วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

25 ปี สนธิสัญญาหาดใหญ่ อดีตคอมมิวนิสต์มลายาผิดหวัง มาเลเซียยังไม่ทำตามสัญญา

ภาพของเฉิน ผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ที่หน้าปก "In Everlasting Memomy" หรือความทรงจำนิรันดร์ เป็นหนังสือที่ระลึกสำหรับผู้มาร่วมงานฌาปนกิจเฉิน ผิง ซึ่งจัดที่วัดธาตุทอง เมื่อเดือนกันยายน 2556 สำหรับหนังสือดังกล่าวลงชื่อผู้แต่งว่า "เฉิน ผิง" โดยตีพิมพ์ 3 ภาษาได้แก่ ภาษาอังกฤษ มลายู และจีน (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

สำนักข่าวมาเลเซียนอินไซเดอร์สัมภาษณ์อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายาที่ปัจจุบันต้องมาอาศัยในประเทศไทยเนื่องจากทางการมาเลเซียไม่ทำตามสัญญาในเรื่องการให้สัญชาติพวกเขา ซ้ำยังสร้างภาพให้คอมมิวนิสต์เป็น 'ปีศาจ' ที่หลอกหลอนพวกเขาเองและคนในชาติ

2 ธ.ค. 2557 สำนักข่าวมาเลเซียนอินไซเดอร์นำเสนอรายงานครบรอบ 25 ปีการทำสนธิสัญญาสันติภาพ 3 ฝ่ายระหว่างรัฐบาลไทย รัฐบาลมาเลเซีย และพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (Communist Party of Malaya หรือ CPM) จากมุมมองของอดีตสมาชิกพรรค CPM ผู้ที่ยังรู้สึกว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ซ้ำยังคงพยายามทำให้พวกเขาดูเป็นตัวร้าย
การเซ็นสัญญาระหว่าง 3 ฝ่ายมีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการก่อกบฏของพรรค CPM ที่มีมาตั้งแต่ปี 2501 ในปัจจุบันมีสมาชิกพรรค CPM หลายคนอาศัยอยู่ในจังหวัดนราธิวาสของประเทศไทย พวกเขาให้สัมภาษณ์ต่อมาเลเซียอินไซเดอร์ว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่มีความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงในสนธิสัญญา
อดีตสมาชิก CPM อายุ 53 ปี ชื่อ ยาขอบ อิบราฮิม ให้สัมภาษณ์ว่าเขารู้สึกโกรธที่รัฐบาลมาเลเซียยังคงพยายามทำให้พรรค CPM เป็นตัวร้ายต่อไปทั้งที่ความจริงพรรค CPM ไม่ได้เป็นภัยใดๆ อีกแล้ว โดยอิบราฮิมเล่าว่าในโทรทัศน์ยังคงมีการโฆษณาชวนเชื่ออ้างว่ากลุ่มคอมมิวน้สต์เป็นภัยทั้งที่จริงๆ สงครามการต่อสู้ระหว่างพรรค CPM กับรัฐบาลได้จบไปแล้วรวมถึงมีการทำลายอาวุธทั้งหมดทำให้พวกเขาไม่ได้มีอาวุธเหมือนก่อนหน้านี้
อิบราฮิมมีชื่อเรียกในหมู่ชาวพรรค CPM ว่า 'บูลาต' เขามาจากรัฐกลันตัน เข้าร่วมกองร้อยที่ 10 ของพรรค CPM ที่เรียกว่ากองกำลังประชาชนมลายา ต่อมาเขาก็รับหน้าที่ทำกราฟิกให้สื่อของกองร้อยที่เขาสังกัดอยู่
อิบราฮิมกล่าวว่ารัฐบาลมาเลเซียบิดเบือนประวัติของพรรค CPM โดยการห้ามตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือประวัติของพรรคตั้งแต่ช่วงราว 10 ปีที่แล้ว ทั้งที่หนังสือถูกจัดทำเรียบร้อยแล้วโดยมหาวิทยาลัยเกบังซานมาเลเซีย (Universiti Kebangsaan Malaysia หรือ UKM) แต่ก็ถูกคัดค้านโดยรัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารในยุคนั้นโดยมีการกล่าวหาในเรื่องต่างๆ เช่นกล่าวหาว่ามีความพยายามรื้อฟื้นแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้พวกเขาต้องพยายามหาทางตีพิมพ์หนังสือด้วยตนเอง
อดีตสมาชิกพรรค CPM อีกคนหนึ่งชื่อ อินดราจายา อับดุลลาห์ อายุ 57 ปี กล่าวโต้แย้งข้อกล่าวหาของอดีตจเรตำรวจ ตัน ศรี อับดุล ราฮิม นูร์ ซึ่งกล่าวหาว่าพรรค CPM พยายามสร้างรัฐคอมมิวนิสต์มลายาโดยไม่สนใจปลดปล่อยมลายาจากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยอับดุลลาห์แย้งว่าพรรคของเขามีการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยให้มลายาเป็นเอกราชจากอังกฤษด้วย
"การปฏิวัติประชาธิปไตยคือการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมและศักดินา มันคือการต่อต้านการล่าอาณานิคม พวกเราแค่ไม่ใช้คำว่า 'การเป็นเอกราช' เท่านั้น" อับดุลลาห์กล่าว
"การปฏิวัติประชาธิปไตยมีความหมายใหญ่กว่าการเป็นเอกราช คือจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นในแง่การวางรูปแบบของประเทศ" อับดุลลาห์กล่าว
ปัจจุบันอับดุลลาห์อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ในจังหวัดนราธิวาส อยู่ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซียเพียง 3 กม. ผู้คนในหมู่บ้านนี้เคยเป็นสมาชิกกองร้อยที่ 10 ของ CPM มาก่อน หมู่บ้านนี้แต่เดิมมีชื่อว่า บ้านรัตนกิตติ 4 จนกระทั่งต่อมาอยู่ภายใต้การบริหารของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
อิบราฮิมกล่าวว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติต่อพวกเขาดีกว่ารัฐบาลมาเลเซีย จากสนธิสัญญาสันติภาพรัฐบาลมาเลเซียจะต้องอนุญาตให้อดีตสมาชิกพรรค CPM ที่เกิดในมาเลเซียมีสิทธิที่จะกลับประเทศได้และจะต้องให้สิทธิความเป็นพลเมืองแก่พวกเขาตามกฎหมาย แต่อิบราฮิมยังไม่ได้รับเอกสารประจำตัวประชาชนหลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 25 ปี เขายังเล่าถึงคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับเอกสารประจำตัวจนต้องกลับมาอาศัยอยู่ที่ไทยจนกระทั่งเสียชีวิต
"เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นชาวมาเลเซียแต่รัฐบาลอ้างว่าพวกเขาไม่มีเอกสาร (ที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็น)" อิบราฮิมกล่าว 
หนึ่งในผู้ที่ไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้คือเฉินผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ผู้มีชื่อเดิมคืออองบุนหัว ผู้ที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เขาเป็น 1 ใน 3 ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ที่ร่วมลงนามในสัญญาหาดใหญ่กับทางการมาเลเซียและไทยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2532 เฉินผิงพยายามกลับมาเลเซียหลายครั้งโดยมีการร้องขอต่อศาล แต่ก็ถูกบอกปฏิเสธเพราะศาลของมาเลเซียเรียกร้องให้เขานำหลักฐานแจ้งเกิดหรือหลักฐานแสดงความเป็นพลเมืองมาเลเซียก่อนจะสามารถดำเนินคดีกับรัฐบาลมาเลเซียได้
แต่กรมทะเบียนของมาเลเซียเคยอ้างว่าพวกเขาหาหลักฐานแจ้งเกิดของเฉินผิงไม่พบ นอกจากนี้ศาลทางการมาเลเซียยังตัดสินให้หนังสือชื่อ "Alias Chin Peng: My Side of History" ซึ่งระบุถึงเหตุการณ์ที่อังกฤษบุกทำลายสถานที่ราชการจนทำให้เอกสารสูติบัตรของเขาถูกทำลายว่าเป็นเรื่องเท็จ เฉินผิงยืนกรานว่าเขาไม่สามารถจัดทำเอกสารใหม่ได้เพราะเอกสารถูกตำรวจยึดไปในช่วงที่ถูกบุกโจมตี
อดีตสมาชิกพรรค CPM ไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลมาเลเซียถึงต้องกลัวอิทธิพลของเฉินผิงหากเขากลับไป แม้ว่าเขาจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว อับดุลลาห์มองว่าการอนุญาตให้เฉินผิงกลับบ้านจะเป็นเรื่องการให้ในเชิงมนุษยธรรมมากกว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องกังวล
ในแง่มนุษยธรรม อดีตสมาชิกพรรค CPM จึงมองว่าประเทศไทยปฏิบัติดีกว่ามาเลเซีย โดยทางการไทยได้ให้สัญชาติพลเมืองกรณีพิเศษแก่พวกเขา อีกทั้งยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในสนธิสัญญาหาดใหญ่โดยการให้ที่ดิน 15 ไร่เพื่อทำการเกษตรรวมถึงมีการเรียนการสอนภาษาไทยให้กับผู้ที่อาศัยในหมู่บ้านและการรักษาพยาบาลฟรีในโรงพยาบาลท้องถิ่นถ้าหากมีบัตรที่ออกให้กับคนยากจน ซึ่งดูเหมือนพวกเขาจะรู้สึกดีกับสวัสดิการพิเศษเหล่านี้
หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา มีบ้าน 147 หลัง มีประชากรอยู่ราว 500 คน ซึ่งครอบครัวอดีตพรรค CPM บางส่วนมีทายาทเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ในหมู่บ้านมีสถานที่ต่างๆ อย่างโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงแรม มัสยิด และพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังสร้างสวนสุคิรินให้กับหมู่บ้านเป็นเงิน 5 ล้านบาท
มาเลเซียนอินไซเดอร์รายงานว่าชีวิตในหมู่บ้านเป็นไปอย่างสงบ ส่วนใหญ่เป็นคนทำการเกษตร คนสูงอายุในหมู่บ้านมักจะทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ คอยติดตามข่าวสารต่างๆ อับดุลลาห์ ซีดี หนึ่งในผู้นำพรรค CPM อายุ 91 ปี เป็นหนึ่งในนั้น เขายังดูแข็งแรงดีแม้ว่าจะใช้ไม้เท้าเดินและพูดลำบากเพราะเคยถูกหน่วยข่าวกรองของทางการวางยามาก่อนในปี 2518
อับดุลลาห์ ซีดี กล่าวว่าเขาอยากกลับไปที่บ้านเกิดในรัฐเปรัก แต่ก็เห็นว่ารัฐบาลมาเลเซียต้องการล้างสมองพวกเขา โดยอ้างว่าพวกเขาเคยอยู่แต่ในป่าไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้เขาจึงตัดสินใจไม่กลับไป และมีคนกังวลว่าอับดุลลาห์ ซีดี อาจจะถูกจับกุมตัวโดยอ้างกฎหมายความมั่นคงภายในได้ถ้าหากเขาพยายามกลับไป แต่เขาก็สามารถกลับไปเยือนมาเลเซียได้ครั้งหนึ่งในปี 2541 โดยได้เข้าพบสุลต่านอัสลาน ชาห์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์
สิ่งที่อดีตสมาชิกพรรค CPM สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลมาเลเซียมีลักษณะที่ไม่ได้มองเห็นคอมมิวนิสม์เป็นอุดมการณ์แต่มองว่าเป็นปีศาจร้าย แค่มี ส.ส. คนหนึ่งพูดถึงเฉิงผิงและผู้นำพรรคคนอื่นๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนคอมมิวนิสต์แล้ว โดยอิบราฮิมมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นแนวคิดระบบเศรษฐกิจอย่างหนึ่งและไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงถูกโยงไปเป็นการต่อต้านศาสนาและแนวคิดอเทวนิยมทั้งๆ ที่ชาวมาเลย์ที่เข้าร่วม CPM ก็ยังคงนับถือศาสนาอิสลามอยู่
อิบราฮิมยังได้เล่าถึงกรณีครูสอนศาสนาคนหนึ่งเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ในช่วงราวเที่ยงแล้วได้ยินเสียงอาซานซึ่งเป็นเสียงประกาศชวนละหมาด ทำให้ครูสอนศาสนาคนนั้นรู้สึกโกรธที่ถูกหลอกมาตลอด 40 ปี ในเรื่องที่คิดว่าพวกเขาไม่มีศาสนา
อิบราฮิมกล่าวอีกว่ามาเลเซียยังไม่ได้เป็นรัฐชาติอย่างแท้จริง เพราะแม้ผู้คนจากเป็นอิสระจากเจ้าอาณานิคมต่างชาติ แต่ก็ยังไม่เป็นอิสระจากผู้มีอำนาจในประเทศเอง ยังคงมีการกดขี่ มีความอยุติธรรม มีสิ่งที่หลงเหลือจากยุคอาณานิคมอย่างกฎหมายว่าด้วยการปลุกระดม (Sedition Act) ประเทศหนึ่งจะเป็นรัฐชาติไปไม่ได้ถ้าหากประชาชนยังยึดติดในความเป็นเชื้อชาติของตน
อย่างไรก็ตามอิบราฮิมมองว่าชาวมาเลเซียมีการเติบโตทางความคิดมากขึ้นจากการที่คนมีความอดทนเวลาที่เกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับศาสนา ส่วนอับดุลลาห์มองว่ามาเลเซียยังคงล้าหลังเพราะพรรคการเมืองอัมโนซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมและเป็นรัฐบาลยังคงมีอำนาจ

ติดตามจับกุมโจรอันกูละเบื่อ อีก 2 ตัว



              เมื่อวันที่  3 ธ.ค.58 เวลา1200 พ.ย. 57 ชุดปฏิบัติการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอโคกโพธิ์ ได้ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของ สถานีตำรวจภูธรอำเภอโคกโพธิ์ จำนวน 2 ราย ดังนี้ 


  • 1.นายอิบรอเฮง มะแอ อายุ 34 ปี หมายเลขประจำตัวประชาชน 2940200016324 อยู่บ้านเลขที่ 129 ม.4 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตามหมายจับของศาล จังหวัดปัตตานี ที่ จ.424/57 ลง 2 ธ.ค. 57 ข้อกล่าวหา” “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ,กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ,พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุอันสมควรเร่งด่วน” คดียิงและระเบิด ทต.มะกรูด ต.มะกรูด ฯ เมื่อ 11 ก.ย. 57 
  • 2.นายวายีมิง วาโด อายุ 25 ปี หมายเลขประจำตัวประชาชน 1900500062226 อยู่บ้านเลขที่ 14 ม.1 ต.ท่าเรือ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตามหมายจับศาล จ.ปัตตานี ที่ จ.424/57 ลง 2 ธ.ค. 57 ข้อกล่าวหา” “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน,ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย,ร่วมกันพาระเบิดติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ,ร่วมกันทำ ประกอบ มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้,ร่วมกันย้ายวัตถุระเบิดขากที่หนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” คดีคนร้ายลอบวางระเบิดชุด รปภ.ครู เมื่อ 28 ส.ค. 57 ชป.สืบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาที่ 2 ราย ส่ง พงส. สภ.โคกโพธิ์ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวของต่อไป

ความคืบหน้าคดียิงครูอิศรา





                เมื่อ 15 พ.ย.56 เวลา 12.20 น. ผกร. จำนวน 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ ใช้อาวุธปืนพกยิง นางอิศรา ไชยฤทธิ์โชค อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นครู รร.บ้านควนแตน จว.ป.น. เสียชีวิต บริเวณปั๊มน้ำมันใกล้ รร.นิคมมิตรภาพ 148 บ้านโคกอ้น หมู่ที่ 6 ต.ท่าเรือ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ต่อมาเมื่อ 23 พ.ย.57 จนท.ได้จับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คือ นายบูรฮัน เจ๊ะสนิ และนาย บรอเฮง ดอเลาะ

          การดำเนินการคดีต่าง ๆ ยังเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้มอบตัวเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมหรือเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า อีกทั้งเพื่อควบคุมสถานการณ์ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความสงบสุข โดยผลสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแส และผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์

           ใคร่ขอความร่วมมือกับทุกภาคส่วน, ผู้นำศาสนา, ผู้นำชุมชน และ ประชาชนทั่วไป ช่วยกันแจ้งเบาะแสคนร้าย เมื่อพบเห็นบุคคลมีพฤติกรรมต้องสงสัย เจอวัตถุต้องสงสัย หรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบโดยเร็ว ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1341 หรือ 1881 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันให้สถานการณ์ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จนท.เคลียร์เขาบูโดล่าคนร้าย-เจอรังหลบซ่อน หลังกลุ่มอาร์เคเคดักซุ่มยิง-ปะทะเดือด!




            วันที่ 2 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดร้อย ร.15131 ฉก.นราธิวาส 30 ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ภายในวัดสวนธรรม เขตเทศบาลตำบลรือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ขณะออกลาดตระเวนรักษาความสงบในพื้นที่บ้านกาโดะ ม.4 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ ถูกกลุ่มกองกำลังอาร์เคเค ไม่ทราบจำนวน ซุ่มยิงจนเกิดการปะทะกันขึ้นเมื่อช่วงเวลา 18.00 น.วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ส่วนกลุ่มคนร้ายอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้

             จากนั้นจึงสนธิเสริมกำลังจำนวนหนึ่งออกไล่ล่าตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. กระทั่งเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่พบเพิงที่พักชั่วคราวอยู่ในป่ารกทึบบนเทือกเขาบูโด คาดว่าเป็นของคนร้าย จึงกระจายกำลังเข้าตรวจสอบพบเพิงที่พักชั่วคราวจำนวนหลายหลัง ประกอบด้วย เต็นท์ 6 หลัง โรงครัว 1 หลัง ที่ละหมาด 1 หลัง รอบที่พักมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ พร้อมที่ซุ่มสังเกตการณ์คอยระวังกรณีมีกำลังเจ้าหน้าที่เข้าประชิด

             ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุดวิทยาการจังหวัดได้เข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมทั้งเก็บดีเอ็นเอจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตรวจยึดได้ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานเปรียบเทียบกับบุคคลต้องสงสัย ตรวจหากลุ่มความไม่สงบต่อไป

 



ตรวจสอบแหล่งหลบซ่อนอาวุธปืน ของไอ้ลูกหมาฟาตอนี




          วันที่ 2 ธ.ค.57 เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งข่าวสารจากชาวบ้านในพื่้นที่ ได้พบเห็นบุคคล 2 - 3 คน แต่งกายแบบชาวบ้าน บริเวณบ้านน้ำหอม หมู่ 7 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ลักษณะถือกระสอบใยสังเคราะห์สีขาวใส่สิ่งของไม่ทราบรายละเอียดบรรจุอยู่ภายในกระสอบ ชาวบ้านคนดังกล่าวเกิดความกลัวจึงได้หลบกลับมาในหมู่บ้านและไม่กล้าพูดให้ใครฟัง เนื่องจากกลัวโดนทำร้าย

            หลังจากนั้นจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ หน่วยงานในพื้นที่ 3 ฝ่ายจึงได้สนธิกำลังประกอบด้วย ร้อย.ทพ.4603, ชปข.พิเศษ, จนท.ตร. สภ.จะแนะ และ จนท.ฝ่ายปกครอง อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้น บ้านน้ำหอม หมู่ 7 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส บริเวณพิกัด QG 890730 สามารถตรวจยึดสิ่งอุปกรณ์ ดังนี้




  • 1.ปลย.11 (HK. 33) หมายเลข 144137 จำนวน 1 กระบอก
  • 2.ซองกระสุน ขนาด ๔๐ นัด จำนวน ๑ ซอง
  • 3.กระสุน 5.56 มม. จำนวน 22 นัด
        ของกลางที่ทำการตรวจยึดได้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบเจ้าหน้าที่สอบสวน สภ.จะแนะ จ.นราธิวาส เพื่อดำเนินการตามกรรมวิธีต่อไป

เปิดโปงโจรใต้ ผู้ชายนุ่งผ้าถุง ‘อิสมาแอล กาเจ’ กับ 5 หมายจับกระทำชั่ว

แบมะ ฟาตอนี



         เมื่อเอ่ยชื่อ ‘นายอิสมาแอล กาเจ’ หน่วยงานความมั่นคงต่างหมายมั่นปั้นมือ อยากจะได้ตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการผู้นี้มาลงโทษ และดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจในพื้นที่ต่างได้ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนายอิสมาแอล กาเจ อยู่ตลอด เนื่องจากเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิ.อาญา 5 หมาย เป็นผู้ร่วมในการก่อเหตุหลายเหตุการณ์ด้วยกัน และมีหลายครอบครัวต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปจากน้ำมือของโจรชั่วผู้นี้ ยังไม่นับรวมถึงความเสียหายอื่นๆ อีกที่เกิดจากการกระทำซึ่งได้เป็นสันดาน ไม่ใช่แค่เป็นผู้หลงผิด

          คนชั่ว หรือคนไม่ดีไม่ว่าในวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ ก็ตามแต่ ไม่อาจที่จะหลีกหนีพ้นผลจากผลกรรมที่ตัวเองได้เคยก่อเอาไว้ เช่นเดียวกับนายอิสมาแอล กาเจ เหมือนฟ้ามีตาได้ชี้นำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2557


          นายอิสมาแอล กาเจ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในเขตรับผิดชอบพื้นที่อำเภอยะหริ่งและอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี

          นายอิสมาแอล กาเจ เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 22 ได้เข้าทำการพิสูจน์ทราบโรงเรือนเลี้ยงไก่ของนายอิสมาแอลฯ เมื่อทำการตรวจสอบกลับเจออาวุธปืนสงคราม M-16 พร้อมซองกระสุน เจ้าหน้าที่อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก เชิญตัวเพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถาม

           ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เจ้าหน้าที่ได้ออกหมาย พ.ร.ก.ฯ ควบคุมตัว ณ ศูนย์สมานฉันท์ ซึ่งจากผลการซักถาม นายอิสมาแอลฯ อ้างว่าไม่ทราบว่า อาวุธปืนเล็กยาว M-16 มาอยู่ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ของตนเองได้อย่างไร และปฏิเสธความเกี่ยวข้อง ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงทุกกรณี จึงได้รับการปล่อยตัวไป เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553

          หลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้ว ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของนายอิสมาแอล กาเจ เริ่มมีความถี่ขึ้นในการมีส่วนร่วมในการก่อเหตุรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และพยานบุคคลชี้ตัว จนนำไปสู่การออกหมายจับ ป.วิ.อาญา จำนวน 5 หมาย ดังนี้

หมายจับ ป.วิ.อาญา ที่ 1


         จากเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะ ได้ใช้อาวุธปืนระดมยิงเข้าใส่ป้อมจุดตรวจร่วม แต่ถูกเจ้าหน้าที่ได้ทำการยิงตอบโต้ ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตจำนวน 3 คน และได้ทำการตรวจยึดรถยนต์กระบะ พร้อมอาวุธปืนได้อีก จำนวน 5 กระบอก

        สาเหตุที่นำไปสู่การออกหมายจับนายอิสมาแอล กาเจ สืบเนื่องจากผลการตรวจสารพันธุกรรมคราบโลหิตบนถนน ตรงกับนายอิสมาแอลฯ และจากการจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจร่างกาย พบว่ามีรอยแผลเป็นคล้ายถูกยิงด้วยอาวุธปืน บริเวณหัวไหล่ด้านซ้ายมือ

หมายจับ ป.วิ.อาญา ที่ 2


          จากเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุรุนแรงลอบเผากล้องวงจรปิด ได้รับความเสียหาย จำนวน 9 ตัว ในพื้นที่อำเภอมายอ และอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี  เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด กลับพบภาพผู้ต้องสงสัย 2 คน ซึ่งหนึ่งในสองคนนั้นคือ นายอิสมาแอล กาแจ กำลังยืนถือปืนเล็กยาว AK-102 เพื่อทำการเฝ้าระวังให้กับผู้ที่กระทำการเผากล้องวงจรปิด

หมายจับ ป.วิ.อาญา ที่ 3


           จากเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุรุนแรง จำนวน 8 คน ได้ร่วมกันปล้นรถยนต์กระบะ ฟาร์มตัวอย่างป่าตาเขียว เหตุเกิดบนถนนสาย 4157 หมู่ 2 ตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี สาเหตุที่นำไปสู่ออกหมายจับ สืบเนื่องจากคนขับรถยนต์กระบะ ชี้ภาพยืนยันตัวบุคคล

หมายจับ ป.วิ.อาญา ที่ 4



         เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ถูกเผาริมถนนชนบท ในพื้นที่ ตำบลปล่องหอย อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรกะพ้อ เดินทางกลับด้วยรถยนต์กระบะ เกิดเหตุระเบิด บนถนน ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 นาย ซึ่งพยานในที่เกิดเหตุชี้ภาพยืนยันว่านายอิสมาแอล กาเจ ร่วมในการก่อเหตุดังกล่าว

หมายจับ ป.วิ.อาญาที่ 5



         ผู้ก่อเหตุรุนแรง ใช้รถยนต์กระบะเป็นพาหนะลอบยิงชุดรักษาความปลอดภัยพระ ส่งผลให้พระสงฆ์มรณภาพ 1 รูป และอาสาสมัครทหารพราน เสียชีวิต 1 นาย เหตุเกิดบริเวณ ตำบลบ้านกลางอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี

        สาเหตุที่นำไปสู่การออกหมายจับสืบเนื่องจาก พยานในที่เกิดเหตุชี้ภาพนายอิสมาแอล กาเจยืนยันว่าร่วมในการก่อเหตุ และข้อมูลที่สำคัญรถยนต์กระบะที่ใช้ก่อเหตุครั้งนี้ ถูกปล้นมาจากฟาร์มกุ้ง ในอำเภอหนองจิก และ นำไปก่อเหตุลอบยิงอีก 2 เหตุการณ์ สุดท้ายนำไปก่อเหตุลอบวางระเบิดติดตั้งในรถยนต์กระบะ หน้าร้านราชาเฟอร์นิเจอร์ เขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557

          ในที่สุดผู้ที่กระทำความชั่วไม่สามารถหนีรอดเงื้อมมือของกฎหมายไปได้ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ก็จะต้องได้รับผลกรรม เข้าไปอยู่ในคุกตะรางชดใช้เวรกรรมต้องหมดสิ้นอิสรภาพ...ทิ้งลูกทิ้งเมีย และครอบครัวต้องทนทุกข์ลำบากอยู่เบื้องหลัง

          คุ้มมั๊ย!!..ที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับขบวนการ สุดท้ายโดนลอยเพไม่มีใครเหลียวแล และนี่คือตัวอย่างของผู้ก่อเหตุรุนแรงที่โดนจับกุมและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยังมีอีกหลายรายที่โดนจับตายเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำการวิสามัญ เนื่องจากเกิดจากการปะทะต่อสู้..

          ยังไม่สายสำหรับผู้ที่หลงผิด และยอมหันหลังให้กับขบวนการ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม รายงานตัวแสดงตน รัฐเปิดโอกาสให้กับท่านเสมอ อยู่ที่ว่าตัวท่านเองจะรีบฉวยโอกาสดี ๆ เช่นนี้ให้กับตัวท่านเองและครอบครัวหรือไม่เท่านั้น!!!
-----------------------------------

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประยุทธเยือนมาเลเซีย ผู้ชายนุ่งผ้าถุงสำแดงกร่าง




               วันที่ 01 ธ.ค.57 เวลา 10.30 น.เกิดเหตุ 511 เหตุเกิดบ้านคอกวัว ม.5 ต.ปล่อยหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี  คนร้ายไม่ทราบกลุ่ม/จำนวน ลอบวางระเบิดและจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง เบื้องต้น เป็น ชป. ปลัด อ.กะพ้อ ไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ขณะเดินทางกลับ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เสียหายเล็กน้อย

โจรก็คือ โจรครับทำทุกอย่างเพื่อทำร้ายคนบริสุทธิ์?
         ลอบเผาสถานีอนามัยจ.นราฯ ตัดต้นไม้ขวางถนน ลอบวางระเบิดเส้นทางอ.แว้ง - อ.สุไหงโก-ลก ไร้เจ็บ ที่ปัตตานีลอบวางวัตถุต้องสงสัย และแขวนป้ายผ้าค้านพูดคุยสันติสุข รวม11จุด ขณะสะบ้าย้อยแขวนป้ายผ้ายิงชาวสวนเจ็บ 2

         เกิดเหตุคนร้ายกระจายกำลังกันลอบตัดต้นไม้ขวางถนนในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส รวมทั้งการลอบวางเพลิง เผาสถานีอนามัยสาวอ หมู่ 6 ต.สาวอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้รับความเสียหายเล็กน้อย โดยผู้ใหญ่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ได้ช่วยกันดับไฟไว้ได้ และได้มีการตัดต้นไม้ขวางถนนบริเวณที่สะพานคลองเต็ง หมู่ 1 ต.รือเสาะออก .รือเสาะ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามฝ่ายนำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ




          ขณะที่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเส้นทางระหว่าง อ.แว้ง และ อ.สุไหงโก-ลก บริเวณคอสะพานสามแยกหมู่ 1 ต.กายูคละ อ.แว้ง เบื้องต้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
แขวนป้ายผ้าต้านคุยสันติสุขปัตตานีรวม11จุด

          เจ้าหน้าที่ของ จ.ปัตตานี นำกำลังเข้าตรวจสอบเหตุคนร้ายวางวัตถุลอบสงสัยและแขวนป้ายผ้า จำนวน 11 จุด ในเขตอำเภอของ จ.ปัตตานี ประกอบด้วย อ.ปานาเระ 1 จุด อ.เมือง 1 จุด อ.โคกโพธิ์ 2 จุด อ.ยะหริ่ง 2 จุด อ.ยะรัง 2 จุด อ.หนองจิก 2 จุด และ อ.กะพ้อ 1 จุด โดยข้อความทั้ง 11 จุ เขียนบนผ้าสีขาว ใช้สีน้ำเงิน และสีแดงเขียนข้อความ เป็นอักษรภาษาไทย และภาษารูมี ว่า ข้าไม่เห็นด้วยที่จะมีการพูดคุยกับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้กั้นที่เกิดเหตุ พร้อมนำกำลังใช้ความระมัดระวังในการเข้าที่เกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายอาจวางกับดัก เพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุก่อนกดระเบิดขึ้น สำหรับความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ป่วนแขวนป้ายผ้าสะบ้าย้อยยิงชาวสวนเจ็บ 2
          สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อำเภอชายแดน จ.สงขลา ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่ามีการแขวนป้าย ซึ่งโจมตีการทำงานของรัฐบาล และมีการวางกล่องต้องสงสัยไว้บนสะพาน ในพื้นที่บ้านคอลอมุดอ หมู่ 1 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้คนร้ายยังได้ใช้อาวุธปืน ยิงชาวบ้านได้รับบาดเจ็บสองราย คือนายนาริชา ปาสา และนายอาหะมะ นาเอ๊ะ ขณะเดินทางไปกรีดยางพารา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุว่ามาจากเรื่องส่วนตัวการสร้างสถานการณ์เช่นเดียวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่

           เมื่อ1 ํธ.ค.57เวลาประมาณ ๐๒.๑๐ น.รับแจ้ง เหตุ ๒๔๑ และ พยายาม ๒๔๑ เหตุเกิด ม.๒ ต.กิลิซา อ.ระแงะ จ.นราธืวาส ทราบชื่อ ๑.นาย อาหามะ โตะหมะ อายุ ๒๕ ปี (เสียชีวิต) ๒.นาย อัสมิน โตะหมะ อายุ ๓๐ ปี (ได้รับบาดเจ็บ) ทั้ง ๒ คน อยู่บ้านเลขที่ ๑๕๗/๒ ม.๒ ต.กิลิซา อ.ระแงะ จ.นราธืวาส





Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม