วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ชาวจังหวัดน่าน ยื่นคำขาดห้ามสร้างมัสยิด




            น่าน - ชาวพุทธเมืองน่านมาตามนัด รวมตัววัดพระธาตุแช่แห้งนับพัน ก่อนเดินขบวนถือป้ายต่อต้านการก่อสร้างมัสยิด ยื่นคำขาดผู้ว่าฯ สั่งหยุดก่อสร้าง หวั่นกระทบพุทธศาสนาเอกลักษณ์เมืองน่าน ขู่ไม่ฟังมีประท้วงหนักขึ้นอีกแน่ สะพัดคนมีสีเอี่ยว แถมมีกลุ่มการเมืองจ้องปั่นกระแสต้านทหารต่อ

          สายวันนี้ (1 มี.ค.) นายไกรศักดิ์ กันทะ นายประดิษฐ์ เพชรแสนอนันต์ และพระมหาณรงค์ศักดิ์ หรือพระมหาอ็อต วัดพญาวัด ต.ดู่ใต้ อ.เมือง จ.น่าน พร้อมชาวบ้านจาก อ.ภูเพียง และ อ.เมือง ประมาณ 1,000 คน รวมตัวกันที่วัดพระธาตุแช่แห้ง ก่อนเดินถือป้ายเขียนข้อความต่อต้านการสร้างมัสยิดของชาวมุสลิมใน ต.น้ำแก่น อ.ภูเพียง ไปตามถนน ข้ามสะพานแม่น้ำน่าน เข้าสู่ข่วงกลางเมืองหน้าวัดภูมินทร์ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกมารับทราบปัญหา และรับหนังสือข้อเรียกร้องให้หยุดการอนุญาตสร้างมัสยิดดังกล่าว

          โดยระบุว่า จุดที่จะมีการก่อสร้างมัสยิด อยู่ห่างจากวัดพระธาตุแช่แห้งเพียง 2 กม. และอยู่ใกล้ชุมชนชาวพุทธ อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ถ้ามีการเปิดใช้มัสยิด จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระงับการก่อสร้างสถานเดียว

         กลุ่มผู้คัดค้านย้ำด้วยว่า การคัดค้านก่อสร้างมัสยิดไม่ได้เกิดจากการกีดกันทางศาสนา แต่การก่อสร้างมัสยิดครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่เปิดเผย ไม่มีการประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความกังวลในหลายประเด็น

          หลังจากการเรียกร้องผ่านไป 30 นาที นายชัยรัตน์ ธาราสันติสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายคณาธิป แสนแย้ง นายอำเภอภูเพียง ได้เดินทางข่วงกลางเมือง เพื่อรับหนังสือร้องเรียนจากชาว อ.ภูเพียง และผู้ที่ต่อต้านการสร้างมัสยิด โดยมีพระมหาณรงค์ศักดิ์ เป็นตัวแทนชาวบ้านยื่นหนังสือให้ระงับการสร้างโดยเด็ดขาด

          นายไกรศักดิ์ กันทะ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน กล่าวว่า ชาวน่านไม่ได้ขัดแย้งต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่การออกมาประท้วงครั้งนี้เป็นเรื่องของศรัทธาชาวพุทธที่ไม่พอใจทางราชการอนุญาตให้สร้างมัสยิดในบริเวณที่มีชาวพุทธอยู่ และห่างจากวัดพระธาตุแช่แห้ง เพียง 2 กม.เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วควรมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะสร้าง เพราะมัสยิดดังกล่าวจะสร้างผลกระทบให้แก่ชุมชนชาวพุทธอย่างแน่นอน

“ถ้าจังหวัดยังดึงดันทำต่อไป ชาวน่านจะรวมตัวกันมากขึ้น เพื่อต่อต้านกันอีกรอบ”
          นายชัยรัตน์ กล่าวว่า จะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดทันที ซึ่งจะต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

         ขณะที่ นายคณาธิป กล่าวว่า การขออนุญาตสร้างมัสยิดไม่ใช่อำนาจของทางจังหวัด แต่อยู่ที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ส่วนการประท้วงของชาวน่านครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นเหตุผลหนึ่งในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มก็คงไม่มีการอนุญาตใดๆ เนื่องจากชุมชนเดิมไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม จะนำข้อเรียกร้องเสนอไปยังกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยเร็ว ถ้าได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วเช่นกัน

                ข่าวแจ้งว่า หลังยื่นหนังสือแล้วมวลชนทั้งหมดได้แยกย้ายกันกลับในเวลา 12.00 น.  ทั้งนี้ มีรายงานว่าการชุมนุมเป็นเจตนาบริสุทธิ์ของประชาชน ซึ่งมีการต่อต้านการก่อสร้างมัสยิดมาอย่างต่อเนื่อง แต่กระแสข่าวที่บานปลายออกไปเกิดจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฉวยโอกาสสร้างกระแส จนเสี่ยงที่จะกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนา ทั้งนี้ ยังมีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการทำให้เกิดการสร้างมัสยิด และมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้การชุมนุมดังกล่าวปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลทหารด้วย

           ส่วนชุมชนมุสลิมใน จ.น่าน เป็นประชาชนที่เข้ามาทำงานแล้วรวมตัวกันราว 60 คน เพราะต้องการแก้ปัญหาการประกอบศาสนากิจที่จำเป็นต้องมีมัสยิดไว้ ซึ่งปัจจุบันต้องเดินทางไปที่มัสยิดใน อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไกลจากที่พักไปกว่า 130 กม.









วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

ศาลอียิปต์ชี้กลุ่ม “ฮามาส” ในฉนวนกาซาเป็น “องค์กรก่อการร้าย”


ฮามาส (ปาเลสไตน์)

          ศาลอียิปต์ประกาศในวันเสาร์ (28 ก.พ.) ให้กลุ่มฮามาสแห่งพื้นที่ฉนวนกาซาในปาเลสไตน์มีสถานะเป็น “องค์กรก่อการร้าย” ถือเป็นความพยายามในการโดดเดี่ยวกลุ่มฮามาสเพิ่มเติม ของรัฐบาลใหม่แดนไอยคุปต์ ซึ่งสวนทางกับรัฐบาลของพวกอิสลามิสต์ที่ถูกโค่นอำนาจและเคยหนุนหลังฮามาสสุดตัว

          ผู้พิพากษาโมฮาเหม็ด เอล-ซัยเอ็ด แห่งศาลพิเศษว่าด้วยนิติประเด็นเร่งด่วนของอียิปต์แถลงว่า กลุ่มฮามาสมีพฤติกรรมในการก่อความรุนแรงโดยไม่เลือกหน้าทั้งต่อพลเรือนและกองกำลังความมั่นคงของอียิปต์ โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรซีนายซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายบ่อนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงของอียิปต์ไม่ต่างจากกลุ่มก่อการร้าย นับตั้งแต่ที่รัฐบาลอิสลามิสต์ในอียิปต์ภายใต้การนำของโมฮาเหม็ด มอร์ซีถูกโค่นอำนาจในปี 2013

         ในคำแถลงยังระบุว่าอียิปต์พบหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่ากลุ่มฮามาสใช้ “อาวุธหนัก”ในการก่อความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และพลเรือนของอียิปต์ อีกทั้งยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิมซึ่งถือเป็น “องค์กรนอกกฏหมาย” ตามรัฐธรรมนูญอียิปต์

         ด้านมูชีร์ อัล-มาสรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาออกโรงประณามท่าทีล่าสุดของศาลอียิปต์ พร้อมเรียกร้องให้ทางการแดนไอยคุปต์ไม่ปฏิบัติตามและทบทวนคำตัดสินนี้ โดยระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลังและถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแทรกแซงปาเลสไตน์ของอียิปต์

          ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลอียิปต์เพิ่งประกาศแบน “กองพลน้อยอิซเซดีน อัล-กัสซัม” ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของพวกฮามาส และขึ้นบัญชีดำให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายมาแล้วเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

มารู้จักกับ "ยาอัลปราโซแลม" ระบาดหนักในหมู่โจรฟาตอนี และเยาวชนใต้


                  ยาตัวนี้ มาระบาดใน ภาคใต้ ประมาน 10-11 ก่อน แต่จะเล่นในเพฉาะ ทหารเกณฑ์ไทยพุทธและ มุสลิม ที่ไปเกณฑ์ต่างบ้าน ต่างจังหวัด แล้วกับบ้านมา แล้วได้นำมาขยาย เขาสู่เยาวชน ในช่วงนั้น ไม่มีการ ควรคุม ยาชนิดนี้ และได้มีการเอาออกมา จำหน่ายอย่างเป้นจิงเป็นจัง เพราะราคา ถูก ขายได้กำไร แถมเห็นผล โดยยาชนิดนี้ ในภาคใต้ ระบาดใน นักเรียน มัธยม เร็วมาก ตอนนี้ก็ ยังมีการขาย อยู่ ในทุกกลุ่ม ทุกวัย
           ปัจจุบันมีการใช้ยาอัลปราโซแลม ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไปในทางที่ผิด เช่น นำไปใช้เป็นยานอนหลับอย่างแรงเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ หรือนำไปผสมในสารเสพติด

           ยาอัลปราโซแลม มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ เช่น “ซาแน็กซ์โซแลม” ในทางการแพทย์เราใช้ยาอัลปราโซแลม เพื่อบรรเทาหรือรักษาอาการวิตกกังวลและอาการตื่นตระหนก หรือใช้เป็นยานอนหลับในกรณีที่จำเป็น ที่มีประสิทธิภาพดีในทางรักษา


           สำหรับยาอัลปราโซแลมที่แพทย์ใช้มีอยู่ 3 ขนาด คือ 0.25 มิลลิกรัม 0.5 มิลิกรัม และขนาด 1 มิลลิกรัม โดยมีรูปร่างเม็ดรี สีที่เฉพาะตามขนาด คือสีขาว สีชมพู และสีม่วง ตามลำดับ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกขนาดยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ยานี้ออกฤทธิ์เร็วหลังจากรับประทานไปประมาณ 20 นาที ดาบย่อมมีสองคมเช่นเดียวกันกับยาอัลปราโซแลม พบว่าผู้ที่ใช้ยาอาจมีอาการหลงลืม โดยจะจำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้หลังจากที่รับประทานยาไป ทำให้เป็นที่มาในการใช้ยานี้เพื่อล่วงละเมิดทางเพศ เพราะเหยื่อจะจำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ฤทธิ์ของยาจะคงอยู่ไม่เกิน 1 วัน และถ้าดื่มน้ำมากๆ ยาก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะจนหมด นอกจากนี้ การใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการติดยาได้ทั้งร่างกายและจิตใจ และหากหยุดยากระทันหันจะเกิดอาการขาดยา มีอาการคลื่นไส้ นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย ซึมเศร้า เป็นโรคจิต หรืออาจถึงกับชักได้

            ปัจจุบัน มีการควบคุมการใช้ยาอัลปราโซแลมอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ยาในทางที่ผิด ซึ่งหากอยู่ในมือของแพทย์ก็จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ แต่หากอยู่ในมือของผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากผู้อื่นในทางมิชอบ ก็จะกลายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เช่นกัน เนื่องจากยาอัลปราโซแลม เป็นสารประกอบที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ถ้านำไปผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ผู้ที่ดื่มมีอาการง่วงซึม มึนงง สูญเสียการทรงตัวและสูญเสียความทรงจำ ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มต้องระมัดระวังกันมากขึ้น

ข้อมูลจาก : ผศ.นพ.สุวิทย์ เจริญศักดิ์
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์

ไอเอสทำลายโบราณวัตถุในอิรัก




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่ากลุ่มไอเอสในอิรักเผยแพร่วีดีโอคลิปเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงการทำลายโบราณวัตถุหลายชิ้นภายในพิพิธภัณฑ์เมืองโมซูล ทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มนักรบยังทำลายอนุสาวรีย์โบราณตั้งอยู่บริเวณประตูเนอร์กาล ซึ่งเป็นศิลปะตั้งแต่สมัยอัสซีเรีย และมีอายุเก่าแก่ราวศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช หนึ่งในกลุ่มนักรบกล่าวต่อหน้ากล้องด้วยว่า ต้องทำลายสิ่งของเหล่านี้ ซึ่งเป็น "สิ่งจอมปลอม" ไม่ใช่วัตถุที่สมควรได้รับการสักการะตามหลักศรัทธาทางศาสนา


เพียงไม่นานหลังคลิปดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ออกไป องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มไอเอสอย่างหนัก และยื่นญัตติให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) บรรจุเข้าเป็นวาระเร่งด่วนในที่ประชุมแล้ว เนื่องจากโบราณวัตถุที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมดเป็นของจริงตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย

กลุ่มไอเอสยึดครองเมืองโมซูล เมืองสำคัญทางตอนเหนือของอิรักตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว รายงานบางกระแสระบุด้วยว่า เมืองโมซูลและเมืองอีกหลายแห่งที่อยู่ใกล้เคียง เป็นสถานที่ตั้งของโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์เกือบ 1,800 แห่ง จากทั้งหมดราว 12,000 แห่งในอิรัก และคลิปการทำลายโบราณวัตถุในครั้งนี้ได้รับการเผยแพร่ออกมาไม่นาน หลังกลุ่มไอเอสเผาทำลายหอสมุดในเมืองโมซูล สถานที่เก็บรักษาพระคัมภีร์โบราณกว่า 8,000 เล่ม

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คืนสยองโจรใต้ ฝันร้ายตลอดกาล กับกลุ่มขบวนการตกทรัพย์หลอกใช้ให้ไปตาย...




นับตั้งแต่กลุ่มโจรใต้ก่อตัวมาหลายทศวรรษ ไม่มีคืนใดเลยที่โจรใต้ฝันร้ายมากที่สุดเท่ากับการพากันไปตายหมู่ในฐานนาวิกโยธิน โดยมีจอมโจรมะรอโซ จันทรวดี ผู้ก่อคดีฆ่าเผาทำลายหลายที่หลายศพ ผลที่ตามมาคือ ตายเรียบ 16 ศพ และหนีกระเจิงอย่างทุลักทุเลบาดเจ็บอีกจำนวนไม่น้อย....

ครั้งนั้นเชื่อได้ว่าฟาตอนีขวัญหนีดีฝ่อกันไม่น้อย แต่ด้วยมีขบวนการหนึ่งที่คอยยุยงให้เกิดความหึกเหิมตลอดเวลา คอยให้กำลังใจเมื่อโจรใต้เพลี่ยงพล้ำขึ้นมาใหม่ คอยปั้นเรื่องว่า "การตายของฟาตอนี" คือ การตายของนักรบอันน่ายกย่อง อันเป็นเหตุให้กลุ่มกองโจรฟาตอนีมีกำลังใจขึ้นมา โดยเจ้าฟาตอนีระดับปฏิบัติการนั้นไม่เคยเอะใจเลยแม้แต่น้อยว่า

"กูกำลังถูกหลอก"

เพราะคนตายและถูกจับคือพวกโจรฟาตอนีระดับปฏิบัติการ ส่วนพวกแนวร่วมที่คอยยุแหย่ให้ก่อเหตุ คือพวกหลอกตกทรัพย์จากการตายของพวก "ฟาตอนี"....

คราวนี้มาดูความในใจของนาวิกโยธินในคืนนั้นดู

.....ตอนสามทุ่มยี่สิบ พวกมันคลานศอกเข้ามาข้างหลังฐาน มาส่องดูพวกเราก่อน เพื่อตรวจสอบว่า พวกผมรู้ตัวหรือเปล่า แต่พวกผมใจเย็น เพราะส่องกล้องดู มันมาแค่ 8 คน ก็ปล่อย พวกผมรออย่างใจเย็น แต่ในใจก็คิดว่า เดี๋ยวมันมาแน่ แล้วราวๆตีหนึ่ง นิดๆ เสียงรถปิคอัพ มอเตอร์ไซค์ มา มันย่ามใจมาก กะจะปิดประตูตีแมวเลย เข้ามาทั้งด้านหน้าด้านหลัง

....ผมยอมรับว่า ผมไม่เคยเจอพวกมันแบบนี้ ตอนที่เห็นมันกระโดดลงจากรถ เชื่อมั้ย ในใจผมบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย พวกมันมาจริงๆ พวกมันมีตัวตนจริงๆ มันเป็นคนไทย แต่มันคิดแค้นแบบนี้ แนวคิดแบบนี้ มันจริงโว้ย ขนผมลุกซู่เลย ไม่ใช่กลัว แต่พวกผม พร้อมมานานหลายวัน พร้อมมาก ขนลุกเพราะเศร้าใจว่า ไอ้เงาดำๆที่มันถือปืนกำลังจะวิ่งเข้ามานั่น มันคนไทย แต่กลายเป็นโจรใต้ไปแล้ว ไม่มีใครอยากทำหรอกครับ แต่มันจำเป็น

....เมื่อมันเปิดฉากเข้าโจมตี ยิงเข้าใส่ทุกทาง พวกผมทั้ง นย.และนสร.ก็เต็มที่ครับ เพราะตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่า พวกเราจะต้องเจ็บตาย จะพลาดหรือเปล่า เวลานั้น ไม่ว่าฝ่ายมัน หรือฝ่ายเรา มีหนึ่งชีวิต เท่ากันครับ มีสิทธิ์เจ็บตาย เท่ากัน มีสิทธิ์ที่จะถูกมันจับ มัดมือมันเท้า แบบที่มันเตรียม เชือก ลวดมา พร้อมที่จะถูกมันยิงซ้ำ เมื่อเจ็บ พร้อมที่จะถูกมันเผาทั้งเป็นคาฐาน เพราะมันเตรียมอุปกรณ์วางเพลิงมา ถังแก๊ส กะย่างสดพวกเราทั้งเป็น แต่เพราะพวกผมวางแผน เตรียมตัวรับมาดี มั่นใจว่าเราดูแลฐานและอาวุธปืน ได้ มั่นใจว่า เราจะทำให้ชาวบ้านมั่นใจในทหารมากขึ้น เพราะในเมื่อเขาอุตส่าห์เสี่ยงตาย กระซิบข่าวพวกเราก่อน จนเตรียมตัวได้ เราก็ต้องดูแลพวกเขา แม้ว่าจากนี้ การแก้แค้น จะรออยู่เบื้องหน้าก็ตาม

.....เมื่ออยู่ที่นี่แล้ว พวกผม นย.ก็พร้อมครับ ชีวิตแลกชีวิต หากชีวิตพวกผมจะทำให้ ชายแดนใต้สงบ คนไทยุทธ มุสลิม ผู้บริสุทธิ์ ปลอดภัย พวกผมพร้อม เพราะพวกผมเป็นนาวิกโยธิน พวกผมเป็นทหารเรือ ที่สำคัญ พวกผมเป็นทหารไทย ที่จะไม่ให้ใครมาดูหมิ่นเกียรติศักดิ์ศรี และต้องรักษาฐาน รักษาแผ่นดินไทย ไม่ใช่ปล่อยให้พวกมันทำอะไรก็ได้ ทำให้ชาวบ้านอยู่ในความกลัว ผมเสียใจที่ต้องทำ เสียใจที่พวกนั้นต้องตาย แต่ให้นึกถึงเวลาที่พวกมันทำกับทหารเรา ไม่ว่าจะทบ.หรือ นย.ที่ตายไป สิบคนแล้ว เมื่อเร็วๆนี้

...นี่มันเข้ามาโจมตีฐานเราเอง ท้งเครื่องแบบ ทั้งอาวุธครบมือ พวกผมไม่มีทางเลือกอื่นครับ

... ขอให้เข้าใจพวกผม เถิดครับ ขอแค่ความเข้าใจและกำลังใจ เท่านั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้น ศพที่นอนตายหลังปะทะอาจเป็นพวกผม หรือวันใดวันหนึ่ง ก็อาจเป็นพวกผมอีก"....นาวิกโยธิน 32

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

"อาณาจักรแห่งความกลัว" (The Kingdom of Terror)


             นักวิชาการเพื่อสันติวิธีเคยเล่าให้ฟังว่า ...."จากอดีตถึงปัจจุบัน "อาณาจักรแห่งความกลัว" (The Kingdom of Terror) ถูกสร้างขึ้นยุค "รัฐนิยม" แต่ปัจจุบัน ฉายานี้ได้หายไปแล้ว กลับมีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่คือ การต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบางกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่ภายใต้ กลไกรัฐ บุคคลบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ในสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ ฉายาใหม่สำหรับพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ "ดินแดน แห่งผลประโยชน์ และดินแดน แห่งความขัดแย้ง" (The Land of Interest and the Land of Conflict) 

          ความกลัวและความคิดแบ่งแยกดินแดนเริ่มจางหายไปเรื่อย ๆ เพราะเหตุผลทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว  ประชาธิปไตยในบ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น ประตูทางการเมืองได้เปิดกว้าง นักการเมืองมุสลิมได้รับการยอมรับเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ในระดับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง การเปลี่ยนแปลงนี้ เริ่มตั้งแต่ ทศวรรษที่ 90 (พ.ศ.2533) เป็นต้นมา นับตั้งแต่ปี 2533 สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ คือ การต่อสู้นอกระบบ (Underground) ได้ลดลง

           แต่การต่อสู้ภายในระบบ (In-system) เริ่มได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวไทยมุสลิม รวมทั้ง นักการเมืองมุสลิม เพราะระบบรัฐสภาไทยได้เปิดกว้างขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บรรดาขบวนการใต้ดินทั้งหลายจำเป็นจะต้องปรับตัวเอง กับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในเมื่อตัวแทนของพวกเขาสามารถเข้าไปอยู่ในรัฐสภา และสามารถนำปัญหาของพวกเขา ไปสู่เวทีทางการเมืองอย่างเปิดเผย การต่อสู้นอกระบบการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดน ไม่ได้รับตอบสนองจากประชาชนอีกต่อไป บรรดาขบวนการใต้ดินที่หลงเหลืออยู่นั้นเป็นเพียงขบวนการก่อการร้ายธรรมดา ๆ เท่านั้น"

          สิ่งที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐควรกระทำคือ ลดเงื่อนไขและข้ออ้างของคนบางกลุ่ม ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ มักจะยกเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อต่อต้านรัฐว่า  "ดินแดนนี้ เป็นของคน เชื้อชาติไทย เท่านั้น เราคนมลายู ไม่ใช่เจ้าของ แผ่นดินนี้ ฉะนั้น เราต้องต่อสู้ เพื่อได้มาซึ่งรัฐปัตตานี เป็นของเรา" 

นี่คือข้ออ้าง ที่ใช้อยู่ในกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติเสมอมา

เล่นดนตรีมันบาป ฆ่าคนดีกว่า(ได้บุญ)




http://on.fb.me/17VqFpm

             กลุ่มไอเอสเผยแพร่ภาพการเผาทำลายเครื่องดนตรีจำนวนหนึ่งที่ยึดได้ในลิเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งต้องห้ามตามที่ไอเอสระบุไว้ เช่นเดียวกับศิลปะ และวรรณกรรม

            เว็บไซต์ข่าว อินเตอร์เนชันแนล บิสเนส ไทม์ส ประเทศอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ว่า เว็บไซต์เครือข่ายของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส เผยแพร่ภาพปฏิบัติการของกลุ่มในเมืองเดอร์นา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลิเบีย เป็นภาพของชายชุดดำปกคลุมใบหน้ายืนเรียงหน้ากระดาน เบื้องหน้ามีกลองชุด เครื่องเป่าทองเหลือง และเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าลมไม้ที่ยึดมาได้ กำลังลุกไหม้อยู่ในกองเพลิง ซึ่งเป็นไปตามข้อห้ามในกฎเกณฑ์ที่กลุ่มตั้งขึ้น โดยเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กลุ่มไอเอสประกาศบังคับใช้หลักสูตรการศึกษาใหม่ในเมืองโมซูล ทางตอนเหนือของอิรัก โดยกำหนดให้องค์ความรู้ในด้านต่างๆ เป็นสิ่งต้องห้าม ในจำนวนนั้นประกอบไปด้วย ดนตรี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่น

            ทั้งนี้ ลิเบียตกอยู่ในห้วงของการสู้รบนับตั้งแต่การสิ้นอำนาจของอดีตผู้นำเผด็จการ โมอัมมาร์ กัดดาฟี ในปี 2555 ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นของกลุ่มหัวรุนแรงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล กลุ่มแนวคิดสุดโต่ง กลุ่มสายกลาง รวมถึงกลุ่มเครือข่ายของไอเอสที่เริ่มแทรกซึมเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งในหลายเมืองด้วย โดยการขยายอำนาจของไอเอสในแถบเมดิเตอร์เรเนียนนี้ ได้สร้างความกังวลอย่างมากให้แก่ประเทศโดยรอบ

           นายโมฮัมเหม็ด ไดรี รมว.กระทรวงการต่างประเทศของลิเบีย ได้ยื่นขอเปิดการประชุมวาระฉุกเฉินต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพื่อขอให้มีการยกเลิกข้อห้ามด้านอาวุธ และอนุญาตให้ลิเบียสามารถโจมตีโต้ตอบกลุ่มไอเอสได้ เช่นเดียวกับที่อียิปต์เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศเมื่อไม่นานมานี้ หลังมีการเผยแพร่คลิปฆ่าตัดคอตัวประกันชาวอียิปต์ 21 คน.

ที่มา: http://bit.ly/1wa4mCp
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม