วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

รายงานพิเศษ: หลากแง่มุมรู้เท่าทันกลุ่มไอซิส/ไอเอส


กลุ่มก่อการร้ายไอซิสหรือไอเอส ผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญและไม่รีรอจะโฆษณาความโหดเหี้ยมของตัวเองคงทำให้ผู้คนตั้งคำถามจนนำมาสู่ข้อถกเถียงจำนวนมาก รายงานนี้พยายามรวบรวมหลายแง่มุมทั้งที่มา ระบบเศรษฐศาสตร์สงคราม แนวคิดและการชักจูง ของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้
ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มก่อการร้ายไอซิส หรือไอเอส ได้แสดงการสังหารนักข่าวอย่างป่าเถื่อนไปถึง 2 ราย โดยทั้งสองคนเคยเป็นนักข่าวที่เคยไปทำข่าวในพื้นที่ประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งอย่างหนักอย่างซีเรีย ทำให้มีข้อสงสัยว่ากลุ่มไอซิสที่เพิ่งสถาปนาตนเป็นผู้จัดตั้งรัฐอิสลามและเปลี่ยนชื่อเป็นไอเอสมีเป้าหมายอะไรและอะไรทำให้กลุ่มติดอาวุธนี้ขึ้นมามีอำนาจได้
เดิมทีกลุ่มไอซิสมาจากกลุ่มติดอาวุธที่ช่วยเหลือรัฐบาลอิรักในการสู้รบกับกองกำลังสหรัฐฯ ในช่วงสงครามอิรักปี 2546 ก่อนที่ต่อมาจะจัดตั้งเป็นกลุ่ม "รัฐอิสลามแห่งอิรัก" (ISI) และแผ่ขยายอิทธิพลในหลายเมืองของซีเรียในช่วงที่ซีเรียกำลังเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้มีชื่อเป็นกลุ่ม "รัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย" หรือไอซิส (ISIS) จนกระทั่งล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเพียงกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส (IS) (ในรายงานชิ้นนี้ขอเรียกว่า 'ไอซิส')
"นักข่าวทั้งในและนอกประเทศต่างก็รู้ว่าซีเรียเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดสำหรับนักข่าว ก่อนหน้าการสังหารตัดหัวเจมส์ โฟลีย์ จะได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว" โรเบิร์ต มาโฮนีย์ รองผู้อำนวยการของคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) กล่าว
"กลุ่มสมาชิกไอเอสที่สังหารเขาใช้ความรุนแรงและการข่มขู่เพื่อทำให้ไม่มีการรายงานข่าวในพื้นที่ที่พวกนั้นมีอำนาจอยู่ แต่กระนั้นก็ตามนักข่าวทั้งในและนอกประเทศเช่นโฟลีย์ก็ยังคงเลือกเสี่ยงชีวิต" มาโฮนีย์กล่าว

การฉวยโอกาสในสงครามกลางเมืองซีเรีย

ข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดียระบุว่าไอซิสเป็นกลุ่มหัวรุนแรงนิกายซุนนีที่เดินตามแนวทางอุดมการณ์ของกลุ่มอัลเคดา พวกเขาเชื่อการตีความศาสนาอิสลามในแบบที่ต่อต้านชาติตะวันตกอย่างสุดโต่ง สนับสนุนการใช้ความรุนแรง และกล่าวหาคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความของพวกตนว่าเป็นพวกนอกรีตหรือคนไม่มีศรัทธา
ในช่วงสงครามกลางเมืองซีเรียที่มีกลุ่มติดอาวุธจากภายนอกประเทศเข้าไปร่วมด้วยหลายกลุ่ม แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับกลุ่มกบฏหลักภายในประเทศอย่างฟรีซีเรียนอาร์มีหรือเอฟเอสเอ (FSA) ซึ่งมาจากผู้แปรพักตร์จากกองทัพซีเรียที่ต้องการโค่นล้มผู้นำบาชาร์ อัลอัสซาด และกำจัดผู้ที่สังหารประชาชน โดยเอฟเอสเอเป็นกลุ่มไม่ฝักใฝ่ศาสนาและได้รับการฝึกและได้รับอาวุธจากสหรัฐฯ โดยในช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมามีการปะทะกันระหว่างกลุ่มกบฏสองกลุ่มนี้
นอกจากไอซิสแล้วยังมีกลุ่มศาสนาหัวรุนแรงอื่นๆ อีกที่เข้าร่วมสงครามซีเรีย แต่กลุ่มไอซิสเป็นกลุ่มเดียวที่มีความยึดมั่นในด้านการก่อตั้งรัฐอิสลามอย่างมาก โดยไอซิสมักจะใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมในการโจมตีนิกายอื่นและสั่งใช้กฎหมายของตัวเองโดยทันทีที่สามารถยึดครองพื้นที่ได้
รายงานในบีบีซีระบุว่ากลุ่มติดอาวุธนิกายซุนนีสุดโต่งและผู้สนับสนุนต่างคิดว่ารัฐบาลอัสซาดจะล่มสลาย จึงพยายามฉวยโอกาสนี้เพื่อปรับให้ซีเรียกลับมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของนิกายซุนนีเพื่อตัดขาดจากนิกายชีอะฮ์ของอิหร่าน

ไอซิสได้รับเงินสนับสนุนจากไหน

จากการวิจัยของแรนด์คอร์ปอเรชั่นซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยให้กับกองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าตั้งแต่ในปี 2548-2553 กลุ่มไอซิสได้รับเงินสนับสนุนจากภายนอกเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ที่เหลือนอกจากนั้นมาจากในอิรัก และในช่วงที่กำลังศึกษาข้อมูลอยู่พบว่าไอซิสยังมีรายได้จากการลักพาตัวและขู่เรียกค่าไถ่
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเคยรายงานว่ากลุ่มไอซิสมักจะใช้วิธีการขู่กรรโชกทรัพย์สินจากคนขับรถบรรทุกและขู่จะระเบิดอาคารรวมถึงปล้นธนาคารและร้านทองเพื่อนำมาเป็นทุน
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ยังเปิดเผยต่อสื่อว่าไอซิสได้รับเงินมาจากการควบคุมบ่อน้ำมันและการค้าของเถื่อนรวมถึงวัตถุในทางโบราณคดี อีกทั้งยังมีการค้าพลังงานไฟฟ้าให้กับทางตอนเหนือของซีเรีย รายงานของบีบีซีระบุว่าไอซิสส่งออกน้ำมันราว 9,000 บาร์เรลต่อวัน ด้วยราคาหน่วยละ 25-45 ดอลลาร์ (ราว 750-1,350 บาท)
ในแง่ของเงินสนับสนุน ไอซิสมักจะได้รับมาจากผู้บริจาคที่เป็นเอกชนในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ทางการอิรักและอิหร่านเคยกล่าวหาว่าซาอุดิอาระเบียและกาตาร์ให้เงินทุนสนับสนุนไอซิสแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องจริง
ไมเคิล สตีเฟนส์ ผู้อำนวยการสถาบันรอยัลยูไนเต็ตเซอร์วิสในกาตาร์กล่าวว่า กลุ่มไอซิสได้รับเงินสนับสนุนจากผู้มั่งคั่งในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย แต่ก็ลดจำนวนลงตั้งแต่ปี 2556 อย่างไรก็ตามแม้ว่าทางการกาตาร์อาจจะไม่ได้ให้เงินสนับสนุนโดยตรงแก่ไอซิส แต่ความสะเพร่าด้านนโยบายก็ทำให้อาวุธและเงินทุนของกาตาร์ตกไปอยู่ในมือของไอซิสได้จากการที่กาตาร์พยายามโค่นล้มอัสซาด
รายงานในบีบีซีระบุว่าไอซิสมีระบบจัดการกับเมืองที่พวกเขาเข้ายึดครอง โดยมีการดำเนินการคล้ายรัฐ คือมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ มีการตั้งศาลของตัวเอง และมีระบบการจัดเก็บภาษี กลุ่มติดอาวุธยังได้ยึดแหล่งทรัพยากรอย่างน้ำ แป้งทำอาหาร และก๊าชธรรมชาติของเมืองนั้นๆ ไว้ทันทีเพื่อทำตัวเป็นผู้แจกจ่ายทรัพยากรเหล่านี้แก่คนในพื้นที่ทำให้คนในพื้นที่จำใจต้องพึ่งพิงพวกเขา
"การพึ่งพิงกับการได้รับความสนับสนุนนั้นไม่เหมือนกัน แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะชี้วัดว่ามี 'พลเรือน' ภายใต้การปกครองของกลุ่มไอเอสมากเท่าใดที่เห็นคล้อยตามหรือแค่ยอมทำตามกฎของพวกเขาเพียงเพราะต้องการความมั่นคงหรือกลัวว่าจะถูกลงโทษ" สตีเฟนส์ระบุในบทความ
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอัสซาดเองก็ซื้อทรัพยากรบางอย่างจากไอซิสแล้วก็ขายอาวุธให้กับกลุ่มไอซิส แม้ว่าไอซิสจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่สู้รบกับทางการซีเรีย ในเรื่องนี้วลาดิเมียร์ ฟาน วิลเกนเบิร์ก นักวิเคราะห์จากเจมส์ทาว์นบอกว่ากรณีนี้เป็น "เศรษฐศาสตร์สงครามแบบดั้งเดิม" เช่นในกรณีสงครามกลางเมืองเลบานอนที่ผู้นำฝ่ายที่ขัดแย้งกันต่างก็สู้รบกันเพื่อที่จะทำให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยน
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มไอซิสมีความสามารถในการบริหารเงินทุนของตนเอง ทำให้พวกเขาไม่กระทบมากจากการถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก เพราะพวกเขาเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพภายในพื้นที่โดยหาผลประโยชน์จากภายในพื้นที่และยังให้ผลประโยชน์กับกลุ่มระดับผู้นำที่พวกเขาต่อสู้ด้วย
จิม มูร์ นักวิเคราะห์จากบีบีซีระบุว่า กลุ่มไอซิสต่างจากกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่โฆษณาการกระทำโหดเหี้ยมของตัวเองอย่างออกหน้าออกตาทางอินเทอร์เน็ตทั้งการสังหารทหารและกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ รวมถึงการสังหารตัดคอนักข่าว เมื่อบวกกับลักษณะการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วสิ่งที่ไอซิสทำจึงเป็นการข่มขวัญและสร้างความแตกตื่น แต่ก็มีศัตรูของกลุ่มไอซิสบางรายที่ไม่สนใจยุทธวิธีสงครามจิตวิทยาของไอซิสเช่นกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในซีเรียที่บางครั้งก็สู้รบชนะไอซิส รวมถึงกลุ่มชาวเคิร์ดและนิกายชีอะฮ์ในอิรัก

ไอซิสผู้เข่นฆ่าพลเรือน
คงไม่มีใครปฏิเสธเรื่องการแสดงออกที่รุนแรงของกลุ่มไอซิส แต่สำหรับผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองด้วยปากกระบอกปืนของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้มีสภาพอย่างไร ในเรื่องนี้องค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลรายงานว่าพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากลุ่มไอซิสได้ก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือของอิรัก โดยมีการสังหารและลักพาตัวคนจำนวนมากซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
รายงานของแอมเนสตี้ระบุในรายละเอียดว่ากลุ่มติดอาวุธได้นำพลเรือนทั้งผู้ใหญ่และเด็กในเขตซินจาร์ทางตอนเหนือของอิรักขึ้นรถบรรทุกพาออกนอกตัวหมู่บ้านเพื่อทำการสังหารหมู่ไม่เว้นเด็กและผู้หญิง โดยดอนนาเทลลา โรเวรา ผู้ให้คำปรึกษาด้านการตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤติขององค์กรแอมเนสตี้ระบุว่ากลุ่มไอซิสพยายามกำจัดกลุ่มเชื้อชาติที่ไม่ใช่ชาวอาหรับและไม่ใช่ชาวมุสลิมนิกายซุนนี แต่มีผู้รอดชีวิตจากการบุกสังหารหมู่คนในหมู่บ้านโคโชเป็นผู้เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งชื่อซาอิดถูกยิง 5 นัด และอีกรายหนึ่งชื่อซาเลม สามารถซ่อนตัวจนรอดพ้นจากการถูกสังหารมาได้ และต่อมาได้เดินทางด้วยลาเข้าไปในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน (KRG) ในรายงานของแอมเนสตี้ระบุอีกว่าการกระทำเช่นนี้ถือเป็นอาชญากรรมสงครามและนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

การเกณฑ์ผู้มีแนวคิด 'หัวรุนแรง' จากชาติตะวันตก
ในวิดีโอที่แสดงการสังหารนักข่าวมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดผู้สังหารซึ่งคลุมหน้าอยู่ถึงได้พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแบบบริติช ทำให้ทางการอังกฤษพยายามสอบสวนในเรื่องนี้ ซึ่งทางการอังกฤษทราบว่ามีชาวอังกฤษประมาณ 500 คนเดินทางไปอิรักและซีเรียเพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิสหรือกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ขณะที่รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมและพรรคแรงงานซึ่งเป็นฝ่ายค้านในอังกฤษต่างก็แสดงออกว่าจะร่วมมือกันเพื่อลดแนวคิดแบบสุดโต่งในหมู่ประชาชน
แม้แต่ในสหรัฐฯ ก็มีพลเรือนราว 100 คนเดินทางไปยังซีเรียเพื่อร่วมสงครามกลางเมืองในฝ่ายกลุ่มติดอาวุธอิสลามจากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ มีหลายคนถูกสังหารจากการสู้รบที่ซีเรีย
เหตุใดผู้คนเหล่านี้ถึงทิ้งชีวิตพลเรือนในประเทศอย่างอังกฤษและสหรัฐฯ และออกไปสู้รบเช่นนั้น อาจจะมีหลายเหตุผล ในบางกรณีก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่เลือกหนทางเหล่านั้นเองที่จะตอบได้
ส่วนหนึ่งมาจากการพยายามโฆษณาตัวเองผ่านสื่อชนิดต่างๆ ซึ่งพยายามปรับให้เข้ากับยุคสมัย เช่นในกรณีหนึ่งเป็นอินโฟกราฟิกที่ดู 'เซอร์เรียล' แสดงให้เห็นจำนวนปฏิบัติการก่อการร้ายของกลุ่ม ซึ่งนักวิเคราะห์สงครามมองว่าเป็นการพยายามแสดงศักยภาพให้กับผู้บริจาคและแสดงการเปรียบเทียบการใช้อำนาจจากผู้อยู่ในระดับชั้นนำของกลุ่มติดอาวุธเทียบกับกลุ่มผู้รับคำสั่ง
มีส่วนหนึ่งอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการเรียกหาคนที่มีแนวคิดหัวรุนแรง ฮูเมรา ข่าน ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรมัฟเฟิลฮัน ซึ่งเป็นองค์กรต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากแนวคิดสุดโต่งกล่าวว่า ผู้เกณฑ์นักรบของไอซิสจะใช้วิธีการกล่อมคนให้สนใจโดยใช้ทวิตเตอร์ หลังจากนั้นจึงติดต่อคนที่สนใจผ่านอีเมลและสไกป์
ขณะที่ฝ่ายการต่างประเทศของสหรัฐฯ พยายามตอบโต้ด้วยการสร้างทวิตเตอร์ที่ชื่อ "Think AgainTurn Away" ที่พยายามกล่าวถึงกลุ่มไอซิสในแง่ลบ ด้านทางการอังกฤษก็มีการนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับการก่อการร้าย 28,000 ชิ้น และวิดีโอเกี่ยวกับกลุ่มไอซิสอีก 46 ชิ้นออก
โรนัลด์ แซนดี อดีตนักวิเคราะห์จากหน่วยข่าวกรองของกองทัพเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธมักจะเดินทางไปที่ตุรกีเนื่องจากสามารถอ้างเป้าหมายการเดินทางได้ง่ายว่าไปท่องเที่ยว เช่นกรณีชาวอเมริกันรายหนึ่งชื่อ อิริค ฮาร์รูน เดินทางไปตุรกีก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังซีเรียเพื่อร่วมกับกลุ่มติดอาวุธ
 

ทวิตเตอร์ Think AgainTurn Away

ความล้มเหลวทางนโยบาย และภาพฝันของรัฐสมัยใหม่ที่พังทลาย
เหตุใดกลุ่มไอซิสถึงมีแนวความคิดแบบสุดโต่งและสามารถจูงใจให้คนที่มีแนวคิดเช่นนี้เข้าร่วมกลุ่มได้ ปัจจัยหนึ่งอาจจะมาจากปมปัญหาด้านมุมมองของชาติตะวันตกต่อภูมิภาคอาหรับตั้งแต่ 60 ปีที่แล้ว เช่นที่งานศึกษาของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องมุมมองการเหมารวมชาติอาหรับที่เรียกว่า 'ออเรียนทอลลิซึ่ม' ระบุว่าชาติตะวันตกมักจะใช้วาทกรรมว่าชาติอาหรับมีความล้าหลังเพื่อพยายามแทรกแซงและเข้ายึดอาณานิคมชาติอาหรับในยุคสมัยนั้น
ในบทความเว็บไซต์นิวสเตรทไทม์ออนไลน์เขียนโดยฟาริช นูร์ ระบุว่าตั้งแต่ช่วงกลางคริสตทศวรรษที่ 1950 แนวคิดชาตินิยมอาหรับกลายเป็นพลังสำคัญในการต่อต้านแนวคิดการครอบงำของชาติตะวันตก และผู้นำอย่างกามาล นัซเซอร์ ประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอียิปต์ ก็พยายามสร้างรัฐอาหรับภายใต้หลักการเรื่องความร่วมมือและมติมหาชน ซึ่งถือว่ามีความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่ไม่ใช่รัฐตะวันตกในยุคนั้น
แต่ความฝันก็พังทลายลงจากความพ่ายแพ้ทางการทหารหลายครั้ง ทำให้หลังจากนั้นรัฐต่างๆ ในอาหรับมีผู้นำอำนาจนิยมเกิดขึ้น และความสัมพันธ์กับตะวันตกเป็นไปแบบ 'กึ่งรักกึ่งชัง' รูปการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาความไม่พอใจของคนจนในเมือง กลุ่มคนหนุ่มสาวที่ไม่มีความหวัง รวมถึงปัญหาชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้รากฐานการปกครองในประเทศอาหรับมีความคลอนแคลนอยู่ก่อนหน้าที่จะเกิดกลุ่มไอซิสแล้ว
นูร์ระบุในบทความว่าสิ่งที่ทำให้กลุ่มติดอาวุธอย่างไอซิสเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ได้มาจากเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา หรือโชคช่วย แต่เป็นความล้มเหลวจากการไม่สามารถสร้างรัฐอาหรับที่มีประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้ เช่นในอิรักรัฐบาลนูรี อัลมาลิกิ ดำเนินนโยบายแบบทำให้ชาวนิกายซุนนีในอิรักรู้สึกถูกกีดกันให้อยู่ชายขอบและเกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในรัฐ ในซีเรียก็มีการเกณฑ์ผู้ที่รู้สึกถูกกีดกันทางนโยบายและถูกรัฐปราบปรามให้เข้าร่วม
ไอซิสจึงได้โอกาส 'ขายฝัน' ด้วยการพูดถึงรัฐอุดมคติทางศาสนาที่ข้ามพ้นเขตแดนโดยการประกอบสร้างจินตนาการจากในอดีตเสียใหม่ ทำให้คนที่ไม่เชื่อมั่นในรัฐและไม่รู้สึกว่าตนมีคุณค่าในความเป็นพลเมืองถูกชักจูง นูร์ชี้ว่าไอซิสปฏิบัติการอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนเนื่องจากความรู้สึกที่ว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย
นูร์ระบุว่า ผู้ที่อ้างว่าไอซิสเป็นกลุ่มที่ถูกสร้างขึ้นจากการสมคบคิดเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของอิสลามและชาวมุสลิมอาจจะไม่มีอะไรมาพิสูจน์ทฤษฎีนี้ แต่พวกเขาก็พูดตรงจุดในเรื่องที่กลุ่มไอซิสทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐอาหรับดูย่ำแย่ ทำให้ความพยายามสร้างชาติของชาวอาหรับดูเสื่อมโทรมลง พวกเขาอาจทำให้ความเป็น 'รัฐ' ในโลกอาหรับสูญสลายไปโดยพยายามทำให้เห็นว่าชาติอาหรับวิวัฒน์มาจาก 'เผ่าชนนิยม' ที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับกระบวนการความเป็นสมัยใหม่ นี่เป็นสิ่งที่น่าเศร้าสำหรับผู้นำและปัญญาชนชาวอาหรับในยุคสมัยนี้ ซ้ำยังเป็นการทรยศต่อความฝันที่จะปลดแอกตนเองของชาวอาหรับด้วย


เรียบเรียงจาก
Syrian opposition turns on al-Qaida-affiliated Isis jihadists near Aleppo, The Guardian, 03-02-2014
http://www.theguardian.com/world/2014/jan/03/syrian-opposition-attack-alqaida-affiliate-isis
ISIS: The first terror group to build an Islamic state?, CNN, 13-06-2014
http://edition.cnn.com/2014/06/12/world/meast/who-is-the-isis/
Islamic State: Where does jihadist group get its support?, BBC, 01-09-2014
http://www.bbc.com/news/world-middle-east-29004253
David Cameron outlines new anti-terror measures to MPs, BBC, 01-09-2014
http://www.bbc.com/news/uk-29008316
The surreal infographics ISIS is producing, translated, VOX, 24-06-2014
http://www.vox.com/2014/6/24/5834068/the-iraqi-rebels-make-annual-reports-with-infographics-we-translated
Following a dangerous path to radicalisation in Syria, BBC, 02-09-2014
http://www.bbc.com/news/world-us-canada-28958980
Gruesome evidence of ethnic cleansing in northern Iraq as Islamic State moves to wipe out minorities, Amnesty International, 02-09-2014
http://www.amnesty.org/en/news/gruesome-evidence-ethnic-cleansing-northern-iraq-islamic-state-moves-wipe-out-minorities-2014-0
Iraq crisis: Islamic State accused of ethnic cleansing, BBC, 02-09-2014
http://www.bbc.com/news/world-middle-east-29026491
The ‘Islamic State’ and Arab nationalist dream, New Straits Times Online, 01-09-2014
http://www.nst.com.my/node/28742?d=1

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ภัยแทรกซ้อนเชื่อมโยงปัญหาไฟใต้



الحركة الإيضافي يواصل المشكلة الأحداث لغيرالأمن في ولايات الجنوبية.

ภัยแทรกซ้อนเชื่อมโยงปัญหาไฟใต้
لانؤمن عندرجال القوات المسلحة والأمن.هم يشاركون في جلّ المشكلة الإيضافية التي تشّبت مع الشعوب في ولايات الجنوبية منذزمان طويل.حتي بعضهم يشعرونها جزء من حياتهم اليومية.لأن عندمايطبّق ويستطيع القبض مع الحسى ماحرم بعددكشير.سواءكانت الأشجارحرامة والأشجارممنوعة.وإناءحديدليملأ البترول.ويفتش السفينة الحلة البترول الحرام 5 سفينة.


ومهمة قدلقي إناءللإطفاءالناروشقب الحديد والأجزاء الحديدمقياسه وصورته كالصندوف المربع مشل القنبلة التي استخدمتها جمعية الإنفصالية التي وضعتهافي بِضْعِ المناطق في محفطة مغاغ فتاني في 24 فرسفاكوم 2557 مع الأدوات في استخدمها على قطع وغنةالحديد.
في التاريغ 5 ميئتؤنايون 2557 رجال القوات المسلحة والأمن قدتشارك القوات في التفتيشى ويستطيعون الجسى اللوري الرقم 82,0431  سؤرأتاني.التي حملت


الأشجارجملة 21 قطعة.والقبض حوالى مكتب الكهربائية المرحلية بمدينة جالا.في التاريغ 9 ميئتؤنايون 2557 رجال القوات المسلحة والأمن قديفتشون اللوري التي مرّت نحومكان التفتيشى فولوبلاغا ويستطيعون القبض والحبس الأشجارلايعرف جنسها بجملة 44 قطعة.طوالها 6 ميتر.وقبض على الجانَين ومعهمالورَىين والأشجاربجملة 40 قطعة.مقياسها 2.4 ميتر 1.3 ميتر طوالها 1.50 ميتر.يجمع كلها 30 تَنْ واللوري 18 عجلات.

وفي التاريغ 11 ميئتؤنايون 2557 رجال القوات المسلحة والأمن قديفتسشون ماعندالمصنع فنسَق برقم 148/20 سأتيغ نوك مغاغ بولاية جالا.قدلقيوالأشجار وليس لهاالإذن.ليأخذهاالغائدة والجس على الأوراق ليفتشون بجملة 5 برنامجا.


وفي التاريغ 12 ميئتؤنايون 2557 الموظفون الذين يعملون في نكّ وحّل الأجنطارالإيضافية.ومع موظفي الذين مسؤولين يفتبشون في قرية بودي سأتيغ نوك مغاغ بولاية جالا ووجدواجملة الأشجاركشيرة.
وفي التاريغ 13ميئتؤنايون 2557 رجال القوات المسلحة والأمن يفتشون المصنع سهأ فن تاوي للتجارة الأشجار.برقم 39/103 بانا مغاغ ولايةفتاني. يفتشون الاشجاركشيرة.ووجدواالأشجارممنوعة كشيرة مشل كالاشجارجاغا.ووجدواالأحدادالمربعةكبيرة يبلغ 35,000 ليتر.بجملة 3 حديدامُرّبعا.يظّن في استخدام في السفينة ويحمل بهاالبترول الحرام رجال القوات المسلحة والأمن يدخلون ويفتشون سفينة صيدالسمك التي تحاول لحملة البترول الحرام.بجملة 5 سُفن في مينأ بانا.ويظّنون في استخدام التجارة البترول الحرام.ومهمة في التفيشى هذه المرة.قدوجدت في مصنع الأشجارسهأ سب تاوي للتجارة الأشجار.إناءلإطفاءالنار والحريدالمريع والأجزاء التي شاكها وصورتها ستساوِيابالإناء الحديدالتي يملأالقنبلة التي انفجرت في مناطق مغاغ بولاية فتاني في التاريغ 24 فرسفاكوم 2557 الماضي.ومع ذلك وجدالآت للقطع الحديدوماغيرذلك.


وفي التاريغ 18 ميئتؤنايون 2557 رجال القوات المسلحة والأمن مع هؤلأعلى المسؤولية يفتشون مضنع الأشجارسهأسب تاوي للتجارة ووجدواالآت الختم للدخول والخروج الحدودبين البلد.الحدودفي مدينةسوغيكولق.والحدود مؤداحان والحدودنوغكاي.والحدودبوغكان على كل الحدود ورقتين وبعدذلك وجدواالفلوس – النقود – تايلند,والفلوس بلادالآخربعدكشير.وجدواالأوراق للإرشادات في تطبيق لفيردفع الرسوم والتفتيش والقبض حتى لايفتش من جهة موظفي الحكومة.
وقبضواعلى صاحب المصنع وهوسهأخي خيياسومسين,وسومفيت فونسنام ويقدمان للموظفي للسؤال عليهما.
الخطرالإيضافي في منطقةثلاث ولايات الجنوبية.ظهرت منذزمان طويل حتى أصبحت مكان وميدان في طلب المعيشة للأهل السياسيةوالظالم الفلوس – النقود – الخري يحصل على طريقة التجارة الحرامة بالقانون.
وهناك يوجدالعلامة بالجمعيةالإنفصالية بي.أر.عين,والجمعيات الآخرى.الذين يتحركون ويناقصنون ويستخدموت القوات المسلحة نحورجال القوات المسلحةوالأمن الحكومةالقايلندية.


والبينات من كل ناحية يقول:أن التجارة الحرامة.والتجارة الأشجارالحرامة والبترول وبضائع التجارة بدون الدفع الرسوم.وجمعيات المخدرات.هؤلاء هم الذين المساعدون بالنسبةالعُددوالفلوس للجمعية الإنفصالية.واستخدم الفلوس لشراءالأسلحة وغيرهامن أدوات استخدام لُتكّون القنبلةالتي الشعوب فتاني هم المأساة.
المصنع الذي يُتاجرماحرم بالقانون يجعل ويحاول الأجزاء ليتكّون القنبلة مشل بعد يُفتّسش مصنع التجارة الأشجارسهأسب تاوي للتجارة.قدوجدوافيه إناءللإطفاء.والحديدالمربع.والأجزام الحديرةكشيرة.الشكل والصورة قريبةمشل الصندوق الحديرالذي يستخدمه في تفجيرالقنبلةبعّده مكان في مغاغ فتاني في التاريغ 24 فرسفاكوم 2557 الماضي.




يحاول لأخذالعقاب على من الذي في وراءالأحداث لغيرالأمن.أوجب على رجال القوات المسلحةوالأمن كل فروع يساعدون ويحاولون بجّرة.لإعدادةالأمن والسلام لولايات الجنوبية.لانري دموع الشعوب فتاني يسيل بسب أهل السياسيةالفاجر.والظالم فرعون في استخدام مشكلةلغيرالأمن في ولايات الجنوبية.جعلت فرصةلهم في التجارةماحرم القانون بلادالتايلندية.لذا...لابّدلناأن نساعدكي الخطرالإيضافي هذاضياع من هذ

นิติวิทยาศาสตร์พิสูจน์ DNA จับกุมโจรใต้


แบมะ ฟาตอนี

          ความเจริญด้านเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ในยุคปัจจุบันนี้ส่งผลให้มนุษย์มีความสะดวกสบายขึ้น มีพัฒนาการทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งการปลูกถ่ายพันธุกรรม หรือสิ่งอื่นๆ ที่เราคาดไม่ถึงว่ามนุษย์สามารถกระทำได้ เช่นเดียวกันในการเก็บรวบรวมหลักฐานวัตถุพยานของคนร้ายในคดีสำคัญต่างๆ “นิติวิทยาศาสตร์” ได้เข้ามามีบทบาทส่วนช่วยในการระบุตัวตน ยืนยันตัวบุคคลที่ลงมือทำการก่อเหตุ นำไปสู่การจับกุมตัวมาลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมาย



          นิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Science) คือ “การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกสาขามาประยุกต์ใช้ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีความเพื่อผลในการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษ” ซึ่งครอบคลุมขอบข่ายงาน ดังนี้

  • - การตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการถ่ายรูป (Crime Scene Investigation and Forensic)
  • - การตรวจลายนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า (Fingerprint, Palmprint, Footprint)
  • - การตรวจเอกสาร (Document) เช่น ตรวจลายเซ็น ลายมือเขียน
  • - การตรวจอาวุธปืน และกระสุนปืนของกลาง (Forensic Ballistics)
  • - การตรวจทางเคมี (Forensic Chemistry) เช่น ตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารต่าง ๆ
  • - การตรวจทางฟิสิกส์ (Forensic Physics) เช่น ตรวจร่องรอยการเฉี่ยวชนรถ
  • - การตรวจทางชีววิทยา (Biological Trace Evidence) เช่น ตรวจเส้นผม เลือด อสุจิ
  • - การตรวจทางนิติเวช (Forensic Medicine) ได้แก่ งานนิติพยาธิ งานนิติวิทยา งานชีวเคมี
  • - งานพิสูจน์บุคคล งานภาพการแพทย์

เหตุการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงก็เช่นเดียวกันหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมหลักฐาน วัตถุพยานในพื้นที่เกิดเหตุมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะควานหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทในการดำเนินกรรมวิธีดังกล่าว คือ หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์



          ผลของการใช้หน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ ทำการตรวจวัตถุพยาน ชิ้นส่วนและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในสถานที่เกิดเหตุ เมื่อมีการตรวจสารพันธุกรรม มีการพบ DNA ที่สามารถยืนยันตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อเหตุนำไปสู่การจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมเข้าสู่ชั้นศาลซึ่งมีส่วนช่วยงานสอบสวนสืบสวนได้เป็นอย่างมากและมีความเที่ยงตรง ชัดเจน



            ล่าสุดหน่วยงานด้านความมั่นคง ร่วมกับ ผู้ชำนาญการด้านนิติวิทยาศาสตร์ ได้มีการเปิดเผยถึงผลการตรวจสารพันธุกรรมจากเหตุการณ์ที่สำคัญ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง มีการตรวจพบ DNA สามารถติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้หลายราย และมีบางส่วนยังคงหลบหนีการจับกุม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้

  • เหตุการณ์แรก ผู้ก่อเหตุรุนแรงร่วมกันก่อเหตุโดยใช้อาวุธสงครามบุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการชุดพัฒนาสันติ 42-1 และฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ 4213 ในพื้นที่หมู่ 1 ต.เกาะแลหนัง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวกลุ่มแนวร่วมผู้ก่อเหตุดังกล่าวไว้ได้แล้วจำนวน 8 คน และในส่วนของการตรวจ DNA จำนวน 6 คน สามารถติดตามจับกุมตัวได้แล้วทั้ง 6 คน แต่ในเวลาต่อมาได้หลบหนีประกัน จำนวน 1 คน คือ นายเภาซี ยีหมะ
  • เหตุการณ์ที่สอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 และ 43 ได้เข้าทำการตรวจยึดฐานปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบนเทือกเขาตะเว พื้นที่ บ้านบือแจง ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พบกลุ่มก่อเหตุรุนแรงจนเกิดการปะทะนานกว่า 30นาที หลังสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่ได้เข้าพิสูจน์ทราบพบฐานใหญ่ ที่คาดว่าจะมีคนร้ายอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 30 คน โดยฐานนี้เป็นฐานที่ใช้เป็นแหล่งประกอบระเบิด เพื่อก่อเหตุในพื้นที่ จ.นราธิวาสพบที่พักของคนร้ายกว่า 10 หลัง ตั้งอยู่ริมธารน้ำตก โดยสามารถตรวจยึดอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด วงจรอิเล็กทรอนิคส์ สารประกอบระเบิด และป้ายผ้า 
https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=-cpvVaVtPoY


           ข้อสรุปหลังการตรวจสอบวัตถุพยานในที่เกิดเหตุพบ DNA ยืนยันตัวบุคคลได้ จำนวน 20 คน ซึ่งศาลได้ออกหมาย ป.วิ.อาญา แล้ว จำนวน 3 คน และสามารถดำเนินจับกุมตัวได้ทั้ง 3 คน เสียชีวิตไปแล้ว จำนวน 2 คน และยังคงหลบหนีอยู่ จำนวน 15 คน นอกจากนี้ยังพบ Profile DNAบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลและตัวตนได้อีก ประมาณ 40 คน

  • เหตุการณ์ที่สาม หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 เข้าตรวจค้นเป้าหมายบ้านพักต้องสงสัยหลังโรงเรียนดาราศาสตร์วิทยา ซึ่งตั้งอยู่ ม.1 ต.บาเร๊ะใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส หลังสืบทราบมีกองกำลังติดอาวุธได้แฝงตัวเคลื่อนไหวเพื่อประชุมวางแผนก่อเหตุร้าย พบชายฉกรรจ์ จำนวน 4 คน ได้วิ่งออกมาจากบ้านพักหลังหนึ่งไม่มีเลขที่ โดยวิ่งหลบหนี พรางใช้อาวุธปืนสงครามยิงเบิกทาง จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นละลอกๆ และคนร้ายอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้


           จากการตรวจสอบที่บริเวณขนำเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ อาวุธปืน M-16 จำนวน 1 กระบอก เป้สนาม เป้ใส่เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ รองเท้า เวชภัณฑ์ พร้อมด้วยเครื่องยังชีพในป่า เจ้าหน้าที่จึงได้ขอสนับสนุนกองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส เข้าตรวจสอบเพื่อเก็บลายนิ้วมือแฝงและคราบ DNA และในเวลาต่อมาสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ จำนวน 8 คน และได้จับกุมตัวแล้ว จำนวน 1 คน คือ นายมาหะมะ มะเด็ง แต่ยังคงหลบหนีอยู่ จำนวน 7 คน ซึ่งผู้ที่ยังคงหลบหนีทั้งหมดหน่วยในพื้นที่ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง



           ในเมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุแฝงกาย ซ่อนเร้นปิดบังอำพราง หน่วยงานภาครัฐก็จำเป็นต้องหาวิธีการ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เพื่อหาหลักฐานจากการเก็บวัตถุพยานในสถานที่เกิดเหตุเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ DNA หาตัวคนร้ายหรือตัวผู้กระทำการก่อเหตุมาลงโทษดำเนินคดี มิฉะนั้นกลุ่มโจรใต้กลุ่มนี้ยังคงได้ใจกระทำความผิดแล้วผิดอีกโดยไม่ย่ำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเป็นผลลบด้านสังคมจิตวิทยา เมื่อมีการใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยและส่งผลให้มีการจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะส่งผลให้กลุ่มแนวร่วมในขบวนการเกิดความลังเลหากจะคิดทำการก่อเหตุ สักวันหนึ่งหากไม่โดนจับตายเสียก่อน พันธุกรรมของกลุ่มโจรใต้เหล่านี้จะมีการเก็บตัวอย่างอยู่ในสารบบแฟ้มข้อมูล และเปรียบเทียบ DNA ศาลออกหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไม่มีโอกาสอยู่กับครอบครัว หมดความสุขไม่มีอิสระไปเลยตลอดชีวิต

*******************************

กระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุข (สันติภาพ)




แบมะ ฟาตอนี

              กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ (peace dialogue) ระหว่างรัฐบาลไทย กับกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติมลายูปัตตานี (BRN) เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งของผู้ที่เห็นต่าง มีการลงนามกระบวนการสันติภาพเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2556 โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งได้มีการดำเนินการมาแล้ว 7 ครั้งด้วยกันก่อนที่ได้ห่างหายไปเนื่องจากปัญหาภายในของประเทศไทยเอง

           เมื่อปัญหาการเมืองภายในของประเทศไทยนิ่ง หน่วยงานความมั่นคง โดย กอ.รมน. จึงคิดริเริ่มสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพขึ้นมาใหม่ แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุข” แทน  และเริ่มมีกระแสการโจมตีจากขาประจำผู้ที่ไม่เห็นด้วย ต่างดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนักวิชาการอิสระ สื่อแนวร่วมโจรใต้ พร้อมเปิดประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์ถึงการเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการยังไม่ทันได้กำหนดวันดีเดย์ในการพูดคุย

            กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติมลายูปัตตานี (BRN) เป็นความพยายามของรัฐบาลไทย ที่ต้องการตอบสนององค์การระหว่างประเทศ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ประชาชนภายในประเทศ และข้อเสนอของนักวิชาการให้หาแนวทางพูดคุยเจรจากับกลุ่มผู้มีความเห็นต่างจากรัฐ เพื่อยุติความรุนแรงทั้งสิ้นทั้งปวง


             ท่าทีของแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติมลายูปัตตานี (BRN) กับกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ผ่านมา  จากการลงนามกระบวนการสันติภาพเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2556 และมีการดำเนินการพูดคุยไปแล้ว 7 ครั้ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ทราบว่าความคิดเห็นในสภาBRN กลุ่มทหารยังไม่เห็นด้วยในการพูดคุย รวมไปถึงหน่วยปฏิบัติการ RKK ในพื้นที่ แต่สภาBRN ยังมีมติเห็นชอบให้ นายฮาซัน ตอยิบ ดำเนินการพูดคุยเนื่องจากเห็นแก่ประเทศมาเลเซีย (โดนบีบบังคับ) โดยให้ดำเนินการในลักษณะใช้งานการเมืองพูดคุย แต่ยังคงให้ทางทหาร ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อชิงความได้เปรียบ



            สภา BRN มีความกลัวว่า กลุ่มปฏิบัติที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นนักรบรุ่นใหม่จะทำการปฏิวัติเนื่องจากไม่เห็นด้วย จึงใช้วิธีเรียกร้องนอกเวทีด้วยการออกแถลงการณ์เรียกร้อง 5 ข้อ 7 ข้อ ในห้วงเดือนรอมฎอน เพื่อเป็นหลักประกันในการเห็นชอบร่วมกัน การดำเนินการของBRN มีระเบียบแบบแผน ซึ่งเดินตาม Road Map ที่สภา BRN ได้เขียนขึ้นมา การปฏิบัติการพูดคุยจะดำเนินการเป็นจังหวะ เป็นขั้นตอน มีการปฏิบัติการข่าวสาร ใช้เล่ห์เหลี่ยมชิงความได้เปรียบเป็นฝ่ายรุกตลอดเวลา

               การพูดคุยทุกครั้งจะไม่มีการเปลี่ยนตัวบุคคล หรือจัดหาคนมาเพิ่ม ยังคงใช้ชุดเดิม ซึ่งเป็นหลักการ “ไม่เปิดเผยตัวตน” แต่ฝ่าย BRN สามารถรวมกลุ่ม BRN-CONGRESS, BIPP และPULO บางส่วนได้แค่กลุ่ม กาแบ ยูโซ๊ะ แต่ไม่สามารถรวมกับกลุ่ม PULO กลุ่มนายซัมซูดิง คาน และกลุ่มนายกัสตูรี มะโกตา ได้เนื่องจากยังขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์

ท่าทีของกลุ่มผู้เห็นต่างอื่นๆ ต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ




           กลุ่ม PULO กลุ่มนายซัมซูดิง คาน และกลุ่มนายกัสตูรี มะโกตาต่างมีความพยายามที่จะเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพกับผู้แทนรัฐบาลไทย เนื่องจากไม่อยากตกกระบวนรถไฟสันติภาพที่อาจจะมีการแบ่งสันปันส่วนร่วมกันของผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐ แต่กลับโดนฝ่าย BRN กีดกันไม่ให้เข้าร่วมด้วย เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ยังไม่ลงตัว

           กลุ่มสหพันธ์นิสิต นักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS:Persekutuan Mahasiswa Pelajar dan Muda Mudi Se Patani) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองของ BRNยังคงเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นด้วยการจัดเวทีเสวนา Bicara Patani ทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และต่างประเทศ เพื่อปลุกกระแสนิยมความเป็นปาตานี ต้องการให้ประชาชนชาวมลายูปาตานีรับรู้ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และปลุกกระแสให้ทุกคนออกมากำหนดชะตากรรมของตนเองด้วยการลงประชามติขอแยกดินแดนออกจากประเทศไทย



            องค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่กลับถูกแทรกซึมและจัดตั้งโดยขบวนการ BRN มีการเคลื่อนไหวทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายความมั่นคงในประเด็นสิทธิมนุษยชน การกำหนดใจตนเองเพื่อลงประชามติขอแยกตัวเป็นเอกราชในอนาคต รูปแบบการขับเคลื่อนใช้ลักษณะไม่ใช้ความรุนแรง (Non Violent) โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการเคลื่อนไหว เพื่อให้เป็นประเด็นเกิดการลุกฮือของประชาชนมลายู และเรียกร้องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Right of Self-Determination)

ท่าทีของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้





           จากการสำรวจข้อมูลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลับพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เห็นด้วยกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดนเป็นเอกราช อัตราส่วนของประชาชนที่สนับสนุน การแบ่งแยกดินแดนเป็นเอกราช เพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น แต่ผู้มีความเห็นต่างจากรัฐได้พยายามยุยง ปลุกปั่นประชาชนในพื้นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อต้านรัฐบาล โดยนำประเด็นเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self-Determination) เพื่อการปลดปล่อยดั่งเช่นกรณีของประเทศล่าอาณานิคม ไม่ให้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลไทย

บทเรียนจากกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ 7 ครั้ง

           ก็ต้องยอมรับความจริงว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับ BRNผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย สรุปได้ว่า “ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร” เนื่องจากขาด“ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน” อีกทั้งยังไม่มีกรอบการพูดคุยที่ชัดเจน เป็นการพูดคุยโดยการบีบบังคับBRN โดยมาเลเซียตั้งแต่ในครั้งแรก ในเมื่อจุดเริ่มไม่ได้มาจากการพูดคุยกันในระดับล่าง และไม่มีความต่อเนื่อง ฝ่าย BRN มีการประกาศเจตนารมณ์ที่สูงสุด เพื่อไมให้กลุ่มปฏิบัติในพื้นที่เกิดการปฏิวัติ การพูดคุยมีการเรียกร้องในข้อเสนอที่ไม่สามารถกระทำได้เพื่อทำการถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งยังสั่งการหน่วยในพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารเพื่อชิงความได้เปรียบไปด้วย ในส่วนของการลดการก่อเหตุรุนแรงในห้วงเดือนรอมฎอน เป็นภาวะจำยอมของ BRN เนื่องจากทางมาเลเซียได้บีบบังคับเพื่อนำเสนอให้ OIC ทราบ ซึ่งหาก BRN ไม่ดำเนินการจะมีผลเสียทางยุทธศาสตร์ ความพยายามของ BRN มีการยกระดับการพูดคุยนำไปสู่การเจรจา การขอให้มาเลเซียเป็นแค่ตัวกลางไกล่เกลี่ย (Mediator) และขอให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานในการพูดคุย ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ได้สอดรับกับข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เลย

แนวทางการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 
(กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ)




          รัฐบาลไทยมุ่งเน้นส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้” การอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลาย พหุวัฒนธรรม มีสภาวะแวดล้อมที่พร้อมและเอื้อต่อการแสวงหาทางออกของความขัดแย้งโดยสันติวิธี พร้อมทั้งสร้างหลักประกันในการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการเสริมสร้างสันติสุข

          ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีการพูดคุยระหว่างกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรูปแบบของการกระจายอำนาจที่เหมาะสมบนพื้นฐานความเป็นพหุสังคมจังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นหลักสากลที่ยอมรับได้ ไม่ใช่เงื่อนไขนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ประชาชนทุกคนมีความปลอดภัยในเสรีภาพต่อการแสดงความคิดเห็น



           สร้างความต่อเนื่องของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็น และอุดมการณ์ที่แตกต่างจากรัฐ ที่มีการเลือกใช้ความรุนแรงต่อสู้กับรัฐในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีเอกภาพ และเพิ่มความร่วมมือกับต่างประเทศ หรือองค์กรที่มิใช่ภาครัฐ เพื่อสนับสนุนกระบวนการพูดคุยดังกล่าว

แนวทางสร้างสันติสุขแสงแห่งความหวังประชาชนชายแดนใต้




           นับเป็นความหวังของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง ที่ยังมีแสงแห่งความหวังที่จะได้เห็นสันติภาพ สันติสุขเกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชื่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ หรือกระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขก็ตามที จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายคือการคืนความสุขความสันติสุขให้กับสังคมและประชาชนให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเห็นด้วยกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ผ่านมาระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการ BRN โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก อีกไม่นานเมื่อมีการเอาจริงเอาจังและได้ดำเนินการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเมื่อนั้นความสันติสุขจะกลับคืนมา ณ ดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้


*****************************

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“หลากข้อเสนอ เดินหน้าพูดคุยสันติภาพ” เสียงปิดท้ายจากเวทีวิชาการ CCPP

เสียงจากเวทีเสวนา ชายแดนใต้/ปาตานีในสถานการณ์ใหม่ ปิดท้ายงานวิชาการนานาชาติ CCPP “อยากให้การพูดคุยสันติภาพเดินหน้าต่อ” กับคำถามและข้อเสนอแนะที่หลากหลายต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 22 สิงหาคม 2557 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) มีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ภาคประชาสังคม “บนเส้นทางสันติภาพ: ชายแดนใต้/ปาตานีในสถานการณ์ใหม่” On the (Peace) Road Again: Pa(t)tani in New Conditions ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการสื่อสาร ความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพ: ภูมิทัศน์ความรู้จากเอเชียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Communication, Conflicts and Peace Processes : Landscape of Knowledge from Asia and the Deep South of Thailand) หรือ CCPP
เวทีเสวนากล่าวเปิดงานโดยนายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ เลขาธิการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ส่วนผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายดอน ปาทาน ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ปาตานีฟอรั่ม (Patani Forum) ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project) นางสาวรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระ นายรอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
ดำเนินรายการโดยนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ประกาศข่าวภาคสนามรายการ “ข่าว 3 มิติ” ไทยทีวีสีช่อง 3 สรุปสังเคราะห์และกล่าวปิดการเสวนาโดย ดร.นอร์เบอร์ โรเปอร์ส นักวิจัยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) และผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน มีการแสดงความคิดเห็นและคำถามที่หลายหลายอย่างกว้างขวาง ต่อไปนี้เป็นเนื้อหาบางส่วนจากผู้ร่วมเสวนา
ทิศทางการพูดคุยสันติภาพปาตานีจะเป็นอย่างไร?

การเสวนาเริ่มด้วยการตั้งคำถามจากนางสาวฐปณีย์ผู้ดำเนินรายการว่า จะมีการเริ่มต้นการพูดคุยสันติภาพปาตานีอย่างไร ทิศทางการพูดคุยสันติภาพจะเป็นอย่างไร?

พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ในการพูดคุยสันติภาพปาตานีเมื่อรอบที่แล้ว กล่าวถึงเรื่องการพูดคุยสันติภาพมีเนื้อหา ดังนี้

“ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปี มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 7 คน แต่ความรุนแรงยังคงไม่ห่างหายไป ขณะนี้จะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์เดินทางลงมาในภาคใต้เดือนละ 2 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ภาคใต้

เรื่องการพูดคุยสันติภาพ ต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเรื่องการพูดคุยก่อน เพราะคนมีความเข้าใจเรื่องการพูดคุยตามจุดยืนของตนเอง รัฐจะบริหารจัดการอย่างไรกับความหลากหลายทางความคิดนี้ เรื่องภาคใต้มีปัญหาเรื่องเห็นต่าง จึงต้องดูว่าควรแก้ปัญหาอย่างไรให้ตรงจุด ขณะนี้นโยบายของรัฐบาลที่ออกมาปี พ.ศ.2555-2557 ต้องกลับไปอ่านนโยบายให้เข้าใจก่อน

รัฐไทยควรสื่อสารกับคนทั้งประเทศว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสันติภาพที่ภาคใต้ จึงจะสามารถดำเนินการได้ ควรเปิด Road Map (แผนที่นำทาง) ให้ทราบกันทั่วไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
แจงขันตอนสันติภาพของ คสช.

ดังนั้นขั้นที่หนึ่ง คือการสร้างความเชื่อมั่น จากประกาศของ คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ฉบับที่ 96 ให้ความสำคัญกับกลุ่มงานในการหาทางออกของความขัดแย้ง เป็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนซึ่งมี 7 กลุ่มงานที่ทำหน้าที่โดยตรง และ ฉบับที่ 98 เป็นโครงสร้างของบูรณาการ และสร้างความเป็นเอกภาพ ชี้ให้เห็นว่า การบริหารและจัดการภาคใต้ต้องเดินหน้าต่อ เพราะปัญหาความขัดแย้งกลายเป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริง

การเดินหน้าจากประกาศและคำสั่งต่างๆของคสช. ต้องมีการพูดคุยสันติภาพต่อ สันติภาพหรือสันติสุข ก็มีความหมายเดียวกัน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Peace เมื่อรัฐบาลที่แล้วเปิดการพุดคุยสันติภาพ เป็นแนวทางที่เห็นแสงสว่าง ทุกคนสนับสนุน แต่การทำงานเรื่องการพูดคุยสันติภาพยังติดขัด ซึ่งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธนั้นต้องมีการหารือเพื่อแสวงหารูปแบบ และกำหนดทิศทางภายใต้ Road map ที่กำลังร่างกันอยู่

Road map นี้ค่อนข้างสมบูรณ์ครบถ้วน เนื่องจากเป็นรูปแบบสากล ที่นำตัวอย่างจาก อาเจะห์ ฟิลิปปินส์ ไอร์แลนด์เหนือ นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ได้ Model (รูปแบบตัวอย่าง) ที่ชัดเจน รัฐบาลใหม่จะนำบทเรียนการพูดคุยสันติภาพจากรัฐบาลที่แล้วมาปรับใช้ด้วย

การปรับโครงสร้างการพูดคุยสันติภาพภายใต้ มี 2 ระดับ ดังนี้
1. ระดับนโยบาย การตัดสินใจในระดับนี้จำเป็นต้องผ่านกลไกระดับนโยบาย ซึ่งจะมีกลุ่มที่มีอำนาจในการตัดสินใจมาเกี่ยวข้อง

2. ระดับขับเคลื่อน ซึ่งมีทั้งแบบปิดลับ และแบบเปิดเผย

3. ระดับพื้นที่ เป็นความรับผิดชอบของ กอ.รมน.ภาค 4 มีการบูรณาการของทุกภาคส่วนรวมทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ความชัดเจนของรูปแบบต่างๆเหล่านี้ ต้องรอการประกาศจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยราวๆปลายเดือนสิงหาคมปีนี้ ซึ่งแนวโน้มของการพูดคุยสันติภาพต้องมีการพูดคุยในระดับบนก่อน (Track1) จากนั้นจะมีการสื่อสารถึงกลุ่มต่างๆทันที กรอบการพูดคุยสันติภาพ จะเห็นว่ามีข้อเรียกร้องที่เกิดจากกลุ่ม BRN ยังคงกรอบเดิมอยู่ เนื่องจาก Agreement นั้นเป็นกรอบในการพูดคุยกันต่อไป

ความขัดแย้งนั้นมีอยู่ทั่วโลก ตราบใดที่คนแตกต่างและหลากหลายยังคงอยู่ร่วมกัน สิ่งสำคัญคือ รัฐจะบริหารจัดการความขัดแย้งบนฐานของความแตกต่างอย่างไร ประวัติศาสตร์ตัดตอนสร้างความแตกแยก เรื่องบูรณาการอำนาจและบูรณาการดินแดน ต้องยอมรับว่าดินแดนไหนอ่อนแอก็อาจถูกยึดได้

ปัญหาภาคใต้จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการเมือง ต้องยุติสภาพปัญหา สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ฝ่ายข้าศึกที่สู้กับฝ่ายรัฐเราสู้ได้ แต่หากประชาชนตายหนึ่งคน ก็จะมีคนเกิดขึ้นมาสอง หน้าที่ของ กอ.รมน. คือการป้อง ปราม แก้ไข ยุทธศาสตร์ที่ทำให้เกิดความสงบสุขคือความปลอดภัยของประชาชน

ในการรบมีคนอยู่ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายเรา ฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายตรงกลาง หากฝ่ายใดที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายตรงกลางก็เป็นฝ่ายชนะ เพราะประชาชนคือจุดสมดุลทางยุทธศาสตร์

ฝ่ายความมั่นคงต้องดูเรื่องประเทศ เรื่องแยกหรือแตกแยกเป็นอันดับแรก การพูดคุยสันติภาพที่มีพัฒนาการและมีการสนับสนุน นโยบาย 9 ข้อที่ประกาศออกมาเป็นการหาทางออกจากความขัดแย้ง แต่หากนโยบายนี้สะดุด ทุกคนก็ด่าทหาร ทหารคือตัวรองรับ ทหารจึงต้องทำทีละขั้น 10 ปี กับ 7 รัฐบาลทำให้การแก้ปัญหาไม่ต่อเนื่องเพราะแบ่งขั้วเลือกข้าง กลุ่มเพื่อไทย กลุ่มทหาร และกลุ่มประชาธิปัตย์
ศึกษาตัวอย่างต่างประเทศทำโรดแมป

การไปดูงานที่ อาเจะห์ ไอร์แลนด์เหนือ ฟิลิปปินส์ เห็นว่าการพูดคุยสันติภาพต้องมี Road map บทเรียนของรัฐในการพูดคุยคือการจัดทำ Road map ไม่ดี ขั้นแรกเราต้องพร้อมในการพูดคุย และต้องถามว่าการพูดคุยสันติภาพตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่ จะเห็นว่าหนึ่งปีของการพูดคุยประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม ต้องดำเนินการในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจก่อน แต่เมื่อการพูดคุยสันติภาพเริ่มต้นขึ้น การเมืองเร่งเร้า เนื่องจากอีกหนึ่งปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน AEC

ในทางการข่าวเชื่อว่า คุณฮัสซัน ตอยิบ คือตัวจริงในการเป็นสายข่าวในต่างประเทศ ซึ่งทุกคนต้องยอมรับเพียงแต่คุณฮัสซันอาจไม่สามารถประสานกับกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่โดยตรง เมื่อไม่มีการพูดคุยภายในเกิดการไม่ยอมรับผู้นำในการคุย นักเคลื่อนไหวกลุ่มเยาวชนก็ไม่ยอมรับการนำของฮัสซัน แตกออกมาเป็น 3 กลุ่มนั่นคือ กลุ่มเห็นด้วย กลุ่มไม่เห็นด้วย และกลุ่มที่รอดูท่าที

ตอนนี้ข้อตกลงเลยมาถึงขั้นเป็น Road map ซึ่งต้องทำ 3 เรื่อง คือสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การทำสัตยาบัน นำไปสู่ข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย ซึ่งตอนนี้ยังขาดการสื่อสารกับประชาชน เนื่องจากการเมืองเร่งเร้า ในส่วนของคุณฮัสซัน ที่ออกในเว็บไซต์ Youtube ก็เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเคลื่อนไหวที่อยู่ในพื้นที่ การพูดคุยสันติภาพที่มีประสิทธิภาพคือต้องรับฟังความคิดเห็นว่า ประชาชนเดือดร้อนจึงจะแก้ไขปัญหาถูกจุด
เปิดเวทีพูดคุยและรับฟังทุกภาคส่วน

การพูดคุยที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลใหม่ของไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น อยากให้เชื่อมั่น ศรัทธารัฐบาล เพราะการพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา นโยบายของรัฐ 9 ข้อ เขียนเลยไปถึงการเจรจา และให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รับผิดชอบการพูดคุย ซึ่ง Agreement มีสองส่วน คือการเซ็นต์สัญญา และ TOR (กรอบข้อตกลง) ที่ต้องมีการแก้ไขเพื่อกำหนดจำนวนคนที่จะเข้ามาพูดคุย และจำนวนครั้งที่จะพูดคุย
เนื่องจากแต่ละ Track มีความต้องการที่แตกต่าง จึงต้องมีการพูดคุยและรับฟังทุกภาคส่วน ซึ่งคือสัญญาณที่สื่อออกมาว่า รัฐบาลใหม่อยากคุยต่อและจะดียิ่งขึ้นหากการพูดคุยในครั้งนี้มีผู้ที่รู้ทั้งนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป”

ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย (STEP Project)
“กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้มีสัญญาณว่าจะเดินหน้าอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องทำ คือ การติดตามสถานการณ์การเมืองส่วนกลางให้มาก ทั้งในเรื่องนโยบาย ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานความมั่นคง และจับตาดูรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สิ่งที่ต้องทำในกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ภายใต้สถานการณ์ใหม่นี้ คือ การดึงคนทุกภาคส่วน คือ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม กองทัพ ผู้บริสุทธิ์ และผู้สูญเสียที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมาคุยกัน ถกเถียงกันถึงเรื่องสันติภาพ เพื่อให้สันติภาพเติบโต เบิกบาน

ปัญหาที่ท้าทายกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ขณะนี้ คือ ฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการ  ที่เป็นคู่ขัดแย้งหลัก ต่างมีความรู้และความเชื่อในเรื่อง “ประวัติศาสตร์” คนละชุดกัน ระดับความไว้วางใจระหว่างกันจึงค่อนข้างต่ำ ฉะนั้นทางออกก็คือ กระบวนการสันติภาพควรจะต้องมีพื้นที่กลางสำหรับการเปิดให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกัน สันติภาพจะได้เบ่งบานมากขึ้น

รอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

“แม้ตอนนี้กระบวนการพูดคุยสันติภาพระดับบนยังไม่ขยับ แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เราทำก็สามารถเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในขั้นตอนกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้เช่นกัน นั่นคือ การมีพื้นที่สำหรับมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในงานวิชาการนานาชาติ

การเจรจาเมื่อครั้งที่แล้วแม้จะหยุดชะงักอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ที่จุดประกายให้หลายฝ่ายหันหน้ามาพูดถึงเรื่อง “อนาคตปาตานี” มากขึ้น พร้อมย้ำอีกครั้งว่าย้ำ การพูดถึงเรื่องอนาคตปาตานีมันเบ่งบานขึ้นมามากจริงๆ หลังการเจรจาเมื่อปี 2556 จนกระทั่งเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 การคาดเดาถึงอนาคตปาตานีก็เป็นสิ่งที่ยากขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังคงมีข้อถกเถียงในหลายพื้นที่และถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

ที่มาของคำว่า Pa(t)tani โดยวงเล็บที่ปรากฏในตัว t ตัวที่สอง มันมีความหมายที่คนกลุ่มหนึ่งคือระดับรัฐไทยต้องการให้มีอยู่ ขณะที่ฝ่ายขบวนการต้องการให้ตัว t ในวงเล็บหายไป การนำตัว t มาปรากฏอยู่ในวงเล็บ มันจึงสะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ระดับหนึ่ง หากจะนำตัว t ออก หรือลบวงเล็บออกก็ไม่มีปัญหาใด เพียงแต่การเขียนด้วยรูปแบบที่ใส่ตัว t ไว้ในวงเล็บมันสำคัญในแง่ที่ทำให้เกิดการ Dialog ขึ้นมา

เรื่องของสันติภาพจริงๆ แล้วมีหลายระดับ และเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย ขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็เป็นพอ
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)

“แม้ว่าหัวข้อจะพูดถึงบนเส้นทางใหม่ แต่สถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงเหมือนเดิม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎอัยการศึกซึ่งมีการบังคับใช้ที่เข้มข้นกว่าพื้นที่อื่น ๆ

การประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มประกาศใช้หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ต่อมามีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) แต่หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2549 รัฐบาลได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เมื่อหลายพื้นที่ได้ยกเลิกไปแล้ว แต่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงยกเว้นและประกาศใช้เรื่อยมาเป็นเวลา 7-8 ปี

ผลกระทบของการประกาศใช้กฎอัยการศึกเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนคือ การออกหมายจับ โดยเฉพาะในอดีตที่มีการออกหมายจับบุคคลต้องสงสัยที่ง่ายมากและไม่รัดกุม แต่เมื่อมีความพยายามทำความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆ ทั้งอัยการ ศาล ตำรวจและทหารแล้ว การออกหมายจับก็ถูกตัวมากขึ้น และมีกระบวนการซักถามที่รอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังมีการออกหมายจับที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้ไม่เชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคง
เรียนรู้จากกฎอัยการศึก

หลังรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประกาศใช้อัยการศึกทั่วประเทศประชาชนทุกภูมิภาคต่างก็ได้รับผลกระทบจากเหตุความขัดแย้งทางการเมืองโดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีหมายเรียก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยประสบกับการประกาศใช้อัยการศึกก็ไม่เข้าใจ และต้องเรียนรู้ ต่างกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมานาน เชื่อว่าคนในพื้นที่สามารถนำกรณีศึกษาในพื้นที่ตนเองไปอธิบายบทเรียนต่างๆได้อย่างง่ายดาย

จากการเปรียบเทียบการประกาศใช้กฎอัยการศึกกับพื้นที่อื่นๆ พบว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากในพื้นที่อื่นเมื่อชาวบ้านถูกจับหรือเจ้าหน้าที่เชิญตัวไปนั้นญาติมักไม่รู้ ซึ่งต่างกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเชิญตัวแล้วญาติสามารถรับรู้ได้ทันที

เส้นทางสันติภาพในเงื่อนไขใหม่นี้ ขอเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก แต่ก็ไม่มั่นใจว่าข้อเรียกร้องนี้สามารถปฏิบัติจริงได้หรือไม่ และการเรียกร้องนี้คงไม่เฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ยอมรับว่าพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่ก็คงยังไม่สามารถยกเลิกได้
ให้ความสำคัญกับคนชายขอบ

บนเส้นทางของกระบวนการสันติภาพนั้น ต้องให้เห็นความสำคัญต่อคนชายขอบไม่เฉพาะคู่กรณีของความขัดแย้งเท่านั้น แต่กลุ่มคนเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของความรุนแรง กลุ่มอดีตผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุความไม่สงบ ผู้ต้องขังคดีความมั่นคง กลุ่มไทยพุทธ เพราะกลุ่มดังกล่าวต่างก็ได้รับผลกระทบซึ่งคู่ขัดแย้งจำเป็นต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขอเรียกร้องให้สื่อท้องถิ่นอย่างวิทยุชุมชนได้มีอำนาจในการนำเสนอเช่นเดิม และขอร้องให้สื่อมวลชนจากส่วนกลางได้ทำหน้าที่นำเสนอ และเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนี้ตลอดไป

ดอน ปาทาน ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ปาตานีฟอรั่ม (Patani Forum)

“การพูดคุยสันติภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การพูดคุยในครั้งใหม่นี้อาจเป็นแนวทางการปฏิบัติของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่สำหรับทหารก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการเจรจาอย่างลับๆ มานานแล้ว ในต่างประเทศอย่างที่ประเทศลิเบีย อียิปต์ ซีเรีย เป็นต้น เพราะขบวนการในอดีตได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ

แต่ปัจจุบันคนในขบวนการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนคนปกติ ทำงาน เช่น กรีดยาง เลี้ยงไก่ เป็นต้น แล้วไปวางระเบิด เสร็จแล้วกลับบ้าน ซึ่งการต่อสู้ของรัฐไทยกับขบวนการในภาวะอย่างนี้เป็นสิ่งที่ยากมาก

นอกจากนั้นขบวนการยังได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้าน ตัวอย่างเช่น กรณีนายมะรอโซ จันทรวดี ที่มีหมายจับมาแล้ว 15 ปี แต่ลูกๆ ของเขามีอายุ 1 ขวบ 2 ขวบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านใช่หรือไม่

ตัวแทน BRN ที่มาลงนามเพื่อพูดคุยสันติภาพมีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนต่อยูแว(หมายถึงกองกำลัง)ในพื้นที่ และคนในพื้นที่รับรู้และรู้จักคนเหล่านั้นแค่ไหน เขาเห็นว่าบางครั้งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับคนที่สั่งยูแวได้ แต่ตัวแทนเหล่านั้นจะต้องมีอิทธิพลต่อผู้คนในพื้นที่
จะจัดการเหตุแห่งความขัดแย้งอย่างไร

แม้วันนี้รัฐไทยจัดการกับ BRN จนหมดสิ้น ก็อาจเกิดกลุ่มต่อสู้กลุ่มใหม่ขึ้นอีกในอดีต อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะเรื่องเล่าเดิมๆ ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ คำถามคือ รัฐไทยจะจัดการกับเรื่องเล่าเหล่านั้นอย่างไร

ส่วนเรื่องความจริงใจของมาเลเซีย ระหว่างรัฐไทยกับมาเลเซียเป็นความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ หากแต่ขบวนการเป็นตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ความเป็นมลายูด้วยกันอาจไม่เพียงพอที่จะให้มาเลเซียมาสนับสนุนฝ่ายขบวนการก็เป็นได้ มาเลเซียเองก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

มาเลเซียมีความจำเป็นในการเข้ามามีส่วนในเรื่องนี้ เพราะหากจะให้ขบวนการขึ้นมาเจรจาบนดินเอง พวกเขาคงไม่ขึ้นมาแน่ๆ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องให้ขบวนการที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียเป็นตัวแทน

การเจรจาในอดีตตัวแทนเจรจาจะมาจากกลุ่ม PULO แต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมา ฝ่ายพรรคเพื่อไทยนำตัวแทนจาก BRN มาเจรจาหรือพูดคุยสันติภาพ และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นตัวจริง สำหรับผมแล้วประเด็นนี้ยังคงเป็นที่น่าตั้งคำถามต่อไป
รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระ 

“จากการดำเนินการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับขบวนการ BRN ในปี 2556 ขอตั้งข้อสังเกตดังนี้
1.การพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐกับขบวนการBRN ในปี 2556 ถือว่าเป็นกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยมีการพูดคุยกับขบวนการปลดปล่อยปาตานีมาหลายครั้ง ดำเนินการปิดลับและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งนับว่าเป็นความก้าวหน้าที่มีสำคัญของประเทศไทย

2.ในเดือนกันยายน 2556 ขบวนการ BRN ได้ส่งเอกสารอธิบายข้อเสนอ 5 ข้อของขบวนการ BRN โดยผ่านผู้อำนวยความสะดวก(Facilitator) แก่รัฐบาลไทย ในเอกสารฉบับนี้ได้อธิบายถึงในเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน คือ ขบวนการ BRN ต้องการ เขตปกครองตนเอง ไม่ได้ต้องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีคำถามว่าขบวนการBRN เป็นผู้เขียนหรือเปล่า จากการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ยืนยังว่าขบวนการBRN มีส่วนร่วมในการร่างเอกสารฉบับนี้จริง โดยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศมาเลเซีย แต่ก็มีคนในขบวนการ BRN เห็นด้วยและไม่บางส่วนเห็นด้วยกับเอกสารฉบับนี้

3.เป็นครั้งแรกที่ขบวนการ BRN สื่อสารต่อสาธารณชน โดยผ่านทาง Youtube ก่อนหน้านี้ขบวนการ BRN ปิดมาโดยตลอด จึงทำให้สาธารณชนรู้ว่าขบวนการ BRN เป็นขบวนการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่ขบวนการยาเสพติด ดังนั้นคิดว่าอยากให้ขบวนการ BRN ต่อสู้ในแนวทางนี้มากขึ้น

4.ส่วนขบวนการBRN สามารถควบคุมแนวร่วมในพื้นที่ได้หรือเปล่า จากสถิติความรุนแรงในเดือนรอมฎอนปี 2556 ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ภายหลังจากที่มีการเซ็นสัญญาหยุดยิงในเดือนรอมฎอนปี 2556 นั้น ช่วงแรกของเดือนรอมฎอนความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยยะ แต่ปลายเดือนรอมฎอน เกิดเหตุยิงชาวบ้านใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา เชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับกระบวนการBRN จึงเกิดความรุนแรงอีกครั้ง ฉะนั้นตนมองว่าการพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่ดีที่จะให้ความรุนแรงลดลง ดังนั้นอยากให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพเดินหน้าต่อไป

5.การที่มาเลเซียมาเป็นตัวกลางในกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐกับขบวนการBRN นั้น ทำให้รัฐบาลยอมรับที่จะให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในพื้นมาเป็นตัวกลาง ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยไม่ยอมรับที่จะให้ฝ่ายที่สามมาช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ดังนั้นคิดว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในการที่แก้ปัญหาในพื้นที่

6.ในช่วงแรกๆของการรัฐประหารโฆษก คสช.ออกมาพูดว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพดำเนินการต่อไป แต่ไม่พูดเรื่องเขตปกครองพิเศษ ไม่ทราบว่ายังเป็นนโยบายอยู่หรือเปล่า หากยังเป็นนโยบายอยู่ คิดว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีสำหรับการเริ่มต้นของกระบวนการพูดคุยสันติสุข อยากเริ่มต้นด้วยการโดยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ โดยที่ไม่มีกรอบใดๆทั้งสิ้น
ของฝากถึงหน่วยงานความมั่นคง
การพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐกับกระบวนการ BRN ปี 2556 ไม่ได้เกิดเฉพาะ track 1 เท่านั้น ส่งผลให้เกิด track 2 และ track 3 มีการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างกระบวนการสันติภาพอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องเขตปกครองพิเศษหรือแม้แต่เรื่องเอกราช ดังนั้นอยากฝากหน่วยงานความมั่นคง ดังนี้
1.เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ track 2 และ track 3 พูดให้มากที่สุด เพื่อที่จะรับทราบว่าประชาชนในพื้นที่ ต้องการอะไร
2.จากการพูดบนเวทีของ พล.ต.นักรบ เรื่องเขตปกครองพิเศษ เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ แต่มองว่าหน่วยงานความมั่นคงต้องพูดออกมาให้ชัดเจนในเรื่องเขตปกครอง ได้หรือไม่ได้ อย่างไร เพื่อสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่
3.อยากให้รักษาความต่อเนื่องของกระบวนการสันติภาพด้วยการมี หน่วยงานหรือองค์กรหนึ่งที่รับผิดชอบในเรื่องกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ เหมือนกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสำนักงานรับผิดชอบในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วย
กระบวนการสันติภาพ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของประธานาธิบดี เพื่อรับประกันว่า ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดมาบริหารประเทศ กระบวนการสันติภาพสามารถดำเนินการต่อไป”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Jacke Lynch : ‘วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ’ คือการปฏิรูปการนำเสนอข่าวของทั่วโลก
เหตุใดยังใช้ความรุนแรง? คำถามของ ศ.ดร.Stein Tønnesson ในงานCCPP
“ไม่สามารถแยกการสื่อสารออกจากสันติภาพได้” ปาฐกถาพิเศษของ Sanjana Hattotuwa
เริ่มแล้วประชุมนานาชาติ CCPP สัมผัสองค์ปาฐกชื่อดัง ‘สันติภาพกับการสื่อสาร’

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รวบโจรใต้สายบุรี พร้อมอาวุธ-กระสุน-อุปกรณ์ประกอบระเบิด

แบมะ ฟาตอนี



จับแกนนำ 3 โจรใต้ ยึดของกลางเพียบหากทำระเบิดได้ 10 ลูก

            เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2557 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบ ประกอบด้วย 

  • นายอาสมาล เจะบา อายุ33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ 7 หมาย 
  • นายอาฟันดี กาพา อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ 2หมาย และ 
  • นายสุกรี สาแม อายุ 35 ปี 
           พร้อมของกลางที่ยึดมาได้จำนวนมาก อาทิเช่น อาวุธปืนยาว เอชเค ปืนยาว .22 ปืนสั้นขนาด .357 และขนาด 9 ม.ม. รวม 5 กระบอก กระสุนปืน เอ็ม 16กว่า 500 นัด กระสุนปืน 9 ม.ม.และ .357 กว่า 100 นัด วิทยุสื่อสารพร้อมอุปกรณ์และที่ประกอบเป็นตัวจุดชนวนระเบิดแล้วรวมกว่า 10 เครื่อง เชื้อปะทุระเบิด 11 อัน ดินระเบิดหนักประมาณ20 กิโลกรัม ถังแก๊สปิกนิคดัดแปลงทำระเบิด 1 ถัง อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ใช้ประกอบระเบิด จำนวนมาก โทรศัพท์มือถือและรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน



          นายอาสมาล เจะบา และนายอาฟันดี กาพา ถือเป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่ทางการต้องการจับกุมอย่างมาก มีหมายจับเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและลอบยิงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกหลายคดียังอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งในการจับกุมครั้งนี้ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือไม่ขัดขืนอีกทั้งยังนำเจ้าน้าที่ไปชี้จุดซุกซ้อนของกลางบริเวณที่เกิดเหตุจำนวนมาก ส่วนหลักฐานโดยเฉพาะอาวุธปืนต้องส่งไปตรวจเปรียบเทียบกับวัตถุพยาน ดีเอ็นเอ ว่าเคยนำไปก่อเหตุใดมาบ้าง รวมไปถึงกระสุนปืน ซึ่งมีสภาพใหม่ต้องนำไปตรวจให้ชัดเจนเพื่อหาที่มาที่ไป ซึ่งของกลางที่ยึดมาได้ครั้งนี้หากนำไปประกอบระเบิดจะได้ประมาณ 10ลูกโดยของกลางทั้งหมดถือเป็นหลักสำคัญที่จะสามารถเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการก่อเหตุในพื้นที่



            เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคงได้เข้าทำการบุกค้นร้านจำหน่ายวิทยุสื่อสารย่านสันติสุข จำนวน 8 แห่ง ถนนนิพัทธุ์อุทิศ 2 และ 3 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบว่ามีการจำหน่ายวิทยุสื่อสาร ให้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนำไปประกอบวัตถุระเบิดทำการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบสต๊อกสินค้าว่า ได้จำหน่ายออกไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมเชิญตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปทำการสอบสวน ว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับแนวร่วมโจรใต้ทั้ง 3 คน ที่ถูกจับกุมได้ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานีด้วยหรือไม่อย่างไร

           การจับกุมแกนนำโจรใต้ทั้ง 3 ราย ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม อุปกรณ์ขั้นต้นที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้หากนำไปประกอบเป็นวัตถุระเบิดได้ถึง 10 ลูกด้วยกัน ลองคิดเล่นๆ ดู เกิดอะไรขึ้นหากมีการนำระเบิดที่โจรใต้เหล่านี้ประกอบเสร็จแล้วไปวางยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ผลกระทบที่ตามมาเกิดหายนะต่อชีวิต อาคารบ้านเรือนพังพินาศ ทำลายเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าการลงทุนไม่กล้าที่จะมาเปิดสถานประกอบการ หากปล่อยให้คนชั่วเหล่านี้มีอิสระในการเคลื่อนไหวทำการก่อเหตุแล้วเมื่อไหร่พื้นที่ปักษ์ใต้ปลายด้ามขวานแห่งนี้จะเกิดสันติสุข และมีความเจริญเทียบเท่าภูมิภาคอื่นๆ

*****************************

ซุลกิฟลี คอซู แนวร่วมโจรใต้เปิดโปงขบวนการสั่งยิงประชาชนในมัสยิด


            สถานการณ์ชายแดนใต้ในปัจจุบันนี้ได้แปรเปลี่ยนไป เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความกล้าที่จะเสี่ยง มีความกล้าที่จะลงทุนถึงแม้ว่าจะเข่นฆ่าพี่น้องร่วมศาสนาเดียวกันก็จำเป็นต้องทำ จุดประสงค์เพียงเพื่อโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ พร้อมๆ กับมีการโฆษณาชวนเชื่อ ปล่อยข่าวลือ เพื่อเป็นข่าวให้สื่อมวลชนนำเสนอเป็นที่สนใจของคนทั่วไป อย่างเช่นเหตุการณ์ลอบยิงประชาชนเสียชีวิตในมัสยิดในห้วงที่ผ่านมามีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง



          การกระทำซ้ำๆ ซากๆ ตอกย้ำความรู้สึกครั้งแล้วครั้งเล่า หน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่มีโอกาสจับกุมตัวผู้ที่ลงมือก่อเหตุได้สักทีหนึ่ง กลุ่มขบวนการแนวร่วมยังคงบิดเบือนข่าวสาร เดินหน้าท้าทายหน่วยงานภาครัฐว่าให้การสนับสนุนชายลึกลับลอบยิงชาวไทยมุสลิมไม่เว้นแม้กระทั่งในมัสยิด สถานที่ประกอบศาสนกิจของพี่น้องมุสลิม

เมื่อความจริงปรากฏ

          จนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ความงึมครึมสงสัยของใครหลายคนก็ถึงบางอ้อ และได้ทำลายกำแพง ความคิด ความเชื่อของคนบางกลุ่มที่โดนกลุ่มขบวนการครอบงำ ให้เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายตน เมื่อสมาชิกแนวร่วมโดนจับกุมตัว ความจริงก็ได้หลุดออกมาจากปากของ นาย ซุลกิฟลี  คอซู



           นายซุลกิฟลี คอซู เป็นสมาชิกแนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรงรุ่นใหม่ จากแหล่งข่าวได้เปิดเผยว่านายซุลกิฟลีฯ ได้ให้การยอมรับว่าตนเองได้เข้าร่วมกับกลุ่มขบวนการเมื่อปี พ.ศ.2551 ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนมูลนิธิชุมชนอิสลามศึกษาวิทยา ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

เข้าสู่ขั้นตอนการซูมเปาะ

          เมื่อมีการชักชวนให้เข้าสู่ขบวนการ และในเวลาต่อมาได้เข้าสู่พิธีสาบานตน หรือ ซูมเปาะ จาก นายฮูมัยดี มูซอ ซึ่งเป็นครูประจำชั้นที่นายซุลกิฟลีฯ กำลังศึกษาอยู่ และนายฮูมัยดี มูซอ ได้เสียชีวิตเนื่องจากถูกลอบยิง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 ตนเองได้ผ่านการฝึกทดสอบสมรรถภาพร่างกายขั้นวาตอน โดยมีนายมัครุสลาน สะอุ ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับรือกู เป็นครูฝึก และยังเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ RKK ของตนเองด้วย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติการ ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

เข้าสู่ปฏิบัติการก่อเหตุ และแขวนป้ายผ้าป่วนเมือง

           เคยเข้าร่วมก่อเหตุรุนแรงมาแล้ว 3 ครั้งด้วยกัน รวมทั้งการปิดป้ายผ้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา โดยตนเองมีหน้าที่ในการสำรวจเป้าหมายและดำเนินการติดป้ายผ้า บริเวณถนนสายเส้น 418 พื้นที่อำเภอหนองจิก เพื่อทำการต่อต้านเลขาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้คนปัจจุบัน คือ นายภาณุ อุทัยรัตน์

เตรียมการก่อเหตุยิงประชาชนในมัสยิดวันฮารีรายอโยนผิดให้เจ้าหน้าที่

           การเตรียมการก่อเหตุครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันฮารีรายอของพี่น้องมุสลิม นายซุลกิฟลี ได้รับคำสั่งจากนายมัครุสลานฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ RKK ให้ไปทำการก่อเหตุลอบยิงประชาชนคนหนึ่งซึ่งมาละหมาดในมัสยิดบ้านค่าย ตำบลปุโล๊ะปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยได้รับการกำชับจากนายมัครุสลานฯ ว่าจะต้องลอบยิงให้เสียชีวิตในบริเวณมัสยิดเท่านั้น หลังจากมีการละหมาดเสร็จในช่วงเช้า หากตนเองดำเนินการเสร็จจะส่งเข้าทำการฝึกหลักสูตร RKKหรือไปปอเนาะให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่การปฏิบัติการล้มเหลวไม่สำเร็จตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งตนเองไม่รู้จัก ได้ออกมานอกมัสยิดเสียก่อนจะได้ทำการลงมือก่อเหตุหลังจากมีการละหมาดเสร็จ

           สำหรับการเตรียมการก่อเหตุลอบยิงผู้บริสุทธิ์ภายในมัสยิดในวันฮารีรายอ เพื่อใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ นายมัครุสลานฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ RKK ได้เป็นคนจัดหาอาวุธปืนพก และรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ และให้ตนเองกับสมาชิก ผกร.ใหม่ เข้าไปละหมาดปะปนกับชาวบ้านคนอื่นๆ นี่คือคำสารภาพจากปากของแนวร่วมขบวนการโจรใต้เองที่ได้ออกมาแฉแผนชั่ว เดชะบุญที่การก่อเหตุไม่ประสบผลสำเร็จ มิฉะนั้นการใส่ร้าย โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่คงจะเกิดขึ้นและสมบูรณ์แบบ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการดีที่พี่น้องชาวปาตานีจะได้ล่วงรู้ความจริงของแผนการชั่วฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกันเองในมัสยิด เพราะที่ผ่านมาหลายต่อหลายเหตุการณ์เจ้าหน้าที่โดนใส่ร้ายมาตลอด วันนี้เมื่อมีการออกมาแฉความจริงแล้วจะได้รู้ฆาตรกรตัวจริงคือใคร? มิเช่นนั้นประชาชนก็ยังคงหลงเชื่อตามที่มีการปล่อยข่าวลือของกลุ่มขบวนการไม่มีวันสิ้นสุด

*****************************
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม