วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วันนี้ในอดีต คุณจำกันได้ไหม



"รำลึกแด่ความหน้าด้าน หน้าตัวเมีย ของกลุ่มโจรใต้"

       วันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 31พฤษภาคม 2550 กลุ่มชายแอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง รวมตัวกันเพื่อชุมนุมแบบปิดหน้า เพื่อป้องกันการถูกจับได้ว่า แอบแฝงเข้ามาร่วมชุมนุมประท้วง ในกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า


"เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน" 
และ "ศูนย์ประสานงานนักศึกษาและประชาชน"

        บรรดาหน้าตัวเมียเหล่านี้ สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นจากการชุมนุมที่เดิมทีเป็นการชุมนุมโดยสงบ
แต่หน้าตัวเมียคอยปลุกระดม ปลุกปั่น สร้างความรุนแรง เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงแก่ประชาชนและนักศึกษา

        น่าอดสูใจอย่างยิ่ง ที่พวกมันหน้าด้านแอบแฝงเป็นเห็บหมา  เกาะกินบ้านเมืองเราชาวปาตานี มาเป็นเวลานานมากแล้ว มาช่วยกันขับไล่ "โจรใต้ หน้าตัวเมีย" เหล่านี้ ให้พ้นไปจากแผ่นดินเราเสียที
ความสงบสุข ความสันติสุข จะได้กลับคืนมาในแผ่นดินแห่งสันติสุขนี้อีกครั้ง


.... โอ้ ปาตานีดารุสลาม ....

ประกาศต่อต้านรัฐไทยอย่างถาวร เพื่อเรียกร้องเอกราชปาตานี



ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Salahuddin Patani อ้างนักรบรัฐปาตานีดารุสสลาม ประกาศต่อต้านรัฐไทยอย่างถาวร เพื่อเรียกร้องเอกราชปาตานี ปฏิเสธการหารือและพูดคุยกับศัตรูทุกรูปแบบ ยกเว้นจะคืนแผ่นดินปาตานีให้ประชาชนมลายูมุสลิมปาตานี นักรบรัฐปาตานีจะไม่ทำลายทรัพย์สิน หรือชีวิตโดยไม่มีเหตุผล, จะเลือกยุทธศาสตร์การต่อสู้ด้วยการทำลายยุทธศาสตร์ของศัตรู, ด้านการเมืองจะปฏิบัติตามกระบวนการของนักรบปาตานีเอง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของศัตรู และจะไม่หยุดใช้อาวุธ จนกว่ารัฐไทยจะคืนแผ่นดิน และอธิปไตยปาตานีให้ประชาชนมลายูมุสลิมปาตานี


เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ทำการโฆษณาชวนเชื่อในการ ปฏิเสธการเข้าร่วมพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ของบุคคลบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยโดนอ้างนักรบปาตานีที่เคลื่อนไหวในพื้นที่

ในเมื่อกลุ่มผู้เห็นต่างมีหลายกลุ่ม ความเป็นเอกภาพย่อมมีปัญหาในการกำหนดแนวทางในการต่อสู้ ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มที่เคลื่อนไหวคือการแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐไทย

การออกมากล่าวเหมือนสร้างภาพให้กลุ่มโจรใต้ดูดีในสายตาประชาชน เป็นกลอุบายที่มักใช้อยู่บ่อยครั้ง โจรใต้จะไม่ทำลายทรัพย์สิน หรือชีวิตโดยไม่มีเหตุผล เป็นการกล่าวเท็จอย่างหน้าด้านๆ ย้อนกลับไปดูสิ่งที่โจรใต้เหล่านี้ได้สร้างไว้ ทำลายทรัพย์สินทั้งของประชาชน อาคารสาธารณะประโยชน์ ทรัพย์สินของส่วนราชการ ที่สำคัญกับชีวิตของผู้คนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตายด้วยน้ำมือใคร?

การออกมาขัดขวางกระบวนการสร้างสันติสุข มุ่งแต่ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ทำลายทรัพย์สิน ทำลายชีวิตผู้คน ประชาชนปาตานีได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัสซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการ กระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ ทุกคนต้องการสันติสุขกลับคืนมาสู่ดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ อีกไม่นานหากโจรใต้ฟาตอนียังคงใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา จะถูกโดดเดี่ยวจากสังคมและประชาชนชาวปาตานีเองเป็นคนตัดสินลงโทษต่อการกระทำ ที่สุดโต่ง

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ฆ่าแล้วเผาไทยพุทธ 4 ศพ ที่สุคิริน ศาลจังหวัดนราธิวาส ออกหมายจับ 8 ผู้ต้องหา....



       จากเหตุการณ์คนร้ายลอบยิงนายจุล อินเอิบ พร้อมพวก เสียชีวิต 4 คน ในพื้นที่ ต./อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อ 12 เม.ย.2558 เวลาประมาณ 19.12 น. ตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่นายจุล อินเอิบ อายุ 70 ปี นางดำ นิลสุวรรณ อายุ 66 ปี (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่ 286 ม.12 ต./อ.สุคิริน จ.นราธิวาส, นางอารี รัตนะ อายุ 70 ปี และนายสมนึก รัตนะ อายุ 41 ปี (บุตรนางอารี ฯ) อยู่บ้านเลขที่ 288 ม.12 ต./อ.สุคิริน จ.นราธิวาส อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิง กระสุนถูกนายจุล ฯ นางดำ ฯ นางอารี ฯ และนายสมนึก ฯ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หลังก่อเหตุคนร้ายได้เผาบ้านเลขที่ 286 และบ้านเลขที่ 288 ได้รับความเสียหาย

       ความคืบหน้าคดีการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำ ผู้กล่าวหา – พยาน รวม 10 ปาก และในเวลาต่อมาศาลจังหวัดนราธิวาส ได้ออกหมายจับ ตาม ป.วิอาญา จำนวน 8 หมาย ตามหมายที่ 201/2558 - 208 /2558 ลง 20 พ.ค. 58
  1. นายซอบรี สือแม อยู่บ้านเลขที่ 116 ม.1 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 201/2558 ลง 20 พ.ค.2558 โดย เมื่อ 28 พ.ค. 2558 นายซอบรี สือแม ผู้ต้องหา ( ตามหมายจับ ที่ 201/2558 ) ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จะแนะ จ.นราธิวาสจับกุมตัว ควบคุมในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพนักงานสอบสวน สภ.สุคิริน ได้ทำการแจ้งกล่าวหาตามหมายจับดำเนินคดีแล้ว
  2. นายมูฮัมหมัดซากีรีน สาแม อยู่บ้านเลขที่ 52 ม.5 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 202/2558 ลง 20 พ.ค.2558
  3. นายอิบรอเฮ็ม สูดี อยู่บ้านเลขที่ 484 ต.ตันหยงมัส อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 203/2558 ลง 20 พ.ค.2558
  4. นายรอห์มา สะแลแม อยู่บ้านเลขที่ 47/3 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 204/2558 ลง 20 พ.ค.2558
  5. นายซอและ มะเซ็ง อยู่บ้านเลขที่ 7 ม.5 ต.กะดุนง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 205/2558 ลง 20 พ.ค.2558
  6. นายอาสือรี เจ๊ะตู อยู่บ้านเลขที่ 73/2 ม.2 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 206/2558 ลง 20 พ.ค.2558
  7. นายอับดุลเลาะ บูละ อยู่บ้านเลขที่ 177 ม.6 ต.ผดุงมาตร อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 207/2558 ลง 20 พ.ค.2558
  8. นายอารามิง หรือกอเซ็ง (ไม่ทราบนามสกุล) อยู่บ้านเลขที่ – ม.- ต.- อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 208/2558 ลง 20 พ.ค.2558

ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาเซียน กำลังตกเป็นเป้าการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส



เว็บไซต์หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล บิซิเนส ไทมส์ ของอินเดีย รายงานอ้างผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านการระหว่างประเทศศึกษาของสถาบันเอส. ราชารัตนาม แห่งสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่า กองกำลังกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้กำหนดให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นเป้าโจมตีของกลุ่มไอเอส เห็นได้จากกรณีที่ทางการสิงคโปร์เพิ่งจะจับกุม 2 วัยรุ่นในข้อหาที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย

จัสมินเดอร์ ซิงห์ นักวิเคราะห์ผู้เขียนรายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่า ขณะที่เครือข่ายกลุ่มนักรบไอเอสในอาเซียนที่เรียกว่ากลุ่มคาติบาห์ นูซันตารา ซึ่งเป็นเครือข่ายก่อการร้าย ไอเอสบนคาบสมุทรมลายู เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทว่ากลยุทธ์หลักของ ไอเอสที่มุ่งดึงให้ประชากรโลกเข้าร่วมเป็นนักรบ หรือจีฮัด กับไอเอสมากขึ้นกลับไม่เป็นที่สังเกตเห็นมากนัก

ทั้งนี้ ซิงห์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่เดิมนั้นหลายฝ่ายเชื่อว่า กลุ่มคาติบาห์ นูซันตารา มีเป้าหมายเพื่อจัดส่งกำลังคนและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ต้องการร่วมรบกับไอซิสในอิรักและซีเรีย แต่ปัจจุบันจากข้อมูลล่าสุดกลับพบว่า กลุ่มดังกล่าวได้ทำหน้าที่เผยแพร่หลักการความเชื่อเพื่อดึงคนให้เข้าร่วมเป็นนักรบจีฮัดมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงภายในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศหมู่เกาะมาเลย์ อย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพราะนักรบเหล่านี้จะทำทุกทางเพื่อปกป้องหลักการปกครองแบบคอลีฟะห์ ที่หมายรวมถึงการวางแผนก่อการร้ายภายในประเทศของตนเอง

"คาติบาห์ นูซันตารา มีแนวโน้มจะได้รับความสำคัญจากกลุ่มไอเอสมากขึ้น ในฐานะส่วนหนึ่งที่จะทำให้เป้าหมายการสถาปนาโลกภายใต้การปกครองแบบคอลีฟะห์ประสบผลสำเร็จ และผู้ที่กลับจากการร่วมรบกับไอเอสยังจะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการโจมตีในอาเซียน" ซิงห์ กล่าว

ทั้งนี้ การดำเนินการจับกุมผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับไอเอส และมีแผนก่อการร้ายทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถือเป็นหลักฐานยืนยันที่ดีที่สุด ที่ซิงห์สรุปว่าภูมิภาคแห่งนี้กำลังตกเป็นเป้าโจมตี ที่รัฐบาลและสังคมอาเซียนควรร่วมมือหาทางจัดการอย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนจากประชาคมโลก

โจรใต้ ยิงผู้ใหญ่บ้าน ครู เสียชีวิต



         เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มครูและผู้ใหญ่บ้าน อ.ยะหริ่ง เสียชีวิตคารถยนต์ ตำรวจเร่งสอบสวนสาเหตุคาดอาจขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบ

         วันนี้ (26 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตเหตุเกิดบริเวณหน้าบ่อทิ้งขยะ อบต.หนองแรต ม.3 ต.หนองแรด จึงนำกำลังไปที่เกิดเหตุพร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ไปถึงที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อเบนซ์ สีแดง รุ่น อี 220 ทะเบียน กน 7905 สงขลา จอดอยู่สภาพมีรูกระสุนบริเวณประตูและกระสุนด้านซ้ายทะลุด้านขวาจนพรุน

          ตรวจสอบภายในรถพบผู้เสียชีวิต 2 ศพ ทราบชื่อ นายอับดุลรอฮีม ดือเระ อายุ 58 ปี เป็นข้าราชการครูโงเรียนบ้านแบรอ อยู่บนเบาะนั่งฝั่งคนขับ ส่วนอีกรายเสียชีวิตอยู่บนเบาะข้างคนขับ ทราบชื่อ นายสะมะแอ มูซอ อายุ 58 ปี เป็นผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.หนองแรด โดยสภาพศพทั้งสองถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงคราม เอ็ม 16 อาก้า และ ขนาด 11 ม.ม. หลายนัด จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนทั้ง 3 ชนิดตกเกลื่อนบนถนนกว่า 60 ปลอก เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

         จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอับดุลรอฮีม ได้ขับรถมาจากบ้านพักเดินทางไปรับ นายสะมะแอ ที่บ้าน เพื่อจะไปทำธุระในตัวเมืองปัตตานี ปรากฏว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางเลี้ยว ช่วงที่กำลังชะลอรถได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้รถกระบะยี่ห้อ มิซซูบิชิ ไม่ทราบป้ายทะเบียน ขับแซงด้านซ้าย คนร้ายซึ่งนั่งอยู่กระบะหลังพร้อมอาวุธถล่มยิงใส่รถของผู้ตายทันทีจนรถหยุดนิ่ง คนร้ายยังได้ลงจากรถกราดยิงซ้ำอีกอย่างโหดเหี้ยมจนเสียงดังสนั่น จากนั้นจนรีบขึ้นรถขับหลบหนีไป

        หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลังร่วมไล่ล่าคนร้ายโดยเฉพาะตรวจสอบภาพวงจรปิดที่มีอยู่ตามจุดต่างๆ เชื่อว่าคนร้ายน่าจะยังกบดานในพื้นที่ ส่วนสาเหตุตั้งไว้ 2 ประเด็นคือ เรื่องการเมืองท้องถิ่น และการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เบื้องหลังการปลูกฝังให้เด็กเกลียดชัง ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’



โดย ‘แบดิง โกตาบารู’


         กลุ่มขบวนการ BRN Co – ordinate ได้ดำเนินการปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ต่อพี่น้องมลายูปาตานี เป้าหมายกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย เพื่อต้องการให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้สนับสนุนงานการเมือง หรือเข้าร่วมเคลื่อนไหวเป็นสมาชิกแนวร่วมในการต่อสู้กับรัฐไทยมานานนับหลายปี มีการกำหนดแนวความคิดให้มวลสมาชิกใช้ความรุนแรง จนถึงเป้าหมายที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปตั้งเป็นรัฐเอกราช


         มูลเหตุของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสอดคล้องกับเงื่อนไขการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของขบวนการ BRN อย่างชัดเจนเพื่อนำไปสู่ปัจจัยที่ทำให้ก่อเกิดความคิดต่อสู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี 8 ประการด้วยกันกล่าวคือ

  1. เกิดจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนในพื้นที่ค่อนข้างล้าหลัง ส่งผลให้คนที่มีความคิดชาตินิยมทางด้านเชื้อชาติบางส่วนรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกครอบงำทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม คนกลุ่มนี้คือแกนนำสำคัญของขบวนการ BRN Co – ordinate
  2. เกิดจากการกระจุกตัวอย่างหนาแน่นของกลุ่มคนชาติพันธุ์มลายูที่มีวัฒนธรรมจำเพาะ แตกต่างจากคนไทยในสังคมใหญ่โดยทั่วไป
  3. พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอาณาเขตติดต่อกับบางรัฐของประเทศมาเลเซีย และรัฐเหล่านั้นปกครองโดยกลุ่มคนชาติพันธุ์เดียวกันกับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะที่ทำให้มีโอกาสเกิดความคิดต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนสูงกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ
  4. คนในพื้นที่โดยเฉพาะพี่น้องมลายูมุสลิมปาตานี มีความรู้สึกที่แรงกล้าต่ออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนาของตนเอง
  5. แรงจูงใจร่วมของคนในพื้นที่ที่รู้สึกว่าเขาได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่เป็นธรรม
  6. ความสามารถของกลุ่มชาวมลายูมุสลิมเองที่จะปฏิบัติการทางการเมืองร่วมกัน ทั้งที่มาจากการสนับสนุนของมวลชนในพื้นที่ และกลุ่มองค์กรที่เป็นแนวร่วมจากต่างประเทศ
  7. เงื่อนไขทางการเมืองของสังคมใหญ่ที่เอื้ออำนวย เช่น การแตกแยกทางความคิดของกลุ่มสีต่างๆ ในสังคมใหญ่ อันเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มผลประโยชน์ต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ถดถอย ความน่าเชื่อถือของประเทศโดยรวมลดลง และระบบราชการย่อหย่อนอ่อนแอ
  8. พลังสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์ และบาดแผลของปาตานีในครั้งอดีต
         เหตุปัจจัยทั้ง 8 ประการดังกล่าว พลังสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์ปัตตานีเป็นปัจจัยปลุกเร้าที่กลุ่มขบวนการได้ใช้ในการปลูกฝัง ปลุกระดมมวลชนเชื้อสายมลายูเข้าร่วมในขบวนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนได้อย่างทรงพลังที่สุด ส่วนปัจจัยอื่นเป็นเพียงปัจจัยเสริม มีการสืบทอดส่งต่อความสำนึกร่วมดังกล่าวไปสู่คน รุ่นต่อรุ่นมานานนับร้อยปี

       กลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐไทยเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังให้มีความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อคนไทย หรือสยามอย่างเข้ากระดูกดำ ปรากฏการณ์แบบนี้พบได้จากการปฏิบัติการอย่างโหดเหี้ยมฆ่าแล้วเผา การฆ่าตัดคอเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของกลุ่มนักรบคอมมานโด หรือ RKK ของขบวนการ BRN Co – ordinate


        ขบวนการ BRN Co – ordinate ได้ชี้นำทางความคิดในการปลุกระดมมวลชนให้เห็นว่าดินแดนที่เรียกว่าปาตานีแห่งนี้ถูกรุกรานและยึดครองโดยสยามมาเป็นเวลานับร้อยปี ในอดีตดินแดนแห่งนี้มีความรุ่งเรืองทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลาม ทุกคนจะต้องร่วมกันในการปลดปล่อยปาตานีดารุสลามและบังคับใช้ชารีอะห์ซึ่งเป็นกฎหมายที่อัลเลาะฮ์ประทานมาให้มนุษยชาติประกาศใช้บนแผ่นดินเป็น “ฟัรดูอีน” ปาตานี ไม่ใช่ “ดารุลกุฟร์” หรือดินแดนของกาเฟร์ ชาวปาตานีถูกสยามกระทำย่ำยีอย่างทารุณ และจงใจทำลายจิตวิญญาณของมลายู และก่อให้ชาวมลายูปาตานีมีความหวาดกลัวในทุกวินาทีที่ต้องเผชิญกับกองกำลังทหารตำรวจที่ป่าเถื่อนและไม่เป็นธรรม


       เยาวชนคนหนุ่มสาวปาตานีถูกล้างสมองด้วยระบบการศึกษาที่ถูกแทรกซึมด้วยความเป็นไทย พยายามทำลายศาสนาและวิถีชีวิตของประชาชนปาตานี อีกทั้งประชาชาติปาตานีไม่ได้เป็นผู้ยึดกุมทรัพยากรและเศรษฐกิจ ต้องสูญเสียอำนาจให้กับคนไทย มีการกดขี่ประชาชนปาตานีซึ่ง ๆ หน้า หรือเหตุการณ์ร่วมสมัยโดยไม่ต้องอาศัยประวัติศาสตร์ใด ๆ มาคอยย้ำเตือน หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้คือ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของคนมลายูมุสลิมปาตานี


       เป้าหมายที่ง่ายที่สุดในการชักนำของขบวนการ BRN Co – ordinate คือเด็ก เยาวชน ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน
มีการใช้ครูสอนศาสนา, อุสตาซ และเจ๊ะฆู ทำการปลูกฝัง ปลุกระดมแนวความคิดต่อต้านอำนาจรัฐให้กับเยาวชนนักเรียนเหล่านี้ด้วยแนวความคิดข้างต้น




      รูปแบบในการปลูกฝังให้เด็กเกลียดชังเจ้าหน้าที่มีความหลากหลาย แต่วิธีหนึ่งที่มักจะได้ผลเสมอคือการเล่านิทานให้เด็กฟัง อย่างเช่นนิทานเรื่อง วอตอเป๊าะ ฮิญา, แอ๊ปเปิ้ลสีเขียว ในห้วงการเรียนการสอนวิชาศาสนาหรือห้วงเวลาอื่นที่เหมาะสม โดยเน้นให้มีทัศนคติ ความคิดต่อต้านเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชปาตานีเป็นประจำทุกวัน แน่นอนเด็กเหล่านี้ย่อมซึมซับรับรู้นำไปสู่พฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงในเวลาต่อมา


        ครูสอนศาสนา, อุสตาซ และเจ๊ะฆู ยังคงเดินหน้าย้อมสีผ้าขาวที่บริสุทธิ์เหล่านี้ให้เปรอะเปื้อนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ยืนยันผลงานของบุคคลากรทางการศึกษาโรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน คือการแสดงออกของเด็กนักเรียนที่เป็นผลผลิตทางการศึกษาด้วยการขีดเขียนบนโต๊ะเรียน บอร์ดกระดาน ฝาผนัง และห้องน้ำ ด้วยข้อความที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ยังไม่นับรวมถึงการแสดงออกในสื่อสังคมออนไลน์ที่เด็กๆ เหล่านี้ได้เข้าถึง


      ตัวอย่างที่มีให้เห็นอย่างชัดเจนในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี คือฝาผนังห้องน้ำโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา มีการเขียนข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ว่า “นักรบฟาตอนี fathoni Darussalam”

      ส่วนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ยังคงมีการแสดงออกของนักเรียนด้วยการขีดเขียนข้อความ “FATONI MERDIKA 30” (การปลดปล่อยรัฐปัตตานี) และข้อความ “RKK” ในสถานที่สาธารณะของโรงเรียนดังกล่าว


      จังหวัดนราธิวาส โรงเรียนมะหัดดารุลมูฮายีรีน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านบาโงสะโต ตำบลบาโงสะโต อำเภอระแงะ มีการเขียนในกระดาษข้อความภาษาไทยว่า “นักรบฟาตอนีดารุสลาม” มีเครื่องหมายลูกศรชี้ไปที่คำว่า “RKK” และอีกข้อความ “จาก RKK ดารุสลามนักรบฟาตอนี” ส่วนกรัดาษอีกแผ่นมีการวาดรูปปืน และมีข้อความภาษาไทยทับศัพท์ว่า “บาบีอายิง” แปลว่า “หมูหมา”


       นอกจากนี้บนแผ่นไม้ชั้นวางหนังสือเรียนในศาลาเอนกประสงค์ มีการเขียนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กูรักฟาตอนี” มีรูปสัญลักษณ์กริช และซองกริช โดยมีข้อความไว้บนซองกริชว่า “ฟาตอนี”


      โรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนหลายแห่ง นอกจากครูสอนศาสนา, อุสตาซ และเจ๊ะฆู เป็นผู้ปลูกฝังแนวความคิดให้กับเด็กนักเรียนแล้วยังมี โต๊ะครู บาบอ เจ้าของโรงเรียน เจ้าของสถาบันเป็นผู้ยุยง ส่งเสริมให้นักเรียนไม่พอใจ และเกลียดชังเจ้าหน้าที่อีกด้วย ซึ่งจากหลักฐานการเขียนข้อความในที่สาธารณะภายในบริเวณโรงเรียนเป็นสิ่งยืนยัน


      ที่กล่าวมาข้างต้นชี้ให้เห็นว่าขบวนการ BRN Co – ordinate ยังคงมีการใช้โรงเรียนตาดีกา สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน ปลูกฝังแนวความคิดให้แก่เด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงสมาชิกขบวนการ เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ การยกเอาคำสอนทางศาสนามาเบี่ยงเบนและบิดเบือนให้ดูเสมือนจริง เนื่องจากคำสอนศาสนาล้วนเป็นคำสอนสากล


      ตราบใดที่การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปล่อยให้ขบวนการ BRN Co – ordinate ปลูกฝังแนวความคิดที่ผิดๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาต่อไป มีการสืบทอดส่งต่อความสำนึกร่วมไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ความสงบสุขที่ทุกคนต่างเรียกหาก็ยังไม่เกิด ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตายอีกกี่ศพ แต่อย่างน้อยผู้เขียนพยายามสื่อให้เห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการปลูกฝังความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงรัฐไทยมีการปูพื้นมาตั้งแต่เล็กในโรงเรียนสอนศาสนาที่ยากต่อการตรวจสอบ 

      เพราะฉะนั้นถึงเวลาหรือยัง!! ที่จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการจัดระบบโรงเรียนเหล่านี้ที่มีอยู่หลายพันโรงกระจายเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถตรวจสอบได้ และมีความโปร่งใสตอบโจทย์ต่อสังคมได้โดยไม่มีข้อกังขา!! ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะของขบวนการ BRN Co – ordinate

-----------------------------------------

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พวกโลกสวย รู้จักโรฮิงญาหรือยัง....


         โรฮิงญา
ปัญหาที่ไม่จบสิ้น และทำท่าจะบานปลายกว่าที่คิด ขณะนี้ทั้งมาเลย์และอินโด ก็ไม่รับพวกโรฮิงญาเข้าประเทศแล้วทั้งที่เป็นรัฐอิสลามเหมือนกัน พี่น้องร่างกายเดียวกันยังไม่เอาเลย ขณะที่ประเทศที่สามอื่น  ๆ ก็ไม่สนใจที่จะรับเข้าไป  เพราะพวกนี้ไม่มีความรู้  เรียกร้องเก่ง ทำตัวมีปัญหา เมื่อรวมกลุ่มกันได้มาก ๆ 

       จะเห็นได้จากในค่ายอพยพของบ้านเราที่เรียกร้องอาหารดีขึ้น กินแล้วจานไม่ล้าง ต้องจ้างมาทั้งคนทำอาหารและล้างจาน และมีการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเงินค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เพราะอ้างว่าเอาพวกเขามากักกัน เพราะจุดมุ่งหมายของพวกเขาอยากไปทำงานที่มาเลย์ หรือ อินโด ไม่ใช่มาอยู่ในค่าย 

       เรียกร้องออกสื่อเมืองนอกตลอดเวลา เท่านี้คนไทยเกือบทุกคนก็รับไม่ได้แล้วกับโรฮิงญาพวกนี้ และคนพวกนี้ขยันฟ้อง UNHCR และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ให้ร้ายประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ข้าวสามมื้อกิน โดยจะมีข่าวออกสื่อต่างประเทศไม่เคยหยุด 

     มีความจริงที่ถูกปกปิด แต่สำนักข่าว CNN ได้นำเอกสารลับของรัฐบาลพม่าออกมาเปิดเผย เอกสารดังกล่าวรายงานถึงกองกำลังติดอาวุธของโรฮิงญาในรัฐอาระกัน หรือ ยะไข่ ว่ามีความสัมพันธ์และได้รับการสนับสนุนจากอัลกออิดะ

      เอกสารลับของพม่าที่ออกจากสำนักข่าว CNN สอดคล้องกับที่ หมอพรทิพย์ออกมาพูดเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้วอีกเช่นกันว่า ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจพบ ชาวโรฮิงญา ถือบัตร สัญชาตมาเลเซีย เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ยังสงสัยว่าเข้ามาเส้นทางใด เพราะชาวโรฮิงญาไม่มีศักยภาพพอที่จะลอยเรือไปขึ้นฝั่งที่มาเลเซียได้ 

      หมอพรทิพย์ บอกด้วยว่า จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ยังพบว่าในกลุ่มโรฮิงญาผู้ลักลอบเข้าเมือง มีการนำวัตถุระเบิดจากประเทศอินเดียเข้ามาด้วย 

      ดังนั้น จึงน่าสงสัยว่าจะมีขบวนการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้หรือไม่ มีผู้ต้องหา 2 คนสารภาพว่า ชาวโรฮิงญาที่อพยพผ่านชายแดนด้านแม่สอด มาอาศัยที่สุไหงโก–ลก ก่อนถูกส่งตัวไปฝึกกับ “กลุ่มอาร์เคเค” และกลับเข้ามาก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ประเด็นนี้น่าเป็นห่วงมาก รัฐบาลยังไม่มีนโยบายชัดเจนจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

         โรฮิงญาออกสื่อมาตลอดหลายปีจากทางฝั่งองค์กรระหว่างประเทศจะออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ในทำนองที่ว่าชาวโรหิงญาโดนรัฐบาลพม่ารังแกมาตลอด จนอยู่ในประเทศไม่ได้ จนมีหลาย ๆ ประเทศรับเข้าไปอยู่ด้วย ทั้ง บังคลาเทศ ซาอุดิอาราเบีย ปากีสถาน มาเลเซีย รวมถึงที่อยู่ในค่ายของประเทศไทย จนในเวลานี้มีชาวโรฮิงญาอยู่นอกประเทศมากกว่าอยู่ในพม่าเสียอีก แต่ละประเทศรับไปหลักแสนคนทั้งนั้น แต่ก็หยุดรับ เพราะว่าโรฮินญาพวกนี้ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรและผลิตลูกเก่งมาก รับไปแสนคนงอกมาอีกแสนในเวลาไม่ถึงสิบปีก็มีจำนวนประชากรไร้คุณภาพเพิ่มมาอีกเท่าตัว

        ขณะที่มาเลย์ อินโด พยายามที่จะจำกัดจำนวนประชากรและพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อเป็นฐานแรงงานในอุตสาหกรรมของชาติ แต่โรฮิงญานั้นเข้าไปเป็นตัวหารทรัพยากรของรัฐต่างๆโดยไม่ได้มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตแต่อย่างไรนอกจากการขายแรงงานไร้ฝีมือระดับต่ำสุดเท่านั้น 

       นี่คือสิ่งที่มาเลย์และอินโด ซาอุดิอาราเบีย ต้องหยุด และบังคลาเทศกับปากีสถานนั้นมีประชากรของตัวเองถึงร้อยกว่าล้านคนอัดในประเทศเล็กๆ ก็รับโรฮินญาเพิ่มอีกไม่ไหวเพราะไปเป็นตัวหารทรัพยากรอย่างเดียวไม่ใช่ตัวคูณผลผลิตของชาติแม้แต่น้อย แต่สำหรับพวกก่อการร้ายแล้วคนที่มีต้นทุนต่ำแบบนี้แหละทรัพยากรชั้นดีที่จะเอามาฝึกไว้ป่วนประเทศต่างๆ

       มีคนมองโลกสวยออกมาพูดกันมากในทำนองว่า หมาแมวมันเจ็บป่วยเดินผ่านหน้าบ้าน เรายังเจือจานให้ได้แต่นี่คนแท้ ๆ ทำไมเราถึงไม่ช่วย ผมมักจะตอบไปว่า ถ้าเป็นงูเห่าเจ็บป่วยเพราะโดนข้างบ้านตีมาล่ะ ถ้ามันเลื้อยผ่านหน้าบ้านแล้วจะเข้าไปอุ้มมันทายาให้ข้าวเหมือนหมาเหมือนแมวไหม 

       ถ้าปัญหานี้มันกระทบถึงความมั่นคงของชาติ เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกโลกสวยจะพูดเอาโวหารสนุกปากแล้ว 

เครดิต:Pat Hemasak
      มุสลิมทั่วโลกเป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น แต่ทำไมมาเลย์และอินโดฯไม่ยอมรับเอาพี่น้องของเขาไป คิดให้รอบคอบนะพี่ไทย
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม