| คนร้ายยิงยะโก๊บ หร่ายมณี มอบตัว | |
![]() จากกรณีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานและสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 ราย จาก 4 รายที่ร่วมก่อเหตุ โดยหลักฐานสำคัญคือภาพจากกล้องวงจรปิดและจากวัตถุพยานต่าง ๆ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พลตรีธวัช สุกปลั่ง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ได้รับการติดต่อจากญาติของนายมาฮูเซ็น แมฮะ ผู้ต้องหาตามหมายจับ 1 ในทีมคนร้ายมือสังหารอิหม่ามยะโก๊บ หร่ายมณี และต้องการให้มีการดูแลความปลอดภัยขณะเดินทางเข้ามอบตัว โดยในเวลา 10.00 น. ผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้เดินทางมาถึง จากนั้น เจ้าหน้าที่รีบนำตัวเข้าไปในห้องสอบสวนพิเศษ เพื่อสอบสวนอย่างเคร่งเครียดกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะให้พนักงานสอบสวนและชุดตรวจพิสูจน์เข้าสอบสวนและเก็บดีเอ็นเอผู้ต้องหา เพื่อไปตรวจเทียบเคียงกับหลักฐานที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากเป็นผู้ต้องหารายสำคัญ การมอบตัวของผู้ต้องหาในครั้งนี้ไม่เป็นการเปิดเผยรายละเอียดและห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวทำข่าว ซึ่ง พล.ต.ต.เอกภพ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ให้เหตุผลว่า การที่ผู้ต้องหาออกมามอบตัวครั้งนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้มีการกดดันอย่างหนัก และมีการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะต้องรอผลการซักถามก่อนและเกรงจะเสียรูปคดี จึงอยากให้มีการสืบสวนสอบสวนให้แน่ชัดกว่านี้ โดยหลังจากนี้จะส่งตัวนายมาฮูเซ็นเข้าสู่กระบวนการซักถาม เพื่อขยายผลที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 41 อ.รามัน จ.ยะลา ต่อไป | |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556
คนร้ายยิงยะโก๊บ หร่ายมณี มอบตัว
รถมอเตอร์ไซด์หุ้มเกราะมูลค่า 4 แสนบาท ใช้ปราบโจรใต้
| รถมอเตอร์ไซด์หุ้มเกราะมูลค่า 4 แสนบาท ใช้ปราบโจรใต้ | |
รถมอเตอร์ไซด์หุ้มเกราะมูลค่า 4 แสนบาท ใช้ปราบโจรใต้
วันพุธที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ข่าว / สังคมตำรวจ โฉมหน้ารถหุ้มเกราะลงใต้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อมา ในราคาสีแสนบาท ช่วยกันดูหน่อยครับว่า คุ้มค่า สมราคาแต่ไหน (หมายเหตุ การแสดงความคิดเห็นให้ระวังภาษาที่ไม่สุภาพ) ภาพชัดๆ!! รถมอเตอร์ไซด์หุ้มเกราะมูลค่า 4 แสนบาท -ใช้ปราบโจรใต้ -ผลงานของ สตช. ??? วันนี้ ( 28 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเพจ "สถานี RTV1 สำนักข่าวออนไลน์ 24 ชั่วโมง" ได้นำภาพรถมอเตอร์ไซด์หุ้มเกราะพ่วงติดอุปกรณ์ตั้งชื่อสวยหรูราคา 4 แสนบาท ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อมา ใช้จัดการปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรื่องนี้ผู้เข้าชมพร้อมเสนอแนะว่า ---> ในเพจผู้ใช้นามว่า "คม ทรนง สุภาพบุรุษเขาบูโด" ได้แสดงความคิดเห็นว่า ![]() "ผมคนทำงานในพื้นที่เป็นชุดปฏิบัติพวกเราทุกคนไม่เคยเรียกร้องสิ่งของแบบนี้ สิ่งที่พวกเราต้องการคือคนที่ทำงานเป็นตั้งใจมาทำงานมีสมองอยากเป็นฝ่ายรุก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่ใช่มานั่งคิดป้องกันตนเองเราไม่ต้องการพร้อมที่จะสละชีวิตหากมาทำงานด้วยใจทำเพื่อชาติ หากเราขี้ขลาดเราไม่เขียนใบสมัครแล้วมาสู้.....เข้าใจใว้ด้วย "
เรื่อง จยย.พ่วงข้างที่เคยโพสไปได้รายละเอียดการชี้แจงดังนี้ครับ
เรื่อง ขอชี้แจงรายละเอียดราคา จยย.พ่วงข้างติดเกราะ พร้อมอุปกรณ์ประกอบ เนื่องด้วยข่าวแจ้งว่าราคา จยย.ติดเกราะ 400,000 บาทต่อคันนั้นเป็นคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง ซึ่งลายละเอียดของราคาส่วนประกอบต่างๆ มีดังนี้
ขอแสดงความนับถือ พต. ทรงพล เอี่ยมบุญฤทธิ์
บางระจัน
| |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
นี่คือประเทศทีมุสลิม ปกครอง มุสลิม
| นี่คือประเทศทีมุสลิม ปกครอง มุสลิม | |
อ้าว ก็ไหนว่า ถ้ามุสลิมปกครองกันเองโดยมุสลิม แล้วจะดีงัยละ
![]() ![]() ![]() ![]() ![]()
.
![]() ![]() ![]() ![]() ![]()
เจ้าซามูไรรับจ้าง "ฮาร่า ชินทาโร่" กระบอกเสียง "ฮาซัน ตอยิบ"....
มาจากแดนไกลเพื่อรับจ้างสร้างปัญหา มาอาศัยผืนแผ่นดินไทยเจือกทำตัวเป็นเจ้าปัญหา อาศัยความเป็นประชาธิปไตยย่ำยีชาวไทยด้วยการเป็นกระบอกเสียงให้โจรใต้ และเจ้ากบฏเฒ่า "ฮาซัน ตอยิบ"... เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 56 บล็อคของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ภายใต้ชื่อ "เก็บความบทสัมภาษณ์ ‘ฮัซซัน ตอยิบ’ ผ่านทางสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน" โดยมีเจ้าซามูไรรับจ้างนาม "ฮาร่า ชินทาโร่" ได้นำสารจากเสด็จพ่อ "ฮาซัน ตอยิบ" มีประเด็นในสัมภาษณ์อยู่หลายประเด็น จะขอยกตัวอย่างเพียงประเด็นเดียว เป็นประเด็นที่เจ้าที่เจ้ากบฏเฒ่าฮาซัน ยกมา คือ รูปแบบการปกครอง วาดฝันไว้อย่างสวยงามตาม "มาเลย์"... ฮาซัน กล่าวว่า: ถ้าสมมุติว่ารัฐบาลให้สิทธิปกครองโดยตนเอง การปกครองของเราก็ต้องเป็นการปกครองที่ยุติธรรมที่สุด โดยมีกฎหมายอิสลามเป็นหลัก เมื่อมีการปกครองตามกฎหมายอิสลาม เราก็ต้องมองว่าคนที่นับถือศาสนาอื่นก็เป็นสมาชิกครอบครัวของเราเช่นกัน เมื่อเรากดขี่พวกเขาก็ถือว่าเป็นฮารอม (ผิดกฎหมายอิสลาม) และเป็นบาปด้วย ฉะนั้นการปกครองของเราก็ต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม ชาวจีนและชาวสยามในปาตานีก็ไม่ต้องเป็นห่วง ขอยกตัวอย่างของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นสังคมหลากหลายเชื้อชาติ สังคมของเราก็สังคมหลากหลายเชื้อชาติเช่นเดียวกัน ลองสังเกตดูชาวสยามในอำเภอตุมปัต (Tumpat) รัฐกลันตัน พวกเขาก็สามารถสร้างวัดและปฏิบัติศาสนกิจของเขาได้ การที่ต่างคนนับถือศาสนาต่างกันก็ไม่มีปัญหาตามหลักการอิสลาม ที่มา:http://www.deepsouthwatch.org/node/4600 (อ่านแล้วก็น่าขำจริง เพราะเป้าหมายตกเป็นเหยื่อในพื้นที่ คือคนต่างศาสนา และอิสลามผู้ให้ความร่วมมือรัฐ) คราวนี้มาดูมุมมองของ "คนมาเลย์" บ้าง อย่าให้กลุ่มกบฏเฒ่าฮาซัน ต้องขายฝันให้ชาวบ้านด้วยการปกครองอันสวยหรูโดยอ้าง "มาเลย์" เป็นต้นแบบ... เพราะจริงๆ แล้ว "มาเลย์" นั้น มีรูปแบบนโยบายการปกครองอย่างลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด และในการปกครองของมาเลย์มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่เป็นตัวชี้วัด คือ "ชาติพันธุ์ และ ศาสนา" บทความนี้เขียนโดย Raja Petra Kamarudin เรื่อง The NEP (New Economic Policy) in the Islamic perspective (มุมมองนโยบายใหม่ทางเศรฐกิจอิสลาม) มีใจความตอนหนึ่งที่ Raja Petra Kamarudin กล่าวว่า "The issue that divides us is not language but religion, as well as the Bumiputera issue; in particular the special rights or privileges accorded the Malays." "สิ่งที่แยกเราออกจากกันไม่ใช่ภาษา แต่เป็นศาสนา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ชาวภูมิบุตร (Bumiputra); โดยจะให้สิทธิ์แก่คนมาเลย์เป็นพิเศษ" บทวิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจโดย Raja Petra Kamarudin: http://archiveofmt.blogspot.com/2005/04/nep-in-islamic-perspective.html เขายังกล่าวอย่างชัดเจนว่าคำว่า "Malay" ในที่นี้หมายถึง ผู้ที่นับถืออิสลาม และ "Non-Malay" คือผู้ที่ไม่ใช่อิสลาม... บทวิจารณ์ของท่านผู้นี้อาจจะยาวหน่อยแต่มันเป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาของการดำเนินนโยบายโดยใช้ "ชาติพันธ์" และ "ศาสนา" เป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกสิทธิ์ประโยชน์... คราวนี้เจ้ากบฏเฒ่า "ฮาซัน" คิดจะปกครองเหมือน "มาเลย์" มีแต่ความฉิบหายแน่นอน... ![]() ![]() ![]() | |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
อย่าตกเป็นเครื่องมือของแผน "ชั่ว"
| อย่าตกเป็นเครื่องมือของแผน "ชั่ว" | |
![]() ไอ้พวกติดธงมาเล แขวนป้ายผ้า.........หลายๆจุด วันที่ 31 ส.ค. นี้ วันชาติมาเลเซีย และ วันครบรอบ BERSATU มันแขวนอีกแน่.... ![]() ![]() ![]() | |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
ถ้าชายแดนใต้สงบ จะเิกิดอะไรขึ้น
ตัวจริง ตัวปลอม ก็มั่ว ๆ กันไปแล้วกันครับ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ
| ตัวจริง ตัวปลอม ก็มั่ว ๆ กันไปแล้วกันครับ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ | |||
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เผยมีผู้อ้างเป็น “สภาชูรอ” แพร่คลิปในยูทิวบ์อัดรัฐบาลไทยไม่ทำตาม 5 ข้อเสนอแรก และ 7 ข้อเสนอหลังของ BRN เพื่อบรรลุข้อตกลงช่วงเดือนรอมฎอน จึงไม่มีสิทธิสานต่อการพูดคุยสันติภาพ และจะไม่มีตัวแทน BRN เข้าร่วม ซึ่งสอดรับกับข่าวที่สะพัดว่า “ฮาซัน ตอยิบ” ขอถอนตัวต่อมาเลเซียไปแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้นานมา “Angkatan Bersenjata-BRN” ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงในเว็บไซต์ยูทิวบ์ในหัวเรื่องว่า “Pengistiharan keputusan Majlis Thura BRN” ความยาว 1 นาที 40 วินาที ถูกเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (6 ส.ค.) โดยภาพในวิดีโอดังกล่าว เป็นบรรยากาศมืดทะมึน และสีสันออกทึมๆ ประกอบด้วยชายฉกรรจ์ 3 คน คนหนึ่งนั่งโต๊ะอ่านแถลงการณ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นภาษามลายู ส่วนอีก 2 คนยืนถืออาวุธปืนสงครามขนาบซ้าย-ขาว ทั้งหมดสวมหมวกไหมพรมปิดคลุมใบหน้า แต่งชุดลายพรางทหาร และผ้าใบลายพรางทหารทำเป็นฉากหลัง ทั้งนี้ เมื่อคลิปวิดีโอดังกล่าวที่เชื่อว่าเป็นของขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนต (BRN Coordinate) หรือขบวนการที่เคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทย และเป็นที่น่าสังเกตว่า ถูกเผยแพร่ในห้วงเวลาใกล้สิ้นสุดเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดของผู้นับถือศาสนาอิสลาม อีกทั้งเป็นการตามมาติดๆ กับข่าวการขอถอนตัวของ นายฮาซัน ตอยิบ แกนนำ BRN ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจากับฝ่ายไทย ซึ่งเมื่อถูกเผยแพร่ก็มีการนำไปแชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ และมีความพยายามหาผู้ที่จะแปลให้เป็นภาษาไทย ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันนี้ (7 ส.ค.) ผู้ใช้นามว่า shukur ในบล็อก OK Nation ก็ได้โพสต์คำแปลข้อความของคลิปวิดีโอของบีอาร์เอ็นดังกล่าวลงในหน้าวอลล์ของตนเอง โดยใช้ชื่อว่า “คำแปลเบื้องต้นจากผู้ที่อ้างว่าเป็นมติสภาชูรอ (ที่ปรึกษา) BRN” ไว้ดังนี้…
ประกาศมติสภาชูรอ (ที่ปรึกษา) BRN
ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน
BRN คือ ขบวนการหนึ่งที่ต้องการปลดปล่อยชาวปาตานีจากการกดขี่ของนักล่าอาณานิคมสยาม ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสถาปนาความยุติธรรม สันติภาพ และความสงบสุขแก่ชาวปาตานี ในความหมาย “แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และมีพระเจ้าผู้ทรงอภัย” เมื่อพิจารณาข้อเสนอ 5 ข้อแรก และเงื่อนไข 7 ข้อหลัง เพื่อบรรลุข้อตกลง (ความเข้าใจร่วม) 30 วันเดือนรอมฎอน และ 10 วันเดือนเชาวาล พบว่า นักล่าอาณานิคมสยามมิได้ปฏิบัติตามเลยแม้แต่ข้อเดียว ในทางกลับกัน นักล่าอาณานิคมสยามทำการบ่อนทำลาย โกหก และยังคงเผยแผ่การใส่ร้ายกับชาวปาตานี ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามมติสภาชูรอ (ที่ปรึกษา) BRN ตราบใดที่นักล่าอาณานิคมสยามยังมีจุดยืนดังกล่าว ดังนั้น นักล่าอาณานินิคมสยามไม่มีสิทธิที่สานต่อการสานเสวนาสันติภาพ และไม่มีสิทธิอยู่ในพื้นแผ่นดินปาตานี และจะไม่มีตัวแทน BRN ในการสานเสวนาสันติภาพกับตัวแทนนักล่าอาณานิคมสยามตลอดไป สุขสันต์วันตรุษอีดิ้ลฟิฏรฺ ขอความสันติสุข เอกราช เอกราช เอกราช จนถึงปัจจุบัน มีการเจรจากันแล้ว ยังไม่รู้เลยใครตัวจริง ตัวปลอม ไอ้ที่ทำก็ทำกันไป ไอ้ที่เถียงก็เถียงกันไป ได้ที่เล่นละครก็เล่นกันไป มั่ว ๆ กันไปครับ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร อย่างน้อยก็ช่วยให้มีคนเอาไปทำเป็นข่าว หาเงินได้ มีคนเอาไปเป็นหัวข้อเสวนา ก็หาเงินได้ และเอาไปทำอะไรได้อีกตั้งเย๊อะ แม้กระทั่งมาเพิ่มจำนวนหัวข้อเรื่องราวใน Narater อีกหนึ่งเรื่อง อิือิ ขอสันติสุขจงมี ณ บัดนาว | |||
http://narater2010.blogspot.com/
| |||
รายงานเสวนา: มลายูจีน-พุทธ-มุสลิม มุมมองต่อความขัดแย้งและสันติภาพในชายแดนใต้
| รายงานเสวนา: มลายูจีน-พุทธ-มุสลิม มุมมองต่อความขัดแย้งและสันติภาพในชายแดนใต้ | |
รายงานเสวนา: มลายูจีน-พุทธ-มุสลิม มุมมองต่อความขัดแย้งและสันติภาพในชายแดนใต้
ยารีนา กาสอ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)
เมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556 “วิทยาลัยประชาชน” ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดเสวนา “เรื่องเล่าความขัดแย้งจากมุมมองมลายูมุสลิมไทย พุทธ และจีน” ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสูตรผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ โดยมีนักศึกษาในหลักสูตรเข้าร่วมประมาณ 30 คน
มลายูจีน-ความขัดแย้งไม่ได้มาจากชาติพันธ์ที่แตกต่าง พื้นฐานความสัมพันธ์ยังแข็งแกร่ง
นายชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ นักเขียนและช่างภาพ เป็นคน ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เติบโตมากับคนมลายูมุสลิม และมีต้นตระกูลเป็นคนเชื้อสายจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน ปัจจุบันมีบทบาทด้านการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในพื้นที่ โดยส่งเสริมเยาวชนผลิตหนังสั้นในพื้นที่ เป็นตัวแทนอภิปรายในมุมมองของคนมลายูจีนต่อปัญหาความขัดแย้ง
“ผมมีรากเดิมเป็นคนจีน ความเป็นจริงคนจีนมีความผูกพันกับคาบสมุทรมลายู และไม่เคยมีความขัดแย้งกับคนในพื้นที่เลย”
“ถ้าพูดถึงปัญหาความขัดแย้ง ผมเคยพูดและยืนยันบ่อยๆว่า ความขัดแย้งในพื้นที่นี้ไม่ใช่เรื่องความแตกต่างทางศาสนา ทุกคนอยู่ร่วมกันได้จนทุกวันนี้ แม้บางคนขณะมองตาอาจไม่รู้ใจ แต่ผมยังเชื่อว่ารากฐานความสัมพันธ์ของผู้คนยังแข็งแกร่งอยู่”
ชุมศักดิ์ กล่าวถึงภาพถ่ายของตัวเองภาพหนึ่งที่ถูกบันทึกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของคนในพื้นที่ ระหว่างคนไทยพุทธกับคนมลายูที่อยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
ช่วงที่ตนทำหนังสือตนนำภาพนั้นเป็นภาพปก และตั้งชื่อว่า “พหุวิถีพุทธ มุสลิม จีน” ในช่วงเวลาเดียวกันมีประเพณีความผูกพันเกี่ยวกับ 3 ศาสนาพอดี ได้แก่ คนมุสลิมถือศีลอดเดือนรอมฎอน คนจีนมีงานศาลเจ้าลุยไฟ ส่วนคนพุทธก็มีงานวันอาสาฬหบูชา
“ผมเป็นคนจีนก็จริง แต่ผมฟังเสียงอาซานทุกวันวันละ 5 เวลา ผมอยู่ที่บ้านพ่อก็จะเปิดเพลงจีนด้วยความเป็นคนจีน พอสายๆ มีพระมาบิณฑบาตผ่านทางหน้าบ้าน สวนทางกับคนมุสลิมที่เพิ่งละหมาดเสร็จ เป็นภาพที่สวยงามมากในตลาดดุซงญอ ผมจึงนำมาเขียนเป็นหนังสือว่า “ใต้ความทรงจำ” และเขียนเป็นเพลงด้วย”
“ผมมาจากตระกูลคนจีนกลุ่มแรกที่มาอยู่ในดุซงญอ มาอยู่รักใคร่ดูแลกันดี จึงทำให้มีคนจีนตามมาอยู่ร่วมกันมากขึ้น ความคล้ายคลึงของคนจีนกับคนในพื้นที่ คือการเอื้อประโยชน์ต่อกัน ทำให้คนจีนไม่ขัดแย้งกับคนในพื้นที่ เนื่องจากคนจีนมุ่งแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเสมือนเป็นที่อยู่ใหม่ที่ให้ชีวิต บ้างก็มาหลักแหล่งที่ประเทศมาเลเซีย ที่เกาะปีนัง ที่ประเทศสิงคโปร์ บางส่วนมาอยู่ตอนกลางของประเทศ กลุ่มสุดท้ายเป็นกุลีดีบุก”
“ช่วงเกิดสงคราม “เปอร์แรดุซงญอ” (การต่อสู้ที่ดุซงญอ) พ่อผมออยู่ที่ดุซงญอ จึงเห็นความเอื้ออาทรและการต่อสู้”
“พ่อเล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดการปะทะกัน ชาวบ้านพากันลี้ภัยไปอยู่ในห้องใต้ดินของบ้าน ผมก็เลยเชื่อว่า รากฐานของคนในพื้นที่มีลักษณะพิเศษ คือ คนจีนเป็นแค่คนอาศัย ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เราอยู่อาศัยด้วยความรักและผูกพัน”
มลายูพุทธ- มลายูถูกปลูกฝังให้เกลียดซีแย ทางออกคือต้องยอมรับในความต่าง
อาจารย์ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ข้าราชการครูและประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ตัวแทนคนมลายูพุทธ สะท้อนมุมมองของคน “ซีแย” (สยาม) ว่า ตนเป็นคน 2 ประเทศ ดั้งเดิมเป็นชาวนา แต่อาศัยอยู่นอกหมู่บ้าน เนื่องจากมีปัญหา จนกระทั่งกลับบ้านไม่ได้ ไม่มีแม้ที่ซุกหัวนอน จึงต้องไปอยู่ที่ป่าสงวนที่บาโหย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นป่าสงวน
“ผมเห็นว่า ปัญหาที่ขัดแย้งในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องศาสนา แม้ผมไม่ได้เป็นคนที่ศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ศึกษาคำนิยามของศาสนา จึงเห็นว่า ไม่มีเรื่องที่ศาสนาทำให้ความขัดแย้งหรือความรุนแรงแบบนี้”
“คนมุสลิมสอนเรื่องความสันติสุข คนไทยพุทธสอนเรื่องการประนีประนอม ส่วนคริสต์ก็เอาความรักมาเป็นตัวตั้งให้แบ่งปันความรักให้ผู้อื่น ทำให้เห็นจุดร่วมที่ไม่มีเหตุผลที่ต้องฆ่าผู้อื่นแต่อย่างใด”
“ฉะนั้นศาสนาไม่ใช่แก่นแท้ของความขัดแย้ง เป็นเพียงการดึงเอาศาสนามาเกี่ยวข้องกับยุทธวิธีบางส่วน ที่จะทำให้เกิดการรวบรวมพลังในการเคลื่อนไหวมากกว่า”
อาจารย์ประสิทธิไม่เห็นด้วยว่า วัฒนธรรมก่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะตนทำงานในพื้นที่มา 40 ปี อยู่กับมุสลิมตลอดชีวิต แม้เรื่องอาหารการกินจะไม่เหมือนกัน จึงมีความเข้าใจในความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก และเชื่อว่าถ้าทุกคนเข้าใจและยอมรับในจุดต่างนี้ได้ จะสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยปราศจากความขัดแย้ง
“ผมค่อนข้างมั่นใจว่า แก่นแท้ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง คือ อำนาจการเมืองการปกครองที่มีมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ และคนมลายูท้องถิ่นก็ไม่ยอมรับ เพราะวิถีตรงนี้ผนึกกับเรื่องศาสนา เรื่องอื่นเป็นแค่ส่วนประกอบ โดยที่คนมุสลิมในพื้นที่รู้สึกว่า การควบรวมหัวเมืองปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยไม่ถูกต้อง”
“ยอมรับว่าประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้จริง เมื่อมีอำนาจเข้ามาบีบบังคับให้เป็นเช่นนั้น ความไม่ต้องการอยู่เป็นส่วนหนึ่งรัฐไทยก็เกิดขึ้นทันที แล้วคนกลุ่มนี้พยายามต่อสู้เพื่อให้หลุดออกจากบริบทของราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ตอนนั้น นี่คือแก่นของปัญหา แต่มักเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพูดถึง”
“ถ้าจะเอาวัฒนธรรมพุทธมาใช้กับคนมุสลิมคงเป็นไปได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้คนพื้นที่นี้จึงต้องพยายามต่อสู้ โดยผ่านทางองค์กรต่างๆ เช่น ในนามกลุ่ม BRN Coordinate ที่เป็นกลุ่มที่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง หนักแน่น”
อาจารย์ประสิทธิ์เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ถ้ารัฐบาลไทยมีแนวคิดอีกแบบหนึ่งว่า BRN คือ คนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน โดยแก้ปัญหาจากความขัดแย้งในหมู่ประชาชนคนพวกเดียวกัน การกำหนดยุทธศาสตร์ไม่ใช่ด้วยวิธีการเอาชัยชนะ แต่ต้องหาวิธีแก้อีกชุดหนึ่งต่างหาก
“BRN ต้องการความเป็นอิสระในการเมืองการปกครองเพื่อดูแลกันเอง ต้องการคงความเป็นอัตลักษณ์ความเป็นมลายูมุสลิมเอาไว้ให้โดดเด่นเหมือนประเทศเอกราชทั้งหลาย มีสิทธิเสรีภาพทางศาสนาทุกประการ เสมอกับเชื้อชาติอื่นๆหาก BRN มองเช่นนี้ รัฐบาลก็อาจจะคิดได้ว่าจะไม่ไปกดขี่ข่มเหง กระทำอย่างเสมอภาค ผมเชื่อว่าจุดลงตัวมี หากทุกคนต่างคิดอย่างมีเหตุผล ความขัดแย้งตรงนี้อาจคลี่คลายได้หมด”
มลายูมุสลิม-ความขัดแย้งมาจากโครงสร้างอำนาจ ทางออกคือให้สิทธิเท่าเทียมกัน
นายการิม มูซอ หรืออีชา จากกลุ่มผู้ขับเคลื่อนด้านการสร้างศักยภาพให้คนในพื้นที่ เป็นคนหนุ่มที่มีบทบาทในการประสานงานฝ่ายเยาวชนและนักศึกษาของสำนักปัตตานีรายอเพื่อสันติภาพและการพัฒนา สะท้อนมุมมองคนมลายูมุสลิมว่า ค่อนข้างกดดันที่ต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง จากการถูกยัดเหยียดความเป็นตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา
ในมิติโครงสร้างทางการเมือง การิมเห็นด้วยที่ว่า ปมความขัดแย้งในพื้นที่เกิดจากการถูกปลูกฝังตั้งแต่สมัยเด็กให้เกลียดคน “ซีแย” จริงๆ แล้วความเป็นมลายูมุสลิมมีวิถีของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง
การิมกล่าวว่า ขณะนี้คนมลายูถูกกดดัน ทุกคนมีสิทธิในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับตนเอง แต่วันนี้การถูกตราหน้าจากสังคมเพียงเพราะการคิดที่แตกต่างไปจากเดิม
“ในทางกฎหมายเรายังต้องเชื่อในอำนาจรัฐ แต่โดยพฤตินัยแล้วคงไม่มีใครเชื่อ เพราะวันนี้ดูเหมือนเรากำลังเป็นกบฏของรัฐไทยโดยไม่รู้ตัว ถามว่าโรงเรียนตาดีกาจะมีไปทำไมถ้าระบบการศึกษาไทยดี ถ้าอำนาจทางการเมืองดีคณะกรรมการมัสยิดก็ไม่จำเป็นต้องมี”
“วันนี้คนปัตตานีต้องกำหนดชะตากรรมตนเอง ต้องมาถกเถียงถึงความต้องการของตนเอง พูดคุยถึงเรื่องโครงสร้างทางอำนาจที่จะส่งผลต่ออนาคตให้รู้เรื่องก่อน ส่วนบุคคลภายนอกช่วยหยุดฟังและให้เกียรติคนใน”
ปัจจุบันเมื่อ 2 ฝ่าย คือรัฐบาลกับ BRN ลุกขึ้นมานั่งคุยกัน BRN บอกว่าต้องการเอาพื้นที่ตรงนี้คืน นี่คือโจทย์ที่เกิดความขัดแย้งในเวลานี้
ถามว่าทุกวันนี้ทั้งสองฝ่ายได้คุยอย่างตรงไปตรงมากับคนในพื้นที่บ้างหรือยังว่า มองปัญหาในพื้นที่อย่างไร ทั้งเรื่องการศึกษา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธ-มุสลิม และอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ คือ เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์
“อยากเรียกร้องจากรัฐว่า เปิดโอกาสให้ทุกคนมาพูดคุยกัน จะได้เกิดการตื่นตัวทางการเมือง เพื่อทุกคนจะได้เข้าสู่ประตูซาตูปาตานีอย่างพร้อมเพรียง”
นั่นเป็นเสียงสะท้อนของคนมลายู ทั้งมุสลิม จีนและพุทธ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พยายามขับเคลื่อนสันติภาพให้เกิดขึ้น ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากเชื้อชาติ ศาสนาที่แตกต่างกัน แต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจ บริบททางกฎหมายที่สวนทางกับชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่
แม้วันนี้เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นยังหาทางแก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนทำความเข้าใจ ยอมรับ และช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา เชื่อว่าความสงบสุขคงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
| |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















