แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาลี ฮาซีัม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาลี ฮาซีัม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปัตตานีใช้แผนพิทักษ์เมืองป้องกันก่อเหตุร้ายในพื้นที่



               เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี นายวีรพงศ์ แก้วสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พล.ต.ศักดา เปรุนาวิน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีพล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี ประชุมหน่วยกำลังในพื้นที่ทั้ง 3 ฝ่ายและอาสาสมัครภาคประชาชนมาทบ ทวนแผนยุทธศาสตร์ป้องกันเหตุและมอบนโยบายการปฏิบัติเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบ หลังกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงมีการสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมได้กำชับให้มีการบูรณาการกำลัง 3 ฝ่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งและขยายเครือข่ายภาคประชาชนในการป้องกันและสกัดกั้นการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ โดยใช้แผนพิทักษ์เมืองชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน เพื่อเป็นกำแพงในการปกป้องพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัย

               พล.ต.ศักดากล่าวว่า กำชับให้หน่วยกำลังในพื้นที่วางมาตรการคุมเข้มในทุกพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะการเพิ่มจุดตรวจตามเส้นทางต่างๆ และสนธิกำลังร่วมในการเข้าปิดล้อมตรวจค้นเป็นการกดดันไม่ให้กลุ่มแนวร่วมสามารถเคลื่อนไหวและมีโอกาสก่อเหตุสร้างสถานการณ์ พร้อมกำชับให้ ผบ.หน่วยแต่ละหน่วยประสานความร่วมมือกับผู้นำชุมชนเพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยหรือคนแปลกหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ หากพบสิ่งบอกเหตุก็ให้แจ้งหน่วยกำลังทราบทันที "ขณะนี้ยังพบความเคลื่อนไหวจาก การแจ้งข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะตอบโต้เจ้าหน้าที่ ซึ่งหน่วยกำลังพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นเพราะไม่อยากให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงอยากให้ผู้ที่หลงผิดยุติความเคลื่อนไหวเพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น" พล.ต.ศักดากล่าว


             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.45 น. พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมคณะได้เดินทางมาพบปะกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ที่บ้านโคกโหนด หมู่ 3 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนและปลอบขวัญให้กำลังใจ ตลอดจนทำความเข้าใจตรงกันกับคนในพื้นที่ จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย สนธิกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น ปะทะ และวิสามัญคนร้ายเสียชีวิต 2 ราย และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 3 ราย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมตรวจสอบดูความเรียบร้อยบ้านเรือนของชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากกรณีเหตุดังกล่าว ซึ่งได้ให้ทหารช่างมาซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อย

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปะทะโจรใต้ แก๊งส์วางระเบิดส่งไปเฝ้าพระเจ้า 3 ตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 1 นายทหารบาดเจ็บ 1 นาย


             เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 28 ก.ค. 57 เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง ส.ต.ต.อัสมิง ยูโซ๊ะ ตร.สภ. โกตาบารู จว.ยะลา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งกลับบ้านไปรายอที่บ้านที่ อ.รือเสาะ จว.นราธิวาส เบื้องต้น ทหารได้เข้ามาช่วยและยิงตอบโต้ทำให้โจรตาย 3 คน เกิดเหตุคนร้ายดักซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โกตาบารู จ.ยะลา เหตุเกิดบนถนนเขตรอยต่อบ้านซาตอ กับบ้านสโลว์ ม.7 ต.รือเสาะ หลังเกิดเหตุได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสนับสนุนจึงได้เกิดปะทะกับกลุ่มคนร้าย ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 3 คน เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย ที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิต จำนวน 3 คน นอนจมกองเลือดอยู่ โดยศพแรกนอนอยู่บนถนนห่างจากสถานีรถไฟสโลว์บูกิตยือแร ประมาณ 300 เมตร ทราบชื่อคือ 
  • 1.นายซัฟวาน สาและ ซึ่งเป็นมือประกอบระเบิด 
  • ศพที่ 2 นอนจมกองเลือดอยู่ภายในตรอกทางเข้าบ้านของชาวบ้าน ทราบชื่อคือ นายอับดุลเลาะ ยูนุ๊ ซึ่งเป็นแกนนำระดับสั่งการในพื้นที่ และมีอาวุธปืนกลอูซี่ จำนวน 1 กระบอก ตกอยู่ข้างกาย 
  • ศพที่ 3 อยู่ห่างจากศพที่ 2 ประมาณ 2 เมตร ทราบชื่อคือ นายอับดุลรอพะ สาและรู ซึ่งมีอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม.ตกอยู่ข้างกาย 1 กระบอก 
            ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย คือ จ.ส.อ.ชัยณรงค์ วงษารัตน์ ซึ่งเสียชีวิตหลังจากเพื่อนทหารนำส่งโรงพยาบาล ห่างไปประมาณ 60 เมตร พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ขง 6392 สงขลา ซึ่งเป็นรถของ ส.ต.ต.อัสมิง โดยอยู่ในสภาพถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณกระจกหน้าแตก และตัวถังด้านคนขับเป็นรูพรุน ซึ่งจอดเสียหลักชนกับรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่ ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ร.ต.นครินทร์ สุขุมราช หน.ชุด ร้อย ร.15133 ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวนหลายนัด ซึ่งห่างจากฐานประมาณ 200 เมตร จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4910 กรมทหารพรานที่ 49 ซึ่งอาศัยอยู่ในฐานเดียวกัน รวม 2 ชุดปฏิบัติการออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้พบกับคนร้ายจึงได้เปิดฉากยิงปะทะกับคนร้ายเป็นเวลานานกว่า 5 นาที เมื่อเสียงปืนสงบลงจึงได้กระจายกำลังกันเคลียร์พื้นที่







วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สื่อทางเลือก สื่ออิสระ แนวร่วมโจรใต้


นักรัก ปัตตานี

               การพัฒนาที่ทันสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ส่งผลให้สื่อสังคมออนไลน์ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระจายข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ผลงานของฝ่ายกองกำลังทหาร และฝ่ายการเมืองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น ปัจจุบันพบว่ามีการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของแนวร่วมมุสลิมในพื้นที่ ได้เข้าไปเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับรูปแบบการเคลื่อนไหวในเครือข่ายสังคมออนไลน์พบว่า ส่วนใหญ่ เน้นการโพสต์ภาพ ข้อความ มีการแบ่งปันข้อมูลหรือเชื่อมโยงข้อมูล ในลักษณะยั่วยุ สร้างขวัญ กำลังใจ หรือกระตุ้นให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงลงมือก่อเหตุทำลายเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ของหน่วยงานภาครัฐ เป้าหมายอ่อนแอ การออกมาใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความ กล่าวหาโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธและมุสลิม รวมทั้งมีการข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์หมิ่นศาสนา สอดรับกับการการดำเนินงานของสื่อทางเลือก สื่ออิสระ ที่นำเสนอข่าวในลักษณะตอกย้ำ สร้างความเกลียดชังทางด้านเชื้อชาติ และศาสนา



            แนวโน้มที่เป็นไปได้ว่า แนวร่วมกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดหาสมาชิก และการเผยแพร่แนวคิดรัฐเอกราชปาตานี เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการฝึกอบรมด้านการผลิตสื่อในระดับสถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อช่วยทำหน้าที่สื่อชาวบ้านมีการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยขอการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากทั้งภาครัฐ และภาคประชาสังคม เฉพาะกลุ่ม PerMAS มีการติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปอบรมการผลิตและการเผยแพร่สื่อ โดยที่ไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้ได้ เพื่อใช้เป็นช่องทางติดต่อนัดหมาย จัดประชุม เผยแพร่ภาพ และเฝ้าระวังแจ้งเตือน ใช้ในการปลุกระดมมวลชน กรณีเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมแนวร่วม สมาชิกในเครือข่าย ขณะเดียวกันจะเข้าไปติดตามรวบรวมข้อมูล ข้อความ ภาพ หรือเสียงในเพจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ หรือประชาชนที่คิดต่าง และเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เพื่อแสวงประโยชน์สร้างความแตกแยก ความหวาดระแวงทางด้านเชื้อชาติ และศาสนาของคนในสังคม ชุมชน



              เว็บไซต์และเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อทางเลือก สื่ออิสระ ที่มีบทบาทเคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลุกระดมทางความคิด ความเชื่อของแนวร่วมเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้แก่ เว็บไซต์ puloinfo.net เว็บไซต์khabarfathani.blogspot.com เว็บไซต์ SUARA-AMPERA.COM เว็บไซต์kompleksanakyatim.blogspot.com และอีกหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำการกล่าวถึง



             ส่วนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นขาประจำกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ และบิดเบือนข้อมูลแบบสุดโต่ง ได้แก่ เพจ:Patani Peace สันติภาพปาตานี, เพจ:Patani Darussalam News ร่วมทั้งแนวร่วมผู้ที่ใช้ Facebook เพื่อใช้ในการแชร์ต่อไปยังกลุ่มเพื่อนอีกหลายไอดีด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีสื่อสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน ที่เป็นกระบอกเสียงในการออกอากาศ ในบางครั้งมีการถ่ายทอดสัญญาณเสียงสดจากเวทีเสวนาไปยังสถานีวิทยุในเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ สะเดา เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย สุดท้ายสื่อที่ได้มีการเคลื่อนไหวและมีการผลิตสื่อมัลติมีเดีย รวมทั้งสื่อทุกชนิดในการสนับสนุนขบวนการ คือ สำนักสื่อWartani ในห้วงที่ผ่านมาได้สร้างกระแสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มเป้าหมายและได้สร้างผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่พอสมควร



             กลุ่มขบวนการได้ใช้ประโยชน์ของสื่อทางเลือก และสื่ออิสระในการโฆษณาชวนเชื่อมุ่งประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียวมีการโน้มน้าวความคิดและจูงใจมวลชนด้วยวิธีการต่างๆ ให้เห็นดีเห็นงาม หรือให้เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่ต้องการโดยอำพรางข้อเท็จจริง กลบเกลื่อนสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดี มีความพยายามปิดบังซ่อนเร้นผู้กระทำหรือต้นตอของข่าวสาร มีการปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน อีกทั้งได้มีการพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การจัดตั้งกลุ่มขึ้นมารองรับเพื่อทำการตอบโต้ บิดเบือน สร้างกระแส และเน้นงานเชิงรุกต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐทุกรูปแบบ



              ธรรมชาติของการใช้งานสื่อในเครือข่ายสังคมออนไลน์ คือ ยากต่อการปิดกั้น ขัดขวาง เนื่องจากผู้ใช้สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่เกิน 5 นาที การสกัดกั้น ยับยั้ง เครือข่ายนักรบไซเบอร์ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ควรใช้วิธีการเฝ้าระวังป้องกัน การพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และการรวบรวมข้อมูลที่เป็นความผิด เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วจึงเข้าจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย ควบคู่กับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง ที่เข้าถึงเป้าหมายในทุกระดับ ทั้งที่อยู่ในโลกไซเบอร์ และโลกความจริง ให้ทราบถึงมาตรการและความผิดที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้สื่อผิดกฎหมาย เพื่อป้องปรามไม่ให้บุคคล กลุ่มบุคคลยุติการนำเสนอข้อมูลที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการแก้ไขปัญหาในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

***********************

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

กอ.รมน.ภ.4 เตรียมดำเนินคดี ‘มูลนิธิผสานวัฒนธรรม’ ใส่ร้าย จนท.ซ้อมผู้ต้องสงสัย


        โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงชี้แจงกรณีข้อมูลบิดเบือนใส่ร้าย จนท.ซ้อมทรมาน ‘อาดีล สาแม’ ผู้ต้องสงสัยเหตุระเบิดยะลา เตรียมประสานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อ ‘มูลนิธิผสานวัฒนธรรม’

      
       8 พ.ค. 2557 ที่อาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย พล.ต.ต.งามศักดิ์ เกื้อจรูญ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.อ.พิเชษฐ์ ชุติเดโช ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 41 และ พ.ต.อ.กรณ์ณพัชญ์ กิตติพิบูลย์ รองผู้บังคับการงานสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมกันชี้แจงข้อเท็จจริง
 
           สืบเนื่องจาก กรณี น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ และทำหนังสือเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาคที่ 4 โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการซ้อมทรมาน นายอาดีล สาแม ในขณะเข้าติดตามจับกุม เมื่อ 26 เม.ย. 2557 เวลา 12.30 น. เป็นเหตุให้ นายอาดีล สาแม ได้รับบาดเจ็บสาหัส และสลบ ก่อนที่ญาติจะนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา พร้อมกับได้อ้างว่า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้ออกใบรับรองแพทย์ว่าถูกทำร้ายร่างกายจริง ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

?กลุ่มสิทธิมนุษยชนบุกกรมอุทยานฯจี้หาตัว “บิลลี่”?
 
          พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าขอชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้สำนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และนิติวิทยาศาสตร์ กองอำนวยการรักษาความมันคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุดสืบสวนคดีสำคัญศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 และนายแพทย์รุสกี เจ๊ะแอ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกาย นายอาดีล สาแม มาชี้แจง
 
         ข้อมูลที่ได้พบว่า การจัดกำลังเข้าติดตามจับกุม จำนวน 4 ชุดปฏิบัติการ ประกอบด้วย กรมทหารพรานที่ 41 จำนวน 2 ชุด ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา และชุดสืบสวนคดีสำคัญศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยละ 1 ชุด พร้อมด้วยหมู่ทหารพรานหญิง ปฏิบัติตามขั้นตอนในการติดตามจับกุม โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เป็นไปตามพันธกรณีตามมาตรฐานองค์การสหประชาชาติ เรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะ เรื่องปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลให้พ้นจาการถูกกระทำทรมาน และหลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลัง และอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทุกประการ

โฆษก กอ.รมน.ภ.4 เตรียมดำเนินคดี “มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” ใส่ร้าย จนท.ซ้อมผู้ต้องสงสัย
 
         พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความละมุนละม่อมภายใต้หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชน ไม่มีการทำร้ายร่างกายตามคำกล่าวอ้าง ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของ นายอาดีล สาแม ที่กล่าวว่า ไม่ได้ถูกซ้อมแต่เกิดจากความเครียดที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมกับการก่อเหตุระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดอาการชักเกร็ง โดยเจ้าหน้าที่เป็นผู้เรียกรถมูลนิธินำไปส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา
 
         “ผลการตรวจร่างกายของนายแพทย์รุสกี เจ๊ะแอ แพทย์เวรประจำห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2557 ซึ่งระบุในใบรับรองแพทย์ว่า กล้ามเนื้อบริเวณลิ้นปี่อักเสบ โดยนายแพทย์รุสกี เจ๊ะแอ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลการตรวจร่างกายโดยทั่วไปปกติ ไม่มีอาการแสดงปวด บวม แดง ร้อน หรือเลือดออก รอยจ้ำหรือร้อยช้ำใดๆ รวมทั้งได้ทำการตรวจทางรังสีวิทยา (X-ray) บริเวณหน้าอก ผลการตรวจไม่พบการแตกหักของกระดูกช่องอก ไม่พบอันตรายของเนื้อเยื่อของปอด และไม่พบลม หรือน้ำในช่องปอด จึงลงความเห็นว่า กล้ามเนื้อบริเวณลิ้นปี่อักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้งานมากเกินปกติ โดยอาจเป็นผลมาจากการชักเกร็งในภาวะเครียดด้านจิตใจ มิใช่เกิดจากการกระแทก (ผลการ X-ray ) ซึ่งสอดคล้องกับผลการตรวจร่างกายของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ซึ่งยืนยันว่า ไม่พบบาดแผลถลอก บาดแผลฉีกขาด หรือแผลฟกช้ำในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น จึงไม่เป็นไปตามข้อร้องเรียนที่อ้างว่า ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมจนสลบ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ออกใบรับรองแพทย์ว่าถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว
 
         โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังกล่าวอีกว่า สำหรับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร เป็นหนึ่งในหลายๆ องค์กร ที่เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้พยายามนำประเด็นความผิดพลาดจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและเสนอรายงานสู่องค์กรระหว่างประเทศ โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งๆ ที่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งกรณี นายอาดีล สาแม ซึ่งได้แสดงเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง ที่สร้างความเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความทุ่มเท เสียสละ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ และทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีสากล
 
         จึงขอเรียกร้องให้มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมาและตรวจสอบได้ และแสดงความรับผิดชอบต่อเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง และนำเสนอเรื่องราวอันเป็นเท็จไปสู่การรับรู้สาธารณะ ดังเช่นเหตุการณ์ครั้งนี้ และที่ผ่านๆ มาเพื่อไม่ให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยในพฤติกรรม และเจตนาที่แท้จริงไปมากกว่านี้
 
         โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะยังคงให้ความสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม ให้การเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน และไม่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และองค์กรเครือข่ายต่างๆ ที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ในการเข้ามาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ในทุกกรณี
 
         ทั้งนี้ ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนดังกล่าวของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็อาจจะมีการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้ทางมูลนิธิฯ รับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว
 
         ด้าน พล.ต.ต.งามศักดิ์ เกื้อจรูญ ผู้บังคับการงานสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ในเรื่องของการซ้อมทรมาน การทำร้ายซึ่งกฎบัตรอนุสัญญาภาคีก็ได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นอนุสัญญาภาคีด้วย ซึ่งในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ท่านผู้บัญชาการทหารบก ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านแม่ทัพภาค 4 ตลอดจนท่านผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เน้นย้ำกำชับแก่ผู้ปฎิบัติการระดับล่างทุกนาย ว่า การกระทำดังกล่าวมีความผิดทางอาญา โทษถึงจำคุก และให้ออกจากราชการ และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายไม่มีการดำเนินการซ้อมทรมานต่อผู้ต้องสงสัยทุกรายอย่างแน่นอน รวมทั้งการควบคุมตัวก็เป็นไปตามหลักสากลที่ใช้ปฏิบัติกัน

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วางระเบิดหาดใหญ่



               เมื่อเวลาประมาณ 13.45 น. วันที่ 6 พ.ค. ได้เกิดเหตุระเบิดในเวลาไล่เลี่ยกันขึ้น 2 จุด ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจุดแรกเป็นเหตุจักรยานยนต์บอมบ์ที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ตรงข้ามกับวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลภาคใต้ ถ.พลพิชัย เบื้องต้นมีประชาชน และพนักงานเซเว่นฯ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงอัดและสะเก็ดระเบิดรวม 7 คน ทางหน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ได้ช่วยปฐมพยาบาล และนำตัวส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ในเวลาต่อมา

          ขณะที่บริเวณหน้าร้านเซเว่นฯ ได้รับความเสียหายพังยับเยิน กระจกแตกกระจัดกระจาย และมีรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายไปด้วยประมาณ 5 คัน ต่อมา ในเวลาห่างกันประมาณ 10 นาที ได้เกิดระเบิดลูกที่ 2 ขึ้นที่บริเวณลานจอดรถของกลางภายใน สภ.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ใกล้ๆ กับแฟลตที่พักตำรวจ และอยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งค่อนข้างหนักกว่าจุดแรก โดยน่าจะคาร์บอมบ์ เนื่องจากพบเห็นเศษซากรถยนต์กระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก โดยมีตำรวจ และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 3 คน นอกจากนั้น ยังมีรถจักรยานยนต์ของกลางประมาณ 10 คัน ซึ่งหลังระเบิดได้เกิดเพลิงไหม้ควันโขมง ที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด เจ้าหน้าที่ได้กันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกห่างให้ไปอยู่ที่ปลอดภัย และสั่งเคลียร์รถทุกชนิดโดยรอบที่เกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่าอาจมีระเบิดระลอกหลังตามมา พร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน 5 คัน เข้าควบคุมเพลิง ส่งผลให้การจราจรติดขัดไปทั้งเมือง และผู้คนทั่วทั้งเมืองหาดใหญ่ต่างก็อยู่ในอาการหวาดผวาว่าจะมีระเบิดหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ สำหรับเหตุการณ์คาร์บอมบ์ และจักรยานยนต์บอมบ์กลางเมืองหาดใหญ่ครั้งนี้รวมมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 10 ราย ประกอบด้วย
  • 1.นายทินรัตน์ ศุภผลกุลนันท์ 
  • 2.น.ส.ภคกุล คนเที่ยง 
  • 3.น.ส.อัฉริยา วงศ์ศรี 
  • 4.นายวุฒิชัย ทัชบูรณ์ 
  • 5.นายศักดิ์ ประกอบสุข 
  • 6.นางทิพย์มณี รัตนนิล 
  • 7.น.ส.วรรณภรณ์ คล้ายดวง 
  • 8.นายวงศกูล แก้วมณี 
  • 9.ร.ต.ต.ชาญชัย สังขชาติ 
  • 10.ร.ต.ต.สมใจ สุวรรณกิจ 
โดยผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่มีอาการแน่นหน้าอก และได้รับบาดเจ็บจากการโดนเศษแก้วและสะเก็ดระเบิดเป็นแผลฉีกขาดตามร่างกาย ซึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 คน แพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ส่วนอีก 4 คนที่เหลือยังคงให้พักอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการอีก 1 คืน
































































Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม