แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์มุสลิม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์มุสลิม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เถียงเรื่องนิยาย ตายเพราะนิยาม

วันนี้ในอดีต  27 ก.พ.54

ผมชอบอ่านเรื่องราวใน wikipedia  วันนี้ 27 ก.พ. ในเมืองไทย
ก็ตรงกับวันอาทิตย์ ในขณะที่กำลังซดกาแฟโดย(ไม่ได้แปรงฟัน)
ก็เปิดอ่านเรื่องราววันนี้ในอดีต ก็ไปเจอรายการที่สามก็พบรายการ
วันนี้ในอดีตรายการหนึ่ง มีข้อความว่า



เีืรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ก็คือ
ความขัดแย้งกัน เกี่ยวกับเรื่องนวนิยาย ที่แต่ละลัทธิ แต่ละศาสนา
สร้างขึ้นมาเพื่อ ผลทางจิตใจของศาสนิกของตัวเอง  ทีนี้ถ้ามันอยู่
ในกลุ่มของ ลัทธิตนเอง ก็คงไม่มีปัญหา

แต่นวนิยายที่ต่างคนต่างแต่งกันขึ้นมา ต่างลัทธิ ต่างก็แต่งนวนิยาย
ของตนเองขึ้นมา  ที่นี้พอนวนิยายเหล่านี้ ดันไปขัดแย้งกับนวนิยายของ
ลัทธิอื่น  ปัญหาก็เกิดละครับ

ต่างลัทธิกัน ต่างความเชื่อกัน ก็มานั่งเถียงกันละว่า นิยายของเอ็ง
ผิด ของข้าถูก นิยายของข้าถูก ของเอ็งผิด  อย่ากระนั้นเลย
จงทำลายนวนิยายเรื่องนี้ซะ เผามันทิ้งซะ

กรณีเผารถไฟ 27 ก.พ.  ความเป็นมาของเรื่องนี้ก็คือ 1,500 ปี
ก่อนคริสตศักราช หรือเมื่อ 3,500 ปีก่อน ชาวฮินดูที่นับถือ
นวนิยรามเกียรติ์ ที่สอนสาวกของตนเองให้เชื่อว่า
พระราม อันเป็นพระเอกของเรื่อง ประสูติ ที่เมืองอโยธยา 
รัฐอุตตรประเทศ 


นวนิยายเรื่องนี้บอกว่า พระรามถูกเนรเทศ ออกจากอโยธยา
เป็นเวลา 14 ปี โดยมีนางสีดา ชายาผู้ภักดี และพระลักษมณ์ 
พระอนุชาสุดที่เลิฟ ติดตามไปด้วย



ข้างฝ่ายจอมวายร้ายของเรื่อง ทศกัณฐ์ซึ่งครองกรุงลงกา 
ดันทะลึงไปลักพาตัวนางสีดาไป (ซึ่งตามนวนิยายนี้ ก็บอกไว้ว่า
ที่ทางสีดานี้ ก็คือลูกสาวของทศกัณฑ์)  พระรามจึงทำสงคราม
กับทศกัณฐ์ (แย่งผู้หญิงกัน) ที่สุดพระรามชนะเพราะมีบรรดา
สัตว์ติรัฉฉาน คนไทยชอบเรียกว่า เดียรัฉฉาน (คำว่า ติรัฉฉาน
แปลว่า สัตว์โลกผู้ไปในทางขวาง คือ ไม่สามารถยืนตรง
และเดินได้เหมือนมนุษย์  สัตว์พวกนี้ เวลาไปไหนมาไหน
หัว หรือ ศรีษะ จะนำหน้าเสมอ) พระรองของเื่รื่อง 
ยกเอาบรรดาฝูงลิงอมตะ (ไม่มีวันตาย ตายเมื่อไหร่ ลมพัด
ก็ฟื้น) ฝูงลิงหนุมานช่วย 

เมื่อชนะสงคราม พระรามจึงพานางสีดากลับพระนคร
คนฮินดูถือว่า พระรามคือแบบอย่างแห่งยอดบุรุษและยอดกษัตริย์
และนางสีดา คือ นางแก้วในอุดมคติของคนอินเดีย

สถานที่ที่เชื่อกันว่าพระรามประสูติในรัฐอุตตรประเทศนั้น ชาวฮินดููในสมัยปัจจุบันเชื่อกันว่าชาวฮินดูโบราณได้สร้างวัดถวายเอาไว้ด้วย

นวนิยายเรื่องนี้ ได้รับความกระทบกระเทือนเมื่อปี ค.ศ.1526 หรือ 481 ปี
ก่อน เมื่อกษัตริย์บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่าน ของมองโกเลีย ยึดอินเดียได้จึงสถาปนาราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์นี้นับถือศาสนาอิสลาม 

อีก 2 ปีต่อมา มีการสร้างมัสยิดตรงสถานที่ที่เชื่อว่าเคยสร้างวัดฮินดูมาก่อน  (อันนี้ คือการที่กษัตริย์ ไปย่ำยีหัวใจของฮินดูเป็นครั้งแรก) 

39 ปี ต่อมา ค.ศ.1855 ฮินดูกับมุสลิมตีกันเรื่องนี้ที่เมืองอโยธยา วัดของกู
มัสยิสของกู กูมาก่อน มึังมาหลัง สุดท้ายก็มีมีคนตายสังเวยความเชื่อใน
นวนิยายของลัทธิตนเองไป 75 คน 

อีก 2 ปีต่อมา นักบวชชาวฮินดูสร้างที่บูชาพระรามเล็ก ๆ ใน มัสยิดบาบรี ทั้งชาวฮินดูและมุสลิม ต่างเดินเข้าไปในบริเวณนี้เพื่อปฏิบัติ ศาสนกิจของตน
เหมือนจะซ่อนนัยยอะไรบางอย่าง เช่น อยู่ร่วมกันได้ แต่ดูอีกมุมหนึ่งก็เหมือน
ฮินดูเจตนา ดูหมิ่นอีกศาสนาหนึ่ง เพื่อเป็นการแก้แค้น ที่เองดันมาสร้าง
มัสยิสแทนที่วัดเก่าของ ฮินดู มันหยามกันนี่หว่า 


ถ้าพิจารณาโดยพื้นฐาน พวกฮินดูนี่ แม้แต่ศาสนาเดียวกัน(ฮินดู) ก็บลัฟกันเองอยู่ประจำ พระอิศวร พระนารายณ์ พระศิวะ พระวิษณุ พระอะไรต่อมิอะไร องค์นี้เหนือกว่า องค์นี้ สร้างไอ้นี่ องค์นี้มีฤทธิ์ปราบไอ้นั่น  จนผลสุดท้าย ทะเลากันเอง กว่าจะจบลงได้ ต้องแต่งนวนิยายเรื่องใหม่ คือ ตรีมูรติ เพื่อให้
บรรดาพระเจ้า ปรองดองกันได้ แบ่งกันใหญ่ แบ่งกันเก่งได้

ย้อนกับไปที่ความขัดแย้งเรื่องนี้ หลายปีต่อมา ความขัดแย้งระหว่างคน 2 ศาสนาก็ยังฮึ่มๆใส่กัน อังกฤษผู้ปกครองคนใหม่ก็จึงทำกำแพงแยกกันซะเลย 

นักบวชฮินดูขออนุญาตทางราชการเพื่อสร้างวัดฮินดู แต่ศาลปฏิเสธ แม้ว่าจะอุทธรณ์ แต่ก็ยังโดนปฏิเสธ (อิอิ ศาลนับถือลัทธิอะไร) 

ความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนาในการแย่งสถานที่แห่งนี้ระบาดเป็นการจลาจลไปทั่วประเทศ

เหตุมันเกิดเพราะขัดแย้งกัน แต่ดูไปดูมา เวลาประชาชนทะเลาะกัน
เอาเรื่องไปพึ่งศาล ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย  พอศาลตัดสินออกมาไม่
ถูกใจฝ่ายใดฝายหนึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาละครับ ก็ไม่สบอารมณ์
ไม่ฝายใดก็ฝ่ายหนึ่งที่แพ้ความ  แต่กรณีนี้ ศาลในอินเดีย ท่านก็
นับถือศาสนาหนึ่งในสองที่เขากำลังตีกันนี่แหละครับ ผลของการ
ตัดสินย่อมไม่เป็นที่สบอารมณ์แน่นอน

ค.ศ.1949  มีคนฮินดูอุตริ แอบเอารูปเคารพของพระรามและนางสีดา เข้าไปวางไว้ในมัสยิด ทั้ง ๆ ที่ทราบว่า อิสลามไม่มีรูปเคารพ ก็ทะเลาะกันอีก รัฐบาลอินเดีย ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังงัย ก็เลยประกาศให้ให้ศาสนสถาน
แห่งนั้นเป็นดินแดนพิพาท และไขกุญแจปิดตายมัสยิด (ทะเลาะกัน
ดีนัก  มึงไม่ต้องใช้ทั่งคู่แหละ)

ปีถัดมาทั้งมุสลิมและฮินดูไปยื่นขอต่อศาลขอเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ศาลยืนกรานแบบเดิม คือ ถ้ามึงยังทะเลาะกันไม่เลิก ได้ไม่ต้องใช้มันทั่งคู่และวะ

ค.ศ.1983  ฮินดูรุกคืบใหม่ โดยอาศัยสภาฮินดูโลก รณรงค์จะสร้างวัดฮินดูตรงมัสยิดที่ว่า (นัยยก็คือการแก้แค้น เพราะเองมาสร้างมัสยิสทับวัดของตรู) ฮินดูขอให้ศาลเปิดกุญแจ 

อีก 3 ปีถัดมา ศาลตำบลก็ออกคำสั่งให้เปิดมัสยิด (ศาลท่านนี้ เป็นฮินดูหรือป่าว อิอิ) ให้คนฮินดูเข้าไปสักการะในมัสยิดได้ ทำให้มุสลิมทั้งโลกโศกเศร้า และจำเป็นต้องเศร้า และจำเป็นต้องขยายความเศร้าให้มาก ๆ เพราะว่า มุสลิมทั้งโลกเป็นพี่น้องกัน ตามที่มีคนเอามาปลุกปั่น

ค.ศ.1989 เมื่อ 18 ปีก่อน นายกรัฐมนตรีอินเดีย นายราจีฟ คานธี อนุญาตให้มีการฉลอง การขุดดินเพื่อสร้างวัดฮินดู ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดเพียง 58.5 เมตร จึงเกิดความขัดแย้ง ทางศาสนา ตามด้วยมีการจลาจลใหญ่ คนตายไป 600 คน

ค.ศ.1990 ผู้นำฮินดูก็เริ่มเดินขบวนด้วยรถม้าเพื่อชักชวนให้มีการสร้างวัดพระราม เหตุการณ์บานปลายทำให้มีอาสาสมัครศักดิ์สิทธิ์ฮินดูมารวมตัวกัน
ที่อโยธยาหลายหมื่นคน ตำรวจยิงตายไป 30 คน (เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เพราะวา ตำ ที่ยิงคนตายไป ไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็๋นตำเลาะ) 

รายงานข่าวไม่ได้เคยบอกให้โลกทราบว่า ตำรวจเหล่านั้นเป็นมุสลิม 
อาสาสมัครบางกลุ่มก็โต้กลับด้วยการเล่นงานมุสลิมใกล้มัสยิด พวกมุสลิมก็จับอาวุธสู้ ทำให้มียอด คนตายเพิ่มไปอีกกว่า 100 คน


บั้นปลายท้ายที่สุด ก็จะมีการสร้างวัดฮินดูในอาณาบริเวณที่่มุสลิมบอกว่า ย่ำยีหัวใจมุสลิม มันมีมัสยิดบาบรี อยู่  โดยมุสลิมเจตนาหลงลืมว่า
มัสยิสดังกล่าวนั้น สร้างลงทับพื่้นที่วัดเดิมของฮินดูอยู่ ต่างคนต่างอ้าง เอาเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อลัทธิของตนเอง

นายกรัฐมนตรีนาราสิมฮา ราว ขอให้หยุด ปะทะกันซัก 3 เดือน เมื่อพ้น 3 เดือน คนฮินดู 3 แสนมารวมตัวกัน อาสาสมัครศักดิ์สิทธิ์ หลายพัน ที่มีแค้นฝั้งหุ่นที่ว่า พวกเองมาสร้างมัสยิส ทับที่วัดเก่าของตรู ก็ได้เข้าไปทำลาย มัสยิดอีก

แล้วเรื่องราววันนี้ในอดีตที่ผมอ่านเมื่อตะกี้นี้ ก็มาถึง  27 ก.พ. 2545 
ชาวฮินดูผู้เดินทางจะไปเมืองอโยธยา ถูกมุสลิมจุดไฟเผาในขบวนรถไฟ พวกฮินดูจึงโต้ตอบกลับ คราวนี้ตายไป 500 คน

ทุกวันนี้ ทุกทีที่มีการปลุกระดมให้ทําลายมุสลิม 
พวกฮินดูหัวรุนแรงก็มักจะยกเอาพระรามในเรื่องรามเกียรติ์มาอ้าง 
ส่วนพวกฮินดูสันติก็อ้าง นางสีดา นางเคยบอกพระรามตอนที่จะตามยักษ์แห่งป่าทันทกาไปว่า “ท่านกำลังทำบาปซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของพวกอวิชชา ที่คนโง่มักเอียงเข้าไปหา บาปที่ว่าคือการสังหารคนที่ไม่ได้ทำความผิด โอ้ ผู้เป็นวีรบุรุษ คำสวดของฉันก็คือ เมื่อท่านถือศรเป็นอาวุธ ท่านก็จะทำสงครามกับพวกยักษ์ผู้มีป่าเป็นบ้าน ท่านต้องไม่ฆ่าผู้ที่ไม่ผิด”


ทั้งหมดนั้นก็คือความเดือดร้อนรำเค็ญ เพราะดันไปอ่านนิยายคนละเล่ม
นับถือคนละแบบ  ทีนี้ถ้านับถือคนละแบบ ถ้าต่างคนต่างอยู่จะไม่เกิด
เรื่องนี้ขึ้นมาเลย  นับตั้งแต่มุสลิมคนแรกย่ำยีฮินดู คือกษัตริย์บาบาร์ 
ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่าน ดันทรงพระทะลึงไปสร้างมัสยิสทับลง
บนวัดฮินดู ที่มีตั้งมากมาย ก็ไม่ทรงGet  ดันไป Get บนวัดฮินดู

มันก็เลยล้างแค้นกันไปล้างแค้นกันมา แล้วอ้างอ้างนวนิยายของ
ลัทธิตัวเอง เพื่อสร้างความชอบ(ทำ)ธรรม ในการรุกรานศาสนาอื่น
ฆ่าคนลัทธิอื่น แล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ พวกเราทุกคนในโลกเป็นพี่น้องกัน
แต่ไม่เป็นพี่น้องกับศาสนาอื่น  เพราะฉนั้น เราจึงมีความชอบธรรม
ในการรุมกินโต๊ะมัน เหยียบย้ำย่ำยีมัน  เรื่องมันก็เท่านั้น

ต้นตอของต้นเหตุ ก็คือคำสอนในศาสนา ที่สอนให้ศาสนิกของตนเอง
เบียดเบียนผู้อื่น โดยอ้างพระเจ้าได้ คนเลว ๆ ในศาสนานั้น ๆ ก็หยิบ
ยกเอาคำสอนนั่นแหละ มาสนับสนุนการทำควมเลวริยำของตนเอง
เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ฉันทำนี้ ถูกต้อง เพราะพระเจ้าทรงบัญชา

เหมือนกับตอนนี้ ที่พระเจ้าในบางศาสนา กำลังสั่งให้แบ่งแยกดินแดน สั่งให้ปล้นปืน สั่งให้ฆ่าไทยพุทธ สั่งให้เผาวัด สั่งให้วางระเบิด โดยการสนับสนุนจากผู้ก่อการร้ายนอกประเทศ ที่อ้างว่า มุสลิม ทุกคนในโลกนี้ เป็นพี่น้องกัน  

แต่โชคดีของมุสลิมเหล่านั้น ก็เพราะ 
พระพุทธศาสนา ไม่มีคำสอนใด ๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงสอนให้เบียดเบียนผู้อื่น หรือศาสนาอื่น เลย
สาธุ....

แล้วที่นี้ โศกนาฏกรรม ประจำวันที่ 27 ก.พ. จะด่าใครดีละ............
ผมว่าท่านผู้อ่านคงด่าอยู่ในใจแหละ .........เลือกเอาเอง
แต่อย่ามาด่าผมก็แล้วกัน  อิอิ...........


เพราะโผมม่ายรู้ ผมม่ายฉะบาย.........อิอิ


ลุงคำต๋ำ

ศาลอินเดียพิจารณาคดีพื้นที่พิพาท ฮินดู-มุสลิม
อินเดียพร้อมรับมือความวุ่นวายจากการพิจารณาคดีของศาล ต่อกรณีข้อพิพาทระหว่างฮินดู มุสลิม ที่ยืดเยื้อยาวนานเหนือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์



     สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน (30 กย.)ว่า อินเดียเตรียมพร้อมรับมือความวุ่นวายจากการพิจารณาคดีของศาล ต่อกรณีข้อพิพาทระหว่างฮินดู มุสลิม อันยืดเยื้อยาวนานเหนือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อสถานะความสัมพันธ์ของศาสนาในประเทศ

     กำลังเสริมของทหารหลายพันคน ประจำการอยู่ทั่วพื้นที่เมืองอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย อดีตที่ตั้งของมัสยิดบาบรี ในศตวรรษที่ 16 ซึ่งต่อมาถูกกลุ่มฮินดูเผาทำลายเมื่อปี 1992 อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มศาสนาต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว

     ศาลสูงของรัฐอุตตรประเทศจะพิพากษาว่า ฝ่ายไหนควรครอบครองพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้รัฐบาลกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากขณะนี้กำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพ มหกรรมกีฬาเครือจักรภพ ในกรุงนิวเดลี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ (3 ต.ค.) นี้ ซึ่งการทำลายมัสยิดบาบรี ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อสาธารณชนมากที่สุดในอินเดีย นับตั้งแต่การแบ่งแยกอินเดียเมื่อปี 1947 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2,000 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

     และเมื่อไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลได้ออกประกาศคำวิงวอนต่อสาธารณชน ให้ช่วยกันรักษาความสงบต่อหน้าคณะลูกขุน รวมทั้งมีการลงประกาศในหนังสือพิมพ์ เพื่อเรียกร้องทั้งสองกลุ่มเคารพกฎหมาย และมีการเกณฑ์กองกำลังความมั่นคงจำนวนหลายหมื่นคนเข้ารักษาความสงบ ด้านอินเดีย และปากีสถาน ประเทศเพื่อนบ้าน อาจกล่าวได้ว่าเกิดมาเพื่อขัดแย้งซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากกำเนิดปากีสถาน ผ่านการแบ่งแยกอนุทวีปแห่งนี้เมื่อปี 1947 ได้ก่อให้เกิดการปะทะกันของผู้นับถือศาสนาที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเป็นล้านคนเสียชีวิต

     ทั้งนี้ ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวจะได้รับการทดสอบ เมื่อศาลสูงจะเริ่มพิจารณาคดีเวลา 10.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในเมืองอโยธยา ที่กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกลุ่มฮินดูชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ประจำการทั่วเมืองอโยธยาอย่างเข้มงวด รวมทั้งสถานที่ที่อาจเกิดเหตุปะทะอื่นๆ อีก 32 แห่งทั่วอินเดีย โดย 4 แห่งตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุด

     พี ชิดัมบาราม รัฐมนตรีมหาดไทย ให้ข้อมูลว่า เฉพาะในรัฐอุตตรประเทศมีกองกำลังประจำการอยู่แล้วจำนวน 190,000 คน ด้านชาวฮินดูกล่าวกันว่า มัสยิดบาบรี ซึ่งสร้างโดยจักรพรรดิบาบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล ตั้งอยู่บนพื้นที่ของโบสถ์ ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระราม เทพของชาวฮินดู ทั้งนี้ ชาวฮินดูต้องการที่จะสร้างโบสถ์พระรามขึ้นแทนที่

     ศาลสูงจะพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญด้วยกัน คือ พื้นที่พิพาทดังกล่าวเป็นสถานที่ประสูติของพระรามจริงหรือไม่, มัสยิดบาบรีสร้างขึ้นหลังจากการรื้อถอนโบถส์ฮินดูหรือไม่ และการสร้างมัสยิดขึ้นบาบรีขัดกับหลักศาสนาอิสลามหรือไม่

     อย่างไรก็ตาม การสู้คดีน่าจะยืดเยื้อกันจนถึงชั้นศาลสูงสุด ดังนั้น ทางออกของความขัดแย้งกว่า 60 ปีนี้ ก็ยังคงมืดมนต่อไป ซึ่งตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา พื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในการปิดล้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก


คำพิพากษาอโยธยา 
ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่อินเดียทั้งประเทศอยู่ในความตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่ง เหตุเพราะจะมีการตัดสินกรณีพิพาท ‘อโยธยา’ ว่าที่ดินผืนเล็กๆ อันเป็นที่ตั้งมัสยิด Babri ซึ่งถูกทุบทำลายโดยชาวฮินดูในปี 1992 ควรจะเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ฮินดูหรือมุสลิม คนทั่วทั้งประเทศต่างกลั้นใจรอ เพราะเกรงว่าผลของคำพิพากษาอาจนำไปสู่การนองเลือดอีกครั้ง แต่ที่สุดทุกฝ่ายก็หายใจทั่วท้อง เมื่อศาลพิพากษาให้คู่กรณีสามรายได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินไปเท่าๆ กัน และผู้คนที่มีทั้งพอใจและไม่พอใจกับคำพิพากษาต่างอยู่ในความสงบ

 มัสยิดบาบรีที่เป็นกรณีพิพาทนี้ตั้งอยู่ในเมืองอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ จากหลักฐานทางจารึกถือกัน ว่า Babur กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลพระองค์แรกรับสั่งให้ Mir Baqi สร้างมัสยิดแห่งนี้ขึ้นซึ่งแล้วเสร็จราวปี 1528-1529 ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูปะทุขึ้นครั้งแรกในปี 1853 ด้วยชาวฮินดูเชื่อว่ามัสยิดนี้สร้างทับวัดฮินดูที่ถูกทุบทำลายลง ที่สำคัญบริเวณใต้โดมกลางของมัสยิดคือที่ประสูติของพระรามเทพองค์สำคัญในศาสนาฮินดู
หลังจากมีการไกล่เกลี่ยโดยทาง การสถานการณ์ค่อยเย็นลง จากบันทึกใน Faizabad Gazetteer ทั้งชาวฮินดูและมุสลิมสวดสักการะในตัวอาคารเดียวกันอยู่จนถึงปี 1859 เมื่อทางการซึ่งอยู่ในอำนาจการปกครองของอังกฤษ สั่งให้มีการกั้นรั้วพื้นที่สำหรับทำพิธีทางศาสนา โดยด้านในมัสยิดเป็นพื้นที่ของชาวมุสลิม ด้านนอกเป็นของชาวฮินดู


ในปี 1885 Mahant Raghubar Das ยื่นเรื่องต่อศาลขอสร้างวัดฮินดูขึ้นในพื้นที่ด้านนอก แต่ไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาในคืนวันที่ 22 ธันวาคม 1949 มีคนลอบนำเทวรูปของพระรามเข้าไปตั้งไว้กลางมัสยิด ชาวมุสลิมพากันชุมนุมประท้วง ทั้งชาวมุสลิม และฮินดูต่างรวมกลุ่มกันยื่นฟ้องต่อศาลอ้างกรรมสิทธิ์ ในมัสยิดบาบรี รัฐบาลจึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปรักษาการ ระหว่างรอกระบวนการในชั้นศาล

วันที่ 6 ธันวาคม 1992 กลุ่ม Kar Savek ซึ่งปลุกระดมโดย Vishwa Hindu Parishad (VHP) กลุ่มฮินดูขวาจัด บุกเข้าทุบทำลายมัสยิดบาบรี หวัง ยึดพื้นที่คืนเพื่อสร้าง Ram Temple

เหตุการณ์ลุกลามไปสู่การปะทะระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมทั่วประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน และเป็นต้นตอของการนองเลือดที่ตามมาอีกหลายครั้ง
กรณีที่ชาวฮินดูในรัฐคุชราตบุกโจมตีและฆ่าชาวมุสลิม ในปี 2002 ก็สืบเนื่องจากข่าวลือว่าเหตุเพลิง ไหม้ในรถไฟที่สถานีโกรา เป็นฝีมือชาวมุสลิมที่มุ่งแก้แค้นชาวฮินดูที่จะไปแสวงบุญที่อโยธยา ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองกรณี การทุบทำลายมัสยิดบาบรีและการนองเลือดในรัฐคุชราตต่างเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาลแยกออกไป


สำหรับคดีสิทธิ์เหนือมัสยิดบาบรีนี้ ปัจจุบันมีกลุ่มตัวแทนและองค์กรทั้งฮินดูและมุสลิม ยื่นฟ้อง ต่อศาลอ้างสิทธิ์รวม 28 ราย

ซึ่งตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมาศาลยังไม่เคยสรุปคดี กระทั่งเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ศาลสูงเมืองอัลลาห์บัดประกาศว่าจะมีการ พิพากษาในวันที่ 23 แต่ต้องเลื่อนออกไปถึงสองครั้ง ในที่สุดมีการอ่านคำพิพากษาขึ้นในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งในห้วงเวลานั้น หัวเมืองใหญ่ทุกเมืองในอินเดียโดยเฉพาะเมืองอัลลาห์บัด ล้วนอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยขั้นสูง และมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิเศษต่างๆ เต็มอัตราเพื่อรับมือกับสถานการณ์

หากผลคำตัดสินจุดชนวนให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้นำศาสนาทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องให้ศาสนิกชนรับฟังคำตัดสินโดยสงบ


ผู้พิพากษาที่ร่วมตัดสินคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ประกอบด้วยผู้พิพากษา Dharam Veer Sharma, Sudhir Agarwal และ Sibghat Ullah Khan ทั้งสามขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาแยกกัน โดยที่ผู้พิพากษา 2 ใน 3 ตัดสินให้

แบ่งที่ดินผืนดังกล่าว เป็น 3 ส่วนเท่าๆ กันและมอบสิทธิ์ในการจัดการดูแลแก่ผู้ยื่นร้อง 3 ราย ได้แก่ Ram Lalla (กลุ่มตัวแทนเทวรูปของพระราม), Sunni Central Waqf Board (ตัวแทนฝ่ายมุสลิมกลุ่มสำคัญ) และ Nirmohi Akara (ชาวฮินดู นิกายหนึ่งที่อ้างสิทธิ์การจัดการดูแลที่ประสูติของพระรามมาแต่ต้น) โดยที่ประดิษฐานของเทวรูปพระราม ปัจจุบันหรือพื้นที่ใต้โดมกลางของมัสยิดเดิมให้เป็นสิทธิ์ของ Ram Lalla


นอกเหนือจากเรื่องสิทธิ์ ผู้พิพากษายังตัดสินประเด็นสำคัญหลายประเด็นในคดีนี้ แม้จะมีคำตัดสินต่างกันไปบ้าง พอสรุปได้ว่า

ไม่มีผู้ใดถือสิทธิ์ขาดในที่ดิน ดังกล่าวเพราะชาวมุสลิมและฮินดูต่างสวดสักการะในที่เดียวกันมาก่อนปี 1859

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าโครงสร้าง ที่ตกเป็นข้อพิพาท (มัสยิดบาบรี) สร้างโดยบาเบอร์กษัตริย์โมกุล โครงสร้างดังกล่าวสร้างบนซากศาสนสถานของฮินดู
แต่ไม่มีหลักฐานบอกได้แน่ชัดว่ามีการทุบทำลายศาสนสถานเดิม สำหรับที่ตั้งเทวรูปของพระรามในปัจจุบัน
ศาลตัดสินว่ายึดตามศรัทธา และความเชื่อของชาวฮินดูแล้วที่ดังกล่าวถือเป็นที่ประสูติของพระราม ส่วนเทวรูปนั้นไม่ได้มีมาแต่เดิม แต่มีผู้นำเข้าไปวางในคืนวันที่ 22 ธันวาคม 1949


ชาวอินเดียโดยรวมรับฟังคำพิพากษาโดยสงบ ไม่มีรายงานการปะทะหรือความรุนแรงใดๆ นายกฯ มานโมฮัน ซิงห์กล่าวชื่นชมประชาชนที่ให้ความเคารพต่อศาลและตอบรับสถานการณ์ครั้งนี้อย่างสง่างาม

ฝ่ายรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยนอกจากจะ ร่วมชื่นชมปฏิกิริยาตอบรับของประชาชนยังได้เสริม ย้ำว่าคำตัดสินนี้ไม่ได้ให้ความถูกต้องแก่กรณีการทุบทำลายมัสยิดบาบรี การกระทำนั้นยังถือว่าผิดตามกฎหมาย ความเห็นของเขาแม้จะถูกในหลักการ แต่ถูกประณามโดยพรรคฝ่ายค้านว่าไม่ถูกกาลเทศะ อาจทำให้เชื้อไฟที่คุนิ่งอยู่ลุกโหมขึ้นมาอีก


คำพิพากษาครั้งนี้หลายฝ่ายเรียกว่าเป็นงานเซอร์ไพรส์ บ้างเรียกว่าเป็นฉบับประนีประนอม แต่หลายภาคส่วนก็ผิดหวัง และแสดงความเห็นคัดค้าน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของรัฐอุตตรประเทศกล่าวว่า ชาวมุสลิมรู้สึกเหมือนถูกโกง และตนผิดหวังที่ศาลยุติธรรมให้น้ำหนักกับศรัทธาความเชื่อมากกว่าหลักฐานข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมาย

ประเด็นที่ศาลยึดหลักศรัทธาความเชื่อมาใช้ในการพิพากษานี้ ได้รับการโจมตีอย่างหนักจากหลาย แวดวงวิชาการ ดร.ราจีฟ ธาวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นการไกล่เกลี่ยแบบ ‘ศาลหมู่บ้าน’

“หนึ่งส่วนให้มุสลิม สองส่วนให้ฮินดู

ทั้งๆ ที่เดิมเป็นของชาวมุสลิม เป็นคำตัดสินที่ไม่ได้ยึดในตัวบทกฎหมาย ไร้ความถูกต้องทางศีลธรรม และวางมาตรฐานที่จะก่อผลเสียในอนาคต” ขณะที่ผู้พิพากษาราจินดาร์ ซาชาร์ อดีตผู้พิพากษาศาลสูง เดลีให้ความเห็นว่า ศรัทธาความเชื่อไม่มีนัยสำคัญในระบบศาลสถิตยุติธรรม คำตัดสินครั้งนี้มีแต่จะให้ความถูกต้องแก่เรื่องที่ประสูติของพระราม ซึ่งเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ แบบ ‘ขวาจัด’ และยังเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันในทางประวัติศาสตร์


แวดวงนักประวัติศาสตร์เองก็มีผู้แสดงความเห็น คัดค้าน โดยเฉพาะการที่ศาลดูเหมือนจะใช้รายงานของ Archeological Survey of India เป็นตัวตั้ง ทั้งที่ข้อมูล และข้อสรุปหลายส่วนยังเป็นประเด็นร้อนที่โต้เถียงกันอยู่ในทางวิชาการ ศาสตราจารย์ ดี. เอ็น จา หนึ่งในทีมนักประวัติศาสตร์อิสระที่เข้าไปสำรวจมัสยิดบาบรีและยื่นรายงานต่อรัฐบาลไว้ตั้งแต่ปี 1991

ก่อนมัสยิดจะถูกทุกทำลายลง ชี้ว่ารายงานของ ASI เต็มไปข้อมูลที่ลักลั่นและอโยธยาเริ่มกลายเป็นที่แสวงบุญก็ราวปลายศตวรรษที่ 17 ซึ่งในรายงานที่นักประวัติศาสตร์อิสระทีมนี้ยื่นต่อรัฐบาล กล่าวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา

VHP กลุ่มฮินดูขวาจัดไม่เคยสามารถอ้างอิงจารึกหรือคัมภีร์โบราณใดๆ ที่ระบุถึงที่ประสูติของพระราม ตำนานที่ว่า มัสยิดบาบรีสร้างโดยการทุบทำลายวิหารฮินดูและตั้งอยู่บนที่ประสูติของพระรามนั้น เริ่มแพร่พลายก็ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้จากการตรวจสอบจารึกภาษาเปอร์เซียในตัวมัสยิดบาบรีเองและคัมภีร์โบราณของฮินดูที่ร่วมสมัยกับการสร้างมัสยิดดังกล่าว ก็ไม่มีการกล่าวถึงการทุบทำลายวิหารฮินดูหรือเรื่องที่ประสูติของพระรามไว้เลย


หลังคำพิพากษา ตัวแทนฝ่ายมุสลิมและฮินดู ต่างเฉดต่างสีที่เป็นโจทย์ในคดีนี้ แสดงปฏิกิริยาต่าง กันไป ส่วนใหญ่รับฟังแต่ไม่ยอมรับ หลายกลุ่มประกาศชัดว่าจะอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด บางกลุ่มหันมาเจรจาหาข้อตกลงนอกศาล

หนึ่งในแกนนำของ Nirmohi ตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของชาวฮินดูและมุสลิมเมืองอโยธยาจัดการกันเอง คุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คงตกลงกันได้” คำกล่าวนี้มีนัยว่าเรื่องนี้ถูกทำให้บานปลายกลายเป็นเหตุนองเลือดก็เพราะคนนอก โดยเฉพาะกลุ่มก้อนที่หวังผลทางอำนาจและการเมือง


คำกล่าวนี้ไม่ได้เพ้อพกเกินเลย ดังมีตัวอย่าง กรณีหมู่บ้าน Gotkhindi ในเมือง Sangli ที่ชาวบ้าน ฉลองเทศกาลบูชาพระพิฆเนศด้วยการตั้งเทวรูปในมัสยิด ประเพณีที่หาได้ยากนี้เริ่มขึ้นในปี 1979 ในเทศกาลครั้งนั้นชาวฮินดูทำพิธีกันกลางแจ้งเนื่องจาก ไม่มีปัจจัยสร้างปะรำพิธีแล้วเกิดฝนตกหนัก

ชาวมุสลิมในหมู่บ้านเห็นว่าพระพิฆเนศต้องตากฝน จึงเรียกให้เพื่อนบ้านชาวฮินดูนำเทวรูปเข้าหลบฝนบูชา ในมัสยิด ความภูมิใจในความสมานฉันท์ของคนในชุมชนทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติมาจนถึง ทุกวันนี้


แม้ข้อพิพาทมัสยิดบาบรี-ที่ประสูติพระรามมีเค้าว่าจะยังหาข้อยุติที่ลงตัวไม่ได้ในเร็ววัน แต่การที่ชาวอินเดียรับฟังคำพิพากษาครั้งนี้โดยสงบ ก็น่าจะเป็นความหวังได้ว่า ‘ความอดกลั้น’ ต่อความคิดต่างเห็นต่าง ต่อความไม่ชอบธรรม และความต่างทางศาสนา อาจจะกลับมานำรัฐนาวาของอินเดียข้ามพ้นปมความขัดแย้งโดยสันติไปได้อีกห้วงหนึ่ง


ลุงคำต๋า

สงครามศาสนาในอนุทวีป ปะทุรุนแรง รัฐบาลดึงการเมืองเข้าพัวพัน สถานการณ์ในอินเดีย กำลังร้อนแรง ความขัดแย้งในเรื่องความเชื่อ ในลัทธิศาสนา กำลังถูกดึงเข้าไปเป็นประเด็นการเมือง 
ก่อนที่พรรคภาราติยะชนะตะ หรือบีเจพี ของนายอะตาล   วัชปายี   จะเกิดขึ้นบริหารประเทศ  มีการปะทะกัน ระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมอยู่ประปราย 
แต่หลังจากที่พรรคบีเจพี ขึ้นเป็นรัฐบาล มีการปะทะขึ้น บาดเจ็บ ล้มตาย เพราะเรื่อง ความแตกต่าง ในการนับถือศาสนา เพิ่มขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุการณ์ปะทะกันครั้งร้ายแรงที่สุด  เกิดขึ้นที่เมืองอาห์วา  เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีพลเมืองเพียง 10,000 คน อยู่ทางภาคตะวันตก ของรัฐกุจราช ชาวฮินดูหลายพันคน ได้จัดการขุมนุมเดินขบวนไปตามท้องถนน ประนามการจัดงานเทศกาล ตามคตินิยมของคริสเตียน

ต่อมาม็อบถูกกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นอย่างหนัก   ถึงกับยกพวกเข้าทำลายโรงเรียนของชาวคริสเตียน ที่ ดีพดาร์ชาน ในขณะที่แม่ชีกำลังสอนนักเรียนอยู่ 

ในวันต่อมา  โรงเรียนที่ดำเนินการโดย  คณะเจซูอิต ในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ถูกม็อบในลักษณะเดียวกัน เข้าจู่โจมทำลาย ทำให้บาดหลวงเจซูอิต ได้รับบาดเจ็บหลายคน       ในสัปดาห์ต่อมา ชุมชนคริสเตียน อีก 20 แห่งถูกม็อบฮินดูบุกเข้าทำลาย

ทางด้าน  นายอะตาล บิหารี วัชปายี นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำพรรคฮินดู หัวรุนแรง (เพราะลัทธิความเชื่อของตรู ได้ประโยชน์ ) ก็วางเฉยกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น 

นายอโศก  สิงฮาล ผู้นำกลุ่มวิศวะ ฮินดู ปาริชัด หรือวีเอชพี อันเป็นกลุ่มฮินดูหัวรุนแรง กล่าวว่า เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างสถานการณ์ของชาวคริสต์เอง เพื่อเป็นการเรียกความสนใจจากสังคม และหวังจะกำจัดฮินดู ออกจากถิ่นของตน
นายพลเดนซิล คีลเลอร์ นายทหารอากาศที่มีชื่อเสียง ที่นับถือคริสเตียนคนหนึ่ง กล่าวว่า กลุ่มวีเอชพี มีแผนการ 3 ปี ที่จะเปิดศึกขั้นเด็ดขาด กับกลุ่มมิชชนนารีคริสเตียน และเปลี่ยน ชาวคริสเตียน ให้มานับถือฮินดู ให้หมด แม้ว่าชาวคริสเตียนในอินเดีย   จะถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในอินเดีย   แต่ก็มีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่ถึง 23 ล้าน

ส่วนในปากีสถาน สถานการณ์รุนแรงกว่าหลายเท่า เพราะกฎหมายปากีสถานบัญญัติว่า ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น (ที่ไม่ใช่ มุสลิม) ถือเป็นการประกอบอาชญากรรมอย่างหนึ่ง มีการจับกุมคุมขังผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ไปดำเนินคดี  และมักลงเอย ด้วยการจะเสียชีวิตของจำเลย  ด้วยเหตุต่างๆ ก่อนการดำเนินคดีจะสิ้นสุด บางรายจะถูกประชาทัณฑ์จนถึงแก่ชีวิต ก่อนที่จะถึงมือตำรวจ เป็นที่น่าเป็นห่วง ว่าหากถึงจุดที่สุดจะทนทาน ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น อาจจับอาวุธเข้าต่อสู้ก็ได้

สงครามศาสนา ในอินเดีย  เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1526 เมื่อกษัตริย์บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่าน ของมองโกเลีย ยึดอินเดียได้จึงสถาปนาราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์นี้นับถือศาสนาอิสลาม 

อีก 2 ปีต่อมา มีการสร้างมัสยิดตรงสถานที่ที่เชื่อว่าเคยสร้างวัดฮินดูมาก่อน  (อันนี้ คือการที่กษัตริย์ ไปย่ำยีหัวใจของฮินดูเป็นครั้งแรก) 
 
ยุคปัจจุบันเมื่อพรรคบีเจพี อันเป็นพรรคฮินดูหัวรุนแรง  ได้ปลุกม็อบเข้ารื้อสุเหร่าในเขตเมืองอโยธยา  เพื่อสร้างโบสถ์ฮินดูขึ้นบริเวณนั้น เพราะถือว่า เคยเป็นที่ตั้งของ วัดฮินดูเก่าแก่ สงครามระหว่างฮินดูกับมุสลิมในอินเดีย ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีการยกพวกเข้า ปะทะกัน ในที่ต่างๆ  ทั่วประเทศ  และลุกลามเข้าไปในเมืองบอมเบย์ อันเป็นเสมือนเมืองหลวงของมุสลิมในอินเดีย 

เมื่อถึงขั้นนี้ มุสลิมในอินเดีย ซึ่งมีอยู่ถึง 120 ล้านคน ประกาศสู้ โดยวางแผนการตั้งรับและตอบโต้อย่างมีระบบ ทำให้ฮินดูหัวรุนแรงเข็ดขยาด ไม่กล้าตอแยมุสลิมนับแต่นั้น

อย่างไรก็ตาม  การปะทะกันของผู้นับถือศาสนาต่างๆ  ในอินเดีย  ยังจะสงบไม่ได้   ตราบใดรัฐบาล ไม่ได้รับความเชื่อถือ จากกลุ่มคนศาสนาอื่น     โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลของพรรคบีเจพี  ซึ่งโปรฮินดูอย่างเต็มที่ (ถ้าโปรอิสลาม อาจไม่มีปัญหานะครับ อิอิ...)บริหารประเทศ  การใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุ ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล เพราะต่างถูกมองว่า จะต้องเข้าข้างฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกับผู้นำรัฐบาล

ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอินเดียแล้ว   รู้สึกเศร้าสลดใจ  ที่ผู้คนหันมาทำร้ายประหัตประหารกัน เพราะ การที่ต่างมีความศรัทธาเชื่อถือกันคนละอย่าง  กระแสที่เกิดขึ้นจาก บุคคลบางกลุ่ม บางเหล่านั้น เป็นมติมหาชนจริงหรือเปล่า อย่าหลับหูหลับตา เชื่อแต่กระแสอย่างคนสมองนิ่ม ปัญญาทราม เพราะหากไม่ใช่กระแสแท้ ผลที่ได้รับจะเป็นในทางตรงกันข้าม

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Destruction of Hindu Temples


http://www.hindunet.org/hindu_history/modern/temple_aurangzeb.html

Destruction of Hindu Temples by Aurangzeb

By Rajiv Varma



Background
Islamic literary sources provide far more extensive evidence of temple destruction by the Muslim invaders of India in medieval times. They also cover a large area, from Sinkiang and Transoxiana in the North to Tamil Nadu in the South, and from Siestan province of present day Iran in the West to Assam in the East. This vast area, which was long the cradle of hindu culture, came to be littered with the ruins of temples and monasteries, belonging to all schools of Santana Dharma - Baudhha, Jaina, Shaiva, Sakta, Vaishnava, and the rest. Archeological explorations and excavations in modern times have proved unmistakably that most of the mosques, mazars, ziarats and dargahs which were built in this area, stood on the sites of and were made from the materials of deliberately demolished Hindu monuments.
Hundreds of medieval muslim historians who flourished in India and elsewhere in the world of Islam, have written detailed accounts of what their heroes did in various parts of the extensive Hindu homeland as they were invaded one after another. It is alear from the literary evidence collected alone that all Muslim rulers destroyed or desecrated Hindu temples whenever and whereever they could. Archeological evidence from various Muslim monuments, particularly mosques and dargahs, not only confirms the literary evidence but also adds the names of some Muslim rulers whom Muslim historians have failed to credit with this pious performance.
Some of the literary evidence of temple destruction during Aurangzeb's rule is listed below.
[Emphasis mine.]



1. "Mir'at-i-Alam" by Bakhtawar Khan
The author was a nobleman of Aurangzeb's court. He died in AD 1684. the history ascribed to him was really compiled by Muhammad Baqa of Saharanpur who gave the name of his friend as its author. Baqa was a prolific writer who was invited by Bakhtawar Khan to Aurangzeb's court and given a respectable rank. He died in AD 1683.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (1658-1707) General Order
" ...Hindu writers have been entirely excluded from holding public offices, and ALL THE WORSHIPPING PLACES OF THE INFIDELS AND GREAT TEMPLES of these infamous people HAVE BEEN THROWN DOWN AND DESTROYED in a manner which excites astonishment at the successful completion of so difficult a task. His Majesty personally teaches the sacred kalima to many infidels with success. ... All mosques in the empire are repaired at public expense..."



2. "Alamgir-Nama" by Mirza Muhammad Kazim
This work, written in AD 1688 contains a history of the first ten years of Aurangzeb's reign.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (1658-1707) Palamau (Bihar)
" ...In 1661 Aurangzeb in his zeal to uphold the law of Islam sent orders to his viceroy in Bihar, Daud Khan, to conquer Palamau. In the military operations that followed MANY TEMPLES WERE DESTROYED..."
Koch Bihar (Bengal)
" ...Towards the end of the same year when Mir Jumla made a war on the Raja of Kuch Bihar, the MUGHALS DESTROYED MANY TEMPLES during the course of their operations. IDOLS WERE BROKEN AND SOME TEMPLES WERE CONVERTED INTO MOSQUES. ..."



3. "Mas'ir-i-'Alamgiri" by Saqi Must'ad Khan
The author completed this history in 1710 at the behest of Inayatu''llah Khan Kashmiri, Aurangzeb's last secretary and favorite disciple in state policy and religiosity. The materials which Must'ad Khan used in this history of Aurangzeb's reign came mostly from the State archives.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (1658-1707) General Order
"...The Lord Cherisher of the faith learnt that in the provinces of Tatta, Multan, and especially at Benaras, the Brahmin misbelievers used to teach their false books in their established schools, and that admirers and students both Hindu and Muslim, used to come from great distances to these misguided men in order to acquire this vile learning. His majesty, eager to establish Islam, issues orders to the governors of all the provinces TO DEMOLISH THE SCHOOLS AND TEMPLES OF THE INFIDELS and with utmost urgency put down the teaching and the public practice of the religion of these misbelievers..."
Varanasi (Uttar Pradesh)
" ...It was reported that, according to the Emperor's command, his officers HAD DEMOLISHED THE TEMPLE OF VISHWANATH AT KASHI. ..." Mathura (Uttar Pradesh)
" ... During this month of Ramzan abounding in miracles, the Emperor as the promoter of justice and overthrower of mischief, as the knower of truth and destroyer of oppression, as the zephyr of the garden of victory and the reviver of the faith of the Prophet, ISSUED ORDERS FOR THE DEMOLITION OF THE TEMPLE SITUATED IN MATHURA< FAMOUS AS THE DEHRA OF KESHO RAI. In the short time by the great exertions of his officers the DESTRUCTION OF THIS STRONG FOUNDATION OF INFIDELITY WAS ACCOMPLISHED< AND ON ITS SITE A LOFTY MOSQUE WAS BUILT at the expenditure of a large sum..."
" ...Praised be the August God of the faith of Islam, that in the auspicious reign of this DESTROYER OF INFIDELITY AND TURBULENCE, such a wonderful and seemingly impossible work was successfully accomplished. On seeing this instance of strength of the Emperor's faith and the grandeur of his devotion to God, the proud Rajas were stifled and in amazement they stood like images facing the wall. THE IDOLS, LARGE AND SMALL< SET WITH COSTLY JEWELS WHIC HAD BEEN SET UP IN THE TEMPLE WERE BROUGHT TO AGRA< AND BURIED UNDER THE STEPS OF THE MOSQUE OF BEGUM SAHIB, IN ORDER TO BE CONTINUALLY TRODDEN UPON. The name of Mathura was changed to Islamabad. ..."
Khandela (Rajasthan)
" ... Darab Khan who had been sent with a strong force to punish the Rajputs of Khandela and TO DEMOLISH THE GREAT TEMPLE OF THE PLACE, attacked on March 8th/Safar 5th, and slew the three hundred and odd men who made a bold defence, not one of them escaping alive. THE TEMPLES OF KHANDELA AND SANULA AND ALL OTHER TEMPLES IN THE NEIGHBOURHOOD WERE DEMOLISHED ..."
Jodhpur (Rajasthan)
" ... On 24th Rabi S. (Sunday, May 25th), Khan Jahan Bahadur came from Jodhpur, AFTER DEMOLISHING THE TEMPLES and bringing with himself some cart-loads of idols, and had audience of the Emperor, who higly praised him and ordered that the idols, which were mostly jewelled, golden, silver, bronze, copper, or stone, should be cast in the yard (jilaukhanah) of the Court AND UNDER THE STEPS OF THE JAMA MOSQUE, TO BE TRODDEN UPON..."
Udaipur (Rajasthan)
" ... Ruhullah Khan and Ekkataz Khan WENT TO DEMOLISH THE GREAT TEMPLE in front of the Rana's palace, which was one of the rarest buildings of the age and the chief cause of the destruction of the life and property of the despised worshippers. Twenty 'machator' Rajputs who were sitting in the Temple vowed to give up their lives; first one of them came out to fight, killed some and was them himself slain, then came out another and so on, until every one of the twenty perished, after killing a large number of the imperialists including the trusted slave Ikhlas. The Temple was found empty. THE HEWERS BROKE THE IMAGES. ..."
" ...On Saturday, the 24th January, 1680 (2nd Muharram), the Emperor went to view lake Udaisagar, constructed by the Rana, AND ORDERED ALL THE THREE TEMPLES ON ITS BANKS TO BE DEMOLISHED. ..."
" ...On the 29th January/7th Muharram, Hasan Ali Khan brought to the Emperor twenty camel-loads of tents and other things captured from the Rana's Palace and REPORTED THAT ONE HUNDRED AND SEVENTY-TWO OTHER TEMPLES IN THE ENVIRONS OF UDAIPUR HAD BEEN DESTROYED. The Khan received the title of Bahadur Alamgirshahi..."
Amber (Rajasthan)
"... Abu Turab, who had been SENT TO DEMOLISH THE TEMPLES of AMBER, returned to the Court on Tuesday August 10th (Rajab 24th), and reported that HE HAD PULLED DOWN SIXTY-SIX TEMPLES. ..."
Bijapur (Karnataka)
" ... Hamiduddin Khan Bahadur WHO HAD GONE TO DEMOLISH A TEMPLE AND BUILD A MOSQUE (IN ITS PLACE) in Bijapur, having excellently carried his orders, came to court and gained praise and the post of darogha of gusulkhanah, which brought him near the Emperor's person..."
General Text
"...LARGE NUMBERS OF PLACES OF WORSHIP OF THE INFIDELS AND GREAT TEMPLES OF THESE WICKED PEOPLE HAVE BEEN THROWN DOWN AND DESOLATED. Men who can see only the outside of things are filled with wonder at the successful accomplishment of such a seemingly difficult task. AND ON THE SITES OF THE TEMPLES LOFTY MOSQUES HAVE BEEN BUILT..."



4. "Akhbarat"
These were reports from different provinces compiled in the reign of Aurangzeb.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (1658-1707)
Mathura (Uttar Pradesh)
" ... The emporer learning that in the temple of Keshav Rai at Mathura there was a stone railing presented by Dara Shikoh, remarked, 'In the Muslim faith it is a sin even to look at a temple, and this Dara Shikoh had restored a railing in a temple. This fact is not creditable to the Muhammadans. REMOVE THE RAILING.' By his order Abdun Nabi Khan (the faujdar of Mathura) REMOVED IT..."
Ujjain (Madhya Pradesh)
" ... News came from Malwa that Wazir Khan had sent Gada Beg, a slave, with 400 troopers, TO DESTROY ALL TEMPLES AROUND UJJAIN... A Rawat of the place resisted and slew Gada Beg with 121 of his men..."
Aurangabad (Maharashtra)
"...... The Emperor learnt from a secret news writer of Delhi that in Jaisinghpura Bairagis used to worship idols, and that the Censor on hearing of it had gone there, arrested Sri Krishna Bairagis and taken him with 15 idols away to his house; then the Rajputs had assembled, flocked to the Censor's house, wounded three footmen of the Censor and tried to seize the Censor himself; so that the latter set the Bairagis free and sent the copper idols to the local subahdar ..."
Pandharpur (Maharashtra)
"... The Emperor, summoning Muhammad Khalil and Khidmat Rai, the darogha of hatchet-men .... ORDERED THEM TO DEMOLISH THE TEMPLE OF PANDHARPUR, and to take the butchers of the camp there AND SLAUGHTER COWS IN THE TEMPLE ... It was done..."
On Way to the Deccan
" ... When the war with the Rajputs was over, Aurangzeb decided to leave for the Deccan. His march seems to have been marked with A DESTRUCTION TO MANY TEMPLES on the way. On May 21, 1681, the superintendent of the labourers WAS ORDERED TO DESTROY ALL THE TEMPLES on the route..."
Lakheri ( ? - means the place is not traceable today )
" ... On 27 Sept., 1681, the emperor issued orders FOR THE DESTRUCTION OF THE TEMPLES at Lakheri..."
Rasulpur( ? )
"... About this time, April 14, 1692, orders were issued to the provincial governor and the district faujdar TO DEMOLISH THE TEMPLES at Rasulpur..."
Sheogaon ( ? )
" ... Sankar, a messenger, was sent TO DEMOLISH A TEMPLE near Sheogaon.."
Ajmer (Rajasthan)
"... Bijai Singh and several other Hindus were reported to be carrying on public worship of idols in a temple in the neighborhood of Ajmer. On 23 June, 1694, THE GOVERNER OF AJMER WAS ORDERED TO DESTROY THE TEMPLE and stop the public adoration of idol worship there..."
Wakenkhera ( ? )
" ... The TEMPLE OF WAKENKHERA IN THE FORT WAS DEMOLISHED ON 2 MARCH, 1705. ..."
Bhagwant Garh (Rajasthan)
"... The newswriter of Ranthambore REPORTED THE DESTRUCTION OF A TEMPLE IN PARGANAH BHAGWANT GARH. Gaj Singh Gor had repaired the temple and made some additions thereto..."
Malpura (Rajasthan)
" ... Royal orders FOR THE DESTRUCTION OF TEMPLES IN MALPURA TODA were received and the officers were assigned for this work..."



5. "Fathiyya-i-'Ibriyya"
This is a diary of Mir Jumla's campaigns in Kuch Bihar and Assam. "By looting," writes Jadunath Sarkar, "the temples of the South and hunting out buried treasures, Mir Jumla amassed a vast fortune. The huge Hindu idols of copper were brought away in large numbers to be melted and cast into cannon. ..."
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (AD 1658-1707)
Koch Bihar (Bengal)
" ... Mir Jumla made his way into Kuch Bihar by an obscure and neglected highway. .... In six days the Mughal Army reached the capital (19th December) which had been deserted by the Rajah and his people in terror. The name of the town was changed to Alamgirnagar; the muslim call to prayer, so long forbidden in the city, was chanted from the lofty roof of the palace, and a mosque was built by DEMOLISHING THE PRINCIPLE TEMPLE..."



6. "Kalimat-i-Tayyibat" by 'Inayatullah
This is a collection of letters and orders of Aurangzeb compiled by 'Inayatullah in AD 1719 and covers the years 1699-1704 of Aurangzeb's reign.
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (AD 1658-1707)
Somnath (Gujarat)
"... The TEMPLE OF SOMNATH WAS DEMOLISHED early in my reign and idol worship (there) put down. It is not known what the state of things there is at present. If the idolators have again taken to the worship of images at the place, THEN DESTROY THE TEMPLE IN SUCH A WAY THAT NO TRACE OF THE BUILDING MAY BE LEFT, and also expel them (the worshippers) from the place. ..."
Satara (Maharashtra)
"... The village of Sattara near Aurangabad was my hunting ground. Here on the top of the hill, STOOD A TEMPLE WITH AN IMAGE OF KHANDE RAI. BY GOD'S GRACE I DEMOLISHED IT, AND FORBADE THE TEMPLE DANCERS (muralis) to ply their shameful profession..."
General Observation "... THE DEMOLITION OF A TEMPLE IS POSSIBLE AT ANY TIME, as it cannot walk away from its place. ..."
Sirhind (Punjab)
"... In a small village in the sarkar of Sirhind, A SIKH TEMPLE WAS DEMOLISHED AND CONVERTED INTO A MOSQUE. An imam was appointed who was subsequently killed. ..."



7. "Ganj-i-Arshadi"
It is a contemporary account of the destruction of Hindu temples at Varanasi in the reign of Aurangzeb.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (AD 1658-1707)
Varanasi (Uttar Pradesh)
"... The infidels demolished a mosque that was under construction and wounded the artisans. When the news reached Shah Yasin, he came to Banaras from Mandyawa and collecting the Muslim weavers, DEMOLISHED THE BIG TEMPLE. A Sayyid who was an artisan by profession agreed with one Abdul Rasul to build a mosque at Banaras and accordingly the foundation was laid. Near the place there was a temple and many houses belonging to it were in the occupation of the Rajputs. The infidels decided that the construction of a mosque in the locality was not proper and that it should be razed to the ground. At night the walls of the mosque were found demolished. next day the wall was rebuilt but it was again destroyed. This happened three or four times. At last the Sayyid his himself in the corner. With the advent of night the infidels came to achieve their nefarious purpose. When Abdul Rasul gave the alarm, the infidels began to fight and the Sayyid was wounded by the Rajputs. In the meantime, the Musalman residents of the neighborhood arrived at the spot and the infidels took to their heels. The wounded muslims were taken to Shah Yasin who determined to vindicate the cause of Islam. When he came to the mosque, people collected from the neighborhood. the civil officers were outwardly inclined to side with the saint, but in reality they were afraid of the Royal displeasure on the account of the Raja, who was a courtier of the Emperor and had built the temple (near which the mosque was under construction). Shah Yasin, however, took up the sword and started for Jihad. The civil officers sent him a message that such a grave step should not be taken without the Emperor's permission. Shah Yasin, paying no heed, sallied forth till he reached Bazar Chau Khamba through a fusillade of stones ...... THE DOORS (OF TEMPLES) WERE FORCED OPEN AND THE IDOLS THROWN DOWN. THE WEAVERS AND OTHER MUSALMANS DEMOLISHED ABOUT 500 TEMPLES. They desired to destroy the temple of Beni Madho, but as lanes were barricaded, they desisted from going further...."



8. "Kalimat-i-Aurangzeb" by 'Inayatullah
This is another compilation of letters and orders by 'Inayatu'llah covering the years 1703-06 of Aurangzeb's reign.
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (AD 1658-1707) Maharashtra
"...The houses of this country (Maharashtra) are exceedingly strong and built solely of stone and iron. The hatchet-men of the Govt. in the course of my marching do not get sufficient strength and power (i.e. time) TO DESTROY AND RAZE THE TEMPLES OF THE INFIDELS that meet the eye on the way. You should appoint an orthodox inspector (darogha) who may afterwards DESTROY THEM AT LEISURE AND DIG UP THEIR FOUNDATIONS..."



9. "Muraq'at-i-Abu'I Hasan" by Maulana Abu'l Hasan
This is a collection of records and documents compiled by (the above named author) one of Aurangzeb's officers in Bengal and Orissa during AD 1655-67.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (AD 1658-1707)
Bengal and Orissa
"...Order issued on all faujdars of thanas, civil officers (mutasaddis), agents of jagirdars, kroris, and amlas from Katak to Medinipur on the frontier of Orissa :- The imperial paymaster Asad Khan has sent a letter written by order of the Emperor, to say, that the Emperor learning from the newsletters of the province of Orissa that at the village of Tilkuti in Medinipur a temple has been (newly) built, HAS ISSUED HIS AUGUST MANDATE FOR ITS DESTRUCTION, and THE DESTRUCTION OF ALL TEMPLES BUILT ANYWHERE IN THIS PROVINCE BY THE WORTHLESS INFIDELS. Therefore, you are commanded with extreme urgency that immediately on the receipt of this letter YOU SHOULD DESTROY THE ABOVE MENTIONED TEMPLES. EVERY IDOL-HOUSE BUILT DURING THE LAST 10 or 12 YEARS, WHETHER WITH BRICK OR CLAY, SHOULD BE DEMOLISHED WITHOUT DELAY. ALSO, DO NOT ALLOW THE CRUSHED HINDUS AND DESPICABLE INFIDELS TO REPAIR THEIR OLD TEMPLES. REPORTS OF THE DESTRUCTION OF TEMPLES SHOULD BE SENT TO THE COURT UNDER THE SEAL OF THE QAZIS and attested by PIOUS SHAIKHS..."
10. "Futuhat-i-Alamgiri" by Ishwardas Nagar
The author was a Brahman from Gujarat, born around AD 1654. Till the age of thirty he was in the service of the Chief Qazi of the empire under Aurangzeb. Later on, he took up a post under Shujat Khan, the governor of Gujarat, who appointed him Amin in the pargana of Jodhpur. His history covers almost half a century of Aurangzeb's reign, from 1657 to 1700. There is nothing in his style which may mark him out as a Hindu.
Excerpts:
Muhiyu'd-Din Muhammad Aurangzeb 'Alamgir Padshah Ghazi (AD 1658-1707)
Mathura (Uttar Pradesh)
" ... When the imperial army was encamping at Mathura, a holy city of the Hindus, the state of affairs with regard to temples of Mathura was brought to the notice of His Majesty. Thus, HE ORDERED THE FAUJDAR OF THE CITY, ABDUL NABI KHAN, TO RAZE TO THE GROUND EVERY TEMPLE AND TO CONSTRUCT BIG MOSQUES (over their demolished sites)..."
Udaipur (Rajasthan)
"... The Emperor, within a short time, reached Udaipur AND DESTROYED THE GATE OF DEHBARI, THE PALACES OF RANA AND THE TEMPLES OF UDAIPUR. Apart from it, the trees of his gardens were also destroyed..."



Bibliography
  • Ahmad, Qeyamuddin (ed.), "Patna through the Ages", New Delhi, 1988.
  • "Alberuni's India", translated by E.C. Sachau, New Delhi Reprint, 1983.
  • Attar, Shykh Faridu'd-Din, "Tadhkirat al-Awliya", translated into Urdu by Maulana Z.A. Usmani.
  • Bloch J., "Indian Studies", London, 1931.
  • Chuvin, Pierre, "A Chronicle of the Last Pagans", Harvard, 1990.
  • Durrant, Will, "The Story of Civilization", New York, 1972.
  • Elliot and Dowson, "History of India as told by its own Historians", 8 volumes, Allahbad Reprint, 1964.
  • "First Encyclopedia of Islam"
  • "Futuhat-i-Alamgiri" by Ishwardas Nagar, trans. into English by Tasneem Ahmad, Delhi, 1978.
  • Growse, F.S. "Mathura: A District Memoir", Reprint, Ahmedabad, 1978.
  • Hosain, Saiyid Safdar, " The Early History of Islam," Vol. I, Delhi Reprint, 1985.
  • "Jami Tirmizi," Arabic text with Urdu translation by Badi'al-Zaman, Vol. I, New Delhi, 1983.
  • "Kitab Futuh Al-Buldan" of Al-Biladhuri, translated into English by F.C. Murgotte, New York, 1924.
  • "Maasir-i-Alamgiri" of Saqi Must'ad Khan, translated into English and annotated by Sir Jadunath Sarkar, Calcutta, 1947.
  • "Makke Madine di Goshati", edited by Dr. Kulwant Singh, Patiala, 1988.
  • "The Rehala of Ibn Battuta," translated into English by Mahdi Hussain, Baroda, 1976.
  • Sarkar, Jadunath, "History of Aurangzeb," 3 Volumes, Calcutta, 1972, 73.



Back To Islamic Ages
Back To Modern Hindu History
Back To Library Of Hindu History

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

พุทธศาสนาอาฟกัน

การค้นพบร่องรอยของพระพุทธศาสนาท่ามกลางสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน
http://www.dailymail.co.uk/news/article-1329650/Company-digging-Afghanistan-unearths-2-600-year-old-Buddhist-monastery.html
การค้นพบร่องรอยของพระพุทธศาสนาท่ามกลางสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน

เมื่อวันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา ข่าวสำคัญชิ้นหนึ่งได้แพร่กระจาย ไปหลายประเทศ ทั่วโลก ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ต่างๆ เช่น รอยเตอร์ส (Reuters) เอบีซีนิวส์ ABC News) ฟ็อกซ์นิวส์ (FOX News) ไทมส์ ออฟ อินเดีย (Times of India)มาเลเซียอินไซเดอร์ (Malaysian_Insider)_นั่นคือการค้นพบร่องรอยของพระพุทธศาสนาในประเทศอัฟกานิสถาน โดยมีเนื้อหาข่าวดังต่อไปนี้
ท่ามกลางสงครามระหว่างรัฐบาลมุสลิมตาลีบัน กับชาติตะวันตก นักโบราญคดีได้ค้นพบซากของพุทธสถานในบริเวณทางด้านทิศใต้ของกรุงคาบูล (Kabul) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ 

คุณโมฮัมหมัด เนเดอร์ ราซูลี่ (Mohammad Nader Rasouli) หัวหน้าฝ่ายโบราณวัตถุใน อัฟกานิสถานได้กล่าวถึงการขุดค้นพบซากนี้ เมื่อวันอังคารว่า...

        “มีทั้งวัด หอของพระพุทธศาสนา และ รูปปั้นอันงดงาม ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ชิ้นหนึ่งมีความสูงเจ็ดเมตร อีกชิ้นหนึ่ง สูงถึงเก้าเมตร รวมทั้งภาพสีบนฝาผนัง ที่ประดับทองและเหรียญ สิ่งที่ค้นพบ บางชิ้น มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 หลัง
พุทธปรินิพพาน และเราได้พบหลักฐาน บางอย่างที่บ่งบอกว่าวัตถุโบราณบางชิ้น อาจจะมีอายุตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ ตอนนี้เราต้องการความช่วยเหลือจาก ต่างประเทศในการดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ และในการสืบค้นต่อๆไป

        ปัจจุบัน กำลังมีการดำเนินการขุดค้น อยู่ในบริเวณพื้นที่ 12 กิโลเมตร ทางทิศใต้ของเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่แถบเหมืองทองแดงที่กำลังมีการถลุงแร่อยู่คุณราซูลี่กล่าวว่า การถลุงแร่ทองแดงไม่ได้มีผล กระทบต่อพื้นที่ประวัติศาสตร์ แต่พวกนักลักลอบต่างหากที่ได้ทำลายบางส่วนไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะ มีการขุดค้นซากโบราณสถานเมื่อปีที่แล้วหากย้อน ไปในประวัติศาสตร์ ประเทศอัฟกานิสถานนั้น มีชาวมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน...ก่อนหน้านี้ได้มีความเชื่ออื่นปรากฏมาก่อน เช่น ฮินดู และ พระพุทธศาสนาในระหว่างที่รัฐบาลตาลีบันมีอำนาจปกครองประเทศ อัฟกานิสถานอยู่เป็นระยะเวลาถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 – พ.ศ.2544 พวกเขาให้เหตุผลว่า รูปปั้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องห้าม ตามการตีความหมายหลักศิลา ของพวกเขา จึงได้ทำลายพระพุทธรูปที่หน้าผา บามิยัน นอกจากนี้ ที่อัฟกานิสถานยังมีการทำลาย โบราณสถานหลายแห่ง ตลอดช่วงระยะเวลาหลายทศวรรษที่มีสงครามกลางเมือง 

ซากโบราณสถานในอัฟกานิสถาน
ที่ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดี



นักโบราณคดีชาวอังกฤษกำลังทำงานอยู่บนซาก
ปรักหักพังที่ค้นพ



ชาวอัฟกานิสถาน ฮาซาล่า (Afghan Hazara) ทำความสะอาดซากปรักหักพัง ภายในถ้ำที่มีพระพุทธรูป (อายุ 1,600 ปี) ประดิษฐานอยู่



คุณราซูลี่กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่มีทรัพยากรที่จำเป็นมากเพียงพอ ในการขนย้ายวัตถุโบราณ จากพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีการต่อสู้เกิดขึ้น และหวังว่า จะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่นั่นแทน ที่มา www.allvo

กบฏมุสลิม ๑๑ ครั้ง

กบฏมุสลิม ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
:: 
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม