แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมืองหัวหน้าโจรใต้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมืองหัวหน้าโจรใต้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ฝังศพกบฏแบ่งแยกดินแดน


http://www.oknation.net/blog/singslatan/2010/02/11/entry-2
            
           กลับสู่พระเจ้า ที่กุโบร์บ้านต้นไม้สูง ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ประชาชนชาวไทยมุสลิมประมาณ 100 คน ร่วมพิธีฝังศพนายรอมลี อุตรสินธุ์ อายุ 61ปี ผู้ต้องหาคดีกบฏแบ่งแยกดินแดน เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันที่ประเทศมาเลเซีย โดยมี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์  (เสื้อลายแดงขาวมุมบนซ้าย)สส.นราธิวาส ระบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ ผู้เป็นน้องชายร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย..

        นายรอมลีเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคงของศาลจังหวัดนราธิวาส เลขที่ 3076/48 ลงวันที่ 16 ส.ค.2548 ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเป็นแกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชาย แดนภาคใต้ และร่วมกันแบ่งแยกดินแดน อย่างไรก็ดี เมื่อนายรอมลีเสียชีวิตลง คดีความในส่วนของเขาก็ต้องยุติเช่นกัน

... ทางด้านนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สส.นราธิวาส ผู้เป็นน้องชายเปิดใจเป็นครั้งแรก ว่าเมื่อปี 48 นายรอมลี ถูกซัดทอดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดความกลัวหากมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และไม่มั่นใจในความปลอดภัย ในระหว่างสู้คดี จึงได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ประเทศมาเลเซียจนเสียชีวิตดังกล่าว ....

.... นอกจากนี้นายอารีเพ็ญ ยังได้กล่าวว่า ตนเคยอ่านสำนวนคดีดังกล่าว เห็นว่าหลักฐานในการประกอบคดีอ่อนมาก มีความเป็นไปได้สูงว่าอัยการจะไม่ส่งฟ้อง แต่จากเหตุผลข้างต้น ทำให้พี่ชายของตนต้องหลบหนีอาญาแผ่นดิน ....


..... นายอารีเพ็ญ ยังบอกอีกว่าแม้พี่ชายของตนจะมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของชีวิต หากตนเองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเมื่อพ้นมลทิน


หยิบข่าวนี้มาให้ท่านอ่านกัน เพื่อจะได้รู้ว่า 

ใครเป็นใคร เท่านั้นแหละครับ



วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ


แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ

http://thaienews.blogspot.com/2011/02/7_24.html


แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา โดยตั้งเป้าจะปฏิวัติสำเร็จในปี 50 แต่ที่มท.3ให้สัมภาษณ์ว่า ปี 54 นี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 เป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง


โดย ปาแด งา มูกอ
24 กุมภาพันธ์ 2554

อ่านข่าวการให้สัมภาษณ์ของ มท.3 แล้ว นึกห่วงเหตุการณ์ชายแดนใต้จริงๆ แบบนี้เข้าลักษณะเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ให้ขี้เถ้าที่มันกำลังจะมอดไปแล้วกลับลุกเป็นไฟขึ้นมาใหม่

นี่แหล่ะที่โบราณเขาบอกว่า “ปั้นหมาให้เป็นเสือ”

คำสัมภาษณ์ของ มท.3 (ถาวร เสนเนียม) ที่ว่า

“...ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ทราบดีว่า ในช่วง ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ก็ระมัดระวัง งานการข่าวก็เป็นที่เชื่อถือได้ งานการป้องกันก็ระวังกันอย่างเต็มที่ แต่การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้แทรกเข้ามาก่อเหตุในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน เกิดขึ้น 2 ครั้ง ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ และ ทหาร สำหรับการเกิดเหตุคาร์บอมบ์ และเหตุระเบิดหลายต่อหลายครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดว่า น่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และ เป็นการดำรงความมุ่งหมายไปแนวทางเดียวกัน...”


ขอประทานโทษน่ะครับ ท่าน มท.3 ถ้าไม่รู้จริง ช่วยกรุณาสงบปากไว้หน่อย ไหว้เหอะ อายเขาครับ และมันจะเข้าตำราโบราณที่ว่า “อาศัยเสือจนเป็นหมา”

ไอ้ที่ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นั้น บันไดที่ไหนครับ บันไดบ้านท่าน หรือบันไดที่กระทรวงมหาดไทย

ถ้าอยากทราบความจริง จะอธิบายให้ฟัง ไอ้เรื่องบันได หรือ บรรลัย

เอาขั้นที่ 6 ขั้น 7 ตามที่ให้สัมภาษณ์ก่อน หลังจากนั้นจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบบันไดทั้ง 7 ขั้นเลยครับ

ขั้นที่ ๖ “เตรียมพร้อมปฏิวัติ” ความหมาย เป็นการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่ จชต. เหมือนกับการแตก/กระจาย ของดอกไม้ไฟ “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” โดยกำหนดให้ปฏิบัติในปี ๒๕๔๗ คล้ายกับ “วันเสียงปืนแตก” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต

ทั้งนี้ยังมีคำกล่าว ที่คล้ายคลึงอีกว่า “ ในปี ๔๗ จะเป็นปีที่ดอกลองกองผลิดอกออกพร้อมกัน ” 

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพิสูจน์ได้ เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์มากมายใน ปี ๔๗ จนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อความข้างต้น (แต่มันก็ได้ผ่านพ้นมาแล้ว ย่างเข้าปีที่ 7 ในปี 2554 )

ขั้นที่ ๗ “จัดตั้งการปฏิวัติ” หรือ “ก่อการปฏิวัติ” เป็นแผนงานที่เดิมกำหนดจะกระทำในปี ๒๕๔๘ แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลัง และจำนวนแนวร่วม ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และมีความเป็นไปได้ว่าขยายไปอีก ๒ ปี ข้างหน้า

กล่าวคือ จะก่อการปฏิวัติในปี ๒๕๕๐ (มันก็ผ่านมาแล้ว 3 ปี) กรณีกำหนดปี ๔๘ เป็นปีก่อการปฏิวัติ มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากเอกสารที่ยึดได้จากปอเนาะญีฮาด ในครั้งการบรรยายของ อุสตาซอาหมัด เมื่อ ๗ ธ.ค.๔๑ ภาพก่อการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นภาพการต่อสู้ของนักต่อสู้เพื่อรัฐปัตตานี ที่ทำการโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่ จชต. ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลต่อการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวโดย UN เช่น ติมอร์ตะวันออก หรือประเทศอื่นๆ จนท้ายสุดเป็นการลงประชามติของประชาชนว่า จะเป็นประชาชนของฝ่ายใด

ซึ่งประเด็นสำคัญสุดท้ายนี่เอง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบประเมินแล้ว ความไม่พร้อมของมวลชนที่ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาด จึงต้องขยายเวลาการก่อการปฏิวัติไปอีก ๒ ปี คือปี 2550

แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา จึงนับ ได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวคิด/แนวทางปฏิบัติสำหรับตอบโต้ทำลายแผนดังกล่าว มิให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นรูปธรรม.

มท.3 ตาสว่างขึ้นรียังครับ แล้วดันไปเอาข้อมูลของลูกน้องตัวไหนที่บอกให้ท่านมาสัมภาษณ์ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 หรือลูกน้องท่านเป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง จริงไหมครับท่านผู้อ่าน

เอาล่ะครับที่นี้สำหรับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะครับ (มท.3 ไม่เกี่ยว)

แผนบันได 7 ขั้น

ตรวจพบครั้งแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง อาจารย์สอนศาสนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม “สัมพันธ์วิทยา” บ้านเจาะเกาะ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอกสาร “แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” ได้อีกหลายครั้ง ล่าสุดยึดได้จากโรงเรียน “ปอเนาะญีฮาด” หรือ โรงเรียนญีฮาดวิทยา บ้านท่าด่าน ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548

กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาในทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับโดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า “นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) ขององค์กรกู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani)

กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป้นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนา มีอดุมการณ์การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เคร่งครัดศาสนา เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความกระหายที่จะต่อสู้ตามแนวทางศาสนา (ญีฮาด) และอิสรภาพอันชอบธรรมเพื่อรัฐปัตตานี

ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน

ความหมายของแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (แผนบันได 7 ขั้น)

ผลการแปลเอกสารภาษามาลายู และอาหรับโดยผู้รู้เกี่ยวกับภาษาระบุว่าแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอนถูกกำหนดมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยมุ่งใช้เยาวชนเป็นกลุ่มปฏิบัติการทั้งทางทหาร ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 เป็นห้วงของการจัดตั้งและดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมของคน องค์กร และอุดมการณ์

ส่วนที่ 2 ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7 เป็นขั้นการปฏิวัติ เพื่อความสำเร็จของการกู้ชาติปัตตานี

ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน 

เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะยกเป็นประ เด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภัร์อัลกุรอ่านมาประกอบ

ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน

เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์ หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้ผู้ปฏิบัติ โดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฎหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมือง บันดุง เมดาน ยอร์คจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารมาอีกด้วย

จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆเช่น คณะกรมมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนินกิจการเพื่อพึ่ง ตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร

เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติ ทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika) พื้นที่จังหวัดปัตตานีใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่จังหวัดยะลาใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่จังหวัดสงขลาใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่จังหวัดสตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีการที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร

ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆอีกหลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง

ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชน เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 30,000 คน

ระดับเยาวชนคอมมานโดเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากลุ่มเยาวชนทหารนำไปฝึกยุทธวิธีหน่วย ทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil/RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆเพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน

และ ระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู่เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว

ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมาลายู)ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มาลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลุกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง (การก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ)

ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ

เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือเรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อการเคลื่อนไหวใหญ่

ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือ การก่อการปฏิวัติ

เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีประกอบด้วยกองกำลังต่อกลไลรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาติหรือองค์กรมุสลิม ในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานีขึ้นในที่สุด

ซึ่งตามแผนการเดิมขั้นตอนนี้กำหนดจะกระทำในปี พ.ศ.2548 แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลังแนวร่วมและอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และต้องขยายแผนนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง


ผู้ต้องสงสัย?-นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ(ภาพบน)แกนนำกองกำลังBRN Co-ordinate ภาพซ้ายเป็นภาพเก่าที่ทางการไทยออกหมายจับ ส่วนภาพด้านขวาเป็นรูปในปัจจุบัน (ภาพล่าง)โดยภาพล่าสุดนั้นขยายจากภาพถ่ายร่วมกับนายนัจมูดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส ภาพนี้เชื่อกันว่าถ่ายในมาเลเซีย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ฝีมือคาร์บอมบ์หนล่าสุดที่ยะลาไม่ใช่ฝีมือของอุสตาซแซ


จากเอกสารดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรือหลงกลเชื่อว่า เอกสารที่ว่าค้นพบในบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง นั้น จะเป็นเอกสารที่อาจเรียกได้ว่า “โคตรของโคตรความลับ” ท่านมะแซ จะสะเพร่าวางไว้จนเจ้าหน้าที่ค้นพบได้เชียวหรือ

หรือว่า เจ้าหน้าที่เขียนเอง ร่างเอง ฮั่นแน่เสียวหลังวูบเข้าแล้วไหมล่ะ แต่หากจะให้ผมเชื่อหรือท่านผู้อ่านเชื่อ ก็ต้องรอให้ท่านมะแซ อุเซ็ง มาเขียนให้ดูหน่อยว่าบันไดที่ท่านเขียนนั้น มันเป็นบันไดจริงหรือบันไดลิง ตรงกับต้นฉบับจริงรึเปล่า

มะแซ อุเซ็ง ทราบแล้วโปรดตอบรับด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง


แนวร่วม การสนับสนุน 

ผู้ที่ให้การสนับสนุน ต่อกองกำลังติดอาวุธ ที่เคลื่อนไหว ในเขตไทย ส่วนใหญ่ เป็นเครือญาติ ที่มีผลประโยชน์ ร่วมกัน หรือถูกบังคับ การสนับสนุน ต่อกองกำลัง ติดอาวุธ เพื่ออุดมการณ์

มีเพียงส่วนน้อย ที่จะได้รับ การสนับสนุน จากต่างประเทศ เดิมมีหลายประเทศ ที่ให้การสนับสนุน แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก และ เป็นการสนับสนุน ของบุคคล ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับภาครัฐ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มแอบอ้าง ทางการเมือง และศาสนา

จากการก่อการร้าย และความไม่สงบ ในพื้นที่ จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ เมื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริง แล้วพบว่า ผู้ที่อยู่ เบื้องหลัง หรือผู้ที่บงการ มักจะเป็นผู้กว้างขวาง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีส่วนร่วม กับนักการเมือง และ ข้าราชการบางคน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้กระทำ หรือผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพย์ติด แนวร่วม จกร. หรือ กองกำลัง ติดอาวุธ ของ จกร. ซึ่งเบื้องหลัง ของกลุ่มบุคคล ดังกล่าวนี้ มักมีความสัมพันธ์ ทางใด ทางหนึ่ง ประกอบกับ เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ด้านแนวทาง ในการปฏิรูป แนวทาง ศาสนา ของกลุ่มบุคคล หรือผู้นำ ศาสนา ในบางพื้นที่ รวมทั้ง ปัญหา ความขัดแย้ง ทางด้านการเมือง ปัญหาดังกล่าว ผสมผสาน เป็นความ ไม่สงบ เรียบร้อย ความไม่ปลอดภัย ในชีวิต และทรัพย์สิน

กลุ่มโจร มิจฉาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มมูจาฮีดีน อิสลาม ปัตตานี เคลื่อนไหว ก่อเหตุร้าย ก่อกวน สร้างความ ไม่สงบ หลายครั้ง เพื่อยกระดับ กลุ่มโจร มิจฉาชีพ ให้ จกร. ยอมรับว่า มีอุดมการณ์ แบ่งแยก ดินแดน เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม มือปืนรับจ้าง และผู้หลบหนี คดีอาญา มาก่อเหตุร้าย หรือข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

สถานการณ์ในพื้นที่ 

เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีทั้งจากการ ปะทะจากโจรก่อการร้าย โจรมิจฉาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ และ เรื่องส่วนตัว แต่ลักษณะการก่อเหตุร้าย จะคล้ายกัน จึงทำให้เข้าใจว่า เป็นคนร้าย กลุ่มเดียวกันทำ หรือที่ที่เหตุร้าย จะกระจาย ไปใน หลายพื้นที่ ไม่เน้นหนัก ในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ส่วนใหญ่ จะเกิด นอกเขตชุมชน รองลงมา ในเขตเทศบาล ของพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี ส่วนสงขลา และสตูล มีเหตุการณ์น้อยมาก

แนวโน้ม สถานการณ์ ก่อความไม่สงบ 

โดยเฉพาะ การก่อเหตุร้าย จะยังคงมีต่อไป แต่ด้วยการปฏิบัติการ ทางยุทธการ ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ฝ่าย จกร. ระดับกองกำลัง ติดอาวุธ หลายคน ต้องสูญเสีย จากการปะทะ และถูกจับกุม เป็นผลให้ จกร. ได้มีการพัฒนา และเปลี่ยนรูปแบบ ในด้านการดำเนินการใหม่

โดยระยะหลัง ได้เน้นหนัก ทางด้าน สังคมจิตวิทยา และการข่าว ซึ่งบางครั้ง อาศัย สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ปล่อยข่าว ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เกิดความสับสน และสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้น ระหว่าง หน่วยงาน ของรัฐ เพื่อเป็นการ ดำรง รักษา สภาพ จกร. เอาไว้ และขยาย แนวร่วม เพื่อให้ความสนับสนุน

สำหรับ การก่อการร้าย สร้างผลงาน แสดงอิทธิพล แสวงผลประโยชน์ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอื่น สถานการณ์ เพื่อก่อเหตุร้าย
เพื่อรักษา ผลประโยชน์ ของบุคคล หรือของกลุ่มตน 

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ตายแค่ 900 เอง

http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=100094
มท.3 "ถาวร" ตอบกระทู้ในสภา ไฟใต้ยุคอภิสิทธิ์ตายแค่ 900 ศพ สมัยทักษิณตายมากกว่ากันเยอะ หลังเพื่อไทยถามแก้ปัญหาล้มเหลว ละเลงงบไปเกินแสนล้าน สูญเสียไปแล้วกว่า 4 พันศพ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าแจงกมธ.ทหาร ยอมรับข้อผิดพลาดฐานทหารโดนถล่ม ระบุปืนถูกปล้นไป 60 กระบอก กมธ.ทหารแฉมีข่าวลือสะพัดเป็นศึกทหาร-ตำรวจ "มาร์ค"ยอมรับมีปมไส้ศึก แต่ผลสอบยังมาไม่ถึง

"มาร์ค"ยังไม่ได้รับรายงาน"ไส้ศึก"

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ยิงถล่มฐานปฏิบัติการทหาร ฉก. นราธิวาส ที่ผ่านมาว่า ยังไม่มีรายงานอย่างนั้นมาถึง เพราะอยู่ระหว่างสอบสวน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้เวลาสอบสวนนานแค่ไหน นายกฯ กล่าวว่า ให้ทำไปตามความเป็นจริง แต่อยากเร่งรัดอยู่แล้ว ส่วนเจ้าหน้า ที่ต้องมุ่งปรับปรุงอุดช่องโหว่มากกว่า เมื่อถามว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงนี้ นอกจากมุ่งให้เป็นประเด็นในการประชุมองค์กรมุสลิมโลก (โอไอซี) แล้ว ยังมีเรื่องอื่นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นหลัก เพราะประเมินก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องของฐานปฏิบัติการนั้น ส่วนหนึ่ง เพราะเรากระจายกำลังค่อนข้างมาก เพื่อระวังดูแลประชาชนหรือการก่อวินาศ กรรม แต่ในวันที่มีการโจมตีดังกล่าว เป็นวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ลงไปมอบนโยบายแก่ทหารในพื้นที่และกำลังจะปรับเปลี่ยน เมื่อถามว่ามีข่าวว่าหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงอยากให้นายกฯ ทบทวนการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี เพราะแนวทางตรงกันหมด

ต่อข้อถามว่าดูเหมือนยังตามหลังผู้ก่อความไม่สงบ นายกฯ กล่าวว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติก่อนว่าฝ่ายหนึ่งเลือกโจมตี หรือสร้างความวุ่นวายที่ใดก็ได้ อีกฝ่ายต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิด จึงมีสภาพเช่นนี้ แต่เราพยายามปลดเงื่อนไข ทั้งนี้หัวใจสำคัญที่สุดคือพื้นที่ใดเมื่อเจ้าหน้า ที่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านส่วนใหญ่ ฝ่ายผู้ก่อการจะปฏิบัติการได้ยาก ซึ่งเป็นหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ที่จะเดินหน้าต่อไป คิดว่าต้องดูภาพรวมและแนวโน้มของสถานการณ์ ถ้าเป็นปัญหาจริง ต้องทบทวน แต่ตอนนี้สภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้หลุดออกนอกกรอบที่วิเคราะห์และติดตาม

แจงปมโยงสู่องค์กรมุสลิม

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาด ไทย กล่าวถึงกรณีผู้แทนโอไอซีเข้าพบ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่า ผู้แทนคนดังกล่าวเป็นผู้แทนคนแรกประจำประเทศไทย เมื่อถามว่าหารือถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า การหารือวันนี้ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการค้าขาย เพราะเขาต้องการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า และเขาต้องการเชิญให้เราไปชมการทำการค้าในประเทศมุสลิม ทั้ง 47 ประเทศ หรือให้เลือกว่าเราต้องการที่จะไปประเทศได้ เขายินดีที่จะให้การต้อนรับ

นายสมัย เจริญช่าง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุที่นายกฯ ระบุว่าคนร้ายโจมตีฐานปฏิบัติการทหาร เพราะต้องการให้ที่ประชุมโอไอซี นำไปเป็นประ เด็น เนื่องจากก่อนหน้านี้ปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยพยายามเสนอประเด็นความไม่สงบในภาคใต้ของไทย เข้าสู่ที่ประชุมโอไอซี ที่กรุงการาจี ประเทศปากีสถาน อ้างถึงกรณีองค์การสห ประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกรณีติมอร์ตะวันออกขอแยกตัวออกจากประเทศอินโดนีเซีย

นายสมัย กล่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์เรียก เลขาธิการโอไอซีมาชี้แจง เป็นเหตุให้แม้จะแจกเอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว แต่ไม่มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม และไม่มีการหยิบขึ้นมา หรือต่อมาในการประชุมโอไอซี ปี 2552 ที่กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เนื่องจากเป็นที่นายตวนกู บีรอ กอตอนีรอ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในภาคใต้หนีไปกบดาน เป็นเหตุให้กระทรวงการต่างประเทศ ส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศขณะนั้น ไปประสานงานเป็นเหตุให้ไม่มีการหารือเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมโอไอซี

"คนร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้ง 1.พวกที่คิดจะแบ่งแยกดินแดน 2.ฝ่ายที่ต้องการข่มขู่เจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าไปหาประ โยชน์เรื่องค้าของเถื่อน บ่อน หรือยาเสพติด และ 3.แนวร่วมที่โกรธแค้น เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนคงหวังจะให้โอไอซีหยิบประเด็นภาคใต้ของไทยไปหารือ เพื่อนำไปสู่การลงประชามติ เพื่อแยกดินแดนเช่นเดียวกับติมอร์ตะวันออก หรืออย่างน้อยก็สร้างกระแสเพื่อของบประมาณจากองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ" นายสมัย กล่าว

นายสมัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำจากนี้ไป คือทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อถือ และมั่นใจในข้อมูลภาครัฐ เพราะที่ผ่านมาในบางพื้นที่ ชาวบ้านเชื่อถือข่าวลือมากกว่าข้อมูลจากภาครัฐ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเปรียบในการปฏิบัติงาน เช่นบอกว่าเจ้าหน้าที่ยิงชาวบ้าน สร้างความโกรธแค้น ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งทำงานด้านจิตวิทยา โดยต้องให้คนดี อย่างผู้นำศาสนา โต๊ะครู ปอเนาะ ฯลฯ เข้าร่วม เรื่องนี้รัฐบาลต้องทำเพื่อชิงมวลชน เพราะที่ผ่านมางานด้านนี้อ่อนแอมาก

พท.กระทู้ถามแก้ไฟใต้เหลว

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนฯ เป็นประธานประชุม พิจารณากระทู้ถามสดนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เรื่องปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามนายกฯ ซึ่งมอบหมายนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย เป็นผู้ชี้แจงแทน

นายจตุพรถามว่า รัฐบาลนี้บริหารประ เทศมา 2 ปีเศษ แต่ปัญหาเกิดขึ้นไม่เว้นวัน สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านชอบแสดงตัวเป็นผู้รู้ และโทษว่าเป็นความผิดรัฐบาลทักษิณ แต่พอได้เป็นรัฐบาลก็บอกว่าจะแก้ไขปัญหาภาคใต้ให้ได้ 99 วัน แต่ขณะนี้ทำบุญ 100 วันไม่รู้กี่ชีวิตก็ยังแก้ไม่ได้สักที เหตุการณ์ที่ผ่านมา 7 ปีมีทั้งหมด 11,525 คดี มีคนเสียชีวิต 4,383 ราย ทหาร 295 ตำรวจ 254 และประชาชน 3,834 ราย ใช้งบประมาณทั้งหมด 140,000 กว่าล้านบาท ถือเป็นงบลงภาคใต้มากที่สุด รัฐบาลนี้มีส.ส.ภาคใต้มากที่สุดแต่คนตายไม่เว้นแต่ละวัน จึงอยากถามว่าตั้งแต่ตั้งครม.ใต้ และตั้งกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาภาคใต้หลายชุด มีการประชุมกี่ครั้ง ทำไมไฟใต้ยังไม่ดับ แถมเหตุการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ยุคอภิสิทธิ์ตายแค่ 900 

นายถาวรชี้แจงว่า สาเหตุของปัญหาเกิดจากยุครัฐบาลทักษิณตั้งแต่ยกเลิกศอ.บต. หรือการตีโจทย์ผิดว่าเป็นโจรกระจอก ส่วนที่บอกว่ามีประชาชนตายเกือบ 4 พันคนขอชี้แจงว่ามีคนตายในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ 900 คน นอกนั้นไปคิดเอาเองว่าตายในยุคทักษิณเท่าไหร่ ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาใช้รูปแบบบูรณาการเน้นการประกอบอาชีพ การเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ส่วนที่ถามว่าเอาสมองที่ไหนมาคิดก็เอามาจากตน นายกฯ และรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และที่ระบุว่า 99 วันไม่ได้ทำอะไรเลยนั้นขอชี้แจงว่าได้ตั้งศอ.บต.ขึ้นมา แต่การแก้ปัญหายุ่งยากและต้องใช้เวลา และดำเนินการตามยุทธศาสตร์พระราชทาน คือเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นรายวันเป็นปัญหาเชิงยุทธวิธี

นายจตุพรถามต่อว่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้รอบรู้ ทำไมการแก้ไขปัญหาของประเทศจึงไม่จบ เพราะพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ต่างอะไรกับบ่อน้ำมัน มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษกว่าพื้นที่อื่น ผลประโยชน์ของนักการเมือง แต่ชะตากรรมไปตกอยู่ที่ประชาชน ตำรวจ ทหารที่ได้รับเพียงเศษเงิน จึงอยากถามว่าทำไมเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายให้กับทหารที่มาปราบประชาชนในกทม.จึง สูงกว่าทหารที่อยู่เสี่ยงภัยในภาคใต้ 

นายถาวรชี้แจงว่า ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ และถ้าจะเอาให้มันขอท้าให้ไปยื่นป.ป.ช. หรือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้กันดีกว่า อย่ามาตั้งกระทู้ถามสดแค่ในสภา และขอชี้แจงว่าการจัดสรรงบให้ 2,073 หมู่บ้านผ่านการทำประชาคมทุกครั้ง ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่ก็ยึดตามระเบียบสำนักนายกฯ ถ้าหาหน่วยงานที่มาทำงานไม่ทันก็จะใช้กำลังทหาร รวมทั้งขณะนี้การจัดซื้อจัดจ้างไม่มีปัญหากำลังดำเนินการไปอย่างราบรื่น ขอยืนยันว่าการจัดทำงบไม่ได้ทำตามอำเภอใจ

"ทหารและตำรวจปฏิบัติหน้าที่จุดไหนก็มีความเสี่ยงเท่ากัน ขณะรัฐสภาที่ว่าไม่เสี่ยง พูดเอามันสนุกจริงๆ เมื่อมีการสูญเสียมีการเยียวยา ส่วนที่กล่าวหานายกฯและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงไปพื้นที่ภาคใต้น้อยนั้น ก็ไปมากกว่าทักษิณ ยืนยันว่ารัฐบาลนี้เอาใจปัญหาภาคใต้ไม่ได้ย่อหย่อน และปัญหาดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลฝ่ายเดียวที่ต้องดูแล แต่เป็นหน้าที่ของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่ถ้าฝ่ายค้านไม่พอใจ ขอเชิญนายจตุพรไปภาคใต้วันที่ 28 ม.ค.นี้ ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาและทำงานเต็มที่ และเชื่อว่ารัฐบาลมาถูกทางแน่" นายถาวร กล่าว

กอ.รมน.ภาค 4 แจงกมธ.

ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนฯ ประชุมวาระพิจารณา กรณีคนร้ายกว่า 40 คน พร้อมอาวุธบุกโจมตีฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ฉก.นราธิวาส เมื่อวันที่ 19 ม.ค. เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 7 ราย มีพ.ต.ท.สมชาย เพศ ประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ประธานกมธ. เป็นประธาน โดยเชิญพล.ต. สกล ชื่นตระกูล รองผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจง

พล.ต.สกลชี้แจงว่า ที่บ้านมะรือโบตก เป็นฐานการปฏิบัติหน้าที่ของ ร.15121 ฉก. นราธิวาส มาตั้งแต่ปี 2549 ก่อนวันเกิดเหตุได้รับข่าวสารมาตามลำดับว่ามีการเคลื่อนไหวของกองกำลังติด อาวุธรอบๆ ที่ตั้ง 2 ก.ม.เป็นครั้งราว โดยประชาชนให้ความร่วมมือแจ้งเตือน เราประเมินว่าช่วงปีใหม่น่าจะมีปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง สุดท้ายก็เกิดวันที่ 19 ม.ค. วันนั้นที่ฐานกำลัง 36 นาย โดยช่วงเย็นแบ่งกำลังไปอาบน้ำบ้าง ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามวางแผนเตรียมกำลังมาชัดเจน ทราบภายหลังว่าเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาบูโด 20 ช.ม. โดยยึดฐานด้านตะวันตก และจัดทีมเข้ามาคลังอาวุธ ใช้เวลาปฏิบัติการ 20 นาที การเกิดเหตุครั้งนี้ยอมรับว่ามีความบกพร่องการจัดเวรยาม เรื่องนี้จะหาทางแก้ไข นอกจากนี้ ฐานก็ตั้งมานานอาจเสื่อมสภาพได้ ส่วนเรื่องไส้ศึกอาจมีความเป็นไปได้ ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องไส้ศึกไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

"หลังเกิดเหตุทหารอากาศขึ้นไปถ่ายภาพ เก็บข้อมูล และมีเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ เข้าไปเก็บรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนย้ายอาวุธ ปลอกกระสุน ก้นบุหรี่ โทรโข่ง รวมถึงตรวจสอบตามเส้นทางที่ผู้ก่อการร้ายหนี พบขวดน้ำ ผ้าพันคอ จึงนำมาตรวจดีเอ็นเอ จนตรวจพบชื่อผู้ปฏิบัติ การจำนวนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญผู้ต้องสงสัยมาชี้แจงเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยตั้งคณะกรรมการตรวจพื้นที่ล่อแหลมแล้ว ซึ่งในพื้นที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ 290 กว่าฐาน ยังมีฐานที่ล่อแหลมอยู่" พล.ต.สกล ชี้แจง

พล.ต.สกล ชี้แจงอีกว่า พื้นที่ฐานปฏิบัติการ มีชุมชนห่างจากฐาน 300-400 ร้อยเมตร เดิมตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้าย แต่การปฏิบัติงานด้านมวลชนยึดหลักการ เมืองนำการทหาร เข้าหาชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านก็ดีกับเราเสมอ แต่โอกาสแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถบอกได้ เพียงแต่บอกให้ระวังตัวเท่านั้น เพราะชาวบ้านก็คงไม่ทราบว่าผู้ก่อการร้ายจะปฏบัติการเมื่อไหร่ ชาวบ้านยังหวาดกลัวและอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้าย

แฉข่าวกระหึ่มศึก"ตร.-ทหาร"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมมีการซักถามอย่างกว้างขวาง โดยพล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี และพ.ต.ท.สมชาย ในฐานะกมธ. แสดงความคิดเห็นเชิงตำหนิว่า การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ผิดพลาดหละหลวม ผู้ก่อการร้ายใช้เวลาโจมตีเพียง 20 นาที ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ อยากทราบยอดจริงๆ ว่าทหารมีเท่าไหร่ อาวุธหายเท่าไหร่ ทำไมผิดพลาดขนาดนี้ เสียดายและเห็นใจกำลังพลที่เสียชีวิต 

ขณะที่นายเชน เทือกสุบรรณ กมธ. กล่าวว่า เวลานี้งบทุ่มเทไปในส่วนนี้มากเป็นแสนๆ ล้าน ถ้าเอาชนะไม่ได้จะไม่คุ้มค่ากับภาษีอากรที่ประชาชนเสียมา และอาจมีข้อครหาได้ ด้านนายยุทธนา วานิชอังกูร ที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่า มีคนในพื้นที่บอกว่ามีข่าวลือทุกโรงเรียนปอเนาะว่า งานนี้ที่เสียชีวิตเพราะทหารทะเลาะกับตำรวจ ตรงนี้จึงต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้

รองผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปืนที่หายไปทั้งหมดโดยยังไม่ได้จำแนกรายละเอียดคือ 60 กระบอก กำลังพลวันนั้นมี 36 นายที่ปฏิบัติหน้าที่ และทุกคนยืนยันว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หาทางปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปรสภาพแวดล้อมเพื่อปฏิบัติการให้ได้ และยังคงมีขวัญกำลังใจอยู่ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

สำหรับความคืบหน้าการติดตามจับกุม กลุ่มคนร้ายลอบโจมตีฐานทหาร ฉก.นราธิ วาส นั้น วันเดียวกันนี้ขณะทหาร ฉก.นราธิ วาส 36 ตรวจค้นบนถนนหน้าฐานปฏิบัติการ บริเวณเกาะสวาท ต.ไพรวัณ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส พบรถกระบะโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กค 9923 ยะลา ขับผ่านมา เจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบบัตรประชาชน พบว่า 1 ใน 6 คนที่โดยสารมา คือนายมาหะมะ มูโน อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 191 ม.8 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส มีหมายจับ สภ.ระแงะ ปี 2549 จึงควบคุมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 6 คนส่ง สภ.ตากใบ สอบสวนเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องสงสัยมีโทรศัทพ์มือถือ และคลิปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุระเบิดหลายเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จึงส่งตัวทั้งหมดไปที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อสอบขยายผลต่อไป

ชาวบ้านบุกฐานให้กำลังใจทหาร

เมื่อเวลา 10.30 น.ตัวแทนชาวบ้านใน 9 หมู่บ้านของ ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นรา ธิวาส ประมาณ 400 คน เดินทางมายังฐานปฏิบัติการทหารพระองค์ดำ ฉก.นราธิวาส ที่เพิ่งถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายบุกถล่มและปล้นปืน โดยมีร.ท.ภูริ เพิกโสภณ รักษาราชการแทน ผบ.ร้อย ร.15121 ฉก.นราธิวาส 38 และทหารภายในฐานให้การต้อนรับ โดยกลุ่มตัวแทนชาวบ้านนำดอกไม้และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ มามอบเป็นกำลังใจให้กับทหาร

เมื่อเวลา 08.05 น.ศูนย์รวมข่าว สภ.เมืองยะลา รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดบนถนนสายท่าสาป-สนามบิน หมู่ 1 บ.ท่าสาป ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย จึงแจ้งพ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผกก.สภ.เมืองยะลา ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และฝ่ายต่างๆ เข้าตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุโดยรอบ พบรถกระบะโตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลข ปพ 5079 กทม. ของทางราชการ จอดอยู่โดยในสภาพด้านข้างซ้ายเสียหายจากแรงระเบิด ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งร.พ.ศูนย์ยะลา 5 ราย คือ นายวิเชียร สายดวง หัวหน้าชุดอส. นายอับดุลรอแม มะเซ็งบางี นายมะหาดี ดือรานิง นายณัฐศักดิ์ นวล จันทร์ นายรัดกมล แซ่ว่อง เจ้าหน้าที่อส. นอกจากนี้ยังพบเสาไฟฟ้าถูกแรงระเบิดเสียหายหัก 1 ต้น เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 3-5 ก.ก. บรรจุในกล่องเหล็กผูกติดอยู่กับเสาไฟฟ้าริมถนน

สำหรับเจ้าหน้าที่ อส.ทั้ง 5 นายอยู่ระหว่างกลับจากการรักษาความปลอดภัยครูโรงเรียนบ้านท่าสาป

ยิงทพ.หญิงต่อหน้าลูก 2 ขวบ

เวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ปัญญวัฒน์ เพชรชุม รอง ผกก.สส. รักษาราชการแทน ผกก. สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี รับแจ้งเกิดเหตุยิงชาวบ้านบนถนนชลประทานสายคอกกระ บือ-บ้านปากช่อง ม.3 บ้านปากช่อง มีผู้เสียชีวิตชื่อนายมะสาวี มะสาและ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 231/3 ม.4 ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ถูกยิงด้วยปืนอาก้าเข้าศีรษะและลำตัว มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งร.พ. ปะนาเระ ชื่อ นายรอเซะ เจ๊ะเม็ง อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ม.5 ต.บ้านกลาง อ.ปะนา เระ ถูกยิงลำตัวอาการสาหัส ที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนอาก้า 17 ปลอก และเอ็ม 16 จำนวน 23 ปลอก

เวลา 17.45 น. พ.ต.ท.โกวิทย์ รัตนโชติ รอง ผกก.สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุยิงกันบนถนนทางหลวงสาย 42 ปัตตานี-ยะหริ่ง บ้านบาลาดูวอ ต.บางปู มีผู้เสียชีวิตรุดไปตรวจสอบพบมีผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือด พร้อมรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ดรีม ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ทราบชื่อ อส.ทพ. หญิง ปันฑรีย์ พุกเจริญผล อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 327 ม.1 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง ถูกยิงด้วยปืนพกสั้นไม่ทราบขนาด เข้าศีรษะ และลำตัว สอบสวนทราบว่าผู้ตายขับขี่รถจักร ยานยนต์กลับจากศูนย์วิทยุจังหวัดปัตตานีมุ่งหน้ากลับบ้าน โดยมีด.ญ.ฐิติกาญจน์ ลูกสาว วัย 2 ขวบนั่งมาด้วย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุคนร้าย 2 คนใช้รถจักรยานยนต์ตามประกบยิงหลายนัด ก่อนชิงกระเป๋าหลบหนีไปด้วย ส่วนลูกสาวปลอดภัย ได้รับบาดเจ็บจากล้มรถเล็กน้อย

โหมแรง - เจ้า หน้าที่ตรวจจุดเกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดถล่มรถปิกอัพทหารชุดคุ้มครองครู บนถนนสายท่าสาป-สนามบิน อ.เมือง จ.ยะลา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย เมื่อ 27 ม.
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม