วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ขอบคุณทหารเรือ


26 กพ. 2554 18:03 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=496879&lang=T&cat=



เจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ 33 กองทัพเรือ นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมายภายในสวนยางพาราบริเวณบ้านทำนบ หมู่ 5 ต.บางปอ อ.เมือง จ.นราธิวาส และได้เกิดการปะทะกันขึ้นนานกว่า 20 นาทีเป็นเหตุให้ จ่าเอกไพวัลย์ โพธิโสภา อายุ 29 ปี ได้รับบาดเจ็บ ถูกยิงเข้าที่บริเวณใบหน้า 1 นัด เพื่อนทหารได้นำตัวส่ง โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเสริมเข้าโอบล้อมสวนยางพาราเพื่อติดตามคนร้ายอย่างต่อเนื่อง และได้เกิดการปะทะกับกลุ่มคนร้ายเป็นระยะๆ เบื้องต้นคนร้ายเสียชีวิต 1 คน ยังไม่ทราบชื่อ



ไฟใต้ใครเผาใครผลาญ

ไฟใต้ใครเผาใครผลาญ

ทำงานหน่อยแพ่


26 กพ. 2554 13:39 น. 

พล.ต.สุภัช วิชิตการ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน.พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ตรวจเยี่ยมหน่วยกำลังและรับทราบผลการปฏิบัติงานของหน่วยกองกำลังในพื้นที่ อ.เบตง โดยมีนายดลเดช พัฒนรัฐ นายอำเภอเบตง นายคุณวุฒิ มงคลประจักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตง พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผกก.สภ.เบตง พร้อมทั้งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11-16 ในพื้นที่ จ.ยะลา และผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 41 และ 47 หน่วยกำลังตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่ อ.เบตง ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมในการประชุม 
ในที่ประชุม พล.ต.สุภัช วิชิตการ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้รับรายงานสรุปถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้รับฟังการบรรยายในเรื่องการปรับหน่วยกำลังที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง กับสถานการณ์ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 
จากนั้นรอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และกองกำลังภาคประชาชน พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ อ.เบตง


26 กพ. 2554 10:34 น. 
รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า จากกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตำหนิ กลุ่มส.ส.ภาคใต้ ที่ออกมาวิจารณ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอช า ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับเสนอให้ปลดออกจากตำแหน่งนั้น ได้สร้างความอึดอัดใจให้กับส.ส.ในพรรคหลายคนต่อการกระทำของนายสุเทพ และยังได้แสดงความเห็นใจต่อกลุ่มส.ส.ภาคใต้ เพราะได้รับแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างหนัก การที่ส.ส.ทั้งกลุ่มออกมาวิจารณ์ลักษณะนี้แสดงว่าต้องเหลืออดแล้วจริงๆ ถึงกล้าออกมาสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาลให้รับรู้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทุ่มทั้งงบประมาณ กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อย่างมหาศาล แต่เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังไม่มีท่าที่จะยุติหรือบรรเทาลง แม้เหตุการณ์ก่อการร้ายจะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง แต่ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละครั้ง ดังนั้นชาวบ้านในพื้นที่ก็ต้องมากดดันกับส.ส.เป็นเรื่องปกติ 
“ ผู้ใหญ่ในพรรคควรจะเห็นใจต่อส.ส.เหล่านี้ด้วย เพราะพวกเขาต้องทำงานหนักมากกว่าส.ส.ในพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า อีกทั้งเวลานี้ใกล้จะถึงฤดูกาลเลือกตั้งที่จำเป็นจะต้องเร่งสร้างผลงาน มิเช่นนั้นก็ต้องเหนื่อยหนัก ขนาดส.ส.ในพรรคยังไม่มีใครกล้าลงไปเหยียบใน 3 จังหวัดภาคใต้ คิดเอาเองแล้วกันว่าสถานการณ์หนักขนาดไหน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีการหันมาพูดคุย สื่อสารกันมากขึ้น ระหว่างผู้ใหญ่ในพรรคที่เป็นรัฐบาล กับสมาชิกพรรค เพื่อเปิดโอกาสให้ส.ส.ได้ทำหน้าที่ของผู้แทนให้ประชาชนได้เห็น แต่ก็เห็นใจท่านเลขาฯด้วยที่ต้องรับหลายบทบาท แต่ก็ไม่น่าจะไปตำหนิส.ส. ย่างออกหน้า เพื่อเอาใจใครบางคนเช่นนี้” แหล่งข่าวจากส.ส.ภาคใต้ กล่าว

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มีอะไรชั่วช้าเลวทรามกว่านี้อีกไหม

จะมีศาสนาไหน สอนให้คนทำความชั่ว ความเลวระยำ ได้มากกว่านี้
อีกไหม 
นี่หรือ ศาสนาแห่งสันติ   ไอ้หน้าตัวเมีย





คลิป การลงโทษประหารโดยขว้างด้วยหินจนตาย - ไปหน้าแรก


คลิป สยองขวัญ กลุ่มตาลีบันโหด ปาหินใส่ผู้หญิงจนเส ...


Afghan couple stoned to death
Outrage after Taliban stones a man and woman to death over alleged love affair.
Last Modified: 16 Aug 2010 18:10 GMT

The incident was the first confirmed stoning since the fall of the Taliban in 2001[AFP]
The Taliban in Afghanistan has publicly stoned to death a man and a woman over an alleged love affair, government officials said.
Sunday's execution is the first by the Taliban in the Kunduz province and follows last week's call by Afghan clerics for a return to sharia and capital punishments under Islamic law.
Hoda Abdel-Hamid, Al Jazeera's correspondent in the Afghan capital, Kabul, said a local Taliban commander confirmed that the man was a married 28-year-old, while the woman was in her early twenties, engaged to marry someone else.
"The couple were brought into an open field and about 100 Taliban or supporters of the Taliban gathered and began stoning them just after a Taliban supporter read out a statement of their confession."
The incident comes a week after officials alleged that a woman accused of adultery was flogged and executed in the northwestern Badghis province.
Condemnation
Amnesty International has condemned the latest executions.
"The stoning of this couple is a heinous crime. The Taliban and other insurgent groups are growing increasingly brutal in their abuses against Afghans," Sam Zarifi, the rights group's Asia-Pacific director, said in a press statement.
"Afghan leaders must stand against stoning and other appalling human rights abuses masquerading as 'justice', no matter how much pressure they are under to deal with the Taliban."
On Monday, a spokesman for Nato-led forces criticised the Taliban for carrying out what he said were acts of indiscriminate violence against ordinary Afghans.
"They have increased acts of violence and repression against innocent Afghans," Brigadier General Josef Blotz told reporters.
"The insurgents have clearly given up winning over the population, knowing that they don't have an appealing vision for the people."

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ดีแต่เกรี้ยวกราดกับพวกเรา

24 กพ. 2554 17:57 น. 
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=496586&lang=T&cat=





ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบัญชาการกองทัพบก ว่าจากกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ภาคใต้ 3 คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปลดพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เพราะดูแลแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ได้ผล ทั้งนี้ปรากฏว่าในวันเดียวกันนี้ ได้มีนายทหารยังเติร์กกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันพร้อมวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็นว่า การที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่กี่คนออกมาตั้งโต๊ะออกมาด่าการทำงานของ ผบ.ทบ.พวกตนถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกถือเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพบกโดยรวม ใครจะมาดูหมิ่นดูแคลนผู้บังคับบัญชาไม่ได้ 

“กองทัพบกไม่ใช่ตัวบุคคลเราเปรียบเสมือนองค์กรด้านความมั่นคง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีจะออกมาด่ากันง่ายๆ ทหารเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่สุดความสามารถ พวกเราเสียสละเพื่อชาติมาทั้งชีวิต รวมถึงสถานการณ์ในภาคใต้หรือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เราต่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ พวกเรายอมไม่ได้ที่จะออกมาด่ากันฟรีๆ เพราะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แม้จะพูดเล่นๆก็ไม่ได้ถือว่า เป็นการไม่ให้เกียรติทหารในกองทัพ และผู้บัญชาการทหารบก ที่ทหารทุกคนต้องให้ความเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชา พวกเรามีระเบียบวินัย ไม่ใช่ว่าอยากจะด่าใครก็ออกมาด่า พวกเราอยากเรียก กลุ่มส.ส.พวกนี้ว่า พวกเครายาว ที่ไม่รู้ตัวเองว่า ทำหน้าที่ส.ส.ได้ดีที่สุดหรือยัง ตอบสังคมได้หรือไม่ ไม่ใช่มาเปรียบผบ.ทบ.เหมือนรถเครื่องยนต์ไม่ดี จำเป็นต้องเปลี่ยน มันหมายความว่ายังไง ” นายทหาร กลุ่มยังเติร์ก คนหนึ่งกล่าว 

นายทหารคนเดียวกันกล่าวอีกว่า วันนี้พวกตนจะถามผู้บัญชาการทหารบกว่า จะเอายังไง ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับส.ส.พวกนี้ แต่มันเป็นหน้าที่ของทหารที่ต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรีผู้บังคับบัญชาของตนเอง ซึ่ง นายไม่จำเป็นต้องออกมาทะเลาะกันส.ส.พวกนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราดีกว่า ส่วนจะมีการเคลื่อนไหวกำลังพลเพื่อตบเท้าแสดงพลังให้กำลังใจ ผบ.ทบ.หรือไม่นั้น ขณะนี้พวกเรากำลังหารือกันอยู่ว่าจะเอายังไง 



24 กพ. 2554 17:55 น. 

กระทรวงกลาโหม - “ประวิตร” ออกโรงป้อง “ประยุทธ์” สอนมวย 3 ส.ส.ปชป.อย่าพูดลอย ๆ เพราะทำให้เกิดเสียหาย ยอมรับ “ลูกน้อง” ไม่แฮปปี้ “นาย” ถูกด่า ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกนายพร้อมทำงานหนัก และพลีเพื่อให้ไฟใต้สงบ “กลุ่มทหาร ยังเติร์ก” เดือด 3 ส.ส.ปชป. พูดไม่คิดปลด ผบ.ทบ. โวยลั่น พวก ส.ส.เครายาว ทำหน้าที่ดีหรือยัง บังอาจวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา ลั่นยอมไม่ได้ให้มาด่ากันฟรีๆเตรียมตบเท้าแสดงพลังให้กำลังใจ ผบ.ทบ. 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ภาคใต้ 3 คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปลด พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เพราะดูแลแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ได้ผลว่า การจะออกมาพูดอะไรจะต้องดูให้ดี ไม่ใช่จะออกมาพูดลอย ๆ แบบนี้ ขณะนี้กองทัพได้ทำงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มทีอยู่แล้ว จะทำแบบไม่ให้เกิดเหตุมันทำได้หรือไม่ เวลานี้ไม่ใช่มาว่ากันจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารบก และ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ทำงานกันอย่างหนักกันทุกคนไม่ได้เว้นแม้แต่ละวัน 

“เจ้าหน้าที่ทุกคนเขาพยายามทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้ดีขึ้น และทำงานอย่างหนักโดยเอาชีวิต ร่างกาย เข้าแลกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นก่อนที่จะมาพูดจะต้องดูว่าสาเหตุในพื้นที่เกิดจากอะไร กองทัพพยายามดำเนินการกวาดล้างเรื่องพวกนี้อยู่ และสามารถแก้ไขปัญหาไปได้มากเยอะแยะ ดังนั้นจะต้องดูถึงสาเหตุหลักหลายเรื่องมาประกอบกัน จะมาพูดแบบนี้แบบความเห็นของคน 2-3 คน ได้อย่างไร พูดแบบนี้มันทำให้เกิดความเสียหาย และบั่นทอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เขาตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้เกิดความสงบสุข แต่นี้กลับมาว่ากัน ดังนั้นเราจะต้องให้กำลังใจกันในการแก้ไขปัญหา” 

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพบก เขาก็รู้ว่าเขาควรทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา การออกมาพูดในลักษณะแบบนี้มันไม่มันดี ผู้ใต้บังคับบัญชาของ ผบ.ทบ.รู้สึกไม่ดี ผู้ใต้บังคับบัญชาเขาก็ทำงานตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอยู่ ล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกอาทิตย์เพื่อลงไปย้ำ ไป กำชับทุกอย่างเพื่อให้ปัญหาในพื้นที่เกิดความสงบสุขไม่ใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำงาน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เขาทำงานตลอด อย่ามาว่ากันต้องช่วยกัน อีกทั้งตนพร้อมที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทุกอย่างในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้อยู่แล้ว 



กับโจรใต้ ไม่เห็นท่านออกมาเกรี๊ยวกราดแบบนี้เลย
ดีแต่เก่งกะพวกเดียวกันนี่แหละ

ฟายเอ้ย

แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ


แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ

http://thaienews.blogspot.com/2011/02/7_24.html


แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา โดยตั้งเป้าจะปฏิวัติสำเร็จในปี 50 แต่ที่มท.3ให้สัมภาษณ์ว่า ปี 54 นี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 เป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง


โดย ปาแด งา มูกอ
24 กุมภาพันธ์ 2554

อ่านข่าวการให้สัมภาษณ์ของ มท.3 แล้ว นึกห่วงเหตุการณ์ชายแดนใต้จริงๆ แบบนี้เข้าลักษณะเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ให้ขี้เถ้าที่มันกำลังจะมอดไปแล้วกลับลุกเป็นไฟขึ้นมาใหม่

นี่แหล่ะที่โบราณเขาบอกว่า “ปั้นหมาให้เป็นเสือ”

คำสัมภาษณ์ของ มท.3 (ถาวร เสนเนียม) ที่ว่า

“...ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ทราบดีว่า ในช่วง ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ก็ระมัดระวัง งานการข่าวก็เป็นที่เชื่อถือได้ งานการป้องกันก็ระวังกันอย่างเต็มที่ แต่การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้แทรกเข้ามาก่อเหตุในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน เกิดขึ้น 2 ครั้ง ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ และ ทหาร สำหรับการเกิดเหตุคาร์บอมบ์ และเหตุระเบิดหลายต่อหลายครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดว่า น่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และ เป็นการดำรงความมุ่งหมายไปแนวทางเดียวกัน...”


ขอประทานโทษน่ะครับ ท่าน มท.3 ถ้าไม่รู้จริง ช่วยกรุณาสงบปากไว้หน่อย ไหว้เหอะ อายเขาครับ และมันจะเข้าตำราโบราณที่ว่า “อาศัยเสือจนเป็นหมา”

ไอ้ที่ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นั้น บันไดที่ไหนครับ บันไดบ้านท่าน หรือบันไดที่กระทรวงมหาดไทย

ถ้าอยากทราบความจริง จะอธิบายให้ฟัง ไอ้เรื่องบันได หรือ บรรลัย

เอาขั้นที่ 6 ขั้น 7 ตามที่ให้สัมภาษณ์ก่อน หลังจากนั้นจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบบันไดทั้ง 7 ขั้นเลยครับ

ขั้นที่ ๖ “เตรียมพร้อมปฏิวัติ” ความหมาย เป็นการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่ จชต. เหมือนกับการแตก/กระจาย ของดอกไม้ไฟ “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” โดยกำหนดให้ปฏิบัติในปี ๒๕๔๗ คล้ายกับ “วันเสียงปืนแตก” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต

ทั้งนี้ยังมีคำกล่าว ที่คล้ายคลึงอีกว่า “ ในปี ๔๗ จะเป็นปีที่ดอกลองกองผลิดอกออกพร้อมกัน ” 

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพิสูจน์ได้ เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์มากมายใน ปี ๔๗ จนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อความข้างต้น (แต่มันก็ได้ผ่านพ้นมาแล้ว ย่างเข้าปีที่ 7 ในปี 2554 )

ขั้นที่ ๗ “จัดตั้งการปฏิวัติ” หรือ “ก่อการปฏิวัติ” เป็นแผนงานที่เดิมกำหนดจะกระทำในปี ๒๕๔๘ แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลัง และจำนวนแนวร่วม ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และมีความเป็นไปได้ว่าขยายไปอีก ๒ ปี ข้างหน้า

กล่าวคือ จะก่อการปฏิวัติในปี ๒๕๕๐ (มันก็ผ่านมาแล้ว 3 ปี) กรณีกำหนดปี ๔๘ เป็นปีก่อการปฏิวัติ มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากเอกสารที่ยึดได้จากปอเนาะญีฮาด ในครั้งการบรรยายของ อุสตาซอาหมัด เมื่อ ๗ ธ.ค.๔๑ ภาพก่อการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นภาพการต่อสู้ของนักต่อสู้เพื่อรัฐปัตตานี ที่ทำการโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่ จชต. ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลต่อการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวโดย UN เช่น ติมอร์ตะวันออก หรือประเทศอื่นๆ จนท้ายสุดเป็นการลงประชามติของประชาชนว่า จะเป็นประชาชนของฝ่ายใด

ซึ่งประเด็นสำคัญสุดท้ายนี่เอง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบประเมินแล้ว ความไม่พร้อมของมวลชนที่ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาด จึงต้องขยายเวลาการก่อการปฏิวัติไปอีก ๒ ปี คือปี 2550

แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา จึงนับ ได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวคิด/แนวทางปฏิบัติสำหรับตอบโต้ทำลายแผนดังกล่าว มิให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นรูปธรรม.

มท.3 ตาสว่างขึ้นรียังครับ แล้วดันไปเอาข้อมูลของลูกน้องตัวไหนที่บอกให้ท่านมาสัมภาษณ์ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 หรือลูกน้องท่านเป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง จริงไหมครับท่านผู้อ่าน

เอาล่ะครับที่นี้สำหรับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะครับ (มท.3 ไม่เกี่ยว)

แผนบันได 7 ขั้น

ตรวจพบครั้งแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง อาจารย์สอนศาสนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม “สัมพันธ์วิทยา” บ้านเจาะเกาะ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอกสาร “แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” ได้อีกหลายครั้ง ล่าสุดยึดได้จากโรงเรียน “ปอเนาะญีฮาด” หรือ โรงเรียนญีฮาดวิทยา บ้านท่าด่าน ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548

กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาในทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับโดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า “นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) ขององค์กรกู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani)

กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป้นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนา มีอดุมการณ์การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เคร่งครัดศาสนา เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความกระหายที่จะต่อสู้ตามแนวทางศาสนา (ญีฮาด) และอิสรภาพอันชอบธรรมเพื่อรัฐปัตตานี

ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน

ความหมายของแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (แผนบันได 7 ขั้น)

ผลการแปลเอกสารภาษามาลายู และอาหรับโดยผู้รู้เกี่ยวกับภาษาระบุว่าแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอนถูกกำหนดมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยมุ่งใช้เยาวชนเป็นกลุ่มปฏิบัติการทั้งทางทหาร ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 เป็นห้วงของการจัดตั้งและดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมของคน องค์กร และอุดมการณ์

ส่วนที่ 2 ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7 เป็นขั้นการปฏิวัติ เพื่อความสำเร็จของการกู้ชาติปัตตานี

ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน 

เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะยกเป็นประ เด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภัร์อัลกุรอ่านมาประกอบ

ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน

เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์ หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้ผู้ปฏิบัติ โดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฎหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมือง บันดุง เมดาน ยอร์คจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารมาอีกด้วย

จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆเช่น คณะกรมมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนินกิจการเพื่อพึ่ง ตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร

เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติ ทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika) พื้นที่จังหวัดปัตตานีใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่จังหวัดยะลาใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่จังหวัดสงขลาใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่จังหวัดสตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีการที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร

ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆอีกหลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง

ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชน เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 30,000 คน

ระดับเยาวชนคอมมานโดเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากลุ่มเยาวชนทหารนำไปฝึกยุทธวิธีหน่วย ทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil/RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆเพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน

และ ระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู่เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว

ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมาลายู)ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มาลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลุกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง (การก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ)

ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ

เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือเรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อการเคลื่อนไหวใหญ่

ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือ การก่อการปฏิวัติ

เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีประกอบด้วยกองกำลังต่อกลไลรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาติหรือองค์กรมุสลิม ในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานีขึ้นในที่สุด

ซึ่งตามแผนการเดิมขั้นตอนนี้กำหนดจะกระทำในปี พ.ศ.2548 แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลังแนวร่วมและอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และต้องขยายแผนนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง


ผู้ต้องสงสัย?-นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ(ภาพบน)แกนนำกองกำลังBRN Co-ordinate ภาพซ้ายเป็นภาพเก่าที่ทางการไทยออกหมายจับ ส่วนภาพด้านขวาเป็นรูปในปัจจุบัน (ภาพล่าง)โดยภาพล่าสุดนั้นขยายจากภาพถ่ายร่วมกับนายนัจมูดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส ภาพนี้เชื่อกันว่าถ่ายในมาเลเซีย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ฝีมือคาร์บอมบ์หนล่าสุดที่ยะลาไม่ใช่ฝีมือของอุสตาซแซ


จากเอกสารดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรือหลงกลเชื่อว่า เอกสารที่ว่าค้นพบในบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง นั้น จะเป็นเอกสารที่อาจเรียกได้ว่า “โคตรของโคตรความลับ” ท่านมะแซ จะสะเพร่าวางไว้จนเจ้าหน้าที่ค้นพบได้เชียวหรือ

หรือว่า เจ้าหน้าที่เขียนเอง ร่างเอง ฮั่นแน่เสียวหลังวูบเข้าแล้วไหมล่ะ แต่หากจะให้ผมเชื่อหรือท่านผู้อ่านเชื่อ ก็ต้องรอให้ท่านมะแซ อุเซ็ง มาเขียนให้ดูหน่อยว่าบันไดที่ท่านเขียนนั้น มันเป็นบันไดจริงหรือบันไดลิง ตรงกับต้นฉบับจริงรึเปล่า

มะแซ อุเซ็ง ทราบแล้วโปรดตอบรับด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง


แนวร่วม การสนับสนุน 

ผู้ที่ให้การสนับสนุน ต่อกองกำลังติดอาวุธ ที่เคลื่อนไหว ในเขตไทย ส่วนใหญ่ เป็นเครือญาติ ที่มีผลประโยชน์ ร่วมกัน หรือถูกบังคับ การสนับสนุน ต่อกองกำลัง ติดอาวุธ เพื่ออุดมการณ์

มีเพียงส่วนน้อย ที่จะได้รับ การสนับสนุน จากต่างประเทศ เดิมมีหลายประเทศ ที่ให้การสนับสนุน แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก และ เป็นการสนับสนุน ของบุคคล ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับภาครัฐ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มแอบอ้าง ทางการเมือง และศาสนา

จากการก่อการร้าย และความไม่สงบ ในพื้นที่ จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ เมื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริง แล้วพบว่า ผู้ที่อยู่ เบื้องหลัง หรือผู้ที่บงการ มักจะเป็นผู้กว้างขวาง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีส่วนร่วม กับนักการเมือง และ ข้าราชการบางคน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้กระทำ หรือผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพย์ติด แนวร่วม จกร. หรือ กองกำลัง ติดอาวุธ ของ จกร. ซึ่งเบื้องหลัง ของกลุ่มบุคคล ดังกล่าวนี้ มักมีความสัมพันธ์ ทางใด ทางหนึ่ง ประกอบกับ เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ด้านแนวทาง ในการปฏิรูป แนวทาง ศาสนา ของกลุ่มบุคคล หรือผู้นำ ศาสนา ในบางพื้นที่ รวมทั้ง ปัญหา ความขัดแย้ง ทางด้านการเมือง ปัญหาดังกล่าว ผสมผสาน เป็นความ ไม่สงบ เรียบร้อย ความไม่ปลอดภัย ในชีวิต และทรัพย์สิน

กลุ่มโจร มิจฉาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มมูจาฮีดีน อิสลาม ปัตตานี เคลื่อนไหว ก่อเหตุร้าย ก่อกวน สร้างความ ไม่สงบ หลายครั้ง เพื่อยกระดับ กลุ่มโจร มิจฉาชีพ ให้ จกร. ยอมรับว่า มีอุดมการณ์ แบ่งแยก ดินแดน เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม มือปืนรับจ้าง และผู้หลบหนี คดีอาญา มาก่อเหตุร้าย หรือข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

สถานการณ์ในพื้นที่ 

เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีทั้งจากการ ปะทะจากโจรก่อการร้าย โจรมิจฉาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ และ เรื่องส่วนตัว แต่ลักษณะการก่อเหตุร้าย จะคล้ายกัน จึงทำให้เข้าใจว่า เป็นคนร้าย กลุ่มเดียวกันทำ หรือที่ที่เหตุร้าย จะกระจาย ไปใน หลายพื้นที่ ไม่เน้นหนัก ในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ส่วนใหญ่ จะเกิด นอกเขตชุมชน รองลงมา ในเขตเทศบาล ของพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี ส่วนสงขลา และสตูล มีเหตุการณ์น้อยมาก

แนวโน้ม สถานการณ์ ก่อความไม่สงบ 

โดยเฉพาะ การก่อเหตุร้าย จะยังคงมีต่อไป แต่ด้วยการปฏิบัติการ ทางยุทธการ ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ฝ่าย จกร. ระดับกองกำลัง ติดอาวุธ หลายคน ต้องสูญเสีย จากการปะทะ และถูกจับกุม เป็นผลให้ จกร. ได้มีการพัฒนา และเปลี่ยนรูปแบบ ในด้านการดำเนินการใหม่

โดยระยะหลัง ได้เน้นหนัก ทางด้าน สังคมจิตวิทยา และการข่าว ซึ่งบางครั้ง อาศัย สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ปล่อยข่าว ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เกิดความสับสน และสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้น ระหว่าง หน่วยงาน ของรัฐ เพื่อเป็นการ ดำรง รักษา สภาพ จกร. เอาไว้ และขยาย แนวร่วม เพื่อให้ความสนับสนุน

สำหรับ การก่อการร้าย สร้างผลงาน แสดงอิทธิพล แสวงผลประโยชน์ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอื่น สถานการณ์ เพื่อก่อเหตุร้าย
เพื่อรักษา ผลประโยชน์ ของบุคคล หรือของกลุ่มตน 

มาถูกทางอีกแล้ว

24 กพ. 2554 15:09 น. 
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=496537&lang=T&cat=

แฉยิงฐานทหารปัตตานีแค่ก่อกวนหวังต้านแผนสานใจสู่สันติ



พ.ท.สิทธิชัย เจนบรรจบ ผบ.ฉก.ปัตตานี 24 จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า เหตุการ์คนร้ายลอบใช้อาวุธสงครามหลายชนิด ใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ร. 15331 หน่วยเฉพาะกิจ ปัตตานี 24 บ้านโคกดอแห้ง หมู่ที่ 4 ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี แต่ระยะการตกของลูกกระสุนไม่ถึงฐานปฎิบัติการทำให้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ทั้งนี้จากการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าเป็นเพียงการสร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพของกลุ่มแนวร่วมที่เคลื่อนไหวในพื้นที่เท่านั้น อีกทั้งเชื่อว่าไม่ได้มีเป้าหมายในการยิงถล่มฐานหรือหวังผลในแง่ของประสิทธิภาพการก่อเหตุ แต่ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อข่มขวัญและสร้างความลังเลใจให้กับกลุ่มเครือข่ายแนวร่วมผู้หลงผิดที่มีความต้องการที่จะเข้าร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตามโครงการสาน.จสู่สันติสุข ของกองทัพภาคที่4 ที่เน้นการดึงกลุ่มผู้หลงผิดให้เข้ามาร่วมมือเจ้าหน้าที่เพื่อหยุดความรุนแรงและเน้นสร้างความเป็นอยู่ให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีมากขึ้น ซึ่งผลจากการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือของชาวบ้านที่ดีขึ้นทำให้อาจเป็นชนวนที่ทำให้แนวร่วมไม่พอใจจึงพยายามแสดงออกโดยการใช้ความรุนแรงเพื่อลดความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐไปด้วยในตัว
“จากจุดที่คนร้ายยิงอาวุธห่างจากฐานระยะ 200 เมตรแสดงว่าคนร้ายไม่ได้ตั้งใจจะพุ่งเป้าโจมตัวฐานปฎิบัติการ แต่เป็นเพียงการก่อกวนเจ้าหน้าที่เพื่อเป้าหมายในการแสดงศักยภาพของกลุ่มและต่อต้านโครงการความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ภายใต้แนวทาง "สานใจสู่สันติ" ที่เน้นการเปิดโอกาสและดึงความร่วมมือจากผู้หลงผิดได้กลับเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อลดเงื่อนไขความรุนแรง”พ.ท.สิทธิชัย กล่าว

24 กพ. 2554 15:42 น. 
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=496548&lang=T&cat=
โฆษกทหารไม่หวั่นคำวิจารณ์สส.ใต้มั่นใจดับไฟใต้ถูกทา'
พ.อ.พรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า การวิจารณ์การทำงานของฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกทางความคิดเห็นที่สังคมสามารถวิจารณ์ได้เป็นเรื่องปกติและพร้อมที่จะยินดีรับฟังทุกข้อเสนอเพื่อนำไปพิจารณาในระดับต่อไปแม้จะเป็นความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานก็ตาม แต่มั่นใจว่าจะไม่มีผลต่อระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งกองกำลังภาคประชาชนทุกคนที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ย่อมทราบดีว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีการทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการทุ่มเทการทำงานแก้ไขปัญหาที่เป็นรากฐานแห่งการเกิดปัญหาความไม่สงบ ซึ่งก็คือการสร้างงานมวลชนเพื่อดึงความร่วมมือจากภาคประชาชนซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่มีผลทั้งทางบวกและลบโดยตรงต่อสภาพปัญหาในพื้นที่
แต่ด้วยขั้นตอนการสร้างงานมวลชนเพื่อให้ได้ผลแก่นแท้ของความร่วมมือไม่ได้ทำได้เพียงแค่ฉาบฉวย หรือชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นแต่ต้องการความร่วมมือที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และที่สำคัญเมื่อแนวทางการทำงานที่มาตรงจุดและถูกทางจึงเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายตรงข้ามจะไม่พอใจและหาทางหยุดความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนให้ได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านโดยการใช้ความรุนแรงเพื่อยั่วยุเจ้าหน้าที่ให้ใช้ความรุนแรงจะได้นำไปเป็นเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์ปัญหาความไม่สงบในภาพรวม 




Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม