คำถามที่สุลัยมาน หุสัยนีย์(แกนนำชีอะฮฺในไทย) ไม่กล้าตอบ!!! เพราะต่างคนก็ต่างบิดเบือนเพื่อเอามาสนองตัณหาในเรื่องอำนาจ และการปกครอง เพื่อกดขี่มุสลิม ผู้ไม่รู้ความในอัลกุรอาน ได้แต่ฟังอีหม่าม กรอกหูว่า นี่คำสั่งของอัลเลาะห์ ที่มา http://shiahcode.blogspot.com/2009/05/blog-post_4091.html ผมได้ดูวีดีโอการเสวนาระหว่างฝ่ายซุนนีและฝ่ายชีอะฮฺ ซึ่งเป็นวีดีโอที่นานพอสมควรแล้ว สัก 10 ปีแล้วเห็นจะได้ แต่ถึงแม้จะนานแค่ไหนก็ตามดูเหมือนวีดีโอดังกล่าวนนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงกัน อยู่จนถึงทุกวันนี้จากฝ่ายชีอะฮฺ ว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชีอะฮฺและความอัปยศอย่างน่าอดสูของพวกวะฮาบี ย์!!!! ผมเองจากการได้ดูวีดีโอชิ้นนี้ก็ยอมรับนะครับว่าคุณสุลัยมาน ของฝ่ายชีอะฮฺนั้นเป็นนักพูดตัวยงและถือเป็นคนที่ถ่ายทอดสื่อสารเก่งพอดู ผิดกับโต๊ะครูฝ่ายซุนนีที่การพูดค่อนข้างจะไม่เอาอ่าวเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ของความเป็นวิชาการและข้อมูลของคุณสุลัยมานแล้ว ผมเห็นจะบอกได้อย่างเต็มปากว่า คุณสุไลมานยังอ่อนหัดและนิยมใช้วิทยายุทธการตะกียะฮฺในการเสวนาอยู่มาก อนึ่งบทความมิได้มีเจตนาจะวิภาษทุกๆส่วนของวีดีโอการเสวนาในครั้งนี้ หากแต่ต้องการจะชี้ให้เห็นถึงการหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของคุณสุลัยมานใน ประเด็นของอัลกุรอาน ตลอดจนการบิดเบือนผู้ฟังถึงข้อเท็จจริงของการบิดเบือนอัลกุรอานของฝ่ายชีอะ ฮฺ ในวีดีโอการเสวนาในครั้งนี้เกี่ยวกับประเด็นของอัลกุรอาน คุณสุลัยมานสรุปเอาว่า รายงานหรือริวายัติที่ระบุถึงการบิดเบือนในอัลกุรอานตามที่ปรากฎในตำราของชี อะฮฺนั้น หมายถึงการบิดเบือนในเชิงความหมาย หาใช่หมายถึงการบิดเบือนโดยการเพิ่มเติมอัลกุรอานเข้าไปใหม่ไม่ พร้อมกับได้ยกตัวอย่างในซูเราะฮฺอัศศอฟาที่เกี่ยวกับท่านนบีอิสมาอีล มาเป็นตัวอย่างแก่ผู้ฟัง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงตอนที่ท่านอาจารย์อะมีน เหมเสริม ของฝ่ายซุนนีได้ทำการยกหลักฐานจากตัฟซีรอัลกุมมี โดยการอ่านอายะฮฺกุรซี ที่ถูกระบุอยู่ในตำราของฝ่ายชีอะฮฺอย่างตัฟซีรอัลกุมมี ปรากฏพบว่าอายะฮฺกุรซี ในตัฟซีรอัลกุมมี นั้นผิดเพี้ยนและแตกต่างจากอัลกุรอานฉบับที่มุสลิมทั่วโลกเขาใช้กัน โดยมีการเพิ่มประโยคบางประโยคเข้าไป ซึ่งหากใครยังไม่เคยได้รับชมวีดีโอชิ้นนี้กรุณาดูให้เข้าใจเสียก่อน http://www.youtube.com/v/5Z_4R-tvAQw&hl=en_US&fs=1& http://www.youtube.com/v/vcgcdctIoyM&hl=en_US&fs=1& http://www.youtube.com/v/yyYNUyV4Ymw&hl=en_US&fs=1& จากวีดีโอที่ได้ยกมานี้เราจะพบว่า ท่านอาจารย์อะมีน ได้อ่านอายะฮฺกุรซี ในเวอร์ชั่นชีอะฮฺออกมา จากนั้นทีมงานชีอะฮฺผู้อัดวีดีโอชิ้นนี้ก็ได้แสดง ความเขลา ออกมาโดยการขึ้นตัวอักษรว่า "เกินจริงหรือ" ในวีดีโอชิ้นที่สอง และจากนั้นในวีดีโอชิ้นที่สาม เมื่อถึงคราวที่คุณสุไลมานต้องพูด คุณสุไลมานก็เฉไฉ ด้วยการอ้างว่าตอบเคลียหมดแล้ว อยู่ที่ท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจต่างหาก โดยพยายามเลี่ยงไม่ตอบหลักฐานที่อาจารย์อะมีน นำมาอ่านให้ฟัง แล้วก็เปิดประเด็นเรื่องซอฮาบะฮฺเข้ามาแทน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงหลักฐานของท่านอาจารย์อะมีน นั้นเป็นหมัดเด็ดที่สำคัญที่มาล้มล้างคำอธิบายมักง่ายของคุณสุไลมานในตอนต้น ที่ว่าอัลกุรอานนั้นบิดเบือนในเชิงความหมายเท่านั้น !!! เพราะหลักฐานที่ท่านอาจารย์อะมีนได้อ่านไปนั้นเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าการ บิดเบือนอัลกุรอานตามที่ปรากฏอยู่ในตำราของลัทธิชีอะฮฺนั้นหมายถึงการบิด เบือน โดยการเพิ่มข้อความใหม่ๆเข้าไป หาใช่การบิดเบือนในเชิงความหมาย และเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าชีอะฮฺเชื่อว่าอัลกุรอานฉบับปัจจุบันไม่สมบูรณ์ และชีอะฮฺใช้อัลกุรอานคนละเล่มกับซุนนีย์!!!! สำหรับทีมงานชีอะฮฺผู้ทำ วีดีโอชุดนนี้ออกมาปล่อยทางเว็บไซต์ ผมก็อยากจะกล่าวว่า การที่ท่านแสดงความขี้เท่อออกมาด้วยการเขียนข้อความในวีดีโอแทรกขึ้นมาว่า "เกินจริงหรือ" นั้นท่านได้เคยอ่านตัฟซีรอัลกุมมีบ้างแล้วสักครั้งหรือยัง? หากว่ายัง อย่างน้อยท่านก็ไม่ควรแสดงความฉลาดน้อยออกมาให้เห็นกันได้ขนาดนี้ เพราะอะไรนั้นหรือ? ก็เพราะว่าในวันนี้นั้นพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงเปิดโปงอากีดะฮฺที่แท้จริงของชี อะฮฺ เกี่ยวกับอัลกุรอานซึ่งจะเป็นหลักฐานที่มาสนับสนุนคำพูดของอาจารย์อะมีนในวี ดีโอชิ้นนี้ว่า อาจารย์อะมีนเป็นผู้ที่พูดจริง และคุณสุไลมานก็เป็นเพียงคนขี้ขลาดที่หลีกเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถามของท่าน อาจารย์อะมีน นั่นเอง หลักฐานดังกล่าวนำมาจากเว็บไซต์ชื่อดังของโลกชี อะฮฺเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเว็บไซต์ ศูนย์กลางของโลกชีอะฮฺ เว็บไซต์ดังกล่าวก็คือ อัลชีอะฮฺ ดอมคอม ซึ่งเป็นเว็บภาษาอาหรับ และที่สำคัญเว็บนี้มีตำราชีอะฮฺให้ดาวน์โหลดมากมายและหนึ่งในนั้นก็คือ ตัฟซีรอัลกุมมี !!!! เมื่อเราได้ทำการเข้าไปโหลด หนังสือเล่มดังกล่าวโดยเฉพะไปตรงส่วนของการตัฟซีรอายะฮิกุรซี เราจะพบสิ่งที่น่าตกใจก็คือ อายะฮฺกุรซีของชีอะฮฺไม่เหมือนของซุนนี!!! และเป็นแบบเดียวกับที่อาจารย์อะมีน เหมเสริมอ่านมันในวีดีโอ และสุไลมานนก็หลีกเลี่ยงไม่ตอบนั่นเอง!!!!!!!!! กรุณาดูอายะฮฺกุรซีจากตัฟซีรอัลกุมมี ที่เราได้ทำการบันทึกมาจากหน้าเว็บไซต์ของพวกชีอะฮฺ(หากเห็นไม่ชัดกรุณาคลิกที่รูป) โปรดสังเกตุตรงขีดสีแดงจะพบว่ามีการเพิ่มข้อความเข้ามาซึ่งผิดเพี้ยนจากอายะฮฺกุรซี ที่เราอ่านๆกันทุกวันหลังละหมาดฟัรดู อีก หลักฐานหนึ่งก็คือจากเว็บไซต์ชีอะฮฺเช่นกันชื่อเว็บว่า 14mason.com ซึ่งปรากฎหะดีษจากกุลัยนี ซึ่งมีระบุอายะฮิกุรซี แบบเดียวกับตัฟซีรอัลกุมมีเป๊ะ เราได้พบเห็นกันแล้วว่า ในขณะที่ชีอะฮฺเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราปากจะพูดเสมอว่าอัลกุรอานสมบูรณ์ๆๆๆ แต่ในเว้บไซต์ของพวกเขากลับสอนว่าอัลกุรอานไม่สมบุรณ์ เมื่อเราได้พบหลัก ฐานที่ชัดแจ้งขนาดนี้แล้ว ก็อยากให้เราถามดูว่านี่หรือชัยชนะของการเสวนาที่ชีอะฮฺ ยกย่องและภูมิใจ การตะกียะฮฺหลีกเลี่ยงไม่ตอบนี่คือชัยชนะของชีอะฮฺงั้นหรือ และนี่ก็คือตัวอย่างเดียวจากหลายๆตัวอย่างที่คุณสุไลมานได้บิดเบือนไป สำหรับ ทีมานชีอะฮฺผู้ทำวีดีโอชิ้นนี้ที่อุตส่าแสดงความเขลาออกมาด้วยการขึ้นตัว อักษรว่า "เกินจริงเหรอ" ก็ขอตอบว่า โครตจริงครับ น้องตะกียะฮฺ เอ๋ย อ้อ ในวีดีโออันที่สองผมเห็นแว่บๆ ว่ามีตัวอักษรขึ้นใหญ่เลยว่า ชีอะฮฺท้าสาบานมุบาฮาละฮฺ ใครจะรับคำท้าบ้าง ก็ขอตอบว่าเมื่อเห็นการตะกียะฮฺกันขนาดนี้แล้ว จะกลัวกันอีกหรือ ผมคนนึงล่ะครับที่ขอรับคำท้าสาบานมุบาฮาละฮฺ แต่ถ้าชีอะฮฺจะมาหา ทางออกด้วยวิชามารตลอดกาลว่า เราไม่ยอมรับตัฟซีรอัลกุมมี ก็อยากบอกว่า สายไปแล้วล่ะครับ ในวีดีโอดังกล่าวนั้นคุณสุไลมานก็ออกปากยอมรับตัฟซีรอัลกุมมีเอง และกรุณาอ่านความยิ่งใหญ่ของตัฟซีรอัลกุมมีจากเว็บไซต์ชีอะฮฺภาษาไทยได้ที่ http://www.quranrasul.com/quranrasul/content/view/112/99/ |
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตีกันยังไม่จบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตีกันยังไม่จบ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
ต่างคนต่างบิดเบือน
ป้ายกำกับ:
ตีกันยังไม่จบ,
มุสลิมสับสน,
อ้างอัลเลาะห์
วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เถียงเรื่องนิยาย ตายเพราะนิยาม
วันนี้ในอดีต 27 ก.พ.54 ผมชอบอ่านเรื่องราวใน wikipedia วันนี้ 27 ก.พ. ในเมืองไทย ก็ตรงกับวันอาทิตย์ ในขณะที่กำลังซดกาแฟโดย(ไม่ได้แปรงฟัน) ก็เปิดอ่านเรื่องราววันนี้ในอดีต ก็ไปเจอรายการที่สามก็พบรายการ วันนี้ในอดีตรายการหนึ่ง มีข้อความว่า
เีืรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ก็คือ ความขัดแย้งกัน เกี่ยวกับเรื่องนวนิยาย ที่แต่ละลัทธิ แต่ละศาสนา สร้างขึ้นมาเพื่อ ผลทางจิตใจของศาสนิกของตัวเอง ทีนี้ถ้ามันอยู่ ในกลุ่มของ ลัทธิตนเอง ก็คงไม่มีปัญหา แต่นวนิยายที่ต่างคนต่างแต่งกันขึ้นมา ต่างลัทธิ ต่างก็แต่งนวนิยาย ของตนเองขึ้นมา ที่นี้พอนวนิยายเหล่านี้ ดันไปขัดแย้งกับนวนิยายของ ลัทธิอื่น ปัญหาก็เกิดละครับ ต่างลัทธิกัน ต่างความเชื่อกัน ก็มานั่งเถียงกันละว่า นิยายของเอ็ง ผิด ของข้าถูก นิยายของข้าถูก ของเอ็งผิด อย่ากระนั้นเลย จงทำลายนวนิยายเรื่องนี้ซะ เผามันทิ้งซะ กรณีเผารถไฟ 27 ก.พ. ความเป็นมาของเรื่องนี้ก็คือ 1,500 ปี ก่อนคริสตศักราช หรือเมื่อ 3,500 ปีก่อน ชาวฮินดูที่นับถือ นวนิยรามเกียรติ์ ที่สอนสาวกของตนเองให้เชื่อว่า พระราม อันเป็นพระเอกของเรื่อง ประสูติ ที่เมืองอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ นวนิยายเรื่องนี้บอกว่า พระรามถูกเนรเทศ ออกจากอโยธยา เป็นเวลา 14 ปี โดยมีนางสีดา ชายาผู้ภักดี และพระลักษมณ์ พระอนุชาสุดที่เลิฟ ติดตามไปด้วย ข้างฝ่ายจอมวายร้ายของเรื่อง ทศกัณฐ์ซึ่งครองกรุงลงกา ดันทะลึงไปลักพาตัวนางสีดาไป (ซึ่งตามนวนิยายนี้ ก็บอกไว้ว่า ที่ทางสีดานี้ ก็คือลูกสาวของทศกัณฑ์) พระรามจึงทำสงคราม กับทศกัณฐ์ (แย่งผู้หญิงกัน) ที่สุดพระรามชนะเพราะมีบรรดา สัตว์ติรัฉฉาน คนไทยชอบเรียกว่า เดียรัฉฉาน (คำว่า ติรัฉฉาน แปลว่า สัตว์โลกผู้ไปในทางขวาง คือ ไม่สามารถยืนตรง และเดินได้เหมือนมนุษย์ สัตว์พวกนี้ เวลาไปไหนมาไหน หัว หรือ ศรีษะ จะนำหน้าเสมอ) พระรองของเื่รื่อง ยกเอาบรรดาฝูงลิงอมตะ (ไม่มีวันตาย ตายเมื่อไหร่ ลมพัด ก็ฟื้น) ฝูงลิงหนุมานช่วย เมื่อชนะสงคราม พระรามจึงพานางสีดากลับพระนคร คนฮินดูถือว่า พระรามคือแบบอย่างแห่งยอดบุรุษและยอดกษัตริย์ และนางสีดา คือ นางแก้วในอุดมคติของคนอินเดีย สถานที่ที่เชื่อกันว่าพระรามประสูติในรัฐอุตตรประเทศนั้น ชาวฮินดููในสมัยปัจจุบันเชื่อกันว่าชาวฮินดูโบราณได้สร้างวัดถวายเอาไว้ด้วย นวนิยายเรื่องนี้ ได้รับความกระทบกระเทือนเมื่อปี ค.ศ.1526 หรือ 481 ปี ก่อน เมื่อกษัตริย์บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่าน ของมองโกเลีย ยึดอินเดียได้จึงสถาปนาราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์นี้นับถือศาสนาอิสลาม อีก 2 ปีต่อมา มีการสร้างมัสยิดตรงสถานที่ที่เชื่อว่าเคยสร้างวัดฮินดูมาก่อน (อันนี้ คือการที่กษัตริย์ ไปย่ำยีหัวใจของฮินดูเป็นครั้งแรก) 39 ปี ต่อมา ค.ศ.1855 ฮินดูกับมุสลิมตีกันเรื่องนี้ที่เมืองอโยธยา วัดของกู มัสยิสของกู กูมาก่อน มึังมาหลัง สุดท้ายก็มีมีคนตายสังเวยความเชื่อใน นวนิยายของลัทธิตนเองไป 75 คน อีก 2 ปีต่อมา นักบวชชาวฮินดูสร้างที่บูชาพระรามเล็ก ๆ ใน มัสยิดบาบรี ทั้งชาวฮินดูและมุสลิม ต่างเดินเข้าไปในบริเวณนี้เพื่อปฏิบัติ ศาสนกิจของตน เหมือนจะซ่อนนัยยอะไรบางอย่าง เช่น อยู่ร่วมกันได้ แต่ดูอีกมุมหนึ่งก็เหมือน ฮินดูเจตนา ดูหมิ่นอีกศาสนาหนึ่ง เพื่อเป็นการแก้แค้น ที่เองดันมาสร้าง มัสยิสแทนที่วัดเก่าของ ฮินดู มันหยามกันนี่หว่า ถ้าพิจารณาโดยพื้นฐาน พวกฮินดูนี่ แม้แต่ศาสนาเดียวกัน(ฮินดู) ก็บลัฟกันเองอยู่ประจำ พระอิศวร พระนารายณ์ พระศิวะ พระวิษณุ พระอะไรต่อมิอะไร องค์นี้เหนือกว่า องค์นี้ สร้างไอ้นี่ องค์นี้มีฤทธิ์ปราบไอ้นั่น จนผลสุดท้าย ทะเลากันเอง กว่าจะจบลงได้ ต้องแต่งนวนิยายเรื่องใหม่ คือ ตรีมูรติ เพื่อให้ บรรดาพระเจ้า ปรองดองกันได้ แบ่งกันใหญ่ แบ่งกันเก่งได้ ย้อนกับไปที่ความขัดแย้งเรื่องนี้ หลายปีต่อมา ความขัดแย้งระหว่างคน 2 ศาสนาก็ยังฮึ่มๆใส่กัน อังกฤษผู้ปกครองคนใหม่ก็จึงทำกำแพงแยกกันซะเลย นักบวชฮินดูขออนุญาตทางราชการเพื่อสร้างวัดฮินดู แต่ศาลปฏิเสธ แม้ว่าจะอุทธรณ์ แต่ก็ยังโดนปฏิเสธ (อิอิ ศาลนับถือลัทธิอะไร) ความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนาในการแย่งสถานที่แห่งนี้ระบาดเป็นการจลาจลไปทั่วประเทศ เหตุมันเกิดเพราะขัดแย้งกัน แต่ดูไปดูมา เวลาประชาชนทะเลาะกัน เอาเรื่องไปพึ่งศาล ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย พอศาลตัดสินออกมาไม่ ถูกใจฝ่ายใดฝายหนึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาละครับ ก็ไม่สบอารมณ์ ไม่ฝายใดก็ฝ่ายหนึ่งที่แพ้ความ แต่กรณีนี้ ศาลในอินเดีย ท่านก็ นับถือศาสนาหนึ่งในสองที่เขากำลังตีกันนี่แหละครับ ผลของการ ตัดสินย่อมไม่เป็นที่สบอารมณ์แน่นอน ค.ศ.1949 มีคนฮินดูอุตริ แอบเอารูปเคารพของพระรามและนางสีดา เข้าไปวางไว้ในมัสยิด ทั้ง ๆ ที่ทราบว่า อิสลามไม่มีรูปเคารพ ก็ทะเลาะกันอีก รัฐบาลอินเดีย ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังงัย ก็เลยประกาศให้ให้ศาสนสถาน แห่งนั้นเป็นดินแดนพิพาท และไขกุญแจปิดตายมัสยิด (ทะเลาะกัน ดีนัก มึงไม่ต้องใช้ทั่งคู่แหละ) ปีถัดมาทั้งมุสลิมและฮินดูไปยื่นขอต่อศาลขอเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ศาลยืนกรานแบบเดิม คือ ถ้ามึงยังทะเลาะกันไม่เลิก ได้ไม่ต้องใช้มันทั่งคู่และวะ ค.ศ.1983 ฮินดูรุกคืบใหม่ โดยอาศัยสภาฮินดูโลก รณรงค์จะสร้างวัดฮินดูตรงมัสยิดที่ว่า (นัยยก็คือการแก้แค้น เพราะเองมาสร้างมัสยิสทับวัดของตรู) ฮินดูขอให้ศาลเปิดกุญแจ อีก 3 ปีถัดมา ศาลตำบลก็ออกคำสั่งให้เปิดมัสยิด (ศาลท่านนี้ เป็นฮินดูหรือป่าว อิอิ) ให้คนฮินดูเข้าไปสักการะในมัสยิดได้ ทำให้มุสลิมทั้งโลกโศกเศร้า และจำเป็นต้องเศร้า และจำเป็นต้องขยายความเศร้าให้มาก ๆ เพราะว่า มุสลิมทั้งโลกเป็นพี่น้องกัน ตามที่มีคนเอามาปลุกปั่น ค.ศ.1989 เมื่อ 18 ปีก่อน นายกรัฐมนตรีอินเดีย นายราจีฟ คานธี อนุญาตให้มีการฉลอง การขุดดินเพื่อสร้างวัดฮินดู ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดเพียง 58.5 เมตร จึงเกิดความขัดแย้ง ทางศาสนา ตามด้วยมีการจลาจลใหญ่ คนตายไป 600 คน ค.ศ.1990 ผู้นำฮินดูก็เริ่มเดินขบวนด้วยรถม้าเพื่อชักชวนให้มีการสร้างวัดพระราม เหตุการณ์บานปลายทำให้มีอาสาสมัครศักดิ์สิทธิ์ฮินดูมารวมตัวกัน ที่อโยธยาหลายหมื่นคน ตำรวจยิงตายไป 30 คน (เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เพราะวา ตำ ที่ยิงคนตายไป ไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็๋นตำเลาะ) รายงานข่าวไม่ได้เคยบอกให้โลกทราบว่า ตำรวจเหล่านั้นเป็นมุสลิม อาสาสมัครบางกลุ่มก็โต้กลับด้วยการเล่นงานมุสลิมใกล้มัสยิด พวกมุสลิมก็จับอาวุธสู้ ทำให้มียอด คนตายเพิ่มไปอีกกว่า 100 คน บั้นปลายท้ายที่สุด ก็จะมีการสร้างวัดฮินดูในอาณาบริเวณที่่มุสลิมบอกว่า ย่ำยีหัวใจมุสลิม มันมีมัสยิดบาบรี อยู่ โดยมุสลิมเจตนาหลงลืมว่า มัสยิสดังกล่าวนั้น สร้างลงทับพื่้นที่วัดเดิมของฮินดูอยู่ ต่างคนต่างอ้าง เอาเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อลัทธิของตนเอง นายกรัฐมนตรีนาราสิมฮา ราว ขอให้หยุด ปะทะกันซัก 3 เดือน เมื่อพ้น 3 เดือน คนฮินดู 3 แสนมารวมตัวกัน อาสาสมัครศักดิ์สิทธิ์ หลายพัน ที่มีแค้นฝั้งหุ่นที่ว่า พวกเองมาสร้างมัสยิส ทับที่วัดเก่าของตรู ก็ได้เข้าไปทำลาย มัสยิดอีก แล้วเรื่องราววันนี้ในอดีตที่ผมอ่านเมื่อตะกี้นี้ ก็มาถึง 27 ก.พ. 2545 ชาวฮินดูผู้เดินทางจะไปเมืองอโยธยา ถูกมุสลิมจุดไฟเผาในขบวนรถไฟ พวกฮินดูจึงโต้ตอบกลับ คราวนี้ตายไป 500 คน ทุกวันนี้ ทุกทีที่มีการปลุกระดมให้ทําลายมุสลิม พวกฮินดูหัวรุนแรงก็มักจะยกเอาพระรามในเรื่องรามเกียรติ์มาอ้าง ส่วนพวกฮินดูสันติก็อ้าง นางสีดา นางเคยบอกพระรามตอนที่จะตามยักษ์แห่งป่าทันทกาไปว่า “ท่านกำลังทำบาปซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของพวกอวิชชา ที่คนโง่มักเอียงเข้าไปหา บาปที่ว่าคือการสังหารคนที่ไม่ได้ทำความผิด โอ้ ผู้เป็นวีรบุรุษ คำสวดของฉันก็คือ เมื่อท่านถือศรเป็นอาวุธ ท่านก็จะทำสงครามกับพวกยักษ์ผู้มีป่าเป็นบ้าน ท่านต้องไม่ฆ่าผู้ที่ไม่ผิด” ทั้งหมดนั้นก็คือความเดือดร้อนรำเค็ญ เพราะดันไปอ่านนิยายคนละเล่ม นับถือคนละแบบ ทีนี้ถ้านับถือคนละแบบ ถ้าต่างคนต่างอยู่จะไม่เกิด เรื่องนี้ขึ้นมาเลย นับตั้งแต่มุสลิมคนแรกย่ำยีฮินดู คือกษัตริย์บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่าน ดันทรงพระทะลึงไปสร้างมัสยิสทับลง บนวัดฮินดู ที่มีตั้งมากมาย ก็ไม่ทรงGet ดันไป Get บนวัดฮินดู มันก็เลยล้างแค้นกันไปล้างแค้นกันมา แล้วอ้างอ้างนวนิยายของ ลัทธิตัวเอง เพื่อสร้างความชอบ(ทำ)ธรรม ในการรุกรานศาสนาอื่น ฆ่าคนลัทธิอื่น แล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ พวกเราทุกคนในโลกเป็นพี่น้องกัน แต่ไม่เป็นพี่น้องกับศาสนาอื่น เพราะฉนั้น เราจึงมีความชอบธรรม ในการรุมกินโต๊ะมัน เหยียบย้ำย่ำยีมัน เรื่องมันก็เท่านั้น ต้นตอของต้นเหตุ ก็คือคำสอนในศาสนา ที่สอนให้ศาสนิกของตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น โดยอ้างพระเจ้าได้ คนเลว ๆ ในศาสนานั้น ๆ ก็หยิบ ยกเอาคำสอนนั่นแหละ มาสนับสนุนการทำควมเลวริยำของตนเอง เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ฉันทำนี้ ถูกต้อง เพราะพระเจ้าทรงบัญชา เหมือนกับตอนนี้ ที่พระเจ้าในบางศาสนา กำลังสั่งให้แบ่งแยกดินแดน สั่งให้ปล้นปืน สั่งให้ฆ่าไทยพุทธ สั่งให้เผาวัด สั่งให้วางระเบิด โดยการสนับสนุนจากผู้ก่อการร้ายนอกประเทศ ที่อ้างว่า มุสลิม ทุกคนในโลกนี้ เป็นพี่น้องกัน แต่โชคดีของมุสลิมเหล่านั้น ก็เพราะ พระพุทธศาสนา ไม่มีคำสอนใด ๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสอนให้เบียดเบียนผู้อื่น หรือศาสนาอื่น เลย สาธุ.... แล้วที่นี้ โศกนาฏกรรม ประจำวันที่ 27 ก.พ. จะด่าใครดีละ............ ผมว่าท่านผู้อ่านคงด่าอยู่ในใจแหละ .........เลือกเอาเอง แต่อย่ามาด่าผมก็แล้วกัน อิอิ........... เพราะโผมม่ายรู้ ผมม่ายฉะบาย.........อิอิ ลุงคำต๋ำ |
| ศาลอินเดียพิจารณาคดีพื้นที่พิพาท ฮินดู-มุสลิม |
| อินเดียพร้อมรับมือความวุ่นวายจากการพิจารณาคดีของศาล ต่อกรณีข้อพิพาทระหว่างฮินดู มุสลิม ที่ยืดเยื้อยาวนานเหนือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ |
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน (30 กย.)ว่า อินเดียเตรียมพร้อมรับมือความวุ่นวายจากการพิจารณาคดีของศาล ต่อกรณีข้อพิพาทระหว่างฮินดู มุสลิม อันยืดเยื้อยาวนานเหนือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อสถานะความสัมพันธ์ของศาสนาในประเทศ กำลังเสริมของทหารหลายพันคน ประจำการอยู่ทั่วพื้นที่เมืองอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย อดีตที่ตั้งของมัสยิดบาบรี ในศตวรรษที่ 16 ซึ่งต่อมาถูกกลุ่มฮินดูเผาทำลายเมื่อปี 1992 อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มศาสนาต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว ศาลสูงของรัฐอุตตรประเทศจะพิพากษาว่า ฝ่ายไหนควรครอบครองพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้รัฐบาลกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากขณะนี้กำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพ มหกรรมกีฬาเครือจักรภพ ในกรุงนิวเดลี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ (3 ต.ค.) นี้ ซึ่งการทำลายมัสยิดบาบรี ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อสาธารณชนมากที่สุดในอินเดีย นับตั้งแต่การแบ่งแยกอินเดียเมื่อปี 1947 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2,000 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และเมื่อไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลได้ออกประกาศคำวิงวอนต่อสาธารณชน ให้ช่วยกันรักษาความสงบต่อหน้าคณะลูกขุน รวมทั้งมีการลงประกาศในหนังสือพิมพ์ เพื่อเรียกร้องทั้งสองกลุ่มเคารพกฎหมาย และมีการเกณฑ์กองกำลังความมั่นคงจำนวนหลายหมื่นคนเข้ารักษาความสงบ ด้านอินเดีย และปากีสถาน ประเทศเพื่อนบ้าน อาจกล่าวได้ว่าเกิดมาเพื่อขัดแย้งซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากกำเนิดปากีสถาน ผ่านการแบ่งแยกอนุทวีปแห่งนี้เมื่อปี 1947 ได้ก่อให้เกิดการปะทะกันของผู้นับถือศาสนาที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเป็นล้านคนเสียชีวิต ทั้งนี้ ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวจะได้รับการทดสอบ เมื่อศาลสูงจะเริ่มพิจารณาคดีเวลา 10.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในเมืองอโยธยา ที่กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดกลุ่มฮินดูชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ประจำการทั่วเมืองอโยธยาอย่างเข้มงวด รวมทั้งสถานที่ที่อาจเกิดเหตุปะทะอื่นๆ อีก 32 แห่งทั่วอินเดีย โดย 4 แห่งตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุด พี ชิดัมบาราม รัฐมนตรีมหาดไทย ให้ข้อมูลว่า เฉพาะในรัฐอุตตรประเทศมีกองกำลังประจำการอยู่แล้วจำนวน 190,000 คน ด้านชาวฮินดูกล่าวกันว่า มัสยิดบาบรี ซึ่งสร้างโดยจักรพรรดิบาบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล ตั้งอยู่บนพื้นที่ของโบสถ์ ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระราม เทพของชาวฮินดู ทั้งนี้ ชาวฮินดูต้องการที่จะสร้างโบสถ์พระรามขึ้นแทนที่ ศาลสูงจะพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญด้วยกัน คือ พื้นที่พิพาทดังกล่าวเป็นสถานที่ประสูติของพระรามจริงหรือไม่, มัสยิดบาบรีสร้างขึ้นหลังจากการรื้อถอนโบถส์ฮินดูหรือไม่ และการสร้างมัสยิดขึ้นบาบรีขัดกับหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การสู้คดีน่าจะยืดเยื้อกันจนถึงชั้นศาลสูงสุด ดังนั้น ทางออกของความขัดแย้งกว่า 60 ปีนี้ ก็ยังคงมืดมนต่อไป ซึ่งตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา พื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในการปิดล้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก คำพิพากษาอโยธยา ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่อินเดียทั้งประเทศอยู่ในความตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่ง เหตุเพราะจะมีการตัดสินกรณีพิพาท ‘อโยธยา’ ว่าที่ดินผืนเล็กๆ อันเป็นที่ตั้งมัสยิด Babri ซึ่งถูกทุบทำลายโดยชาวฮินดูในปี 1992 ควรจะเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ฮินดูหรือมุสลิม คนทั่วทั้งประเทศต่างกลั้นใจรอ เพราะเกรงว่าผลของคำพิพากษาอาจนำไปสู่การนองเลือดอีกครั้ง แต่ที่สุดทุกฝ่ายก็หายใจทั่วท้อง เมื่อศาลพิพากษาให้คู่กรณีสามรายได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินไปเท่าๆ กัน และผู้คนที่มีทั้งพอใจและไม่พอใจกับคำพิพากษาต่างอยู่ในความสงบ มัสยิดบาบรีที่เป็นกรณีพิพาทนี้ตั้งอยู่ในเมืองอโยธยา รัฐอุตตรประเทศ จากหลักฐานทางจารึกถือกัน ว่า Babur กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลพระองค์แรกรับสั่งให้ Mir Baqi สร้างมัสยิดแห่งนี้ขึ้นซึ่งแล้วเสร็จราวปี 1528-1529 ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูปะทุขึ้นครั้งแรกในปี 1853 ด้วยชาวฮินดูเชื่อว่ามัสยิดนี้สร้างทับวัดฮินดูที่ถูกทุบทำลายลง ที่สำคัญบริเวณใต้โดมกลางของมัสยิดคือที่ประสูติของพระรามเทพองค์สำคัญในศาสนาฮินดู หลังจากมีการไกล่เกลี่ยโดยทาง การสถานการณ์ค่อยเย็นลง จากบันทึกใน Faizabad Gazetteer ทั้งชาวฮินดูและมุสลิมสวดสักการะในตัวอาคารเดียวกันอยู่จนถึงปี 1859 เมื่อทางการซึ่งอยู่ในอำนาจการปกครองของอังกฤษ สั่งให้มีการกั้นรั้วพื้นที่สำหรับทำพิธีทางศาสนา โดยด้านในมัสยิดเป็นพื้นที่ของชาวมุสลิม ด้านนอกเป็นของชาวฮินดู ในปี 1885 Mahant Raghubar Das ยื่นเรื่องต่อศาลขอสร้างวัดฮินดูขึ้นในพื้นที่ด้านนอก แต่ไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาในคืนวันที่ 22 ธันวาคม 1949 มีคนลอบนำเทวรูปของพระรามเข้าไปตั้งไว้กลางมัสยิด ชาวมุสลิมพากันชุมนุมประท้วง ทั้งชาวมุสลิม และฮินดูต่างรวมกลุ่มกันยื่นฟ้องต่อศาลอ้างกรรมสิทธิ์ ในมัสยิดบาบรี รัฐบาลจึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปรักษาการ ระหว่างรอกระบวนการในชั้นศาล วันที่ 6 ธันวาคม 1992 กลุ่ม Kar Savek ซึ่งปลุกระดมโดย Vishwa Hindu Parishad (VHP) กลุ่มฮินดูขวาจัด บุกเข้าทุบทำลายมัสยิดบาบรี หวัง ยึดพื้นที่คืนเพื่อสร้าง Ram Temple เหตุการณ์ลุกลามไปสู่การปะทะระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมทั่วประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน และเป็นต้นตอของการนองเลือดที่ตามมาอีกหลายครั้ง กรณีที่ชาวฮินดูในรัฐคุชราตบุกโจมตีและฆ่าชาวมุสลิม ในปี 2002 ก็สืบเนื่องจากข่าวลือว่าเหตุเพลิง ไหม้ในรถไฟที่สถานีโกรา เป็นฝีมือชาวมุสลิมที่มุ่งแก้แค้นชาวฮินดูที่จะไปแสวงบุญที่อโยธยา ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองกรณี การทุบทำลายมัสยิดบาบรีและการนองเลือดในรัฐคุชราตต่างเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาลแยกออกไป สำหรับคดีสิทธิ์เหนือมัสยิดบาบรีนี้ ปัจจุบันมีกลุ่มตัวแทนและองค์กรทั้งฮินดูและมุสลิม ยื่นฟ้อง ต่อศาลอ้างสิทธิ์รวม 28 ราย ซึ่งตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมาศาลยังไม่เคยสรุปคดี กระทั่งเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ศาลสูงเมืองอัลลาห์บัดประกาศว่าจะมีการ พิพากษาในวันที่ 23 แต่ต้องเลื่อนออกไปถึงสองครั้ง ในที่สุดมีการอ่านคำพิพากษาขึ้นในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งในห้วงเวลานั้น หัวเมืองใหญ่ทุกเมืองในอินเดียโดยเฉพาะเมืองอัลลาห์บัด ล้วนอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยขั้นสูง และมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิเศษต่างๆ เต็มอัตราเพื่อรับมือกับสถานการณ์ หากผลคำตัดสินจุดชนวนให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้นำศาสนาทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องให้ศาสนิกชนรับฟังคำตัดสินโดยสงบ ผู้พิพากษาที่ร่วมตัดสินคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ประกอบด้วยผู้พิพากษา Dharam Veer Sharma, Sudhir Agarwal และ Sibghat Ullah Khan ทั้งสามขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาแยกกัน โดยที่ผู้พิพากษา 2 ใน 3 ตัดสินให้ แบ่งที่ดินผืนดังกล่าว เป็น 3 ส่วนเท่าๆ กันและมอบสิทธิ์ในการจัดการดูแลแก่ผู้ยื่นร้อง 3 ราย ได้แก่ Ram Lalla (กลุ่มตัวแทนเทวรูปของพระราม), Sunni Central Waqf Board (ตัวแทนฝ่ายมุสลิมกลุ่มสำคัญ) และ Nirmohi Akara (ชาวฮินดู นิกายหนึ่งที่อ้างสิทธิ์การจัดการดูแลที่ประสูติของพระรามมาแต่ต้น) โดยที่ประดิษฐานของเทวรูปพระราม ปัจจุบันหรือพื้นที่ใต้โดมกลางของมัสยิดเดิมให้เป็นสิทธิ์ของ Ram Lalla นอกเหนือจากเรื่องสิทธิ์ ผู้พิพากษายังตัดสินประเด็นสำคัญหลายประเด็นในคดีนี้ แม้จะมีคำตัดสินต่างกันไปบ้าง พอสรุปได้ว่า ไม่มีผู้ใดถือสิทธิ์ขาดในที่ดิน ดังกล่าวเพราะชาวมุสลิมและฮินดูต่างสวดสักการะในที่เดียวกันมาก่อนปี 1859 ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าโครงสร้าง ที่ตกเป็นข้อพิพาท (มัสยิดบาบรี) สร้างโดยบาเบอร์กษัตริย์โมกุล โครงสร้างดังกล่าวสร้างบนซากศาสนสถานของฮินดู แต่ไม่มีหลักฐานบอกได้แน่ชัดว่ามีการทุบทำลายศาสนสถานเดิม สำหรับที่ตั้งเทวรูปของพระรามในปัจจุบัน ศาลตัดสินว่ายึดตามศรัทธา และความเชื่อของชาวฮินดูแล้วที่ดังกล่าวถือเป็นที่ประสูติของพระราม ส่วนเทวรูปนั้นไม่ได้มีมาแต่เดิม แต่มีผู้นำเข้าไปวางในคืนวันที่ 22 ธันวาคม 1949 ชาวอินเดียโดยรวมรับฟังคำพิพากษาโดยสงบ ไม่มีรายงานการปะทะหรือความรุนแรงใดๆ นายกฯ มานโมฮัน ซิงห์กล่าวชื่นชมประชาชนที่ให้ความเคารพต่อศาลและตอบรับสถานการณ์ครั้งนี้อย่างสง่างาม ฝ่ายรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยนอกจากจะ ร่วมชื่นชมปฏิกิริยาตอบรับของประชาชนยังได้เสริม ย้ำว่าคำตัดสินนี้ไม่ได้ให้ความถูกต้องแก่กรณีการทุบทำลายมัสยิดบาบรี การกระทำนั้นยังถือว่าผิดตามกฎหมาย ความเห็นของเขาแม้จะถูกในหลักการ แต่ถูกประณามโดยพรรคฝ่ายค้านว่าไม่ถูกกาลเทศะ อาจทำให้เชื้อไฟที่คุนิ่งอยู่ลุกโหมขึ้นมาอีก คำพิพากษาครั้งนี้หลายฝ่ายเรียกว่าเป็นงานเซอร์ไพรส์ บ้างเรียกว่าเป็นฉบับประนีประนอม แต่หลายภาคส่วนก็ผิดหวัง และแสดงความเห็นคัดค้าน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของรัฐอุตตรประเทศกล่าวว่า ชาวมุสลิมรู้สึกเหมือนถูกโกง และตนผิดหวังที่ศาลยุติธรรมให้น้ำหนักกับศรัทธาความเชื่อมากกว่าหลักฐานข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมาย ประเด็นที่ศาลยึดหลักศรัทธาความเชื่อมาใช้ในการพิพากษานี้ ได้รับการโจมตีอย่างหนักจากหลาย แวดวงวิชาการ ดร.ราจีฟ ธาวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นการไกล่เกลี่ยแบบ ‘ศาลหมู่บ้าน’ “หนึ่งส่วนให้มุสลิม สองส่วนให้ฮินดู ทั้งๆ ที่เดิมเป็นของชาวมุสลิม เป็นคำตัดสินที่ไม่ได้ยึดในตัวบทกฎหมาย ไร้ความถูกต้องทางศีลธรรม และวางมาตรฐานที่จะก่อผลเสียในอนาคต” ขณะที่ผู้พิพากษาราจินดาร์ ซาชาร์ อดีตผู้พิพากษาศาลสูง เดลีให้ความเห็นว่า ศรัทธาความเชื่อไม่มีนัยสำคัญในระบบศาลสถิตยุติธรรม คำตัดสินครั้งนี้มีแต่จะให้ความถูกต้องแก่เรื่องที่ประสูติของพระราม ซึ่งเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ แบบ ‘ขวาจัด’ และยังเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันในทางประวัติศาสตร์ แวดวงนักประวัติศาสตร์เองก็มีผู้แสดงความเห็น คัดค้าน โดยเฉพาะการที่ศาลดูเหมือนจะใช้รายงานของ Archeological Survey of India เป็นตัวตั้ง ทั้งที่ข้อมูล และข้อสรุปหลายส่วนยังเป็นประเด็นร้อนที่โต้เถียงกันอยู่ในทางวิชาการ ศาสตราจารย์ ดี. เอ็น จา หนึ่งในทีมนักประวัติศาสตร์อิสระที่เข้าไปสำรวจมัสยิดบาบรีและยื่นรายงานต่อรัฐบาลไว้ตั้งแต่ปี 1991 ก่อนมัสยิดจะถูกทุกทำลายลง ชี้ว่ารายงานของ ASI เต็มไปข้อมูลที่ลักลั่นและอโยธยาเริ่มกลายเป็นที่แสวงบุญก็ราวปลายศตวรรษที่ 17 ซึ่งในรายงานที่นักประวัติศาสตร์อิสระทีมนี้ยื่นต่อรัฐบาล กล่าวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา VHP กลุ่มฮินดูขวาจัดไม่เคยสามารถอ้างอิงจารึกหรือคัมภีร์โบราณใดๆ ที่ระบุถึงที่ประสูติของพระราม ตำนานที่ว่า มัสยิดบาบรีสร้างโดยการทุบทำลายวิหารฮินดูและตั้งอยู่บนที่ประสูติของพระรามนั้น เริ่มแพร่พลายก็ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้จากการตรวจสอบจารึกภาษาเปอร์เซียในตัวมัสยิดบาบรีเองและคัมภีร์โบราณของฮินดูที่ร่วมสมัยกับการสร้างมัสยิดดังกล่าว ก็ไม่มีการกล่าวถึงการทุบทำลายวิหารฮินดูหรือเรื่องที่ประสูติของพระรามไว้เลย หลังคำพิพากษา ตัวแทนฝ่ายมุสลิมและฮินดู ต่างเฉดต่างสีที่เป็นโจทย์ในคดีนี้ แสดงปฏิกิริยาต่าง กันไป ส่วนใหญ่รับฟังแต่ไม่ยอมรับ หลายกลุ่มประกาศชัดว่าจะอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด บางกลุ่มหันมาเจรจาหาข้อตกลงนอกศาล หนึ่งในแกนนำของ Nirmohi ตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของชาวฮินดูและมุสลิมเมืองอโยธยาจัดการกันเอง คุยกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็คงตกลงกันได้” คำกล่าวนี้มีนัยว่าเรื่องนี้ถูกทำให้บานปลายกลายเป็นเหตุนองเลือดก็เพราะคนนอก โดยเฉพาะกลุ่มก้อนที่หวังผลทางอำนาจและการเมือง คำกล่าวนี้ไม่ได้เพ้อพกเกินเลย ดังมีตัวอย่าง กรณีหมู่บ้าน Gotkhindi ในเมือง Sangli ที่ชาวบ้าน ฉลองเทศกาลบูชาพระพิฆเนศด้วยการตั้งเทวรูปในมัสยิด ประเพณีที่หาได้ยากนี้เริ่มขึ้นในปี 1979 ในเทศกาลครั้งนั้นชาวฮินดูทำพิธีกันกลางแจ้งเนื่องจาก ไม่มีปัจจัยสร้างปะรำพิธีแล้วเกิดฝนตกหนัก ชาวมุสลิมในหมู่บ้านเห็นว่าพระพิฆเนศต้องตากฝน จึงเรียกให้เพื่อนบ้านชาวฮินดูนำเทวรูปเข้าหลบฝนบูชา ในมัสยิด ความภูมิใจในความสมานฉันท์ของคนในชุมชนทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติมาจนถึง ทุกวันนี้ แม้ข้อพิพาทมัสยิดบาบรี-ที่ประสูติพระรามมีเค้าว่าจะยังหาข้อยุติที่ลงตัวไม่ได้ในเร็ววัน แต่การที่ชาวอินเดียรับฟังคำพิพากษาครั้งนี้โดยสงบ ก็น่าจะเป็นความหวังได้ว่า ‘ความอดกลั้น’ ต่อความคิดต่างเห็นต่าง ต่อความไม่ชอบธรรม และความต่างทางศาสนา อาจจะกลับมานำรัฐนาวาของอินเดียข้ามพ้นปมความขัดแย้งโดยสันติไปได้อีกห้วงหนึ่ง ลุงคำต๋า สงครามศาสนาในอนุทวีป ปะทุรุนแรง รัฐบาลดึงการเมืองเข้าพัวพัน สถานการณ์ในอินเดีย กำลังร้อนแรง ความขัดแย้งในเรื่องความเชื่อ ในลัทธิศาสนา กำลังถูกดึงเข้าไปเป็นประเด็นการเมือง ก่อนที่พรรคภาราติยะชนะตะ หรือบีเจพี ของนายอะตาล วัชปายี จะเกิดขึ้นบริหารประเทศ มีการปะทะกัน ระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมอยู่ประปราย แต่หลังจากที่พรรคบีเจพี ขึ้นเป็นรัฐบาล มีการปะทะขึ้น บาดเจ็บ ล้มตาย เพราะเรื่อง ความแตกต่าง ในการนับถือศาสนา เพิ่มขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหตุการณ์ปะทะกันครั้งร้ายแรงที่สุด เกิดขึ้นที่เมืองอาห์วา เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีพลเมืองเพียง 10,000 คน อยู่ทางภาคตะวันตก ของรัฐกุจราช ชาวฮินดูหลายพันคน ได้จัดการขุมนุมเดินขบวนไปตามท้องถนน ประนามการจัดงานเทศกาล ตามคตินิยมของคริสเตียน ต่อมาม็อบถูกกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นอย่างหนัก ถึงกับยกพวกเข้าทำลายโรงเรียนของชาวคริสเตียน ที่ ดีพดาร์ชาน ในขณะที่แม่ชีกำลังสอนนักเรียนอยู่ ในวันต่อมา โรงเรียนที่ดำเนินการโดย คณะเจซูอิต ในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ถูกม็อบในลักษณะเดียวกัน เข้าจู่โจมทำลาย ทำให้บาดหลวงเจซูอิต ได้รับบาดเจ็บหลายคน ในสัปดาห์ต่อมา ชุมชนคริสเตียน อีก 20 แห่งถูกม็อบฮินดูบุกเข้าทำลาย ทางด้าน นายอะตาล บิหารี วัชปายี นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำพรรคฮินดู หัวรุนแรง (เพราะลัทธิความเชื่อของตรู ได้ประโยชน์ ) ก็วางเฉยกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น นายอโศก สิงฮาล ผู้นำกลุ่มวิศวะ ฮินดู ปาริชัด หรือวีเอชพี อันเป็นกลุ่มฮินดูหัวรุนแรง กล่าวว่า เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างสถานการณ์ของชาวคริสต์เอง เพื่อเป็นการเรียกความสนใจจากสังคม และหวังจะกำจัดฮินดู ออกจากถิ่นของตน นายพลเดนซิล คีลเลอร์ นายทหารอากาศที่มีชื่อเสียง ที่นับถือคริสเตียนคนหนึ่ง กล่าวว่า กลุ่มวีเอชพี มีแผนการ 3 ปี ที่จะเปิดศึกขั้นเด็ดขาด กับกลุ่มมิชชนนารีคริสเตียน และเปลี่ยน ชาวคริสเตียน ให้มานับถือฮินดู ให้หมด แม้ว่าชาวคริสเตียนในอินเดีย จะถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในอินเดีย แต่ก็มีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่ถึง 23 ล้าน ส่วนในปากีสถาน สถานการณ์รุนแรงกว่าหลายเท่า เพราะกฎหมายปากีสถานบัญญัติว่า ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น (ที่ไม่ใช่ มุสลิม) ถือเป็นการประกอบอาชญากรรมอย่างหนึ่ง มีการจับกุมคุมขังผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ไปดำเนินคดี และมักลงเอย ด้วยการจะเสียชีวิตของจำเลย ด้วยเหตุต่างๆ ก่อนการดำเนินคดีจะสิ้นสุด บางรายจะถูกประชาทัณฑ์จนถึงแก่ชีวิต ก่อนที่จะถึงมือตำรวจ เป็นที่น่าเป็นห่วง ว่าหากถึงจุดที่สุดจะทนทาน ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น อาจจับอาวุธเข้าต่อสู้ก็ได้ สงครามศาสนา ในอินเดีย เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1526 เมื่อกษัตริย์บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่าน ของมองโกเลีย ยึดอินเดียได้จึงสถาปนาราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์นี้นับถือศาสนาอิสลาม อีก 2 ปีต่อมา มีการสร้างมัสยิดตรงสถานที่ที่เชื่อว่าเคยสร้างวัดฮินดูมาก่อน (อันนี้ คือการที่กษัตริย์ ไปย่ำยีหัวใจของฮินดูเป็นครั้งแรก) ยุคปัจจุบันเมื่อพรรคบีเจพี อันเป็นพรรคฮินดูหัวรุนแรง ได้ปลุกม็อบเข้ารื้อสุเหร่าในเขตเมืองอโยธยา เพื่อสร้างโบสถ์ฮินดูขึ้นบริเวณนั้น เพราะถือว่า เคยเป็นที่ตั้งของ วัดฮินดูเก่าแก่ สงครามระหว่างฮินดูกับมุสลิมในอินเดีย ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีการยกพวกเข้า ปะทะกัน ในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และลุกลามเข้าไปในเมืองบอมเบย์ อันเป็นเสมือนเมืองหลวงของมุสลิมในอินเดีย เมื่อถึงขั้นนี้ มุสลิมในอินเดีย ซึ่งมีอยู่ถึง 120 ล้านคน ประกาศสู้ โดยวางแผนการตั้งรับและตอบโต้อย่างมีระบบ ทำให้ฮินดูหัวรุนแรงเข็ดขยาด ไม่กล้าตอแยมุสลิมนับแต่นั้น อย่างไรก็ตาม การปะทะกันของผู้นับถือศาสนาต่างๆ ในอินเดีย ยังจะสงบไม่ได้ ตราบใดรัฐบาล ไม่ได้รับความเชื่อถือ จากกลุ่มคนศาสนาอื่น โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลของพรรคบีเจพี ซึ่งโปรฮินดูอย่างเต็มที่ (ถ้าโปรอิสลาม อาจไม่มีปัญหานะครับ อิอิ...)บริหารประเทศ การใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุ ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล เพราะต่างถูกมองว่า จะต้องเข้าข้างฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกับผู้นำรัฐบาล ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอินเดียแล้ว รู้สึกเศร้าสลดใจ ที่ผู้คนหันมาทำร้ายประหัตประหารกัน เพราะ การที่ต่างมีความศรัทธาเชื่อถือกันคนละอย่าง กระแสที่เกิดขึ้นจาก บุคคลบางกลุ่ม บางเหล่านั้น เป็นมติมหาชนจริงหรือเปล่า อย่าหลับหูหลับตา เชื่อแต่กระแสอย่างคนสมองนิ่ม ปัญญาทราม เพราะหากไม่ใช่กระแสแท้ ผลที่ได้รับจะเป็นในทางตรงกันข้าม |
ป้ายกำกับ:
ตีกันยังไม่จบ,
ประวัติศาสตร์มุสลิม,
มุสลิมจอมกะล่อน,
ลุงคำต๋า
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
มะกอกสามตะกร้า
ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ
ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า หลักการของศาสนาอิสลาม มาจาก 2 แหล่ง คือ
1.กุรอาน
2.ซุนนะห์ (แนวทาง กิจปฏิบัติ รวมทั้งคำพูด) ของท่านศาสดา
หลัก การใดขัดแย้งไปจากนี้ถือว่า ไม่ใช่หลักการอิสลาม และหากหลักการใดมีการขัดแย้งกันเอง ให้ถือว่ากุรอานคือข้อตัดสินขั้นเด็ดขาดครับ
การพ้นไปจากศาสนาอิสลามนั้น ในภาษาอาหรับ คือ “ริดดะฮฺ” ซึ่งแปลว่า การหันหลังให้ ส่วนผู้ที่กระทำการดังกล่าว เรียกว่า มุรตัด ซึ่งเป็นที่เข้าใจในหลาย ๆ ครั้งว่า โทษคือการประหารชีวิต ... แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาจากกุรอาน เราจะพบว่า กุรอานได้บัญญัติเรื่องการพ้นจากศาสนาไว้ 13 อายะห์ (โองการ) ในแต่ละซูเราะห์ (บท) เช่น
“...จน กว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮ์เท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้” (กุรอาน 2:120)
“และ ผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)
“ผู้ ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่เขาได้รับศรัทธาแล้ว(เขาจะได้รับความ กริ้วจากอัลลอฮ์) เว้นแต่ผู้ที่ถูกบังคับทั้งๆ ที่หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา แต่ผู้ใดเปิดหัวอกของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธา พวกเขาก็จะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่าง มหันต์” (กุรอาน 6:106)
แต่จากทั้งหมด พบว่า ไม่มีโองการใดเลยที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับบนโลกนี้ โทษทั้งหมดถูกระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่า จะมีการก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีโองการใดระบุว่าต้องทำโทษหรือประหารผู้ที่หลุดพ้นจากศาสนา อาทิเช่น ซูเราะห์อัล บากอเราะห์ อายะห์ที่ 217 ความว่า
“...และ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกไปจากศาสนาของเขา แล้วเขาตายลง ขณะที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละบรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล”
นักการ ศาสนาบางท่านให้ความเห็นว่า การพ้นจากศาสนานั้น เป็นความผิดที่เขาผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเอง ซึ่งหากว่ามีการลงโทษประหารชีวิตด้วยเหตุผลของการพ้นจากศาสนาจริง มันก็จะไปขัดแย้งกับโองการที่ว่า -
"ไม่ มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา อิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต(ซัยตอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใด ๆ เกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (กุรอาน 2:256)
เมื่อไม่มีการระบุการลงโทษในทางโลกที่บันทึกในกุรอานแล้ว หากมามองในแง่ของซุนนะห์ท่านศาสดาจะพบว่า
ครั้งหนึ่ง มีชาวยิวกลุ่มหนึ่ง มาเข้ารับศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาก็ได้ละทิ้งอิสลามและกลับไปสู่ศาสนาเดิม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะห์อาลิอิมรอน อายะห์ที่ 71-73 แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกท่านศาสดาลงโทษแต่ประการใด ... หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาหรับเบดูอิน คนหนึ่งมาหาท่านศาสดาและขอเข้ารับอิสลาม แต่ต่อมาเขาก็ล้มป่วยและมาขอยกเลิกการเป็นมุสลิม (คือ เปลี่ยนจากอิสลามไปเป็นอย่างอื่น) ถึง 3 ครั้ง แต่ทั้ง 3 ครั้งท่านศาสดาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ จนสุดท้ายเขาจึงเดินทางออกไปจากมาดีนะห์ ซึ่งท่านศาสดาก็ไม่ได้กล่าวโทษเอาผิด หรือส่งทหารออกตามล่าแต่อย่างใด
จากบทสรุปในหลายส่วน นักวิชาการมุสลิมให้ความเห็นในหลายด้าน บ้างก็ว่า การพ้นจากศาสนาจำเป็นต้องถูกประหารโดยอ้างเอาหะดิษ ของอิบนุอับบาส ที่ว่า “ผู้ใดเปลี่ยนศาสนาจงฆ่าเขา” หรือหะดิษที่เกี่ยวกับชนเผ่าอูกัลป์เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายโต้แย้ง โดยอ้างหลักฐานจากกุรอานในซูเราะห์ที่ 2 อายะห์ที่ 256 และซุนนะห์ท่านศาสดา โดยวิจารณ์ว่าการสังหารที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคดีความอื่น (เช่นการปล้น) ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนศาสนา
โดยทั้งนี้มีหลักฐานบางประการจากคอลีฟะห์อุมัร (รด.) ว่าท่านได้สั่งให้ทหารของท่านจัดการกับผู้เปลี่ยนศาสนาอย่างสันติวิธี หรือหากชักชวนไม่ได้ผล ก็ควรจำคุกดีกว่าการประหารนักวิชาการมุสลิมจึงให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนศาสนาของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ควรจำกัดให้เป็นโทษแบบตะอฺซีร (คือ อยู่ในดุลพินิจของผู้พิพากษา) หากการเปลี่ยนศาสนานั้นไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ หรือแค่แนะนำ ตักเตือน แต่หากการเปลี่ยนศาสนามีผลต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเปลี่ยนด้วยเจตนาของการก่อกบฏต่อรัฐ ก็อาจจำคุก หรือประหารชีวิตได้ ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการยอมรับมากกว่า ทัศนะของบางมัซฮับ (สำนักคิดทางนิติศาสตร์อิสลาม) ที่กล่าวว่ามันเป็นโทษประเภท ฮัด (ความผิดที่ชัดเจน)
สิ่งที่เราควรย้อนไปพิจารณาที่มาของการกำหนดโทษประหาร นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ในสมัยแรกเริ่มของการจัดตั้งอาณาจักรอิสลามนั้น มีผู้คนที่เข้ามานับถือศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุผล 3 อย่างคือ 1. ศรัทธาในศาสนา 2.ต้องการได้รับผลประโยชน์ทางการค้าและการเมือง ในฐานะที่เป็นพลเมืองมุสลิม และ 3. คือ เข้ามาหาข่าว หรือ เป็นพวกสอดแนมจากฝ่ายศัตรูของมุสลิม
การกำหนดโทษของการประหาร จึงเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่ความมั่นคงของศาสนา และ เป็นการพิสูจน์ว่า ผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามนั้น คือ ผู้ที่จิตใจของเขา ศรัทธาและมั่นคงในอิสลามอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแล้ว
บรรดา ผู้ที่เกลียดชังอิสลามนั้น ต่างพยายามหาข้อโจมตีศาสนาอิสลามในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้พิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมว่า ... อิสลามนั้นไม่ได้บังคับให้ใครต้องมานับถือศาสนา ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะเข้าใจในศาสนาอิสลาม ความจริงแล้วอิสลามกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะปฏิญาณตนเป็น มุสลิมนั้น คือ ผู้ที่จิตใจของเขาศรัทธามั่นในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และ พร้อมที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ ของศาสนาได้อย่างสมบูรณ์
หากไม่สามารถศรัทธา และ ปฏิบัติได้ตามที่บัญญัติไว้แล้ว ... การเป็นมุสลิมของเขาก็ไม่ถูกต้อง
...แล้วเหตุใด ศาสนาอิสลาม จึงต้องกลายมาเป็นจำเลย ให้กับ ความไม่จริงใจและความกลับกลอก ของบุคคลเหล่านี้

มีคำถามหนึ่งได้ถามมายังผมว่า “ เหตุใด การเป็นมุสลิม ต้องศรัทธา ในโลกหน้า”
คำถามนี้ ผมขอแยกเป็น 2 คำถามย่อย เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ
1.ทำไมต้องศรัทธา
2.เหตุผลของการศรัทธา คืออะไร
1.ทำไมต้องศรัทธา?
คำตอบที่ง่ายที่สุด และ เป็นเหตุผลของตัวมันเอง ก็คือ เพราะเป็นมุสลิม จึงต้องศรัทธาโลกหน้า... ถ้ายังงง เราลองย้อนไปดูหลักศรัทธา ของการเป็นมุสลิมกันก่อนดีกว่ามั้ย ครับ
หลักการศรัทธาของอิสลามนั้น มี 6 ประการหลัก ๆ ข้อแรก คือ การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และข้อที่ 5 คือ การศรัทธาในโลกหน้า
สิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ความจริง และการยอมรับศรัทธาในเรื่องโลกหน้านั้น มี 3 หนทางด้วยกัน
1.1 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ตรัสไว้
1.2 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะท่านศาสดา ได้กล่าวไว้
1.1 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ตรัสไว้
กุ รอาน นั้น คือ คำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะส่วนหนึ่งส่วนใด หรือ ทั้งหมดก็ตาม กุรอานเองยืนยันตัวมันเองว่า ทุกส่วนของมันนั้น คือ คำตรัสของพระเจ้า และคำตรัสของพระเจ้า ย่อมเป็นสิ่งสัตย์จริงเสมอ
“..อัลกุรอานนั้น มิใช่อะไรอื่นนอกจากคำตักเตือนสำหรับประชาชาติทั้งหลายเท่านั้น” (กุรอาน 6: 90)
“ พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความ ขัดแย้งกันมากมาย” (กุรอาน 4: 82)
“ และอัลกุรอานนี้มิใช่จะถูกปั้นแต่งขึ้นโดยผู้ใดนอนจากอัลลอฮ์ เป็นการยืนยันคัมภีร์ที่มีมาก่อน และเป็นการจำแนก ข้อบัญญัติต่าง ๆ ในนั้น ไม่มีข้อสงสัยในคัมภีร์นั้น ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก” (กุรอาน 10: 37)
กุรอาน หรือ คำตรัสของพระผู้เป็นเจ้านั้น ได้บอกแก่เราถึงเรื่องความตาย และ เรื่องโลกหน้าไว้ในหลายส่วนด้วยกัน เช่น
"ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน " (กุรอาน 21: 35)
“ผู้ที่ศรัทธาในคัมภีร์ ที่เราได้ส่งมาให้แก่เจ้า และในคัมภีร์ที่เราได้ส่งมา ก่อนหน้าเจ้า และเชื่อมั่นในโลกหน้า” (กุรอาน 2:4 )
“และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะห์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ? (กุรอาน 6:32 )
“และแท้จริงบรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อโลกหน้านั้น เราได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้วซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ” (กุรอาน 17:10 )
1.2 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งท่านศาสดา กล่าวไว้
ท่าน ศาสดามูฮัมมัด (ซล.) ได้ถูกกล่าวไว้ว่า ท่านคือ ผู้นำ และ ผู้สืบสาส์นจากพระเจ้า มายังมนุษย์ ทุกสิ่งที่ท่านกล่าวหรือ บอกให้เรารู้นั้น ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง หากแต่มาจากการดลใจของพระผู้เป็นเจ้า
“..และเจ้าจงปฏิบัติตามที่ถูกวะฮีย์ (ดลใจ)แก่เจ้าและจงอดทน..” (กุรอาน 10:109 )
“และในทำนองนั้น เราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาไว้เป็นข้อชี้ขาดที่เป็นภาษาอาหรับ…” (กุรอาน 13:37 )
“และ จงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮี (ดลใจ) แก่เจ้า จากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงคำกล่าวของพระองค์ และเจ้าจะไม่พบที่พึ่งใด ๆ เลยนอกจากพระองค์” (กุรอาน 18:27 )
จาก อบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อัล อาศ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "คนหนึ่งคนใดในพวกท่าน ไม่มีศรัทธา (ที่แท้จริง ที่สมบูรณ์) จนกว่าความต้องการ ของเขาจะตาม (เห็นด้วยกับ) สิ่งที่ฉันได้นำมา (สอนแก่ท่าน)" ( หะดีษหะซัน เศาะฮีหฺ)
ท่านศาสดา ได้กล่าวถึงเรื่องโลก หรือ กล่าวพาดพิงไปยังโลกหน้า ( กิยามะห์ และ อาคิเราะห์ ) ไว้ เช่น
"พึง ทราบเถิดว่า ผู้ใดก็ตามที่กดขี่ต่อ ผู้มีพันธะสัญญา หรือ ล่วงละเมิด หรือ ให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เกินกำลังของเขา หรือ เอาสิ่งใดจากเขา โดยที่เขาไม่เต็มใจ ดังนั้น ฉันจะโต้แย้งกับเขาในวันกิยามะฮ" (รายงานโดยอบูดาวูด)
จาก อบู ฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
" ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และศรัทธาต่อวันสุดท้าย เขาจักต้องพูดจาที่ดีๆหรือไม่ก็เงียบ และผู้ใดศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้าย เขาจักต้องให้เกียรติเพื้อนบ้านของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย เขาจักต้องให้เกียรติแขกของเขา" ( หะดีษนี้ บันทึกโดย บุคอรี มุสลิม)
หะดิษ ( คำพูด) นี้มีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ สังเกตให้ดีจะเห็นว่า ท่านศาสดานั้น เน้นย้ำอยู่กับ 2 สิ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ พระผู้เป็นเจ้า และ วันสุดท้าย หรือ โลกหน้า อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความสำคัญของการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้านั้น มีปลายทางอยู่ที่ การเดินทางสู่โลกหน้านั่นเอง
ดัง นั้น จะเห็นได้ว่า หลักฐานการอ้างอิงเรื่องโลกหน้า นั้น มิใช่การนึกฝันหรือ พูดเอาเองจากใคร หากแต่มีหลักฐานชัดแจ้งมาจาก พระผู้เป็นเจ้า และ ผู้นำสาส์นของพระองค์ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้ที่ยอมรับในศาสนาอิสลาม จะปฏิเสธความศรัทธาในเรื่องนี้
หากเราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า มีพระเจ้าที่แท้จริงอยู่แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ตรัสเล่า?
หาก เราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า กุรอานนั้นคือ ความสัตย์จริงบนโลกแห่งการหลอกลวงใบนี้แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่กุรอาน กล่าวว่า มันมีอยู่จริงเล่า?
และ หากเราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า ท่านศาสดาคือ ผู้นำสาส์นที่แท้จริงจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่ท่านศาสดาได้กล่าวตักเตือนเราไว้เล่า ?
หลัก ศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น มิได้ถูกจำแนกแยกย่อยเป็นปัจเจก หรือ ดำรงอยู่อย่างเอกเทศได้ แต่ หลักศรัทธาทั้งหมดนั้น มีที่มาจากหลักการศรัทธาเพียงข้อเดียวคือ “ลาอิลาฮฺ ฮาอิลลัลเลาะห์” หรือ “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลเลาะห์” เราเลือกที่จะศรัทธาข้อนั้น ไม่ศรัทธาข้อนี้ ไม่ได้ เพราะ ดังได้กล่าวแล้วว่า ... การศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาจำแนกแยกย่อยพิจารณา หากแต่ทั้งหมด คือ องค์ประอบที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ดัง นั้น การศรัทธาในโลกหน้านั้น จึงมิใช่เป็นการศรัทธาในตัวตน หรือการมีอยู่อย่างเอกเทศของมัน หากแต่มันเป็นผลผลิตของความศรัทธา ที่มีต่อแก่นของศาสนาอิสลาม .... ความศรัทธาสูงสุดของอิสลามนั้นคือ การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และ การศรัทธาในข้ออื่นๆ นั้น ก็คือ ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการศรัทธา ในพระผู้เป็นเจ้า นั่นเอง …. หากการศรัทธาในศาสนาอิสลามคือต้นไม้ 1 ต้น แก่นของลำต้นนั้นก็คือ การศรัทธาในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว และการศรัทธาในข้ออื่น ๆ ก็คือ บรรดา ใบ ดอก และ ผลของมัน ... แน่นอนว่า ต้นไม้ นั้นอาจอยู่ได้ด้วยแก่นของมัน แต่ มันจะเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ไม่ได้ หากว่า ใบ ดอก และผลของมันไม่งอกเงยออกมา และไม่ถูกยอมรับ
ต้นแอบเปิ้ล จะเป็นต้นแอปเปิ้ลที่สมบูรณ์ได้อย่างไร หากว่า มันไม่เคยมีใบ หรือ ผลแอปเปิ้ลออกมาเลย สักครั้งเดียว.... ความศรัทธาก็เช่นกัน จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เมื่อมันถูกปฏิเสธองค์ประกอบของการศรัทธาทิ้งไป....
“และ ชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะห์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ? (กุรอาน 6:32 )
อิสลามนั้น วางอยู่บนหลักปรัชญาพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ว่า “โลกนี้ถูกสร้างมาเพื่อนเรา แต่เราถูกสร้างมาเพื่อโลกหน้า” อันมีความหมายว่า บรรดาสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ที่เราสัมผัสได้ ล้วนเป็นเพียงการตอบสนองต่อ มายาภาพ สิ่งทั้งหลายที่มากระทบนั้นล้วนไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งที่มีขึ้น แล้วดับไป กุรอานได้อธิบายความรู้สึกเหล่านี้ด้วยประโยคที่ว่า
“และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น..”
โองการข้างต้น สะท้อนให้เห็นความไม่มีแก่นสารของสัมผัสเหล่านั้น มันถูกสร้างมาจากพระผู้อภิบาลของมัน เพียงเพื่อการตอบสนองความสุข และ ความทุกข์ บนโลกนี้เท่านั้น เพียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักแสวงหา รู้จักที่จะฝึกจิต และ เรียนรู้การแสวงหาสัจธรรม หรือ ความจริงสูงสุด
เมื่อโลกนี้ดับสูญ สิ่งเหล่านี้ก็ดับสูญในรูปลักษณ์ของมัน หน้าที่ของมันในโลกหน้าก็คือ การเป็นพยานยืนยันต่อสิ่งที่มนุษย์ได้เก็บเกี่ยวเอาไปจากมัน ความสวยงามที่เราเห็น จะฟ้องว่า ตอนที่เรามีชีวิตนั้น เราใช้มันทำอะไรบ้าง ... ใช้เสริมสวย ... ใช้เพื่อยั่วยวนราคะจริต หรือ ใช้เพื่อพิจารณาความเป็นไปของโลก ความน่าเกลียด ก็จะฟ้องเราว่า ตอนที่เรามีชีวิตนั้น เราใช้มันทำอะไรบ้าง ... ใช้ทำร้ายคนอื่น ... ใช้เพื่อสร้างความสนุกสนาน หรือ ใช้เพื่อจรรโลงใจเราให้สงบนิ่ง ดังที่กุรอานได้กล่าวว่า
“และ สิ่งใดที่พวกเจ้ามิได้รับนั้น มันเป็นเพียงปัจจัยแห่งชีวิตของโลกนี้ และเป็นเครื่องประดับของมัน(*1*)แต่ที่อัลลอฮ์นั้นดีกว่าและจีรังกว่า(*2*) พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญดอกหรือ ?” (กุรอาน 28:60)
(1) คือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่มนุษย์ เช่น ทรัพย์สมบัติ และความดีต่าง ๆ นั้น มันเป็นเพียงปัจจัยเล็กน้อย ที่พวกเจ้าจะได้ใช้มันในชีวิตนี้เท่านั้น แล้วมันก็จะสูญสลายพินาศไป
ดังนั้นสำหรับโลกนี้แล้ว จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า สิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง และ ไม่มีความมั่นคง หากแต่อิสลามนั้น ไม่ได้กล่าวว่า โลกนี้เป็นทุกข์ แต่อิสลามกล่าวว่า โลกนี้คือ บททดสอบ ทุกข์ในโลกนี้ ไม่จริง สุขในโลกนี้ไม่จริง ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการทดสอบ เพื่อการแสวงหา และเพื่อการเข้าใจ
ความสุขในโลก มีไว้เพื่อทดสอบตัวมนุษย์เอง ว่าเขาจะหลงใหลไปกับมันหรือไม่ หรือ เพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากมัน ความทุกข์ก็เช่นกัน มีไว้เพื่อทดสอบตัวมนุษย์เอง ว่าเขาจะทุกข์ทรมานไปกับมันหรือไม่ หรือ เรียนรู้ที่จะใช้มันตักเตือนตนเอง กุรอานได้กล่าวว่า
“และ เราได้แยกพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ ในแผ่นดิน จากพวกเขานั้นมีคนดี และจากพวกเขานั้นมีอื่นจากนั้น และเราได้ทดสอบพวกเขาด้วยบรรดาสิ่งที่ดี และบรรดาสิ่งที่ชั่ว..” (กุรอาน 7:168)
"ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน " (กุรอาน 21: 35)
ทุก ๆ การทดสอบล้วนมีผลตามมา กุรอานได้กล่าวว่า
“...ชีวิต นั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้..." (กุรอาน 2:286)
โลกหน้านั้น เป็นโลกแห่งการตอบแทน เป็นโลกที่จีรัง ยั่งยืน สภาพของโลกหน้านั้น ไม่มีใครรู้นอกจากที่กุรอานได้กล่าวไว้ และไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่กุรอานอุปมาโลกหน้าไว้ นอกไปจาก อัลเลาะห์ (ซบ.)
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินจะรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัย นอกจากอัลลอฮ์...” (กุรอาน 27:65)
การเดินทางสู่โลกหน้านั้น ไม่ใช่เรื่องของการตอบแทนความดี ความชั่ว ต้องแยกแยะตรงนี้ก่อน
การ ตอบแทนความดีความชั่วนั้น เป็นเรื่องของการกระทำ เป็นกฎแห่งกรรม ในขณะที่การเข้าสู่โลกหน้านั้นเป็นเรื่องของการศรัทธา กุรอานกล่าวว่า
“...ชีวิต นั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้..." (กุรอาน 2:286)
“ผู้ ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน เราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกลิดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในโลกอาคิเราะฮ์ นอกจากไฟนรกและสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวก เขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป” (กุรอาน 11: 15-16)
คุณลักษณะ ประการหนึ่งของอัลเลาะห์ คือ ความยุติธรรม แน่นอนว่าการตอบแทนการกระทำของมนุษย์นั้นก็ถูกวางอยู่บนหลักของความยุติธรรม เช่นกัน เมื่อมนุษย์ทำดี พระองค์ก็จะตอบแทนความดีแก่เขา และเมื่อเขาทำชั่ว พระองค์ก็จะตอบแทนความชั่วแก่เขา แต่สำหรับการตอบแทนในโลกหน้าที่จีรังยั่งยืนนั้น
ด้วย เหตุที่ว่า เมื่อเขาไม่เชื่อในโลกหน้า ความดีและความชั่วทั้งหลาย จึงหมดลง และถูกตอบแทนจนหมดเพียงเฉพาะโลกนี้ เมื่อถึงโลกหน้า เขาจึงมีสภาพเหมือนที่กุรอานกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ขาดทุน
“...แน่ นอนพวกเขาได้ยังความขาดทุนให้แก่ตัวของพวกเขาเอง และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้นนั้น(คือ บรรดาพระเจ้าปลอม หรือ รูปปั้นทั้งหลาย) ได้หายหน้าจากพวกเขาไป” (กุรอาน 7:53 )
“และ ผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)
แต่ สำหรับผู้ที่ศรัทธาแล้ว การได้รับการตอบแทนในปรโลก คือ รางวัลของการศรัทธา ... ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน คำว่า การตอบแทนรางวัลของการศรัทธา กับ การตอบแทนการกระทำ
การตอบแทนรางวัลของการศรัทธา นั้น วางอยู่บนพื้นฐานของการศรัทธา หมายความว่า เมื่อเขาศรัทธา เขาจึงได้รับการตอบแทน ซึ่งก็คือ การที่เขาไม่ต้องลงสู่ไฟนรกอย่างผู้ขาดทุน
ส่วน การตอบแทนการกระทำ ก็คือ เมื่อเขาทำดี มากกว่า ความชั่ว เขาก็สามารถเข้าสู่สวงสวรรค์ได้ แต่หากเขาทำความชั่วมากกว่าความดี เขาก็ต้องไปรับการชดใช้ในนรก
ดัง นั้น จะเห็นความแตกต่างก็คือ สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อโลกหน้านั้น การกระทำของเขาจะได้รับการตอบแทนในโลกนี้ แต่โลกหน้านั้น เขาจะกลายเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้กับไฟนรก ไม่มีการพิพากษาใด ๆ ไม่มีการอุทธรณ์ความดี หรือ ความชั่วใด ๆ แก่เขา … ในขณะที่ ผู้ที่ศรัทธานั้น การตอบแทนกระทำของเขา จะถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ ตอบแทนทั้งในโลกนี้ และ ในโลกหน้า สิ่งที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เขาขาดทุนในโลกหน้า ก็คือ การศรัทธาในโลกหน้า นั่นเอง ให้เขาได้มีสิทธิ์ได้รับการพิพากษา ได้มีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือจากบรรดา นบี ( ศาสดา) ส่วนเขาจะไปนรก หรือ สวรรค์ นั่นก็ขึ้นกับการกระทำของเขาเอง
ณ จุดนี้คงพอมองเห็นภาพรวมและเป้าหมายของการศรัทธาในโลกหน้าแล้ว ว่ามีเป้าหมาย เหตุผล และบทสรุปเช่นไร การใช้ชีวิตในโลกนี้ ก็เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำนั่นแหละครับ ปลาย่อมคิดว่า โลกที่เห็น ก็คือ โลกที่เต็มไปด้วยน้ำ มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำรอบตัวไปหมด โลกที่ไม่มีน้ำ จะมีอยู่จริงได้อย่างไร ... แต่เมื่อวันหนึ่งที่ได้ขึ้นมาอยู่บนโลกที่ไม่มีน้ำ ก็เพิ่งได้รู้ว่า โลกที่ไม่มีน้ำนั้นมีอยู่จริงๆ ... แต่มันก็สายไปแล้ว
“พระองค์ นั้นคือผู้ที่ได้ส่งร่อซูลของพระองค์มาพร้อมด้วยคำแนะนำ และศาสนาแห่งสัจจะ เพื่อที่จะทรงให้ศาสนาแห่งสัจจะนั้นประจักษ์ เหนือศาสนาทุกศาสนา และแม้ว่าบรรดามุชริกจะชิงชังก็ตาม” (กุรอาน 9:33)
ด้วยจิตคารวะ
Kheedes
(สงวนสิทธิ์ หากนำไปเเผยแพร่ กรุณาระบุที่มา)
http://kheedes.blogspot.com/2008/12/2.html
http://muslimchiangmai.net/index.php?topic=2109.0

ทีมาของภาพ http://www.oknation.net/blog/dragonball/
ทีมาของภาพ http://www.oknation.net/blog/dragonball/
ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า หลักการของศาสนาอิสลาม มาจาก 2 แหล่ง คือ
1.กุรอาน
2.ซุนนะห์ (แนวทาง กิจปฏิบัติ รวมทั้งคำพูด) ของท่านศาสดา
หลัก การใดขัดแย้งไปจากนี้ถือว่า ไม่ใช่หลักการอิสลาม และหากหลักการใดมีการขัดแย้งกันเอง ให้ถือว่ากุรอานคือข้อตัดสินขั้นเด็ดขาดครับ
การพ้นไปจากศาสนาอิสลามนั้น ในภาษาอาหรับ คือ “ริดดะฮฺ” ซึ่งแปลว่า การหันหลังให้ ส่วนผู้ที่กระทำการดังกล่าว เรียกว่า มุรตัด ซึ่งเป็นที่เข้าใจในหลาย ๆ ครั้งว่า โทษคือการประหารชีวิต ... แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาจากกุรอาน เราจะพบว่า กุรอานได้บัญญัติเรื่องการพ้นจากศาสนาไว้ 13 อายะห์ (โองการ) ในแต่ละซูเราะห์ (บท) เช่น
“...จน กว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮ์เท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้” (กุรอาน 2:120)
“และ ผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)
“ผู้ ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่เขาได้รับศรัทธาแล้ว(เขาจะได้รับความ กริ้วจากอัลลอฮ์) เว้นแต่ผู้ที่ถูกบังคับทั้งๆ ที่หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา แต่ผู้ใดเปิดหัวอกของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธา พวกเขาก็จะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่าง มหันต์” (กุรอาน 6:106)
แต่จากทั้งหมด พบว่า ไม่มีโองการใดเลยที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับบนโลกนี้ โทษทั้งหมดถูกระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่า จะมีการก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีโองการใดระบุว่าต้องทำโทษหรือประหารผู้ที่หลุดพ้นจากศาสนา อาทิเช่น ซูเราะห์อัล บากอเราะห์ อายะห์ที่ 217 ความว่า
“...และ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกไปจากศาสนาของเขา แล้วเขาตายลง ขณะที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละบรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล”
นักการ ศาสนาบางท่านให้ความเห็นว่า การพ้นจากศาสนานั้น เป็นความผิดที่เขาผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเอง ซึ่งหากว่ามีการลงโทษประหารชีวิตด้วยเหตุผลของการพ้นจากศาสนาจริง มันก็จะไปขัดแย้งกับโองการที่ว่า -
"ไม่ มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา อิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต(ซัยตอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใด ๆ เกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (กุรอาน 2:256)
เมื่อไม่มีการระบุการลงโทษในทางโลกที่บันทึกในกุรอานแล้ว หากมามองในแง่ของซุนนะห์ท่านศาสดาจะพบว่า
ครั้งหนึ่ง มีชาวยิวกลุ่มหนึ่ง มาเข้ารับศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาก็ได้ละทิ้งอิสลามและกลับไปสู่ศาสนาเดิม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะห์อาลิอิมรอน อายะห์ที่ 71-73 แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกท่านศาสดาลงโทษแต่ประการใด ... หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาหรับเบดูอิน คนหนึ่งมาหาท่านศาสดาและขอเข้ารับอิสลาม แต่ต่อมาเขาก็ล้มป่วยและมาขอยกเลิกการเป็นมุสลิม (คือ เปลี่ยนจากอิสลามไปเป็นอย่างอื่น) ถึง 3 ครั้ง แต่ทั้ง 3 ครั้งท่านศาสดาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ จนสุดท้ายเขาจึงเดินทางออกไปจากมาดีนะห์ ซึ่งท่านศาสดาก็ไม่ได้กล่าวโทษเอาผิด หรือส่งทหารออกตามล่าแต่อย่างใด
จากบทสรุปในหลายส่วน นักวิชาการมุสลิมให้ความเห็นในหลายด้าน บ้างก็ว่า การพ้นจากศาสนาจำเป็นต้องถูกประหารโดยอ้างเอาหะดิษ ของอิบนุอับบาส ที่ว่า “ผู้ใดเปลี่ยนศาสนาจงฆ่าเขา” หรือหะดิษที่เกี่ยวกับชนเผ่าอูกัลป์เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายโต้แย้ง โดยอ้างหลักฐานจากกุรอานในซูเราะห์ที่ 2 อายะห์ที่ 256 และซุนนะห์ท่านศาสดา โดยวิจารณ์ว่าการสังหารที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคดีความอื่น (เช่นการปล้น) ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนศาสนา
โดยทั้งนี้มีหลักฐานบางประการจากคอลีฟะห์อุมัร (รด.) ว่าท่านได้สั่งให้ทหารของท่านจัดการกับผู้เปลี่ยนศาสนาอย่างสันติวิธี หรือหากชักชวนไม่ได้ผล ก็ควรจำคุกดีกว่าการประหารนักวิชาการมุสลิมจึงให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนศาสนาของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ควรจำกัดให้เป็นโทษแบบตะอฺซีร (คือ อยู่ในดุลพินิจของผู้พิพากษา) หากการเปลี่ยนศาสนานั้นไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ หรือแค่แนะนำ ตักเตือน แต่หากการเปลี่ยนศาสนามีผลต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเปลี่ยนด้วยเจตนาของการก่อกบฏต่อรัฐ ก็อาจจำคุก หรือประหารชีวิตได้ ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการยอมรับมากกว่า ทัศนะของบางมัซฮับ (สำนักคิดทางนิติศาสตร์อิสลาม) ที่กล่าวว่ามันเป็นโทษประเภท ฮัด (ความผิดที่ชัดเจน)
สิ่งที่เราควรย้อนไปพิจารณาที่มาของการกำหนดโทษประหาร นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ในสมัยแรกเริ่มของการจัดตั้งอาณาจักรอิสลามนั้น มีผู้คนที่เข้ามานับถือศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุผล 3 อย่างคือ 1. ศรัทธาในศาสนา 2.ต้องการได้รับผลประโยชน์ทางการค้าและการเมือง ในฐานะที่เป็นพลเมืองมุสลิม และ 3. คือ เข้ามาหาข่าว หรือ เป็นพวกสอดแนมจากฝ่ายศัตรูของมุสลิม
การกำหนดโทษของการประหาร จึงเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่ความมั่นคงของศาสนา และ เป็นการพิสูจน์ว่า ผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามนั้น คือ ผู้ที่จิตใจของเขา ศรัทธาและมั่นคงในอิสลามอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแล้ว
บรรดา ผู้ที่เกลียดชังอิสลามนั้น ต่างพยายามหาข้อโจมตีศาสนาอิสลามในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้พิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมว่า ... อิสลามนั้นไม่ได้บังคับให้ใครต้องมานับถือศาสนา ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะเข้าใจในศาสนาอิสลาม ความจริงแล้วอิสลามกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะปฏิญาณตนเป็น มุสลิมนั้น คือ ผู้ที่จิตใจของเขาศรัทธามั่นในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และ พร้อมที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ ของศาสนาได้อย่างสมบูรณ์
หากไม่สามารถศรัทธา และ ปฏิบัติได้ตามที่บัญญัติไว้แล้ว ... การเป็นมุสลิมของเขาก็ไม่ถูกต้อง
...แล้วเหตุใด ศาสนาอิสลาม จึงต้องกลายมาเป็นจำเลย ให้กับ ความไม่จริงใจและความกลับกลอก ของบุคคลเหล่านี้
ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน
มีคำถามหนึ่งได้ถามมายังผมว่า “ เหตุใด การเป็นมุสลิม ต้องศรัทธา ในโลกหน้า”
คำถามนี้ ผมขอแยกเป็น 2 คำถามย่อย เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ
1.ทำไมต้องศรัทธา
2.เหตุผลของการศรัทธา คืออะไร
1.ทำไมต้องศรัทธา?
คำตอบที่ง่ายที่สุด และ เป็นเหตุผลของตัวมันเอง ก็คือ เพราะเป็นมุสลิม จึงต้องศรัทธาโลกหน้า... ถ้ายังงง เราลองย้อนไปดูหลักศรัทธา ของการเป็นมุสลิมกันก่อนดีกว่ามั้ย ครับ
หลักการศรัทธาของอิสลามนั้น มี 6 ประการหลัก ๆ ข้อแรก คือ การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และข้อที่ 5 คือ การศรัทธาในโลกหน้า
สิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ความจริง และการยอมรับศรัทธาในเรื่องโลกหน้านั้น มี 3 หนทางด้วยกัน
1.1 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ตรัสไว้
1.2 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะท่านศาสดา ได้กล่าวไว้
1.1 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ตรัสไว้
กุ รอาน นั้น คือ คำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะส่วนหนึ่งส่วนใด หรือ ทั้งหมดก็ตาม กุรอานเองยืนยันตัวมันเองว่า ทุกส่วนของมันนั้น คือ คำตรัสของพระเจ้า และคำตรัสของพระเจ้า ย่อมเป็นสิ่งสัตย์จริงเสมอ
“..อัลกุรอานนั้น มิใช่อะไรอื่นนอกจากคำตักเตือนสำหรับประชาชาติทั้งหลายเท่านั้น” (กุรอาน 6: 90)
“ พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความ ขัดแย้งกันมากมาย” (กุรอาน 4: 82)
“ และอัลกุรอานนี้มิใช่จะถูกปั้นแต่งขึ้นโดยผู้ใดนอนจากอัลลอฮ์ เป็นการยืนยันคัมภีร์ที่มีมาก่อน และเป็นการจำแนก ข้อบัญญัติต่าง ๆ ในนั้น ไม่มีข้อสงสัยในคัมภีร์นั้น ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก” (กุรอาน 10: 37)
กุรอาน หรือ คำตรัสของพระผู้เป็นเจ้านั้น ได้บอกแก่เราถึงเรื่องความตาย และ เรื่องโลกหน้าไว้ในหลายส่วนด้วยกัน เช่น
"ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน " (กุรอาน 21: 35)
“ผู้ที่ศรัทธาในคัมภีร์ ที่เราได้ส่งมาให้แก่เจ้า และในคัมภีร์ที่เราได้ส่งมา ก่อนหน้าเจ้า และเชื่อมั่นในโลกหน้า” (กุรอาน 2:4 )
“และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะห์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ? (กุรอาน 6:32 )
“และแท้จริงบรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อโลกหน้านั้น เราได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้วซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ” (กุรอาน 17:10 )
1.2 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งท่านศาสดา กล่าวไว้
ท่าน ศาสดามูฮัมมัด (ซล.) ได้ถูกกล่าวไว้ว่า ท่านคือ ผู้นำ และ ผู้สืบสาส์นจากพระเจ้า มายังมนุษย์ ทุกสิ่งที่ท่านกล่าวหรือ บอกให้เรารู้นั้น ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง หากแต่มาจากการดลใจของพระผู้เป็นเจ้า
“..และเจ้าจงปฏิบัติตามที่ถูกวะฮีย์ (ดลใจ)แก่เจ้าและจงอดทน..” (กุรอาน 10:109 )
“และในทำนองนั้น เราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาไว้เป็นข้อชี้ขาดที่เป็นภาษาอาหรับ…” (กุรอาน 13:37 )
“และ จงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮี (ดลใจ) แก่เจ้า จากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงคำกล่าวของพระองค์ และเจ้าจะไม่พบที่พึ่งใด ๆ เลยนอกจากพระองค์” (กุรอาน 18:27 )
จาก อบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อัล อาศ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "คนหนึ่งคนใดในพวกท่าน ไม่มีศรัทธา (ที่แท้จริง ที่สมบูรณ์) จนกว่าความต้องการ ของเขาจะตาม (เห็นด้วยกับ) สิ่งที่ฉันได้นำมา (สอนแก่ท่าน)" ( หะดีษหะซัน เศาะฮีหฺ)
ท่านศาสดา ได้กล่าวถึงเรื่องโลก หรือ กล่าวพาดพิงไปยังโลกหน้า ( กิยามะห์ และ อาคิเราะห์ ) ไว้ เช่น
"พึง ทราบเถิดว่า ผู้ใดก็ตามที่กดขี่ต่อ ผู้มีพันธะสัญญา หรือ ล่วงละเมิด หรือ ให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เกินกำลังของเขา หรือ เอาสิ่งใดจากเขา โดยที่เขาไม่เต็มใจ ดังนั้น ฉันจะโต้แย้งกับเขาในวันกิยามะฮ" (รายงานโดยอบูดาวูด)
จาก อบู ฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
" ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และศรัทธาต่อวันสุดท้าย เขาจักต้องพูดจาที่ดีๆหรือไม่ก็เงียบ และผู้ใดศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้าย เขาจักต้องให้เกียรติเพื้อนบ้านของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย เขาจักต้องให้เกียรติแขกของเขา" ( หะดีษนี้ บันทึกโดย บุคอรี มุสลิม)
หะดิษ ( คำพูด) นี้มีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ สังเกตให้ดีจะเห็นว่า ท่านศาสดานั้น เน้นย้ำอยู่กับ 2 สิ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ พระผู้เป็นเจ้า และ วันสุดท้าย หรือ โลกหน้า อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความสำคัญของการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้านั้น มีปลายทางอยู่ที่ การเดินทางสู่โลกหน้านั่นเอง
ดัง นั้น จะเห็นได้ว่า หลักฐานการอ้างอิงเรื่องโลกหน้า นั้น มิใช่การนึกฝันหรือ พูดเอาเองจากใคร หากแต่มีหลักฐานชัดแจ้งมาจาก พระผู้เป็นเจ้า และ ผู้นำสาส์นของพระองค์ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้ที่ยอมรับในศาสนาอิสลาม จะปฏิเสธความศรัทธาในเรื่องนี้
หากเราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า มีพระเจ้าที่แท้จริงอยู่แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ตรัสเล่า?
หาก เราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า กุรอานนั้นคือ ความสัตย์จริงบนโลกแห่งการหลอกลวงใบนี้แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่กุรอาน กล่าวว่า มันมีอยู่จริงเล่า?
และ หากเราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า ท่านศาสดาคือ ผู้นำสาส์นที่แท้จริงจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่ท่านศาสดาได้กล่าวตักเตือนเราไว้เล่า ?
หลัก ศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น มิได้ถูกจำแนกแยกย่อยเป็นปัจเจก หรือ ดำรงอยู่อย่างเอกเทศได้ แต่ หลักศรัทธาทั้งหมดนั้น มีที่มาจากหลักการศรัทธาเพียงข้อเดียวคือ “ลาอิลาฮฺ ฮาอิลลัลเลาะห์” หรือ “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลเลาะห์” เราเลือกที่จะศรัทธาข้อนั้น ไม่ศรัทธาข้อนี้ ไม่ได้ เพราะ ดังได้กล่าวแล้วว่า ... การศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาจำแนกแยกย่อยพิจารณา หากแต่ทั้งหมด คือ องค์ประอบที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ดัง นั้น การศรัทธาในโลกหน้านั้น จึงมิใช่เป็นการศรัทธาในตัวตน หรือการมีอยู่อย่างเอกเทศของมัน หากแต่มันเป็นผลผลิตของความศรัทธา ที่มีต่อแก่นของศาสนาอิสลาม .... ความศรัทธาสูงสุดของอิสลามนั้นคือ การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และ การศรัทธาในข้ออื่นๆ นั้น ก็คือ ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการศรัทธา ในพระผู้เป็นเจ้า นั่นเอง …. หากการศรัทธาในศาสนาอิสลามคือต้นไม้ 1 ต้น แก่นของลำต้นนั้นก็คือ การศรัทธาในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว และการศรัทธาในข้ออื่น ๆ ก็คือ บรรดา ใบ ดอก และ ผลของมัน ... แน่นอนว่า ต้นไม้ นั้นอาจอยู่ได้ด้วยแก่นของมัน แต่ มันจะเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ไม่ได้ หากว่า ใบ ดอก และผลของมันไม่งอกเงยออกมา และไม่ถูกยอมรับ
ต้นแอบเปิ้ล จะเป็นต้นแอปเปิ้ลที่สมบูรณ์ได้อย่างไร หากว่า มันไม่เคยมีใบ หรือ ผลแอปเปิ้ลออกมาเลย สักครั้งเดียว.... ความศรัทธาก็เช่นกัน จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เมื่อมันถูกปฏิเสธองค์ประกอบของการศรัทธาทิ้งไป....
2.เหตุผลของการศรัทธา คืออะไร
กุรอานได้บอกแก่เราว่า
กุรอานได้บอกแก่เราว่า
“และ ชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะห์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ? (กุรอาน 6:32 )
อิสลามนั้น วางอยู่บนหลักปรัชญาพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ว่า “โลกนี้ถูกสร้างมาเพื่อนเรา แต่เราถูกสร้างมาเพื่อโลกหน้า” อันมีความหมายว่า บรรดาสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ที่เราสัมผัสได้ ล้วนเป็นเพียงการตอบสนองต่อ มายาภาพ สิ่งทั้งหลายที่มากระทบนั้นล้วนไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งที่มีขึ้น แล้วดับไป กุรอานได้อธิบายความรู้สึกเหล่านี้ด้วยประโยคที่ว่า
“และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น..”
โองการข้างต้น สะท้อนให้เห็นความไม่มีแก่นสารของสัมผัสเหล่านั้น มันถูกสร้างมาจากพระผู้อภิบาลของมัน เพียงเพื่อการตอบสนองความสุข และ ความทุกข์ บนโลกนี้เท่านั้น เพียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักแสวงหา รู้จักที่จะฝึกจิต และ เรียนรู้การแสวงหาสัจธรรม หรือ ความจริงสูงสุด
เมื่อโลกนี้ดับสูญ สิ่งเหล่านี้ก็ดับสูญในรูปลักษณ์ของมัน หน้าที่ของมันในโลกหน้าก็คือ การเป็นพยานยืนยันต่อสิ่งที่มนุษย์ได้เก็บเกี่ยวเอาไปจากมัน ความสวยงามที่เราเห็น จะฟ้องว่า ตอนที่เรามีชีวิตนั้น เราใช้มันทำอะไรบ้าง ... ใช้เสริมสวย ... ใช้เพื่อยั่วยวนราคะจริต หรือ ใช้เพื่อพิจารณาความเป็นไปของโลก ความน่าเกลียด ก็จะฟ้องเราว่า ตอนที่เรามีชีวิตนั้น เราใช้มันทำอะไรบ้าง ... ใช้ทำร้ายคนอื่น ... ใช้เพื่อสร้างความสนุกสนาน หรือ ใช้เพื่อจรรโลงใจเราให้สงบนิ่ง ดังที่กุรอานได้กล่าวว่า
“และ สิ่งใดที่พวกเจ้ามิได้รับนั้น มันเป็นเพียงปัจจัยแห่งชีวิตของโลกนี้ และเป็นเครื่องประดับของมัน(*1*)แต่ที่อัลลอฮ์นั้นดีกว่าและจีรังกว่า(*2*) พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญดอกหรือ ?” (กุรอาน 28:60)
(1) คือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่มนุษย์ เช่น ทรัพย์สมบัติ และความดีต่าง ๆ นั้น มันเป็นเพียงปัจจัยเล็กน้อย ที่พวกเจ้าจะได้ใช้มันในชีวิตนี้เท่านั้น แล้วมันก็จะสูญสลายพินาศไป
(2) ส่วนที่อัลลอฮ์ทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่บ่าวผู้ยำเกรงนั้น เช่น ผลบุญแห่งการตอบแทน และความโปรดปรานที่ยั่งยืนตลอดไปนั้นย่อมดีกว่าและประเสริฐกว่าปัจจัยที่สูญ สลายยิ่งนัก
ดังนั้นสำหรับโลกนี้แล้ว จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า สิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง และ ไม่มีความมั่นคง หากแต่อิสลามนั้น ไม่ได้กล่าวว่า โลกนี้เป็นทุกข์ แต่อิสลามกล่าวว่า โลกนี้คือ บททดสอบ ทุกข์ในโลกนี้ ไม่จริง สุขในโลกนี้ไม่จริง ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการทดสอบ เพื่อการแสวงหา และเพื่อการเข้าใจ
ความสุขในโลก มีไว้เพื่อทดสอบตัวมนุษย์เอง ว่าเขาจะหลงใหลไปกับมันหรือไม่ หรือ เพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากมัน ความทุกข์ก็เช่นกัน มีไว้เพื่อทดสอบตัวมนุษย์เอง ว่าเขาจะทุกข์ทรมานไปกับมันหรือไม่ หรือ เรียนรู้ที่จะใช้มันตักเตือนตนเอง กุรอานได้กล่าวว่า
“และ เราได้แยกพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ ในแผ่นดิน จากพวกเขานั้นมีคนดี และจากพวกเขานั้นมีอื่นจากนั้น และเราได้ทดสอบพวกเขาด้วยบรรดาสิ่งที่ดี และบรรดาสิ่งที่ชั่ว..” (กุรอาน 7:168)
"ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน " (กุรอาน 21: 35)
ทุก ๆ การทดสอบล้วนมีผลตามมา กุรอานได้กล่าวว่า
“...ชีวิต นั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้..." (กุรอาน 2:286)
โลกหน้านั้น เป็นโลกแห่งการตอบแทน เป็นโลกที่จีรัง ยั่งยืน สภาพของโลกหน้านั้น ไม่มีใครรู้นอกจากที่กุรอานได้กล่าวไว้ และไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่กุรอานอุปมาโลกหน้าไว้ นอกไปจาก อัลเลาะห์ (ซบ.)
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินจะรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัย นอกจากอัลลอฮ์...” (กุรอาน 27:65)
การเดินทางสู่โลกหน้านั้น ไม่ใช่เรื่องของการตอบแทนความดี ความชั่ว ต้องแยกแยะตรงนี้ก่อน
การ ตอบแทนความดีความชั่วนั้น เป็นเรื่องของการกระทำ เป็นกฎแห่งกรรม ในขณะที่การเข้าสู่โลกหน้านั้นเป็นเรื่องของการศรัทธา กุรอานกล่าวว่า
“...ชีวิต นั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้..." (กุรอาน 2:286)
“ผู้ ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน เราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกลิดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในโลกอาคิเราะฮ์ นอกจากไฟนรกและสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวก เขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป” (กุรอาน 11: 15-16)
คุณลักษณะ ประการหนึ่งของอัลเลาะห์ คือ ความยุติธรรม แน่นอนว่าการตอบแทนการกระทำของมนุษย์นั้นก็ถูกวางอยู่บนหลักของความยุติธรรม เช่นกัน เมื่อมนุษย์ทำดี พระองค์ก็จะตอบแทนความดีแก่เขา และเมื่อเขาทำชั่ว พระองค์ก็จะตอบแทนความชั่วแก่เขา แต่สำหรับการตอบแทนในโลกหน้าที่จีรังยั่งยืนนั้น
พระองค์ ได้กล่าวไว้แล้วว่า มีไว้สำหรับผู้ที่ศรัทธาต่อมันเท่านั้น ผู้ที่ไม่ศรัทธานั้น สภาพของเขาในโลกหน้าจึงเป็นได้แค่เพียง ผู้ที่ไม่เชื่อและปฏิเสธต่อโลกหน้า และกฎสำหรับโลกหน้านั้น สิ่งที่ผู้ปฏิเสธจะได้รับก็คือ ไฟนรก เท่านั้น
ด้วย เหตุที่ว่า เมื่อเขาไม่เชื่อในโลกหน้า ความดีและความชั่วทั้งหลาย จึงหมดลง และถูกตอบแทนจนหมดเพียงเฉพาะโลกนี้ เมื่อถึงโลกหน้า เขาจึงมีสภาพเหมือนที่กุรอานกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ขาดทุน
“...แน่ นอนพวกเขาได้ยังความขาดทุนให้แก่ตัวของพวกเขาเอง และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้นนั้น(คือ บรรดาพระเจ้าปลอม หรือ รูปปั้นทั้งหลาย) ได้หายหน้าจากพวกเขาไป” (กุรอาน 7:53 )
“และ ผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)
แต่ สำหรับผู้ที่ศรัทธาแล้ว การได้รับการตอบแทนในปรโลก คือ รางวัลของการศรัทธา ... ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน คำว่า การตอบแทนรางวัลของการศรัทธา กับ การตอบแทนการกระทำ
การตอบแทนรางวัลของการศรัทธา นั้น วางอยู่บนพื้นฐานของการศรัทธา หมายความว่า เมื่อเขาศรัทธา เขาจึงได้รับการตอบแทน ซึ่งก็คือ การที่เขาไม่ต้องลงสู่ไฟนรกอย่างผู้ขาดทุน
ส่วน การตอบแทนการกระทำ ก็คือ เมื่อเขาทำดี มากกว่า ความชั่ว เขาก็สามารถเข้าสู่สวงสวรรค์ได้ แต่หากเขาทำความชั่วมากกว่าความดี เขาก็ต้องไปรับการชดใช้ในนรก
ดัง นั้น จะเห็นความแตกต่างก็คือ สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อโลกหน้านั้น การกระทำของเขาจะได้รับการตอบแทนในโลกนี้ แต่โลกหน้านั้น เขาจะกลายเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้กับไฟนรก ไม่มีการพิพากษาใด ๆ ไม่มีการอุทธรณ์ความดี หรือ ความชั่วใด ๆ แก่เขา … ในขณะที่ ผู้ที่ศรัทธานั้น การตอบแทนกระทำของเขา จะถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ ตอบแทนทั้งในโลกนี้ และ ในโลกหน้า สิ่งที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เขาขาดทุนในโลกหน้า ก็คือ การศรัทธาในโลกหน้า นั่นเอง ให้เขาได้มีสิทธิ์ได้รับการพิพากษา ได้มีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือจากบรรดา นบี ( ศาสดา) ส่วนเขาจะไปนรก หรือ สวรรค์ นั่นก็ขึ้นกับการกระทำของเขาเอง
ณ จุดนี้คงพอมองเห็นภาพรวมและเป้าหมายของการศรัทธาในโลกหน้าแล้ว ว่ามีเป้าหมาย เหตุผล และบทสรุปเช่นไร การใช้ชีวิตในโลกนี้ ก็เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำนั่นแหละครับ ปลาย่อมคิดว่า โลกที่เห็น ก็คือ โลกที่เต็มไปด้วยน้ำ มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำรอบตัวไปหมด โลกที่ไม่มีน้ำ จะมีอยู่จริงได้อย่างไร ... แต่เมื่อวันหนึ่งที่ได้ขึ้นมาอยู่บนโลกที่ไม่มีน้ำ ก็เพิ่งได้รู้ว่า โลกที่ไม่มีน้ำนั้นมีอยู่จริงๆ ... แต่มันก็สายไปแล้ว
“พระองค์ นั้นคือผู้ที่ได้ส่งร่อซูลของพระองค์มาพร้อมด้วยคำแนะนำ และศาสนาแห่งสัจจะ เพื่อที่จะทรงให้ศาสนาแห่งสัจจะนั้นประจักษ์ เหนือศาสนาทุกศาสนา และแม้ว่าบรรดามุชริกจะชิงชังก็ตาม” (กุรอาน 9:33)
ด้วยจิตคารวะ
Kheedes
(สงวนสิทธิ์ หากนำไปเเผยแพร่ กรุณาระบุที่มา)
http://kheedes.blogspot.com/2008/12/2.html
ป้ายกำกับ:
ตีกันยังไม่จบ,
มุสลิมจอมกะล่อน,
มุสลิมสับสน
วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554
ประนามพิเชษฐ์
มุสลิมสงขลาประณาม “พิเชษฐ สถิรชวาล” ตัวป่วน จี้เลิกยุ่งองค์กรศาสนา องค์กรมุสลิมในสงขลา รวมตัวออกแถลงการณ์ประณาม “พิเชษฐ สถิรชวาล” กรณีแจ้งความดำเนินคดีจุฬาราชมนตรี ข้อหาซ่องโจรและลักทรัพย์ เรียกร้องให้หยุดการเคลื่อนไหวทันที และให้สังคมมุสลิมตรวจสอบคุณสมบัติของ “พิเชษฐ” เพื่อให้องค์กรมุสลิมมีบุคลากรทรงคุณภาพเข้ามาทำงาน เพื่อคุณภาพของสังคมมุสลิมโดยรวมต่อไป วานนี้ (17 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา องค์กรอิสลาม ใน จ.สงขลา ประกอบด้วย คณะกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา ชมรมผู้บริหารมัสยิด จ.สงขลา และสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จ.สงขลา กว่า 500 คนได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีที่ นายพิเชษฐ สถิรชวาล แจ้งความดำเนินคดีกับ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยรวม 43 คน ในข้อหาซ่องโจรและลักทรัพย์ แต่การกระทำของนายพิเชษฐ ครั้งนี้ ได้สะท้อนว่า ขาดวุฒิภาวะและไม่ควรทำหน้าที่ในองค์กรระดับสูงของมุสลิมต่อไป เนื่องจากความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่นายพิเชษฐ ได้แสดงออกมาบ่งชี้ว่าไม่มีความจริงใจต่อสังคมมุสลิมแต่ประการใด แต่มุ่งเข้าครอบงำองค์กรอิสลาม เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นใหญ่ เป็นการทำลายองค์กรและสร้างภาพลักษณ์อันเลวร้ายของสังคมมุสลิมในสายตาของคนทั่วไป พฤติกรรมต่างๆที่นายพิเชษฐ์ได้แสดงออก ได้สร้างความเอือมระอาแก่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตลอดมา จนกระทั่งได้มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ถอดถอนนายพิเชษฐ ออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในที่สุด ทั้งนี้ เพราะการปลดนายพิเชษฐนั้น ดำเนินไปภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ทุกประการ ไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.ดังกล่าวแต่อย่างใด เหนือสิ่งอื่นใดพฤติกรรมของนายพิเชษฐ ได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เป็นมุสลิมที่ไม่เข้าใจอิสลาม เนื่องจากโดยหลักอิสลาม การดำรงตำแหน่งใดๆ ทางสังคม ต้องอาศัยหลักการชูรอ หรือการปรึกษาหารือของคณะกรรมการที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ ทางองค์กรอิสลามใน จ.สงขลา ได้เรียกร้องให้ นายพิเชษฐ ยุติการกระทำอันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่สังคมมุสลิมลงทันที และให้สังคมมุสลิมตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิเชษฐ ว่า เหมาะสมกับตำแหน่งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือตำแหน่งคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.เพชรบุรี หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรมุสลิมทุกองค์กรมีบุคลากรทรงคุณภาพเข้ามาทำงานเพื่อคุณภาพของสังคมมุสลิมโดยรวมต่อไป |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
