วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

‘ลุกมาน มะดิง’ หมดประโยชน์ถูกกำหนดให้ตาย...ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่



โดย : "แบมะ ฟาตอนี"


           ความตาย “นายลุกมาน มะดิง” ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับและเป็นที่ต้องการตัวอันดับต้นๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ก่อเหตุรุนแรงคนนี้มีหมาย ป.วิอาญาติดตัวถึง 5 หมาย เคยก่อกรรมทำชั่วในพื้นที่มาแล้วอย่างโชกโชน.....


แต่กลับ “ถูกกำหนดให้ตาย” เมื่อไร้ประโยชน์ต่อขบวนการ


          นายลุกมาน มะดิง ได้ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิตภายในบ้านญาติในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา หลังเกิดเหตุเมื่อกระแสข่าวการตายได้แพร่สะพัดออกไป กลับมีบุคคลบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ “กระทำเกินกว่าเหตุ” ตอกย้ำด้วยการเผยแพร่สภาพบ้านหลังเกิดเหตุได้รับความเสียหาย

         ผลจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จนกระทั่งนำไปสู่ความสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่กระนั้นแล้วจากการฟังข่าวมาเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการในครั้งนี้ มีการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เชิญผู้นำศาสนาในพื้นที่ทำการเกลี่ยกล่อมเพื่อให้นายลุกมานมอบตัวแต่ก็ไร้ผล..ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ให้โอกาส เดินทางไปพบกับครอบครัว นายลุกมาน ถึง 3 ครั้ง 3 ครา เพื่อให้คนใกล้ชิดช่วยพูดให้เข้ามอบตัวกับทางการแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น


  • ความตาย นายลุกมาน มะดิง “ใคร? กำหนด” 
  • ใคร?.. คือผู้อยู่เบื้องหลังในการวางแผนทั้งหมด
  • ใคร? กำหนดพื้นที่สังหาร 
  • ใคร? ปล่อยกระแสข่าวใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ว่ากระทำการเกินควรหลังเกิดเหตุ

          ผู้เขียนได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากแหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลถึงที่มาของความตายนายลุกมาน มะดิง สาเหตุเกิดจากฝ่ายตรงข้ามได้ให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือกับเจ้าหน้าที่ต่อความเคลื่อนไหวของนายลุกมาน ที่มากบดานยังบ้านญาติ ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่สังหารไว้แล้ว โดยยืมมือเจ้าหน้าที่กำจัด นายลุกมานฯ ต้องตาย “เนื่องจากหมดประโยชน์”


           น่าสงสัยกันมั๊ย!! อยู่ดีๆ มีการแจ้งความเคลื่อนไหว นายลุกมาน มะดิง มาหลบซ่อนพักพิงบ้านญาติในพื้นที่ ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ควานหาตัวแทบเป็นแทบตายแต่ไร้วี่แววความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด


           ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นมานานนับสิบกว่าปี มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน และ มีความเชื่อมโยงกับปัญหาภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม และเป็นการยากที่จะปฏิเสธ ในการปฏิบัติของกลุ่มขบวนการ มีการตัดซอยแบ่งงานกันทำ หน้าที่ใครหน้าที่มัน เพื่อตัดตอนในการสืบสาวไปถึงตัวผู้บงการตัวจริง เช่นเดียวกับสมาชิกบางคนที่หมดประโยชน์จะมีการกำจัดทิ้งโดยยืมมือเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกล่อให้เข้าทำการติดตามจับกุม ปล่อยข่าวมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ ผลลัพธ์อย่างที่เห็น 

“ความตายนายลุกมาน มะดิง”เป็นความตั้งใจของกลุ่มขบวนการ


          ขบวนการบีอาร์เอ็น กระทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุ และรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตน “แสดงความมีตัวตน” ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ขณะเดียวกันทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ กล่าวหามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน บิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานี ความไม่ได้รับความเท่าเทียมในสังคม การบังคับใช้กฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อใส่ร้ายเจ้าหน้าที่สร้างความเกลียดชัง นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม ทำลายการอยู่ร่วมพหุวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่

          แท้จริงแล้วกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มที่ไร้อุดมการณ์ เป็นกลุ่มโจรที่มุ่งแสวงแต่เรื่องผลประโยชน์ เป็นนักรบหน้าตัวเมียมุดผ้าถุง หลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืดไม่กล้าเปิดเผยตัว ที่สำคัญเป็นกลุ่มคนบาป “บิดเบือนได้แม้แต่ศาสนา” ฆ่าได้แม้ผู้นับถือศาสนาเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเข่นฆ่ากันเองภายในองค์กร...

         ฝากไปยังผู้ที่หลงผิดทำงานรับใช้ให้กับกลุ่มขบวนการอยู่...ศพต่อไปอาจจะเป็นคุณ!! หากยังไม่หันหลังให้กับองค์กรชั่วองค์กรนี้..แล้วลูกเมียคุณจะอยู่กับใคร?

คนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ


คนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ “แม่ทัพภาค 4” เมินโจรใต้ขู่ตั้งค่าหัว 1 ล้าน



          คนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ “แม่ทัพภาค 4” เมินโจรใต้ขู่ตั้งค่าหัว 1 ล้าน ย้อนเอาเวลาไปขโมย “นกเขา-นกกรงหัวจุก” ได้มากกว่า


          เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Suding Su Patani ได้โพสต์ภาพของ พล.ท.ปิยวัฒน์ ลงบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา แล้วเขียนว่า “ประกาศตัดหัวให้ 1,000,000” ว่า ตนคิดว่าขบวนการพวกเขาน่าจะมีความระส่ำระส่าย ไม่สามารถควบคุมกันได้ ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ด้านเศรษฐกิจ และมวลชน จึงหันมาโพสต์ข้อความแบบนี้ขึ้นมา ขณะเดียวกันเงิน 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก สำหรับพวกขบวนการที่แอบอยู่ข้างบนภูเขา ตนจึงคิดว่าการที่โพสต์ประกาศค่าหัวตนนั้น เป็นเพียงการลดปมด้อยของพวกเขา ที่ไม่มีงาน ไม่มีอาชีพ อีกทั้งก็ไม่มีใครสนับสนุนเงินทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภัยแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก็ไม่ให้ความสนับสนุนเช่นกัน ดังนั้นเงิน 1 ล้านบาท จึงมีค่า และมีความหมายสำหรับพวกเขา


          พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวต่อว่า ในความเป็นจริงประชาชนในพื้นที่ เขาปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ซึ่งพวกเขามองว่าเงิน 1 ล้านบาท ไม่มีค่าสำหรับเขา เพราะว่าพี่น้องประชาชนมีอาชีพสุจริต มีรายได้ และมีงานทำกับโครงการของรัฐบาล จึงทำให้มีความมั่งคั่ง และยั่งยืน อาทิ มีโครงการเลี้ยงไก่เบตง เลี้ยงปลากือเลาะ และเลี้ยงกบภูเขา เป็นต้น ถือเป็นโครงการที่ดีในการสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนตั้งใจประกอบอาชีพ ตนเชื่อว่า 1 ปีต้องมีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทแน่นอน


        “ผมคิดว่าคนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ ซึ่งคนที่เขียนเรื่องนี้มาบ่งบอกอยู่แล้วว่ามีความคิดอย่างไร เงิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องมาทำอะไรผมหรอกครับ ไปขโมยนกเขา นกกรงหัวจุกเถอะ 2 ตัวก็ได้ 2 ล้านแล้ว ไม่ต้องเสี่ยงมาสังหารผม” พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าว

            เมื่อถามว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น จะเพิ่มมาตรรักษาความปลอดภัยให้ตนเองหรือไม่ แม่ทัพภาค 4 กล่าวว่า ทำงานตามปกติไม่มีอะไร ซึ่งเรื่องนี้ถ้ามองอีกมุมคิดว่าดีเสียอีกให้เขามาหาเรา เราจะได้ไม่ต้องไปหาเขา

         เมื่อถามต่อว่า แล้วเชื่อมโยงกับโครงการพาคนกลับบ้าน หรือไม่ พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับโครงการนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เขาไม่ต้องการความรุนแรง แต่ต้องการความสงบ ซึ่งการนำโครงการต่างๆ ลงไปในพื้นที่ ทำให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงการพัฒนา โดยใช้หลักมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

——————–

โจรใต้ฉวยโอกาส!! ดักซุ่มในป่ายิงจนท.บาดเจ็บสาหัส 1 นายที่นราธิวาส




             เมื่อช่วงเย็นวันที่ (5 ก.ค.) เจ้าหน้าที่รับแจ้งมีเหตุเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4213 ถูกคนร้ายดักซุ่มยิงที่บริเวณลำธาร หลังที่ตั้งฐานปฏิบัติการณ์ชั่วคราวของกองร้อยทหารพรานที่ 4213 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านไอร์กรอส ม.6 ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 1 นาย จึงสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

             โดยพบที่โขดหินด้านล่างของลำธาร ซึ่งเป็นทางลาดอยู่ต่ำกว่าฐาน 10 เมตร มีกองเลือดจำนวนหนึ่งตกอยู่ ส่วนที่บริเวณป่ารกทึบด้านขวามือ ห่างจากกองเลือดประมาณ 70 เมตร เจ้าหน้าที่พบร่องรอยคล้ายทางเดิน มีกอไม้และกิ่งไม้หักอยู่ ซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่คนร้ายใช้อาวุธปืนดักซุ่มยิง แต่ไม่พบปลอกกระสุนปืนของคนร้ายทำตกหล่นไว้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นป่าที่ค่อนข้างรกทึบ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคือ ส.ท.มินทร ทัศนัยนา อายุ 28 ปี ซึ่งถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณหน้าอกขวา 1 นัด เพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลสุคิริน ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่เนื่องจากอาการสาหัส แพทย์จึงได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก

           จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.ท.มินทร ได้เดินลงจากฐานปฏิบัติการณ์ช่วยคราว เพื่อลัดเลาะไปอาบน้ำที่บริเวณลำธาร และขณะที่ ส.ท.มินทร กำลังเดินอยู่นั้น ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวดักซุ่มอยู่ในป่ารกทึบบริเวณลำธาร จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงใส่ ส.ท.มินทร จำนวน 1 นัด เมื่อถูกกระสุนปืน ส.ท.มินทร จึงล้มลงทั้งยืน แล้วคนร้ายได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไป

          ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี โดยอาศัยความชำนาญในพื้นที่ ดักซุ่มยิงเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่กับชุดเฉพาะกิจนราธิวาส ในการตรวจค้นและกดดันกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่เคลื่อนไหวอยู่บนเทือกเขา

——————–

ผลพิสูจน์อาวุธปืน BERETTTA ขนาด 9 มม.ของ “ลุกมาน มะดิง” พบใช้ก่อเหตุรวม 6 คดี

Image result for ลุกมาน มะดิง



               
            เผยผลตรวจสอบอาวุธปืน 9 มม.ของ “ลุกมาน มะดิง” คนร้ายที่ถูก จนท.วิสามัญ ภายในบ้านเป้าหมายใน ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา พบใช้ก่อเหตุเพียบรวมแล้ว 6 คดี และผลปืนเชื่อมโยงเหตุการณ์มากถึง 59 เหตุการณ์
            จากกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร่วมติดตาม และจับกุมโดยการบังคับใช้กฎหมาย ในพื้นที่บ้านเป้าหมาย ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา หลังจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า มีผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง ได้เข้ามาเคลื่อนไหว และหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านเลขที่ 163 ม.4 ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา
          ซึ่งในระหว่างการเจรจาเพื่อให้บุคคลเป้าหมายออกมามอบตัวนั้น ได้เกิดการยิงปะทะกันขึ้น จนเป็นเหตุให้ นายลุกมาน มะดิง อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา คดีความมั่นคง จำนวน 5 หมาย ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฯ เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนขนาด 9 มม. ของคนร้ายได้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
              ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (4 ก.ค.) มีรายงานจากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา สรุปผลการตรวจสอบอาวุธปืน BERETTTA ขนาด 9 มม. ที่ยึดได้จาก นายลุกมาน มะดิง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า อาวุธปืนกระบอกนี้ใช้ก่อเหตุ 6 คดี (รวมทั้งเหตุการณ์ล่าสุด) และผลปืนสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งหมด 59 เหตุการณ์ (ปืนเชื่อมเหตุ)
สำหรับผลปืนกระบอกดังกล่าว พบว่า ใช้ก่อเหตุ ดังนี้


เหตุการณ์ที่ 1
 เมื่อวันที่ 25 ก.ค.55 เหตุการณ์ระเบิดแล้วยิงตำรวจชุด รปภ.ครู สภ.ท่าธง เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ที่ ม.7 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา


เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ก.ย.55 เกิดเหตุยิงแล้วเผา อส.ทพ.เสียชีวิต 3 นาย และชาวบ้าน 1 ราย ที่ ม.13 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา


เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.56 เกิดเหตุระเบิดแล้วยิงเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ที่ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา



เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อวันที่ 23 ม.ค.58 เกิดเหตุคนร้ายยิง อส.เสียชีวิต 2 นาย เอาปืนไป 3 กระบอก (ในจำนวนนั้นมีปืน 9 มม. ลูเกอร์) ที่ ม.2 ต.บาโงย อ.รามัน จ.ยะลา


เหตุการณ์ที่ 5 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.59 ชุดปราบยาเสพติดยิงปะทะคนร้าย จับได้ 3 ราย หลบหนี 1 ราย ที่ ม.4 ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา



และเหตุการณ์ที่ 6 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.60 นายลุกมาน ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ภายในบ้านเลขที่ 163 ม.4 ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา พบปลอกกระสุน จำนวน 41 ปลอก

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ความโหดร้าย...ไร้ความเป็นมนุษย์ในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์



โดย...มลายูบางกอก


          เราทุกคนทั่วโลกล้วนรู้ดีว่าเดือนรอมฎอน เป็นเดือนแห่งความเมตตาจากพระผู้อภิบาล แห่งสากลจักรวาล ที่พระองค์ทรงมีให้แก่ชั้นฟ้าและแผ่นดิน ดังนั้นในเดือนรอมฎอนของทุกๆ ปีบรรดาปวงบ่าวผู้ศรัทธาจะพยายามปฏิบัติอิบาดะฮฺ เพื่อสนองคำบัญชาของพระองค์ที่ได้สั่งใช้ และให้ละเว้นในสิ่งที่พระองค์ ทรงห้าม จุดประสงค์เดียวเท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาได้ตั้งใจทำอิบาดะฮฺ ก็เพื่อทำการภักดีที่มีต่อพระองค์อย่างแท้จริงและหวังความโปรดปรานความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์


          แต่ก็ยังมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นมนุษย์ แต่จิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉานขาดความยำเกรง ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 การกระทำอันโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมของกลุ่มที่มีจิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉานแต่มีร่างกายเป็นมนุษย์ ที่ได้สร้างความเสียใจสะเทือนใจ ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ต่อประชาชนทั่วประเทศที่ได้รับทราบข่าวสาร 

           ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการ กองร้อย 15324 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 จำนวน 10 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เมื่อลาดตระเวนมาถึงจุดเกิดเหตุ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องที่ได้ซุกซ่อนฝังไว้ใต้ผิวถนน เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิต จำนวน 6 นาย เป็นนายทหารชั้นประทวน 1 นาย พลทหาร 5 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย




            การกระทำอันโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่ได้สร้างความเสียใจสะเทือนใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ต่อประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่มุสลิมทั่วโลกต่างมุ่งขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) แสวงหาสร้างความดี งดเว้นการกระทำชั่วร้ายทั้งปวงตามบัญญัติอิสลาม
         มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ รู้ดี รู้ชั่ว อะไรควรกระทำและอะไร ไม่ควรกระทำ ในห่วงเดือนอันศักดิ์สิธิ์นี้ ต่างจากสัตว์เดรัจฉานซึ่ง คิดดีไม่ได้ ทำดีไม่เป็น ไม่รู้ว่าอะไรควรกระทำ และอะไรไม่ควรกระทำ เปรียบเช่นเดียว กับ กลุ่มสัตว์เดรัจฉานกลุ่มนี้ที่ได้ตั้งกลุ่มเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ไม่ให้ความยำเกรงเคารพภักดี ได้ฆ่าชีวิตผู้ปกป้องแผ่นดิน และดูแลสร้างความสงบสุขต่อประชาชนของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จนเกิดการนองเลือด บนแผ่นดินที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.)สร้าง กลุ่มสัตว์เดรัจฉานกลุ่มนี้แน่นอนอัลลอฮฺ (ซ.บ.)ได้ห้ามสวนสวรรค์แก่เขา และที่พำนักของเขาก็คือนรก..........


---------------

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คนร้ายลอบบึ้มเสาไฟแขวนป้ายผ้า หวังสร้างสถานการณ์ ก่อนเดือนรอมฎอน



          วันนี้ (5 พ.ค.) พ.ต.ท.ศราวุธ เจี้ยงเต็ม รอง ผกก.สอบสวน สภ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ได้รับแจ้งมีเหตุลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า และแขวนป้ายบริเวณสะพานจึงรีบไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะบ้าย้อย และได้ประสานงานกับปลัดอำเภอสะบ้าย้อย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดของ ฉก.ตชด.43(EOD) ไปตรวจสอบ





         ที่เกิดเหตุพบเสาไฟฟ้าจำนวน 1 เสา ถูกวางระเบิดตัดขาดที่โคนเสา แต่ยังไม่ล้ม เนื่องจากเสายึดติดกับเสาอีกต้นที่อยู่ติดกัน และไม่ถูกแรงระเบิด บริเวณบ้านดารู ต.ธารคีรี อ.สะบ้าย้อย ส่วนอีกพื้นที่มีการแขวนป้ายผ้าบริเวณสะพานคลองน้ำขุ่น รอยต่อ ม.5 ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา




          จากการตรวจสอบพบเศษวัตถุระเบิดที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ พบว่าเป็นระเบิดแบบแสวงเครื่องที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้นำมาวางไว้ คาดว่าน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ ก่อนเดือนรอมฎอนที่จะมาถึงนี้







วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผกร.หมดมุก ทำกันเองโยนผิดให้เจ้าหน้าที่



         จากกรณี เพจ Suara Patani ได้โพสต์ภาพและข้อความเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 กล่าวหาเจ้าหน้าที่ความมั่นคงว่ามีใบสั่งให้ทีมสังหารคนในพื้นที่ มีใจความว่า

        "ทีมงูเต๊ะ" เป็นคำศัพท์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งปาตานี โดยความหมายของคำนี้คือ "ทีมเก็บเงียบ" หรือ "ทีมสังหาร" เป็นมือมืดที่ชาวปาตานีหวาดกลัว "ทีมงูเต๊ะ" เป็นอีกหนึ่งปริศนาในพื้นที่ปาตานีตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

        *ช่วงนี้ (ตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนรอมฎอน) ขอเตือนให้ทุกคนระวังทีมงูเต๊ะ

       จากข้อความข้างต้น ขอบอกเลย ผกร. หมดมุกแล้วจริงๆ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าแท้จริงแล้ว BRN และ เพจ Suara Patani สองหัวตัวเดียวกัน เพจ Suara Patani เป็นเพจเฟสบุ๊คของแนวร่วมสนับสนุนกลุ่มขบวนการ BRN มีการปลุกระดมก่อให้เกิดความเกลียดชังในเรื่องของเชื้อชาติและศาสนา สร้างความขัดแย้งในแนวความคิด ทำให้พี่น้องในพื้นที่ชายแดนใต้เกิดความแตกแยก เกิดความหวาดระแวงในการดำเนินชีวิตต่อกันอย่างร้ายแรง 

        โดยที่ผ่านมา เพจ Suara Patani จะมุ่งบิดเบือนข้อมูลความจริงกล่าวหาใส่ร้ายโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานมาโดยตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้ที่ไม่รู้ความจริงหลงเชื่อ เกิดการเข้าใจผิด เกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านทำมาหากิน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้กันดีว่า เจ้าหน้าที่ทำงานหลักคือปกป้องดูแลชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่



         เมื่อดูรูปที่ เพจ Suara Patani นำมาบิดเบือนมองแล้วเป็นการใช้มุกเก่าๆ เดิมๆ ได้มีการผลิตภาพพร้อมข้อความซึ่งไม่สามารถตรวจหาที่มาที่ไปได้ กล่าวหาใส่ร้ายโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ว่าจัดชุดทีมงูเต๊ะ (ทีมเก็บเงียบ หรือ ทีมสังหาร) ล่าสังหารชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้กันดีว่าเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการเอง โดยการหักหลังกันเองที่ทำงานพลาดรวมถึงการหักหลังผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติดพร้อมกับ ผกร.หลายคนในพื้นที่มีความเบื่อหน่ายจากกลุ่มขบวนการต้องการออกจากกลุ่มแนวร่วมพร้อมกับการให้ข่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเหตุนี้เองกลุ่มขบวนการจึงต้องล่าสังหารคนของตัวเอง เพื่อเป็นการปิดปากและโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหวังว่าจะยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ท่านลองคิดดูสมมุติเจ้าหน้าที่รัฐกระทำจริงป่านนี้คงไม่มานั่งแหกปากกันหรอก และจะมีโครงการพาโจรกลับบ้านไปทำไม เจ้าหน้าที่เก็บเองไม่ดีกว่าหรือ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพจ Suara Patani ได้กระทำการตัดต่อภาพโดยการโพสต์ภาพและข้อความในเชิงหมิ่นสถาบันเบื้องสูงอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงเว็บไซต์บางสำนักได้มีการเอาข้อมูลมาเผยแพร่โดยไร้การตรวจสอบข้อเท็จจริงอาจนำไปสู่ความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วย


          เพจ Suara Patani เคยนำข้อมูลมาบิดเบือนหลายครั้ง เช่น กรณีการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โพสต์เมื่อ 27 เมษายน 2560 (เข้าไปดูเอง) , กรณีชาวบ้านทุ่งยางแดงโมเดลโวย!!!ทหารเต็มพรึ่บในสวนยาง!!! โพสต์เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2560 โดยกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในสวนยาง สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวสวนยางที่จะทำการกรีดยาง ซึ่งจาการตรวจสอบความจริงแล้ว เป็นรูปของกองร้อยทหารพรานที่ 4713 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 ได้ทำการโพสต์ภาพนิ่ง และเป็นคลิปวีดีโอทำการเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2554 เป็นรูปการฝึกของกองร้อยทหารพราน ไม่ได้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพของประชาชน และไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ตามที่เพจ Suara Patani กล่าวอ้างแต่อย่างใด มาครั้งนี้ก็ยังคงใช้แนวทางเดิมๆ ในการบิดเบือนข้อมูลสร้างความเท็จใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ตามจิตสำนึกต่ำๆ ที่เคยทำตามเคย


         ความร่วมมือของ BRN ที่ฆ่าเพราะหักหลังกันเองภายในกลุ่มแล้วโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ โดยให้เพจ Suara Patani เป็นผู้ลงมือโจมตีนั้นเป็นการกระทำของพวกไร้ศาสนาทำเพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนเท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่อย่างไรก็ดีขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อการกระทำที่บิดเบือนความจริงเหล่านี้ และขอให้ร่วมมือกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้


        ด้วยการช่วยกันรายงานเฟสบุ๊คที่มีชื่อผู้ใช่ว่า “Suara atani”https://www.facebook.com/Suara-Patani-234450210066094/…หรือ ส่งข้อมูลไปถึงกระทรวง ICT เพื่อปิดเฟสบุ๊คที่สร้างความแตกแยก บิดเบือนข้อมูล โฆษณาชวนเชื่อ ทำลายความสุขของพี่น้องประชาชน และป้องกันสถานการณ์รุนแรงความเข้าใจผิดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนำสันติสุขกลับคืนสู่ชายแดนใต้
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม