับความไม่ไว้วางใจจากภาครัฐที่ไม่พอใจนักกับการเอาเรื่องวุ่นวายในประเทศออกสู่สายตาสาธารณชนที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของปากีสถานอยู่เงียบๆ
นอกจากนี้มุกห์ตารันยังต้องจัดการกับชื่อเสียงที่มาพร้อมกับฐานะ "วีรสตรี" ผู้เปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมอีกประการหนึ่งด้วย
หากจะบอกว่าไม่หวั่นไหวอะไรกับสิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นเรื่องเกินเลยไปหน่อย แต่ท้ายสุดก็ดูเหมือนว่าเธอสามารถจัดการกับมันได้ และใช้เวลาที่เหลือจากการพบสื่อและเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อการก่อตั้งโรงเรียนขึ้นมาในหมู่บ้าน ให้เด็กหญิงและเด็กชายได้ร่ำเรียนเขียนอ่านกันต่อไป
เพราะมุกห์ตารันเชื่อว่าการจะ "ปลูกฝัง" สิ่งใหม่ๆ ต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่ช่วงวัยแรกของชีวิต เพื่อที่ว่า อย่างน้อยที่สุด เมล็ดพันธุ์แห่งการต่อสู้โดยไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือ "อำนาจเหนือหัว" ที่กดทับอยู่ คงจะมีโอกาสเติบโตและงอกงามขึ้นมาได้บ้าง...
อ่านบทสัมภาษณ์ มุกห์ตารัน บีบี เพิ่มเติมได้ที่: http://www.islamicamagazine.com/content/view/158/59/
^ Kristof, N & Wudunn, S, (2009), "Half The Sky", Virago
  1. ^ Journey into Islam: the crisis of globalization, Akbar S. Ahmed, Brookings Institution Press, 2007, pp.99
  2. ^ "A Marriage of Convenience?", 'Inter Press Service', 
  3. ^ Sentenced to Be Raped
  4. ^ Pakistani Woman Who Shattered Stigma of Rape Is Married
  5. ^ Pakistani rape survivor turned education crusader honoured at UN
  6. ^ Feudals vs. Mukhtar
  7. ^ "General Pervez Musharraf - Write to the President: The President Responds".http://www.presidentofpakistan.gov.pk/TPRespondsQsComplDetail.aspx?WTPresidentQsID=293.
http://narater2010.blogspot.com

กรณี ฮิญาบ ระรานวัดหนองจอก


กรณี ฮิญาบ ระรานวัดหนองจอก

ติดตามสถานการณ์ กรณีฮิีญาบ ระราน วัดหนองจอก
หนังสือ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หน้าที่ ๑
หนังสือ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หน้าที่ ๒
หนังสือ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หน้าที่ ๓
หนังสือ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
คำสั่ง เจ้าอาวาส วัดหนองจอก


ม๊อปมุสลิมหน้าวัดหนองจอก ปะทะเพลงชาติ 08.00 น.


มุสลิมฮือประท้วงวัดหนองจอก !
กรณีไม่ยอมให้สวมฮิญาบในโรงเรียนวัด

อ้างรัฐธรรมนูญ+ระเบียบกระทรวง สารพัด




 
สำหรับชาวมุสลิม "หลักศาสนาสูงกว่ากฎหมาย 
ถ้ากฎหมายไม่ตรงตามหลักศาสนา ก็ถือว่ากฎหมายผิด"



 




ประท้วงฮ่ะ
กฎหมายต้องเหนือกว่าพระ พุทธศาสนา

เพื่อว่าศาสนาอิสลามจะ ได้ใหญ่กว่าไง



นายคนนี้หน้าคุ้นๆ ใช่ชื่อชารีฟหรือเปล่า ?

ประท้วงวัดหนองจอก

เปิดวัดให้มุสลิมเดี๋ยว นี้ !

กุรูแห่งอิสลาม  

เพื่อสันติ เราต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทุกแห่ง แม้แต่

ในวัด........ เราก็ต้องหย่าย 


ถ้าทำที่วัดหนองจอก สำเร็จ 

ต่อไปก็มุ่งหน้าเข้าวัดพระแก้ว



หลักกฎหมาย หรือน้ำผึ้งหยดเดียว  ?
คนพวกนี้กำลังสร้างเงื่อนไข อะไร ?
เพื่อวัตถุประสงค์อะไร 



เห็นแล้วก็เลื่อมใสชาว มุสลิมเขานะ แค่เด็กหญิงสองคนไม่ได้ใส่ฮิญาบก็ชวนกันไปประท้วงแทบจะปิดวัด แต่ชาวพุทธ พระถูกวางระเบิดตายรายวันรายเดือน กลับเงียบ ผอ.สำนักพุทธฯ บอกไม่ว่าง ให้ลูกน้องไปดูแลแทน บอกได้คำเดียวว่าเศร้าฮ่ะ !


http://narater2010.blogspot.com

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


โปรดบริโภคข่าวสารด้วยสติ และปัญญา
พลอดรักในห้องน้ำมัสยิด-หนุ่มสาววัยรุ่นอินโดฯใจแตก-ชาวบ้านฮือล้อมจับ
มุสลิมไทยดอทคอม : 9 กค. 54 




สำนักข่าวมุสลิมไทย  หวิดโดนประชาทัณฑ์  วัยรุ่นเกาะสุลาเวสีถูกจับได้แอบทำมิดีมิร้ายกันในห้องน้ำมัสยิด

ข่าวเว็ปไซต์ the Jakartaglobe.com - วัยรุ่นชาย-หญิงชาวเกาะสุลาเวสีตะวันตก 2 คน รอดพ้นจากการถูกรุมประชาทัณฑ์หวุดหวิด หลังถูกจับได้ว่าแอบทำมิดีมิร้ายกันในห้องน้ำของมัสยิดเมื่อวันพฤหัส (07/07)

ทั้ง 2 ถูกจับได้ในสภาพกึ่งเปลือย ขณะอยู่สองต่อสองในห้องน้ำมัสยิดในแถบโวโนมุลโย่ อำเภอโปเลอวาลี มันดาร์ และข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที จนทำให้ชาวบ้านที่โกรธแค้นนับร้อยคนกรูกันเข้ามาล้อมมัสยิดไว้ เดชะบุญที่ตำรวจท้องถิ่นควบคุมทั้งสองไว้ในที่ปลอดภัยได้ทันท่วงที จนกระทั่งผู้ปกครองมารับตัวไปในที่สุด

ไม่มีการเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามของวัยรุ่นทั้งสอง แต่น่าสลดใจที่มีข่าวว่าทั้งสองเป็นนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสอนศาสนาชื่อดังในอำเภอดังกล่าว   - www.muslimthai.com
วัยรุ่นมุสลิมในเซเนกัลบุกเผาโบสถ์ ทำลายบาร์เหล้า
มุสลิมไทยดอทคอม : 27 มิย. 54 14:26:17


สำนักข่าวมุสลิมไทย  วัยรุ่นมุสลิมในเซเนกัลบุกเผาโบสถ์ ทำลายบาร์เหล้า
ข่าวเว็ปไซต์ washingtonpost.com –  เมื่อวันอาทิตย์ (26/06) วัยรุ่นมุสลิมหลายร้อยคนในชุมชนชานเมืองหลวงของประเทศเซเนกัล บุกเข้าโจมตีสถานที่ชุมนุมทางศาสนาคริสต์ Jehovah’Witness และบาร์ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

Thierno Mbeugne โฆษกของสมาคมอิหม่ามท้องถิ่นกล่าวว่า หัวหน้าอิหม่ามในเขต Yoff ในกรุง Dakar ได้เรียกร้องให้เยาวชนมุสลิมปราบปรามสิ่งที่คิดว่าต่อต้านศาสนาอิสลาม นำมาซึ่งเหตุสลดดังกล่าว โดยอ้างว่าสมาชิกของโบสถ์คริสต์มักจะโน้มน้าวให้มุสลิมเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ โดยสอดแทรกในการสอนภาษาอังกฤษ รวมทั้งแจกไม้กางเขน และบาร์เป็นที่เผยแพร่สิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม

มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปในบาร์แล้วแย่งชิงเบียร์กระป๋องมาดื่มกัน หลังจากนั้นจึงช่วยกันขนตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และเฟอร์นิเจอร์ออกไป ก่อนที่จะเผาสถานที่ทิ้ง

แพทย์ผู้หนึ่งกล่าวว่า เขารับผู้บาดเจ็บเข้ามารักษาอาการรวม 37 ราย ในจำนวนนี้รวมทั้งตำรวจด้วย   - www.muslimthai.com

มุสลิม-ยิวเนเธอร์แลนนด์ ต่อต้านออกกฎหมายบังคับทำให้สัตว์สลบก่อนเชือด
มุสลิมไทยดอทคอม : 18 มิย. 54 




สำนักข่าวมุสลิมไทย   มุสลิมและยิวเนเธอร์แลนนด์ ต่อต้านออกกฎหมายบังคับทำให้สัตว์สลบก่อนเชือด
สำนักข่าวตะวันออกกลาง –  ผู้แทนชาวยิว และมุสลิม ประสานมือกันในการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสภานิติบัญญัติแห่งเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ยกเลิกแผนออกกฎหมายเกี่ยวกับการเชือดสัตว์ โดยแผนดังกล่าวจะบังคับให้โรงเชือดสัตว์ทำให้สัตว์หมดความรู้สึกก่อนที่จะเชือด ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเชือดสัตว์ตามหลักฮาลาลของอิสลาม และโคเช่อร์ของชาวยิว

ยูซุฟ อัลตันตาส ประธาน CMO ซึ่งเป็นองค์กรที่ประสานงานระหว่างชุมชนมุสลิมกับรัฐบาล ให้การอธิบายว่า การทำให้สัตว์หมดความรู้สึกก่อนเชือดเป็นสิ่งไม่ถูกต้องตามหลักการอิสลาม ส่วน แรบไบบินโยมิน จาค๊อบส์ ก็ได้ช่วยโต้แย้งว่า แต่เดิมการตั้งโรงเชือดสัตว์ตามแบบโคเช่อร์ ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย แต่โรงเชือดสัตว์ของยิวถูกปิดไปในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกยึดครอง

กฎหมายของเนเธอร์แลนด์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ห้ามการเชือดสัตว์โดยไม่ทำให้สลบเสียก่อน แต่ยกเว้นการเชือดตามพิธีกรรมฮาลาล และโคเช่อร์

ผู้แทนมุสลิมและยิวยืนยันว่า ได้พยายามทำให้สัตว์รู้สึกเจ็บปวดน้อยที่สุดในการเชือด โดยมีการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ทำหน้าที่เชือด รวมทั้งการจัดสถานที่ในโรงเชือด และการขนส่งสัตว์มายังโรงเชือด ด้วยวิธีการที่ไม่ทำให้สัตว์ทรมานมากเกินไป   - www.muslimthai.com

เงินของคริสต์ ทำให้ชายมุสลิคนนี้ ยอมเปลี่ยนศาสนา
มุสลิมไทยดอทคอม : 11 มิย. 54 




สำนักข่าวมุสลิมไทย เงินของคริสต์ ทำให้ชายมุสลิคนนี้ ยอมเปลี่ยนศาสนา
ข่าวเว็ปไซต์ hutchnews.com - องค์กร The Patriot Freedom Alliance of Hutchinson (สันนิบาตเสรีรักชาติแห่งฮัตชินสัน) จะจัดการบรรยายโดยนักเขียน “กามาล ซาลีม” ขึ้น ณ ศูนย์ประชุมรามาดา เลขที่ 1400 นอร์ธ ลอร์เรนน์ ในวันที่ 14 มิถุนายน ศกนี้ เวลา 18.00 น. โดยไม่เสียค่าผ่านประตู

ซาลีม อดีตมุสลิมที่หันไปเข้ารับนับถือคริสตศาสนา เกิดในตะวันออกกลาง เขาเดินทางมาประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยความมุ่งมาดจะดะอฺวะอฺให้ชาวคริสต์ และยิวในสหรัฐหันมานับถืออิสลาม

เขาอ้างว่า การที่เขาได้รับการดูแลอย่างดีภายหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่อเมริกา ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา

ซาลีมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง minister of the Gospel of Jesus Christ (ตำแหน่งทางสงฆ์ หรือผู้รับใช้พระเจ้า) ในปี พ.ศ. 2541 และได้เคยไปบรรยายในที่ต่างๆ มาแล้วทั่วโลก   - www.muslimthai.com

สติแตกลบหลู่ดูหมิ่น เอาแฮมหมู วางในรองเท้าขณะมุสลิมเข้าร่วมละหมาด
มุสลิมไทยดอทคอม : 8 มิย. 54 




สำนักข่าวมุสลิมไทย   สติแตกลบหลู่ดูหมิ่น เอาแฮมหมู วางในรองเท้าขณะมุสลิมเข้าร่วมละหมาด
ข่าวเว็ปไซต์ thisisbristol.co.uk - เจมี่ โนลสัน ถูกจับได้ว่าทำพฤติกรรมน่าสงสัยที่บริเวณที่วางรองเท้าหน้ามัสยิดอัล-บาซีร่า บนถนน Wade Street ในแถบ St Judes หลังจากนั้นเขาวิ่งหนีกลับไปยังที่พักราคาถูกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และเมื่อเจ้าหน้าที่มัสยิดวิ่งตามไปกลับได้ยินเขาตะโกนคำพูดเยาะเย้ยกลับมา

เจมี่ โนลสัน

เมื่อกลับมายังหน้ามัสยิด สมาชิกหลายคนพบว่า มีชิ้นแฮมหมูถูกใส่ไว้ในรองเท้าหลายคู่ และยังมีชิ้นแฮมถูกแขวนไว้ที่ราวลูกกรงหน้ามัสยิด

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากสมาชิกในมัสยิดแจ้งตำรวจให้มาจับ เขากล่าวในตอนแรกว่า เขาไม่รู้มาก่อนว่าการนำชิ้นหมูไปแขวนไว้ที่มัสยิด หรือใส่ไว้ในรองเท้าของมุสลิม จะเป็นเรื่องลบหลู่ดูหมิ่น และคิดว่าเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นกันขำขำ

แต่ในภายหลังเขาได้ยอมรับว่า เขารู้อยู่เต็มอกถึงความหมายของหมูในทัศนะของอิสลาม

เมื่อเดือนก่อน ศาล Bristol Magistrates ตัดสินให้เขามีความผิดฐานก่อความเคืองแค้นด้านเชื้อชาติ หรือศาสนา

หลังจากนั้นศาล Magistrates ส่งคดีไปยัง ศาล Bristol Crown เพื่อออกคำตัดสิน ซึ่งคดีของโนลสันน่าจะถูกตัดสินจำคุกได้ถึง 2 ปี แต่ศาลกลับตัดสินรอลงอาญา 6 เดือน และให้เขาทำงานรับใช้สังคมโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวน 150 ชั่วโมง เพราะเหตุว่าเขาได้กลับไปขอโทษฝ่ายบริหารมัสยิดดังกล่าวด้วยตัวเอง

มีข่าวว่าขณะนั่งฟังคำพิพากษา โนลสันวัย 30 ปี นั่งหน้าแดงด้วยความอับอาย และน้ำตาไหลพราก เนื่องจากศาลได้ว่ากล่าวด้วยความรุนแรง จากเหตุที่เขากระทำเลวทรามกับเจ้าของรองเท้าที่กำลังประกอบคุณความดีอยู่ภายในมัสยิด

เขาถูกจับได้เนื่องจากมีภาพในกล้องวงจรปิด ที่แสดงภาพเขานำชิ้นแฮมที่ถือมาจาก Redwood House ซึ่งเป็นที่พักของคนไร้บ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มาแขวนที่หน้ามัสยิด นายดจามา คนเฝ้ามัสยิดยังให้การว่า เมื่อวิ่งตามไปยังได้ยินเขาตะโกนกลับมาว่า “คราวหน้าจะทำให้ยิ่งกว่านี่”

ทนายของโนลสันแก้ต่างว่า เขาทำเพราะความเมา

มัสยิดอัล-บาซีร่า เปิดในปี พ.ศ. 2548 มีชาวมุสลิมโดยเฉพาะที่มีเชื้อสายโซมาลี มาใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจสัปดาห์ละกว่า 2,000 คน มุบารัก โมฮัมมัด หนึ่งในอิหม่าม และครูสอนศาสนาของมัสยิด (มี 3 คน) กล่าวว่า ไม่ได้มีความโกรธเคืองมากมายในเรื่องนี้ แต่ค่อนข้างจะเป็นความกังวลใจและตระหนกมากกว่า

เขากล่าวว่า ศาสนาห้ามรับประทานเนื้อสุกร และมุสลิมมีความศรัทธาในคำสอนนี้ การแตะต้องเนื้อหมูจะทำให้ร่างกายไม่บริสุทธิ์สำหรับการนมาซ และต้องผ่านขั้นตอนในการชำระล้างเพื่อให้สามารถทำนมาซได้ รวมทั้งว่า มุสลิมที่มัสยิดไม่ได้มีอคติกับโนลสัน เพราะคิดว่าเขาอาจไม่มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับอิสลาม

ยังมีกรณีที่คล้ายๆ กันนี้ที่จะต้องขึ้นศาลอังกฤษอีกภายในเดือนนี้   - www.muslimthai.com
พัสดุปริศนา มีข้อความต่อต้านอิสลาม ภาพดูหมิ่นสตรีมุสลิม






สำนักข่าวมุสลิมไทย  พัสดุปริศนา  มีข้อความต่อต้านอิสลาม ภาพดูหมิ่นสตรีมุสลิมข่าวเว็ปไซต์
 islingtongazette.co.uk - มีผู้ส่งพัสดุต้องสงสัยจ่าหน้าถึง อะฮฺมัด ซะอิ๊ด อิหม่ามมัสยิด Finsbury Park ซึ่งตั้งอยู่บนถนน เซนต์โธมัส หลังจากอิหม่ามเปิดออกดูพบข้อความต่อต้านอิสลาม ภาพดูหมิ่นสตรีมุสลิม และผงสีขาวบรรจุในซอง ที่สงสัยว่าจะเป็นเชื้อแอนแทรค ทำให้มุฮัมมัด คอซบาร์ ผู้จัดการมัสยิดต้องแจ้งตำรวจให้มาสอบสวนโดยด่วน

ตำรวจสั่งปิดมัสยิดเป็นเวลา 4 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่มัสยิดทั้งหมดถูกกักตัวอยู่ภายในเพื่อตรวจสอบ จนตำรวจแน่ใจแล้วว่า ผงสีขาวดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นเชื้อโรคแต่อย่างใด ส่วนผู้ศรัทธาประมาณ 150 คนที่ตั้งใจมานมาซ ถูกปล่อยให้รออยู่ด้านนอกในช่วงนั้น

เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่มัสยิดไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากใกล้วันเปิดมัสยิดให้เข้าเยี่ยมชม ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้งเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกันแล้ว

เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา มีกรณีกลั่นแกล้งโดยมีผู้เอาหัวหมูมาเสียบไว้ที่ประตูทางเข้ามัสยิดด้านนอก ถึงแม้จะมีภาพมือดีปรากฏในกล้องวงจรปิด แต่จนบัดนี้ยังไม่สามารถจับตัวได้

โฆษกตำรวจยืนยันว่าได้มีการจัดเวรยามตรวจตราอย่างเข้มงวด และว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวโยงกับอีกหลายเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ย โดยมีผู้ส่งสิ่งของไปยังประชาชนในลอนดอน และเมืองอื่นๆ ของอังกฤษในลักษณะเดียวกันนี้   - www.muslimthai.com
http://narater2010.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เห็นหรือยังท่านนายก


ลากไส้มุสิลม 
มันอยากจะเป็น รมต. ละครับ ท่านนายกหญิงคลุมฮิญาบ
ไม่งั้นปักใต้ไม่สงบนะ จะบอกให้







ไม่ทันเท่าไรเลยครับ แค่มีข่าวการฟอร์มทีมบริหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย  มุสลิมก็ออกมาคร่ำครวญเรียกร้องตำแหน่ง รมต. ซะแล้ว แถมยังอ้างบุญคุณ กรณีนายก  
    ทักษิณไปลี้ภัยในประเทศมุสลิมซะอีก  


ผมเคยพูดไว้แล้วว่า แค่คุณยิ่งลักษณ์ ไปแสดงอาการเอ๋อ คลุมฮิญาบ ซึ่งเป็น
สัญลักษณ์ของสตรีมุสลิมในการลงหาเสียงที่ภาคใต้ ก็บอกว่าว่า เข้าทางโจร
ตกหลุมมุสลิมซะแล้ว  


คุณยิ่งลักษณ์ จะคิดอะไรหรือไม่ ต่อกรณีนี้ ผมว่า อันตรายในระดับต่อมสำนึก
ของคนที่ประกาศตนว่าเป็นพุทธมากะ คนที่สวดมนต์ว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ"
จะได้สำเนียกไว้ว่า ทีหลังอย่าทำ


จริงหรือไม่อย่างไร ท่านโปรดพิจารณาดูครับ กับการเรียกร้องตำแหน่ง รมต.
ที่ผมไม่ได้กล่าวหา แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเวปไซท์ ของมุสลิมเอง เรียกร้อง
ตำแหน่ง รมต.    นี่คือโทษของการคลุมฮีญาบ ของคนที่ไม่ใช่มุสลิม  อิือิ


ก่อนอภิสิทธิ์ ยุบสภา ก็มีข่าวแพลมออกมาแล้วว่า เขายึกยักเสนอกฏหมายมุสลิมเข้าสภาไปรอท่าไว้แล้ว การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ของเวปไซท์มุสลิมดอทคอมผมก็ได้แต่ขำ แล้วก็รำพึงรำพันอยู่ในลำคอตัวเองว่า    ฮื่ม หางโผล่แล้วมึง  ม้วนหางหน่อย........
  

พาดหัวข่าวจากเวปไซท์ มุสลิมไทยดอทคอม

สุดรันทดใจ หรือเป็นความไร้ปัญญาของมุสลิมไทย
คะแนนเสียงมุสลิมนับล้าน รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ 1 ไร้เงามุสลิม
มุสลิมไทยดอทคอม : 6 กค. 54 6:03:58



สำนักข่าวมุสลิมไทย สุดรันทดใจ หรือเป็นความไร้ปัญญาของมุสลิมไทย คะแนนเสียงมุสลิมนับล้าน รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ 1 ไร้เงามุสลิม

              สำนักข่าวอะลามี่ : ภาพในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีขาวของพรรคเพื่อไทย สวมผ้าคลุมผมสีแดง เป็นการแต่งกายเหมือนสตรีชาวไทยมุสลิม ในโอกาสเดินทางไปลงช่วยลูกพรรคหาเสียงที่จังหวัดชายแดนใต้ ยังสร้างความปราบปลื้มให้กับสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างมาก

              เนื่องจากถือว่าเป็นการให้เกียรติของชาวมุสลิม ซึ่งสตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ต่างเรียกนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า “ยามีล่ะห์” ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า หญิงงาม

              ภาพวันนั้น เป็นสิ่งที่ชาวมุสลิมใน 3จังหวัดชายแดนใต้ ยังจำไม่เลือน เป็นการย้ำให้ชาวบ้านที่มาต้อนรับเห็นว่า นี่คือ....การให้เกียรติมุสลิม ในฐานะที่ผู้จะเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี และผู้นำหมายเลขหนึ่งของประเทศ

               วันนี้ “ยามีล่ะห์”กำลังเป็นนายกรัฐมนตรี และกำลังจัดตั้งรัฐบาล
               แต่ดูเหมือนว่า โผรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย ในรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ 1”  ไม่มีมุสลิมอยู่ในโผแม้แต่คนเดียว

               “ ส่วนหนึ่งเราต้องเชื่อก่อนว่าพี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย จะต้องพยายามลดการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง เปลี่ยนจากการใช้ความรุนแรง มาเป็นการส่งเสริมทางด้านการศึกษา ส่งเสริมเศรษฐกิจ วัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งจะต้องมีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ ความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาหารือกัน “ คือคำว่า ญามิล่ะห์ กล่าวย้ำในโอกาสพบกับชาวมุสลิมในชายแดนใต้ก่อนวันเลือกตั้ง
              แม้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย จะไม่ได้ ส.ส.จากภาคใต้เลยแม้แต่คนเดียว
              แต่อย่าลืมว่า .....คนใต้จำนวนไม่น้อยที่ยังรัก และวางใจกับพรรคเพื่อไทย ในการเลือก ส.ส.ของพรรค แม้ว่าจะไม่สามารถฝ่าด่านพรรคประชาธิปัตย์ มาได้ก็ตาม

               ในอดีตรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้สร้างความไม่พอใจกับชาวมุสลิมมาแล้ว หลังจากที่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่มีมุสลิม นั่งเป็น รัฐมนตรี แม้แต่คนเดียว .....

               ไม่เพียงเท่านั้น การสรรหา สว. 70 กว่าคน ที่ผ่านมาก็ไม่มี สว.มุสลิม แม้แต่คนเดียวเช่นกัน

              เหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างแรงกระเพื่อมในกลุ่มนักกิจกรรมและนักวิชาการ ซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดกับมุสลิมไม่น้อย และ เป็นการยอกย้ำว่ารัฐบาลไม่สนใจมุสลิม ว่า เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้

              ขณะเดียวกันรัฐบาล ยิ่งลักษณ์1 ก็บอกว่า จะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้  แต่กลับปรากฎว่า ในโผแต่งตั้งรัฐมนตรี ครั้งนี้ กลับไม่มีมุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำรัฐบาล เลยแม้แต่คนเดียว อีกเช่นเคย

             หากรัฐบาล ภายใต้การนำของ ”ยิ่งลักษณ์” ยังมีใจต่อมุสลิม

             หาก”ทักษิณ ชินวัตร” ยังมองว่า มุสลิมเป็นส่วนหนึ่งที่ให้โอกาสพรรคเพื่อไทย
            วันนี้ ยังไม่สายเกินไปที่ รัฐบาลจะเปิดที่นั่ง ให้กับตัวแทนมุสลิม เข้าไปมีส่วนร่วมทในการเข้าไปบริหารประเทศ และเป็นสะพานเชิ่อม ระหว่างรัฐบาลกับคนมุสลิม ทั้งในประเทศและโลกมุสลิม

            หากจะให้รื้อฟื้น หรือทวงบุญคุณ .......!!!!!

           ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รัฐดูไบ ที่ "ทักษิณ" ใช้เป็นที่ซุกหัวนอน  ก็เป็นประเทศมุสลิม

            และ”ทักษิณ”ก็อ้างเสมอว่า มีเพื่อน และมิตรสหายจากประเทศมุสลิมให้การต้อนรับ ในขณะที่เป็นนักโทษหนีคดีอาญา ท่ามกลางประเทศพันธมิตรอื่นไม่ต้อนรับ

           หากจะบอกตรงๆกับคุณยิ่งลักษณ์

           ต้องย้ำว่า.... อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมี ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย ที่คอยประสานงานระหว่างรัฐ และหน่วยงานของรัฐกับองค์กรและสังคมมุสลิม หรือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

            คงไม่ยากเกินไปที่ "คุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์" จะมองเห็น

            เพราะคนมุสลิมที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยก็หลายคน ที่พอมีศักยภาพ และผ่านงานนั่งเจ้ากระทรวงถือว่ามีประสบการณ์มากพอ

           เพียงแต่ท่านเปิดใจหรือไม่.....เท่านั้นเอง

           แหละนี้ ก็เป็นอีกโอกาสอีกครั้งหนึ่งของ เพื่อไทย ที่จะกู้หน้า-เจาะยาง ภาคใต้ครั้งสำคัญหรือจะปล่อยเลยไป
-----------------

============================================


มุสลิม ต้องเป็น รมต. มหาไท  นะเว้ยเฮ้ย


เมื่อไหร่ พวกกูเข้าไปนั่ง ในมหาดไท 
กูก็จะเอาพระพุทธรูปออกจากกระทรวง 
เหมือนทีี่นายวัน มูฮำหมัด นอมะทา 
เคยเนรเทศพระพุทธรูปออกจากกระทรวงมหาดไท มาแล้ว 


ดีไม่ดี ก็จะจัดการกับโรงเรียนวัดหนองจอกซะ
ในฐานะที่ ไม่ยอมปัญญาอ่อน ให้นักเรียนมุสลิม คุลมฮิญาบ เข้าไปใน
โรงเรียนวัดหนองจอก ที่เป็นที่ของสงฆ์ และเป็นเขตของวัดพุทธ   


แล้วนี่ ถ้ามุสลิมไม่ได้กระทรวงมหาดไท หรือไม่ได้เป็น รมต. จะบอกว่า
ปักใต้จะไม่สงบใช้มั้ย  ถ้าไม่ได้ กูจะฟันกระบาลพระ กูจะเผาวัด
กูจะวางระเบิด ใช่มั้ย   ทำไมสอดประสานกันเป็นปี่เป็นครกแล้วละนี่




ฮิญาบ ผืนเดียวที่ยิ่งลักษณ์ ไปคลุมเข้า 
มีอานุภาพทำลายล้างใหญ่หลวงถึงเพีึยงนั้น   อิอิ  


ไทยพุทธเอ๋ย มาดูกัน ว่ายิ่งลักษณ์ จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
http://narater2009.blogspot.com
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม