วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โรงเรียนและร้านน้ำชา ที่นี่ไม่มีที่ปลอดภัยให้ผู้คนแล้วหรือ ?

โรงเรียนและร้านน้ำชา ที่นี่ไม่มีที่ปลอดภัยให้ผู้คนแล้วหรือ ?
         เหตุการณ์คนร้ายบุกเข้ายิงผู้อำนวยการโรงเรียนและครูในโรงอาหารขณะรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนบ้านบาโง อ.มายอ จ.ปัตตานี เสียชีวิต 2 คน และกรณีคนร้ายกราดยิงร้านน้ำชาที่ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุร้ายสะเทือนขวัญครั้งล่าสุด

        สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้สมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมติให้ปิดโรงเรียนเป็นเวลา 2 วัน และเร่งระดมความเห็นหามาตรการเพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก ในขณะที่ชาวบ้านดามาบูเวาะห์ ต.ตันหยงลิมอซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงร้านน้ำชาซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คนนั้น แม้ได้รับการเยียวยาในเบื้องต้นจากรัฐ แต่ทุกคนยังมีคำถามคาใจในมาตรการการรักษาความปลอดภัย

เหตุการณ์เศร้าสลดที่โรงเรียนบ้านบาโง

      ผู้ใหญ่บ้านสะตอปา ดอเลาะ เล่าให้ฟังว่าเป็นปกติที่เวลาพักกลางวันครูจะให้เด็กนักเรียนกลับบ้านเพราะนักเรียนทั้งหมดมีบ้านอยู่ใกล้ๆ โรงเรียน ขณะที่เด็กนักเรียนกลับบ้าน บรรดาครูจะมารับประทานอาหารที่โรงอาหารที่อยู่ติดถนนหน้าโรงเรียน






        วันที่เกิดเหตุร้ายนั้น ขณะที่ครูทั้งหมดกำลังรับประทานอาหารกลางวัน มีชาย 5 คนเข้ามาในบริเวณโรงเรียนกับรถมอเตอร์ไซค์ 3 คัน แต่งกายคล้ายทหาร ซึ่งครูที่กำลังรับประทานอาหารต่างคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาเยี่ยมเยียน ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาที่ภารโรงและ ชรบ. ประจำหมู่บ้านที่ประจำอยู่อีก 2 คนกลับไปรับประทานอาหารที่บ้านซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆ โรงเรียน

         เมื่อคนร้ายสองคนเข้าไปในโรงอาหารก็ได้ยกปืนขึ้นจี้ครูสมศักดิ์ ขวัญมา ให้ส่งกุญแจรถ เมื่อครูสมศักดิ์ไม่ยอมคนจึงเข้าไปแย่งกุญแจที่แขวนอยู่ที่เอวแล้วโยนให้เพื่อนที่รออยู่หน้าประตู แล้วหันมายิงครูสมศักดิ์เสร็จแล้วจึงหันไปยิงครูตติยารัตน์ ช่วยแเก้ว ที่เป็น ผอ.โรงเรียนฟุบลงอีกคน โดยที่ครูคนอื่นๆ ต่างหมอบลงกับพื้นด้วยความกลัว จากนั้นทั้งหมดจึงขับรถกระบะของครูสมศักดิ์ออกไปทางประตูหน้าโรงเรียน

        เวลาเดียวกันเมื่อชาวบ้านในหมู่บ้านได้ยินเสียงปืนต่างวิ่งมาที่โรงเรียนทันที ซึ่งผู้ใหญ่บ้านสะตอปาเล่าว่าชาวบ้านมาเร็วมาก ไม่มีใครกลัวหรือรอเวลาให้ผ่านไป ในขณะที่อีหม่ามของหมู่บ้านบอกว่าช่วงนี้เวลาละหมาดดุฮรีจะเร็วกว่าปกติประมาณเที่ยงตรงก็ได้เวลาละหมาด ทำให้ช่วงเวลานั้นในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบทำให้คนร้ายสามารถก่อเหตุอย่างสะดวก

         โรงเรียนบ้านบาโงตั้งอยู่ริมถนนกลางหมู่บ้าน ด้านหลังเป็นท้องนามีอาคารหลังใหม่เป็นตึกสีเหลืองตั้งเด่นตระหง่าน หน้าตึกเป็นสนามโรงเรียน และด้านข้างตึกทั้งสองด้าน เป็นอาคารไม้กลางเก่ากลางใหม่ โรงอาหารอยู่ห่างจากถนนประมาณ 50 เมตร อีหม่ามเล่าว่าโรงเรียนนี้เคยถูกเผามาแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

        ห่างจากโรงเรียนบ้านบาโงประมาณ 2 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านปานัน ซึ่งด้านข้างติดกับรั้วโรงเรียนปานันเป็นที่ตั้งของหน่วยปืนเล็กที่ 3 โดยเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยนี้จะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยครูและหมู่บ้าน ทั้งนี้เนื่องจากหน่วยนี้ไม่มีพลทหารลาดตระเวนด้วยรถมอเตอร์ไซค์ เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังคุ้มครองครูมายังโรงเรียนบ้านบาโงโดยการวางกำหลังตามแนวถนนเป็นจุดๆ จากหน่วยถึงโรงเรียนในตอนเช้าและช่วงเวลาเลิกเรียนตอนเย็น ส่วนในช่วงกลางวันจะมาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว

         ความตายของครูสองคนซึ่งเป็นครูไทยพุทธในโรงเรียนบ้านบาโงได้สร้างรอยแผลที่ไม่อาจเยียวยาให้กับหลายๆ คน เด็กนักเรียนต่างเดินและวิ่งเล่นหน้าโรงเรียน ไม่มีใครเข้าไปเล่นในสนามโรงเรียน ในขณะที่พ่อแม่กล่าวว่าอยากให้เด็กได้มาเรียนที่โรงเรียน แต่วันนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากคนต่างถิ่นที่มาทำข่าว ผู้ใหญ่บ้านสะตอปาชี้ไปที่ต้นลิ้นกระจงในกระถางซิเมนต์ขนาดใหญ่หน้าโรงอาหารว่าเป็นต้นไม้ที่ครูผู้อำนวยการปลูกไว้ พร้อมกับกล่าวถึงครูว่าเป็นคนดี ทุกคนรักใคร่ มาบริหารเพื่อการศึกษาจริง ไม่มีงานรับเหมาหรือธุรกิจ

        เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด แต่เมื่อสอบถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยก็ได้คำตอบที่ไม่กระจ่าง กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งในอาคารโรงเรียนพังเสียหายไม่ได้รับการดูแล และกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่เสาไฟหน้าโรงเรียนใช้การไม่ได้ ประตูรั้วโรงเรียนเปิดอ้าเอียงกะเร่เท่ใช้การไม่ได้

โศกนาฏกรรมร้านน้ำชา ชาวบ้านถามว่าเกิดได้อย่างไร

        ร้านขายน้ำชาและอาหารเช้าในหมู่บ้านดามาบูเวาะห์แห่งนี้เป็นร้านแห่งเดียวของหมู่บ้านที่เปิดขายมากว่า 30 ปีแล้ว เดิมตั้งแผงขายในตัวบ้านที่ตั้งอยู่ด้านหลัง เมื่อเจ้าของบ้านต้องขยายตัวบ้านให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับกับจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น จึงทำเพิงขายอาหารในบริเวณหน้าบ้านแทน พร้อมกับตั้งโต๊ะเก้าอี้สำหรับลูกค้า



        เช้าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 7 โมงเช้า ยังไม่ถึงเวลาที่ปกติเด็กนักเรียนมาออกมารอรถโดยสารที่ถนน ขณะนั้นมีลูกค้าและแม่ค้า 6 คน กำลังซื้อขายอาหารเช้าอยู่ที่เพิงแห่งนั้น ด้านหลังมีนางซีตีรอหิมะห์ มามะ ในวัย 70 ปี กำลังป้อนข้าวให้หลาน ด.ญ.อินฟานี สาเมาะ วัย 11 เดือนที่กำลังหัดเดินเตาะแตะ

         รถกระบะสีบรอนด์คันหนึ่งก็พลันวิ่งมาจอดเยื้องๆ ร้านน้ำชาห่างออกไปไม่เกิน 10 เมตร ชายฉกรรจ์ 3 คน กระโดดลงจากกระบะหลังรถใช้อาวุธสงครามกราดยิงทุกคนในร้านน้ำชา กระสุนจากกระบอกปืนสงครามสองนัดพุ่งไปโดนศรีษะของ ด.ญ.อินฟานี และอีกหลายนัดเข้าชายโครงทะลุหลังคุณยายซีตีรอหิมะห์ ทำให้เด็กน้อยเสียชีิวิตทันที ในขณะที่คุณยายอาการสาหัส ชาวบ้านได้ช่วยนำส่งโรงพยาบาล

         กระสุนที่กราดยิงที่ร้านน้ำชายังได้ถูกชาวบ้านที่นั่งอยู่ที่ร้าน นายซาบรี เถาะ เสียชีวิตทันที ขณะที่นายปะเงาะ นิแม ชายชราอายุ 70 ปีถูกกระสุนทั้งที่แขนซ้าย ขาขวาและเจาะเข้าแผ่นหลัง น.ส.นิสบะห์ มูซอ ถูกกระสุนเจาะที่หน้าอก สองคนหลังเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

          ทุกคนที่อยู่ที่ร้านน้ำชาในเช้าวันนั้นไม่มีใครรอดพ้นกระสุนปืน นายต่วนมา ตีงี ถูกกระสุนยิงเข้าบริเวณแผ่นหลังและไหล่ขวา ด.ช.มูฮำหมัดดัรวิสฮากีมี แยนา อายุ 10 ปี กระสุนถูกบริเวณหน้าท้อง ได้รับบาดเจ็บ นางซีตีรอหิมะห์ มามะ อายุ 70 ปี กระสุนถูกบริเวณชายโครงทะลุหลังได้รับบาดเจ็บสาหัส และคนที่โชคดีที่สุดในวันนั้นคือนายฮามีซี เจ๊ะโด ชายหนุ่มวัย 23 ปีซึ่งถูกกระสุนปืนเฉี่ยวเพียงบริเวณนิ้วก้อยด้านซ้าย

         นายฮามีซีเล่าว่าตนเป็นเพียงชาวบ้านคนหนึ่งที่มีอาชีพกรีดยางในหมู่บ้าน ไม่คาดคิดว่าชีวิตต้องประสบเหตุการณ์เช่นนี้ ขณะได้ยินเสียงปืน ตนนั่งหันหลังให้ถนน ด้วยความตกใจจึงวิ่งออกทางด้านหลังร้านน้ำชาอย่างไม่คิดชีวิตจนถึงทุ่งนาหลังหมู่บ้าน และเมื่อเสียงปืนสงบจึงได้ย้อนกลับมา ตนไม่อาจบอกได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร

       ร้านน้ำชาเลือดในหมู่บ้านดามาบูเวาะห์ตั้งอยู่ริมถนนสายตังหยงลิมอ ออกสู่แยกตอหลัง ห่างไปประมาณ 500 เมตรเป็นด่านตรวจและที่ตั้งของฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4505 นราธิวาส ห่างออกไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตรที่บ้านตะโละมีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ทหาร ชาวบ้านตั้งคำถามว่าทำไมผู้ก่อเหตุสามารถกระทำการอย่างง่ายดาย ทั้งที่ร้านน้ำชามีฐานทหารรายล้อมอยู่

      เหตุการณ์สังหารโหดทั้งสองแห่งในวันเดียวกันสร้างความหวาดผวาสะพึงกลัวไปทั่วพื้นที่ ทั้งครูและชาวบ้านมีคำถามในใจเหมือนกันว่าพวกเขาจะสามารถพึ่งใครได้ ทหารตำรวจและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนกว่า 60,000 นายที่ประจำอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะทำให้พวกเขามีความปลอดภัยได้แค่ไหนเพียงไร

http://narater2010.blogspot.com/

รอมฎอนเดือนแห่งความเมตตา

รอมฎอนเดือนแห่งความเมตตา

รอมฎอนเดือนแห่งความเมตตา

ไพศาล ดะห์ลัน


         กรรมการซูรอสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กรรมการซูรอ สมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุข ที่ปรึกษา เครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา
ความดีทั้ง 6 ประการในเดือนรอมฎอน เป็นสุดยอดแห่งความดี.... เมื่อเราขออภัยจากพระผู้เป็นเจ้าได้ เราก็ต้องเป็นผู้ให้อภัยแก่ผู้อื่นได้เหมือนกัน เพราะการให้อภัยนั้น ยังสามารถทำให้โลกนี้สงบสุขปราศจากความขัดแย้งและสงคราม


         รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความเมตตา จากพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาลที่พระองค์ทรงมีให้แก่ชั้นฟ้าและแผ่นดิน ดังนั้นในเดือนรอมฎอนของทุกๆ ปีบรรดาปวงบ่าวผู้ศรัทธาจะพยายามปฏิบัติอิบาดะฮฺ(ศาสนกิจ) ทำการภักดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาอย่างเข้มแข็ง ทั้งยามเช้ายามเย็นและยามค่ำคืน เพื่อสนองคำบัญชาของพระองค์ที่ได้สั่งใช้และให้ละเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

        จุดประสงค์เดียวเท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาได้ตั้งใจทำอิบาดะฮฺ ก็เพื่อทำการภักดีที่มีต่อพระองค์อย่างแท้จริง และหวังความโปรดปรานความเมตตาจากพระองค์ในโลกอาคีเราะฮฺหรือภพหน้าเท่านั้น

       พี่น้องที่รักทั้งหลาย เดือนแห่งความเมตตาของพระผู้อภิบาลนั้น ได้กลับมาอีกครั้งกลับมาในช่วงเวลาที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ มันจึงเป็นโอกาสที่จะได้ตอบสนองคำบัญชาของพระองค์อีกครั้งและจะได้มีโอกาสฝึกฝนตัวเองให้มีความสามารถในการเป็นผู้ให้เป็นผู้มีเมตตาต่อผู้อื่น มีผู้คนอีกมากมายที่หมดโอกาสต้อนรับเดือนแห่งความเมตตานี้เพราะพวกเขาต้องจากโลกนี้ไปก่อนเดือนรอมฎอนจะมาถึง

        รอมฎอนเป็นเดือนที่เหล่าผู้ศรัทธาจะรับผลานิสงส์ผลตอบแทนอันมากมายจากความเมตตาของพระผู้อภิบาลของพวกเขา ทั้งยังเป็นเดือนแห่งการฝึกฝนทักษะแห่งความดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอดทน การประหยัด การบริจาค การละหมาดยะมาอะฮฺ(รวม)กันที่มัสยิด การอ่านคัมภีร์กุรอาน และการให้อภัย
ความดีทั้งหกประการนี้ เป็นสุดยอดแห่งความดีที่เราสามารถฝึกฝนให้เกิดทักษะเพื่อเราจะได้เป็นผู้ชำนาญการในเรื่องเหล่านั้นและสามารถนำไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้ตลอดทั้งปี

        บรรดาผู้ศรัทธาต้องรู้ดีว่า พวกตนนั้นเกิดมาในโลกนี้เพื่อเป็นผู้ให้หรือเป็นมือบน โดยหวังผลในความโปรดปรานและความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขาในโลกอาคิเราะฮฺหรือโลกหน้า เราศรัทธาว่าโลกอาคิเราะฮฺอันเป็นโลกแห่งความเป็นนิรันดร์ ซึ่ง 1 วันในโลกอาคีเราะฮฺนั้น ก็เท่ากับ 1,000 ปีในโลกที่เราเรียกว่าดุนยานี้
ดังที่อัลกุรอานในซูเราะฮฺที่ 32 ที่มีชื่อว่า ซูเราะฮฺ อัซซัจญ์ด๊ะฮฺ ในอายะฮฺที่ 5
พระองอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้กล่าวไว้ในซูเราะฮฺนี้ว่า

        32:5 “พระองค์ทรงบริหารกิจการทั้งหลายของโลกจากชั้นฟ้ายังโลก และบันทึกการบริหารนี้ได้ขึ้นไปสู่พระองค์ในวันหนึ่ง ซึ่งเวลาของมันเป็นเวลาพันปี ตามการนับของเจ้า”

         ดังนั้นเวลาในโลกนี้ชั่งสั้นนัก เมื่อเทียบกับโลกหน้าอันเป็นโลกแห่งความจริง โลกแห่งความเป็นนิรันดร์สำหรับผู้มีอีหม่าน ผู้ศรัทธาที่มีความจงรักภักดีต่อพระผู้อภิบาลของเขา และเมื่อเขามีความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลาย เขาก็จะถูกขนานนามว่า ผู้ศรัทธาซึ่งเขาจะมีความสุขในโลกอันเป็นนิรันดร์แห่งนั้น

        หนึ่งในความหมายของผู้มีอีหม่าน ตามวจนะของท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) ที่กล่าวว่า

       “ไม่มีอีหม่านในคนใดในหมู่สูเจ้า จนกว่าเขาจะรักพี่น้องเหมือนกับรักตัวเอง” (อัลบุคคอรีและมุสลิม จาก อนัส)

         เดือนรอมฎอนจึงเป็นเดือนที่บรรดาผู้ศรัทธาจะได้มีโอกาสฝึกทักษะความดีทั้ง 6 ประการ และนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันอีก 11 เดือน ก่อนที่เดือนรอมฎอนจะมาถึงอีกครั้ง และก่อนที่ชีวิตพวกเขาจะกลับคืนสู่ความเมตตาของพระองค์
ความดี 6 ประการ ได้แก่
  • 1.การอดทน 
  • 2.การประหยัด 
  • 3.การบริจาค 
  • 4.การละหมาดยะมาอะฮฺ(การละหมาดรวมกันที่มัสยิด) 
  • 5.การอ่านคัมภีร์กุรอาน 
  • 6.การให้อภัย

       1. การอดทน  การอดทนในความหมายของอิบาดะหฺนั้น เป็นความอดทนที่ต้องอดกลั่นต่อกิเลสตันหาทั้งปวง ทั้งร่างกาย วาจา ใจ และความยั่วยวนจากสิ่งรอบข้างในปัจจุบันที่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองอันเป็นทั้งกิเลสและตันหาของมนุษย์ที่มนุษย์ได้มองและสัมผัสจนหลงเข้าไปในวังวนของมัน ดังนั้นเดือนรอมฎอนจึงเป็นเดือนที่ผู้ศรัทธาได้มีโอกาสฝึกตนให้รอดพ้นจากสิ่งเลวร้ายเหล่านั้น
ท่านศาสดาได้กล่าวว่า “การถือศีลอดนั้นเป็นครึ่งหนึ่งของการอดทน”(บันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์)

        ดังนั้นบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอาศัยเรื่องการถือศีลอดและการละหมาดเพื่อยืนหยัดสู่หนทางแห่งความสำเร็จเถิด

        และท่านศาสดายังกล่าวว่า “ผู้ที่แข็งแกร่งนั้น ไม่ใช่ผู้ที่สามารถล้มคู่ต่อสู้ได้ แต่ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวเองได้ในยามโกรธ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม)

        ท่านอิบนุกะษีร ได้กล่าวว่า “ การอดทนนั้นมีอยู่ 2 ประเภท นั่นคือการอดทนต่อการละทิ้งสิ่งที่เป็นข้อห้ามและที่เป็นบาปทั้งหลาย และการอดทนต่อการปฏิบัติเพื่อแสดงถึงการเคารพภักดีและการเข้าใกล้อัลลอฮฺ ซึ่งการอดทนประเภทที่สองนี่เอง ที่มีผลานิสงส์อย่างมากมายเพราะมันคือเป้าประสงค์ (ของการอดทน)” (ตัฟสีรอิบนุกะษีร : 1/466)
        2. การประหยัด  การประหยัดก็เป็นส่วนหนึ่งของอิบาดะฮฺ อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า "จงกินจงดื่มและจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย" (อัลอะอฺรอฟ : 31) มุสลิมที่ได้ชื่อว่าผู้ศรัทธานั้นจะต้องปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ใช้และละเว้นที่ในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม นี่คือ อิบาดะฮฺ

         ยังมีคนในโลกนี้อีกมากมายที่ไม่มีโอกาสที่จะกินอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์และเครื่องนุ่งห่มที่จะสวมใส่ ไม่มีแม้กระทั่งที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาล มีหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ที่เป็นทรัพยากรร่วมของมนุษย์ ถ้าคนส่วนหนึ่งใช้มากเกินไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย คนอีกส่วนหนึ่งที่ด้อยโอกาสก็จะไม่มีโอกาสที่จะใช้มัน เช่น น้ำ พลังงาน และอาหาร มีหลายประเทศในโลกที่พยายามรณรงค์ให้ประชาชนของตนมีความประหยัดและแบ่งปัน

         3. การบริจาค การบริจาคก็เป็นอิบาดะฮฺอย่างหนึ่งที่ต้องการทำให้มนุษย์ส่วนหนึ่งเป็นมือบน เป็นผู้ให้ ให้แก่เด็กกำพร้า ผู้ขัดสนและยากไร้ นี่เป็นส่วนสำคัญและเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดกำลังซื้อ เป็นการทำให้ผู้ที่ยากจนได้มีเงินและมีโอกาสซื้อปัจจัยที่ต้องการ

          เมื่อมีความต้องการก็เกิดกำลังการผลิตอันจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความเจริญรุ่งเรือง จะพบว่า รัฐบาลในหลายประเทศเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ ขาดกำลังซื้อ รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ก็จะแจกเงินให้ประชาชนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้นำเงินที่ได้มา ไปใช้จ่ายซื้อสินค้า เพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างงานทางอ้อม

         ดังนั้นการบริจาค คือการที่คนมั่งมีเอาเงินไปแจกจ่ายแก่คนจน ทำให้คนจนที่ไม่มีเงินใช้จ่ายซื้อสินค้า ที่เราเรียกกันว่าการสร้างกำลังซื้อเพื่อเพิ่มความต้องการ และการที่รัฐให้ประชาชนนั่งรถไฟฟรีหรือรถสาธารณะขนส่งฟรีนั้นก็เช่นเดียวกัน เป็นการแจกเงินทางอ้อมเมื่อประชาชนไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร ก็จะมีเงินเหลือในกระเป๋าไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้า กำลังซื้อก็เกิดขึ้น การผลิตก็เกิดขึ้น การจ้างงานก็เกิดขึ้น คนก็จะมีรายได้ การใช้จ่ายก็เกิดขึ้นอีก มันจะวนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด

         4. การละหมาดญะมาอะฮฺ(การละหมาดรวมกันที่มัสยิด) เป็นอิบาดะฮฺที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคม คือมนุษย์กับมนุษย์ให้ผู้ที่มาละหมาดได้รับรู้เรื่องราวของกันและกัน และเรื่องราวของสังคม ได้รับรู้ปัญหารับรู้ความทุกข์ความสุขของผู้คนในสังคมเดียวกัน ทำให้มีการร่วมมือกันและแก้ไข้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดการช่วยเหลือการแบ่งปันกันและกัน

          มัสยิดเป็นบ้านของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) บนหน้าผืนแผ่นดินเป็นสถานที่ที่บรรดาผู้ศรัทธามาร่วมกันสุยูด(ก้มกราบ)ต่อพระผู้เป็นเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขา มัสยิดยังเป็นบ่อเกิดแห่งความดีที่ผู้คนจะเข้าไปตักตวงความดี

         ในสมัยท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) มัสยิดได้เป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งความดี เป็นที่พึ่งของคนที่มีทุกข์คนยากไร้ คนเดินทางและการตัดสินปัญหาต่างๆ ลดความขัดแย้งของสังคม มัสยิดจึงได้ชื่อว่า เป็นบ้านของอัลลฮฺ (ซ.บ.) เป็นที่พึ่งของคนในชุมชน

         5. การอ่านกุรอาน  การอ่านคัมภีร์กุรอาน เป็นอิบาดะฮฺที่สำคัญแห่งความยำเกรง ทำให้เรามีความใกล้ชิดต่อพระผู้อภิบาลของเรา เป็นการขัดเกลาสติปัญญาและฝึกฝนความจำ อันเป็นพื้นฐานแห่งความรู้ทำให้มนุษย์มีความยำเกรงต่ออำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริง เกรงกลัวต่อบาป

         การอ่านกุรอานเป็นการฝึกฝนหาความรู้ที่มีห่วงโซ่ผูกพันกับความดี และการอ่านกุรอานก็เป็นการฝึกตนเองให้เป็นผู้มีคุณธรรม ผู้ใดที่อ่านกุรอานมากๆ และได้รับการศึกษาเรียนรู้วิชาการแขนงต่างๆ จนสำเร็จ เขาก็จะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตที่ทรงคุณธรรม ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้คนบนแผ่นดิน และจะเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนหน้าผืนแผ่นดินนี้ได้อย่างดี

          ดังที่พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวว่า “จงอ่านด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้าง”

          6. การให้อภัย  การให้อภัย เป็นอิบาดะฮฺที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์ถ่อมตน มีความยำเกรงต่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มนุษย์พยายามขออภัยโทษจากพระผู้ลิขิตชีวิตตน เพื่อเขาจะได้เป็นผู้บริสุทธิ์และได้เป็นชาวสวรรค์ตามความปรารถนา
และการขออภัยจากพระเจ้ามากๆ ก็สามารถบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ในโลกนี้ได้ เพราะเป็นการถ่ายบาปในความผิดของตนได้เป็นอย่างดี และเป็นการทำสัญญากับพระผู้เป็นเจ้าผู้มีอำนาจเต็ม เขาปฏิญาณตนว่าเขาจะไม่กระทำผิดอีก

         เมื่อเราขออภัยจากพระผู้เป็นเจ้าได้ เราก็ต้องเป็นผู้ให้อภัยแก่ผู้อื่นได้เหมือนกัน เพราะการให้อภัยนั้น ยังสามารถทำให้โลกนี้สงบสุขปราศจากความขัดแย้งและสงคราม

          เมื่อไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีสงคราม การแบ่งปันก็มีขึ้น ความสงบสุขสันติจะเกิดขึ้นมาตามกฎสภาวะที่พระเจ้ากำหนด นั่นคือการมีอิสลามอันเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิต เป็นวิถีธรรมที่ปราศจากจากการเป็นเจ้าของ อันเป็นกระบวนการดำเนินชีวิตที่แท้จริงของสรรพสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้

           ดังที่พระผู้เป็นเจ้า ได้กล่าวว่า“วันนี้ ข้าได้ให้สมบรูณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนา (วิถีการดำเนินชีวิต) ของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนา (วิถีการดำเนินชีวิต) แก่พวกเจ้า แล้ว (ซูเราะฮ์อัลมาฮิดะฮ์ 5/3)
สลามและดุอาอฺ

http://narater2010.blogspot.com/

'สะแปอิง-มะแซ'หลังม่านเจรจาป่วนหนัก

'สะแปอิง-มะแซ'หลังม่านเจรจาป่วนหนัก



             ทีมข่าวความมั่นคง รายงานในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่างกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นกับตัวแทนรัฐบาลไทยตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา ยังมีคำถามกันอยู่ว่า นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำการเจรจาของกลุ่มบีอาร์เอ็น มีอำนาจสั่งการกลุ่มขบวนการได้หรือไม่เพียงใด ที่สำคัญคือสองแกนนำตัวจริงที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง คือ นายสะแปอิง บาซอ และ นายมะแซ อุเซ็ง รับรองการเจรจาครั้งนี้หรือไม่ และแกนนำทั้งสองคนมีบทบาทแค่ไหน อย่างไร ในการเจรจา เพราะหากการเจรจาครั้งนี้ ไม่ได้รับรองจากแกนนำที่มีอำนาจสั่งการ และความน่าเชื่อถือจากแกนนำในพื้นที่จริง ปลายทางแห่งสันติภาพคงยากที่จะปรากฏให้เห็นในเร็ววัน 

ฮัดซัน ตอยิบ

           แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การันตีว่าการเจรจาครั้งนี้ทั้ง นายสะแปอิง และนายมะแซ เป็นผู้ที่อยู่ "เบื้องหลัง" การเจรจาจริง รวมทั้งยังอยู่เบื้องหลังการสั่งการให้ก่อเหตุรุนแรงรายวันในพื้นที่ด้วย 

         อย่างไรก็ตามทั้งสองได้เก็บงำความลับเกี่ยวกับสถานที่กบดานอยู่ในชั้นลับสุดยอด โดยมีข่าวมา 2 ทาง

  • ทางหนึ่ง คือ หลบหนีอยู่ภายใน ประเทศมาเลเซีย 
  • และอีกทางหนึ่งมีข่าวว่าทั้งสองพำนักอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย 

อิสมาแิอ ระยะหลง 
        สำหรับการสั่งการของแกนนำทั้งสองคน จะกระทำผ่านมายังผู้นำกองกำลังทหารที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ ปัจจุบันมีแกนนำคนสำคัญ 2 คน คือ นายรุสดี ยี่งอ และ นายอิสมาแอ ระยะหลง ซึ่งเป็นแกนนำหลักทางการทหาร โดยมีหน้าที่สั่งการต่อไปยังสมาชิกเครือข่ายปฏิบัติการและเตรียมกำลังเพื่อก่อเหตุรุนแรง ภารกิจหลักในปัจจุบันของกองกำลังในพื้นที่ จะเน้นหนักไปที่การโจมตีฐานปฏิบัติการของทหาร และตำรวจ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ล่อแหลมและเป็นจุดอ่อน

          ส่วนสาเหตุที่แกนนำทั้งสองรายยังคงสั่งการให้กองกำลังในพื้นที่ พุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แม้จะมีการเผยแพร่ข้อตกลงเรื่องการลดการก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือน "รอมฎอน" ทางหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่า เป็นปฏิบัติการตอบโต้และกดดันรัฐบาลไทยที่ไม่ยอมรับ 5 ข้อเสนอหลัก ที่นำเสนอโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ลงในเว็บไซต์ยูทูบโดยเฉพาะข้อเสนอหลักเรื่องการถอนกำลังทหาร-ตำรวจ ข้อเสนอเรื่องการปลดหมายจับผู้ต้องหาในกลุ่มขบวนการ และข้อเสนอเรื่องการขอ "ปกครองตนเอง" เมื่อรัฐบาลไทยไม่ยอมรับข้อเสนอ ทั้งยังไม่ยอมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐสภาลงนามรับรองข้อเสนออย่างเป็นทางการ ดังนั้น การก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ และกดดันท่าทีของฝ่ายรัฐบาลไทยจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และเชื่อว่าในเดือนรอมฎอนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เป็นต้นไป สถานการณ์ความรุนแรงก็จะไม่ลดลง อย่างที่รัฐบาลไทยคาดหวังอย่างแน่นอน


             การข่าวของฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือนว่า ในช่วงนี้แกนนำหลักทั้งสองคนได้สั่งการให้กองกำลังในพื้นที่ เตรียมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมีเป้าหมายใน จ.นราธิวาส ที่ อ.บาเจาะ และ อ.ศรีสาคร ใน จ.ยะลา ที่ อ.ยะหาและอ.บันนังสตา และใน จ.ปัตตานี ที่ อ.หนองจิก และ อ.ยะรัง 

           ทั้งนี้ สำหรับบทบาทการสั่งการอยู่เบื้องหลังการเจรจาครั้งที่ผ่านๆ มา ทั้ง นายสะแปอิง และนายมะแซ เป็นผู้สั่งการ และกำหนดเกมผ่านตัวเปิด คือ นายฮัสซัน ซึ่งประเด็นในการเจรจาทั้งหมด จะถูกกำหนดโดยแกนนำทั้งสองคนมาแล้วทั้งหมด รวมทั้งการออกมาชิงการนำและกดดันรัฐบาลผ่านเว็บไซต์ยูทูบ หลังตัวแทนรัฐบาลไทยไม่ยอมรับข้อเสนอ 5 ข้อที่นำเสนอบนโต๊ะเจรจา

           นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ยอมรับว่า การพูดคุยระหว่าง สมช.กับ บีอาร์เอ็น ทางนายสะแปอิง และนายมะแซ เป็นผู้คัดเลือกบุคคลเข้ามาเจรจาทั้งหมด รวมทั้งเงื่อนไข 5 ข้อ ที่ส่งสัญญาณมาให้รัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดคำแปลเพื่อชี้แจงมายังรัฐบาลอีกครั้ง ขณะที่เป้าหมายของ บีอาร์เอ็น ยังวางไว้สูงและไม่ลดระดับลงจากการสถาปนา "รัฐปัตตานี" และหากสามารถเดินไปสู่บันไดขั้นที่ 7 คือ แบ่งแยกดินแดนหรือปกครองตนเองได้สำเร็จ ทางกลุ่ม บีอาร์เอ็น ก็เตรียมที่จะแบ่งเค้กฟอร์มทีม "คณะผู้ปกครอง" ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความกระอักกระอ่วนใจของฝ่ายไทยที่เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ลำบากเช่นทุกวันนี้


เปิดปูม "สะแปอิง บาซอ"

         "นายสะแปอิง บาซอ" มีฐานะตำแหน่งเป็นถึง "ครูใหญ่" แห่ง "โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ" ซึ่งเปิดสอนถึงขั้นอนุปริญญา ภายใต้การบริหารของ "นายสะแปอิง บาซอ" ชาวตำบลเมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี อดีตกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา สำหรับ "นายสะแปอิง บาซอ" จบการศึกษาด้านศาสนาจากเมืองมาดีนะห์ แห่งซาอุดีอาระเบีย ในยุคก่อนที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย จะปรับปรุงระบบการเรียนการสอนทางด้านศาสนา ด้วยการหันไปยึดแนวทางของ วาฮาบี "

โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ

         นายสะแปอิง บาซอ" เป็นแกนนำสำคัญของ "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น โคออดิเนต" มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในภาคใต้หลายครั้ง นี่คือภาพลักษณ์ของ "โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ" และบทบาทของ "นายสะแปอิง บาซอ" ผู้นำพาโรงเรียนนี้สู่ความรุ่งเรือง เป็นบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ที่วันนี้ถูกยกระดับให้แกนนำคนสำคัญของ ขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแกนนำสำคัญระดับที่หน่วยงานของรัฐไทยเชื่อว่า ชายชื่อ "นายสะแปอิง บาซอ" ผู้นี้ คือว่าที่นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐปัตตานี


เบื้องหลังนายมะแซ อุเซ็ง


       นายมะแซ อุเซ็ง มีภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 33/1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ทั้งนี้ นายมะแซ เคยรับราชการเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายเสนาณรงค์ สังกัด ร้อย.5 พัน.1 ระหว่างรับราชการทหารมีส่วนร่วมในการปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ในระหว่างปี 2522-2525 

           โดย นายมะแซ มีประวัติการฝึกการก่อวินาศกรรม และการรบแบบกองโจรจากโรงเรียนนายร้อยประเทศลิเบีย จากนั้นในปี 2547 เกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกปล้นปืนค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายมะแซ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาที่โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง พบแผนการปฏิบัติการ 7 ขั้นตอน เพื่อการสถาปนารัฐปัตตานี



          และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการ บีอาร์เอ็น อย่างไรก็ตาม นายมะแซ สามารถหลบหนีไปได้โดยหลบหนีข้ามแดนไปยังมาเลเซีย โดยการช่วยเหลือของ นาย เจ๊ะกูแม กูเต๊ะ ประธานขบวนการมูจาฮีดินอิสลามปัตตานี  และเชื่อว่าเป็นผู้สั่งการกองกำลังกลุ่มบีอาร์เอ็น เพื่อก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้จนกระทั่งปัจจุบัน


ที่มา คมชัดลึกออนไลน์
http://narater2010.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หกดวางระเบิดอดีต อส. ลูกน้อย จ.เพียร

วางระเบิดอดีต อส. ลูกน้อย จ.เพียร
   
         วันที่ 5 ก.ค. เมื่อเวลา 17.50 น.เกิดเหตุระเบิด บริเวณริมถนนสายบ้านบัวทอง ม.2 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ที่เกิดเหตุ ผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลธารโตแล้ว ทราบชื่อคือ นายจักร ไกรทอง อายุ 46 ปี เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอธารโต ชาวบ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณลำตัวหลายแห่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลยะลา

         ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่นายจักร กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนถนนในหมู่บ้าน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายได้กดระเบิดชนิดแสวงเครื่องที่ซุกซ่อนไว้ริมถนนข้างทาง จนทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ทั้งนี้ นายจักร ไกรทอง เป็น อส.ที่เคยถูกคนร้ายลอบวางระเบิดและดักยิงมาหลายครั้ง และได้ยิงปะทะกับกลุ่มคนร้าย โดยเป็น อส.ที่ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา ได้เรียกเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในการติดตามจับกุมตัวกลุ่มคนร้ายในพื้นที่เป็นประจำ






http://narater2010.blogspot.com/

วางระเบิดอาสาสมัครทหารพราน บาดเจ็บห้ารายที่ อ.ศรีสาคร

วางระเบิดอาสาสมัครทหารพราน บาดเจ็บห้ารายที่ อ.ศรีสาคร

          วันที่ 5 ก.ค. เมื่อเวลา 11.30 น.เกิดเหตุคนร้ายวางแผนยิง อส.ประจำที่ว่าการ อ.ศรีสาคร ที่บริเวณถนนภายในหมู่บ้านกำปงบูเก๊ะ ม.2 ต.ซากอ และได้กดระเบิดซ้ำขณะที่เจ้าหน้าที่ อส.ประจำที่ว่าการ อ.ศรีสาคร อีกชุดเข้าไปช่วยเหลือ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ที่เกิดเหตุ พบหลุมระเบิดที่บริเวณท่อลอดกลางถนนลึก 1.50 เมตร กว้าง 2.50 เมตร และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้งต้ม หนัก 85 กก. จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ที่ลากสายไฟยาวเข้าไปในสวนยางพารายาว 70 เมตร นอกจากนี้ ห่างไปประมาณ 40 เมตร พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ ทะเบียน ฒย 1631 กทม.จอดเสียหลักอยู่ในสภาพถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายที่บริเวณล้อหน้า และส่วนหน้าทั้งหมดของรถยนต์กระบะได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย เพื่อน อส.ได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลศรีสาคร ประกอบด้วย
  • 1.อส.กิตติ สุขแดง 
  • 2.อส.วิโรจน์ ไทยบุรี 
  • 3.อส.สุนทร คงขวัญ 
  • 4.อส.ชาตรี ศรีรัตน์ 
  • 5.อส.พลศักดิ์ พรมมูล 
         ซึ่งทั้ง 5 นาย อาการสาหัส แพทย์ได้ส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ก่อนเกิดเหตุทราบว่า อส.อาซิ มะเซ็งได้ขี่รถจักรยานยนต์เพื่อกลับบ้านพักในหมู่บ้านจุดเกิดเหตุ เมื่อถึงบริเวณสวนยางพาราที่รกทึบได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่าได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงใส่ตน จำนวน 1 นัด เฉี่ยวที่บริเวณเสื้อ ตนจึงได้วิทยุประสานไปยังศูนย์วิทยุของที่ว่าการ อ.ศรีสาคร เพื่อขอสนับสนุนกำลัง อส.เข้าทำการปิดล้อมเพื่อไล่ล่ากลุ่มคนร้าย ทางที่ว่าการ อ.ศรีสาคร ได้ส่ง อส.มาจำนวน 15 นาย นั่งรถยนต์กระบะขับตามหลังกันมา 

          ก่อนถึงที่เกิดเหตุประมาณ 800 เมตร ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่าสวนยางพารา ได้ใช้แบตเตอรี่จุดชนวนระเบิดที่ประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้งต้ม หนัก 85 กก. ที่แอบนำไปวางไว้ที่ท่อระบายน้ำของถนน จนเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์กระบะคันที่ 3 ซึ่งมี อส.วิโรจน์ เป็นพลขับผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 นาย ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว 







http://narater2010.blogspot.com/

ยิงอาสาสมัครทหารพราน ต.ปุลากง เสียชีวิตสองนาย

ยิงอาสาสมัครทหารพราน ต.ปุลากง เสียชีวิตสองนาย
         เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 5 ก.ค.เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ขณะดูแลความปลอดภัยครู จนเกิดการยิงปะทะกันบนถนนสายปุลากง - บ่อม่วง ม.1 ต.ปุลากง ที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายได้หลบหนีไปแล้ว และพบเจ้าหน้าที่ทหารพรานนอนเสียชีวิต จำนวน 2 นาย ทราบชื่อคือ

  • อส.ทพ.กัมปานาค คนโท อายุ 27 ปี
  • อส.ทพ.มูฮำหมัดฮานาปี ยูนุ๊ อายุ 24 ปี 
         ทั้ง 2 สังกัด ร้อย ทพ.4401 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ถูกยิงด้วยอาวุธสงครามตามลำตัวหลายนัด ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่ ถูกยิงเสียหายไปด้วย นอกจากนี้ ยังพบปลอกกระสุนปืนอาก้า เอ็ม 16 และขนาด 9 มม. ตกเกลื่อนบนถนน ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่ผู้ตายทั้ง 2 นาย กำลังยืนรอคณะครูของโรงเรียนบ้านปุลากง ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร ออกจากโรงเรียน เพื่อนำออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ปรากฏว่า ได้มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 4 คน ซุ่มอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ โดยอำพรางเป็นชาวบ้าน เมื่อสบโอกาสจึงกราดยิงทันที ทำให้ทหารพรานทั้ง 2 นาย ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังแข็งใจฮึดสู้ยิงสวนคนร้าย จนเกิดการยิงปะทะกันเสียงดังสนั่น ชาวบ้านที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุต้องวิ่งหลบหนีกระสุน จนกระทั่งทหารพรานทั้ง 2 นาย ถูกยิงเสียชีวิต ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุได้วิ่งขึ้นรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ ไม่ติดป้ายทะเบียน และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมาสด้า บีที 50 ไม่ติดป้ายทะเบียน หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้คนร้ายน่าจะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เนื่องในที่เกิดเหตุพบรอยเลือดที่คาดว่าน่าจะเป็นของคนร้าย 






http://narater2010.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วางระเบิด 80 กก. ทหารกรงปินังพลีชีพ 8 นาย สาหัส 2 นาย

วางระเบิด 80 กก. ทหารกรงปินังพลีชีพ 8 นาย สาหัส 2 นาย
         เมื่อเวลา 06.27 น. วันที่ 29 มิ.ย. เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด มีทหารเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ที่บริเวณถนนสายบ้านตรืปา - บ้านปาหวัง หมู่ 2 บ้านแบหอ ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง ที่เกิดเหตุกลางถนนพบหลุมระเบิดกว้าง 3 เมตร ลึก 1.5 เมตร ซึ่งคนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในถังแก็ส จำนวน 2 ถัง ฝังไว้ใต้ผิวถนน น้ำหนักประมาณ 80 กก. จุดชนวนด้วยสายไฟ ใกล้กันพบรถยูนิมอค ของทหารร้อย ร.4021 ชุดเฉพาะกิจ ฉก 12 ถูกระเบิดจนพังยับเยินทั้งคัน ชิ้นส่วนกระจายเกลื่อนถนน แรงระเบิดยังทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตถึง 8 นาย แต่ละศพกระเด็นตกไปอยู่ข้างทาง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 คน ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.4021 ชุดเฉพาะกิจ ฉก 12 จำนวน 10 นาย กำลังขับรถยูนิมอคออกจากพื้นที่ เพื่อเดินทางกลับบ้าน เนื่องจากเป็นผลัดพัก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุคนร้ายได้กดชนวนระเบิด ที่ฝังไว้ใต้ผิวถนน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย ประกอบด้วย
  • 1.จ.ส.อ.วิโรจน์ คำเรือน 
  • 2.ส.ท.อานนท์ ปวงศิริ 
  • 3.ส.ท.คมกริช เหตะการ 
  • 4.พลทหารศักดา วงค์คำ 
  • 5.พลทหารปิรภัทร บรรณาสาร 
  • 6.พลทหารพิษณุเดช หอยสังข์ 
  • 7.พลทหารสว่าง นามไพร 
  • 8. พลทหารธีรพงษ์ ดวงสุวรรณ 
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย ส่ง รพ.ศูนย์ยะลา คือ
  • 1.ส.ท.ภานุมาศ พลวาปี 
  • 2.ส.ท.นวกร แก้วคำ. 
















http://narater2010.blogspot.com/

Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม