แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิมสับสน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิมสับสน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

เพียงแค่อิมามตรัสว่า"จงเป็น" มันก็จะ"เป็น.
ผู้คนส่วนมากในบ้านเราเมื่อจะพิจารณาถึงหลักความเชื่อในเรื่องของ "ผู้นำ" หลังจากนบีหรือเรื่องของ "อิมามะฮฺ" ตามหลักความเชื่อถือของพวกลัทธิรอฟิเฎาะฮฺแล้ว ก็มักจะศึกษาอย่างฉาบฉวยเพียงแค่ว่า 

มีหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไหม? 

ท่านนบีแต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นผู้นำที่ฆอดีรคุมไหม? 

หะดิษ 12 คอลีฟะฮฺคือผู้นำของพวกรอฟิเฎาะฮฺใช่ไหม? เป็นต้น 

ซึ่งหากเราศึกษาประเด็นเหล่านี้อย่างฉาบฉวยจากการนำเสนอของพวกรอฟิเฎาะฮฺที่จะพยายาม "ฝืน" โดยนำหลักฐานมาอธิบายอย่างบิดเบือน ก็มักจะทำให้คนที่ขาดความรู้เกิดการหลงไหลและสุดท้ายก็เข้ารีตเดินหน้าสู่ความเป็นรอฟิเฎาะฮฺไปในที่สุด 

โดยเพียงแค่นึกฝันเอาเองว่ามีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อเรื่อง "อิมามะฮฺ" ของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺ 

ทั้งๆที่หากเราพิจารณาถึงเนื้อแท้ของความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺที่ถูก "ซ่อนเร้น" ไม่เปิดเผยจากอุลามาอ์ฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺแล้ว ผมเองก็มั่นใจหลือเกินว่าคงไม่มีใครที่คิดจะอ้อมแขนรับความเชื่อเรื่อง "ผู้นำที่ถูกแต่งตั้ง" จากนบีตามจินตนาการของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺเป็นแน่แท้ 

อุปมาเรื่องผู้นำหลังจากนบีโดยมีฉากอยู่ที่ฆอดีรคุมซึ่งฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺพยายามจะนำเสนอ ก็อุปมัยดังเรื่อง ความเมตตาของพระเยซูที่สละชีพเพื่อล้างบาปแก่ชาวโลกซึ่งฝ่ายคริสเตียนพยายามจะโน้มน้าวแก่ผู้คนในการเผยแพร่เสมอๆ 

กล่าวคือ หากเราได้เคยมีโอกาศรับฟังเหตุผลและการนำเสนอถึงความเมตตาและสถานภาพของพระเยซูที่ยอมสละชีพเพื่อไถ่บาปชาวโลกแล้ว เราก็มักหลงไหลได้ปลื้มไปกับความยิ่งใหญ่ในตัวของพระเยซูซึ่งมากมายเหลือเกินที่มันสามารถเปลี่ยนคนต่างศาสนิกอื่นๆที่มิใช่มุสลิมให้รับศาสนาคริสต์ได้แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนมุสลิม 

ซึ่งการที่มุสลิมไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองไปรับนับถือศาสนาคริสต์นั้นหาใช่เกิดจากการไม่ศรัทธาต่อพระเยซูหรือนบีอีซา(อลัยฮิสสลาม)แต่อย่างใดไม่ แต่เกิดจากการที่มุสลิมรู้ดีถึงแก่นแท้ในหลักความเชื่อเรื่อง "ตรีเอกานุภาพ" ที่ฝ่ายคริสเตียนได้หยิบยกพระเยซูเป็นภาคหนึ่งของพระเจ้าไป 

ดังนั้นต่อให้เหตุผลเบื้องหน้าในเรื่องของพระเยซูจะดีเลิศน่ารับฟังเต็มไปด้วยเหตุผลหลักฐานมากเพียงใด มุสลิมก็ไม่ "ฉาบฉวย" พอที่จะน้อมรับอากีดะฮฺคริสเตียนอย่างขาดวิจารณญาณนอกจากคนที่ไม่ใช่มุสลิมซึ่งไม่มีพื้นฐานเรื่อง "เตาฮีด" เท่านั้นที่จะน้อมรับเรื่องดังกล่าวได้ 

และเช่นกัน การที่ชาวซุนนะฮฺไม่ยอมน้อมรับหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺนั้นหาได้เกิดจากการที่ฝ่ายซุนนะฮฺเกลียดชังในลูกหลานนบี,ปฏิเสธเหตุการณ์ที่ฆอดีรคุม,ปฏิเสธหะดิษษะกอลัยนฺ(สิ่งหนักสองสิ่ง)และอื่นๆแต่อย่างใดไม่ 

แต่การที่นักปราชญ์ผู้ทรงภูมิธรรมของฝ่ายซุนนะฮฺได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวไปนั้นก็สืบเนื่องจาก "หลักความเชื่อที่เลยเถิด" ของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่มีต่อบรรดาอิมามที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นผู้นำหลักจากนบีตลอดจนความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงของหะดิษต่างๆที่ฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺนิยมแอบอ้างหยิบยกมานำเสนออย่างฉาบฉวยต่างหาก 

ไม่ว่าจะ หะดิษฆอดีรคุมและหะดิษ 12 คอลีฟะฮฺก็ดี 

ดังนั้นสภาพของคนบางกลุ่มที่ตัดสินความเป็นสัจธรรมระหว่าง อะฮฺลุซซุนนะฮฺฯกับรอฟิเฎาะฮฺ เพียงแค่เหตุการณ์ที่ฆอดีรคุมหรือเรื่องผู้นำหลังจากนบี ก็ไม่ต่างอะไรกับคนต่างศาสนิกบางกลุ่มที่ตัดสินว่า "ศาสนาคริสต์คือสัจธรรม" เพียงแค่จากเรื่องราวของการสละชีพเพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติของพระเยซูและความเมตตาอันสูงส่งของท่านนั่นเอง 

จะต่างกันก็ตรงที่ว่าการที่มุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้น้อมรับหลักความเชื่อเรื่องพระเยซูมิใช่ว่าไม่ศรัทธาต่อนบีอีซา 

แต่เกิดจากเหตุผลที่ว่าคริสเตียนเชื่อในพระเยซูอย่างไม่ถูกต้องโดยยกท่านเป็นพระเจ้า แต่สำหรับการที่มี "มุสลิมบางจำพวก" ได้หันหน้าเข้ารีตสู่ลัทธิรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ ก็สืบเนื่องจากว่า "ความไม่เดียงสา" ต่อเนื้อแท้ของหลักความเชื่อในเรื่องอิมามะฮฺของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่ได้เลยเถิดหยิบยกมนุษย์เป็นพระเจ้า แต่แนบเนียนกว่าตรงที่ "ปกปิด" ไม่ยอมนำเสนอแก่คนเอาวาม เพราะกลัวว่าคนจะไม่รับแนวทางชีอะฮฺหากรู้ความจริงดังกล่าวนี้!!! 

ดังนั้นก็เลยนำเสนอเรื่องราวเพียงแค่ว่า 
ท่านนบีแต่งตั้งท่านอะลีเป็นอิมามจริงไหม? 
หรือท่าน 3 คอลีฟะฮฺแรกของอิสลามขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างชอบธรรมหรือไม่? 
ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉาบฉวยในการหาข้อสรุปเป็นอย่างยิ่ง


1. แก่นแท้ของหลักความเชื่อเรื่อง "อิมาม" หรือผู้นำหลังจากท่านนบีของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺ



ถึงจุดนี้ข้าพเจ้าจะขอนำเสนอถึงแก่นแท้ของความเชื่อของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่มีต่อผู้นำหลังจากนบี โดยจะขอหยิบยกคำบรรยายของปราชญ์ชั้นสูงของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺมานำเสนอกัน ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นว่าโดยแก่นแท้แล้ว ผู้นำหลังจากท่านนบีในหลักความเชื่อของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺนั้นไม่แตกต่างอะไรกับพระเจ้าหรือหลักความเชื่อในแบบคริสเตียนที่ได้หยิบยกมนุษย์เป็นพระเจ้านั่นเอง!!!



อัลลามะฮฺ อัลฟากีฮฺ ซัยยิดมุฮัมมัด ริฏอ อัชชัยรอศีย์


ปราชญ์ผู้โด่งดังของรอฟิเฎาะฮฺรายนี้มาจากประเทศอิรัคซึ่งเขาได้บรรยายถึงแก่นแท้ในหลักความเชื่อที่แท้จริงของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่มีต่อบรรดา "มนุษย์ทั้ง 12 คน" ที่พวกเขาเชื่อว่านบีได้เลือกสรรให้เป็นผู้นำของอุมมะฮฺอิสลามหลังจากท่านไว้ว่า



"เมื่อใดที่เราได้เรียกหา,ได้สวดอ้อนวอนและขอความจำเริญในปัจจัยยังชีพและความต้องการทางด้านสังคมจากบรรดาอิมาม พึงรู้ไว้เถิดว่าท่านกำลังขอจากบรรดาอิมามผู้ซึ่งทรงอำนาจในการควบคุมดูแลบริหารสากลจักรวาลและทุกๆสิ่ง(บนโลกนี้) และเมื่อใดก็ตามที่บรรดาอิมามได้กล่าวแก่บางสิ่งว่า "จงเป็น"มันก็ "เป็น" ตามที่อิมามได้กล่าวไป (กุนฟะยะกูน)"



ข้อความดังกล่าวนี้ ถอดความมาจากคำบรรยายของเจ้าตัวที่



ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถตรวจสอบได้


จากคำบรรยายที่สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ของหลักความเชื่ออันแท้จริงในเรื่อง "อิมาม" ของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺจากนักวิชาการรอฟิเฎาะฮฺรายนี้จึงสามารถสรุปออกมาให้เห็นถึงความขัดแย้งกับอิสลามออกเป็น 3 ประการดังนี้



1. รอฟิเฎาะฮฺสามารถสวดอ้อนวอนขอความจำเริญจากบรรดาอิมามของพวกเขาได้

สิ่งนี้ถือเป็นการกระทำที่สวนทางกับหลักการของอัลอิสลามดังคำดำรัสในอัลกุรอานความว่า


{ إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ }
เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ (*1*) และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ (*2*) (อัลฟาติฮะฮฺ:5)



(1) คือมอบการเคารพอิบาดะฮฺทุกประเภท่ให้แก่พระองค์ แต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น โดยปราศจากการให้ผู้หนึ่งผู้ใด หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีหุ้นส่วนในการอิบาดะฮฺดังกล่าว เป็นต้นว่า การวิงวอนขอความช่วยเหลือ การบน การสาบาน และการเชือด ฯลฯ 
(2) ขอความช่วยเหลือในสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฏสภาวการณ์ หรือสิ่งที่ไม่อยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้ 




2. รอฟิเฎาะฮฺเชื่อว่าบรรดาอิมามมีอำนาจในการควบคุมจักรวาลสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงและขัดแย้งกับโองการอัลกุรอานความว่า



{ لَّهُ مُلْكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلأَرْضِ وَإِلَى ٱللَّهِ تُرْجَعُ ٱلأُمُورُ }



อำนาจอันเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และการงานทั้งหลายถูกให้กลับไปยังอัลลอฮ.เท่านั้น (*1*) (อัลหะดีด:5)



(1) ทุก ๆ สิ่งย่อมกลับไปหาอัลลอฮ. พระผู้สร้างและพระผู้จัดระบบ ทรงตัดสินชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์ 3. รอฟิเฎาะฮฺอ้างว่าหากอิมามกล่าวสิ่งใดว่า "จงเป็น" มันก็ "เป็น" (กุนฟะยะกูน)ไปตามที่อิมามได้กล่าวไว้สิ่งนี้ถือเป็นการยกบรรดาอิมามให้เสมอเหมือนกับพระองค์อัลลอฮฺอย่างชัดแจ้งเพราะพระองค์ทรงกล่าวว่า

{ بَدِيعُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلأَرْضِ وَإِذَا قَضَىٰ أَمْراً فَإِنَّمَا يَقُولُ لَهُ كُنْ فَيَكُونُ }


พระองค์ผู้ทรงประดิษฐ์ชั้นฟ้า และแผ่นดิน และเมื่อพระองค์ทรงกำหนดสิ่งใดแล้วพระองค์ก็เพียงแต่ประกาศิตแก่สิ่งนั้นว่า จงเป็นแล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นขึ้น-กุนฟะยะกูน- (อัลบะกอเราะฮฺ:117)



สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หาใช่การใส่ไคล้อย่างเลื่อนลอยหรือนั่งเทียนเขียนโจมตีฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺอย่างที่พวกเขามักจะโฆษณาหลอกผู้คนกัน 

อัลเลาะห์ เป็นศิลปินเดี่ยว


อยาตุลลาต อัลฟาลีย์กล่าวว่าอัลลออฺเป็นนักกวี!!



อุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ

นามว่า อยาตุลลาต อัลฟาลีย์ กล่าวว่าอัลลออฺเป็นนักกวี!

วุ่นวายอยู่กับเรื่องจิ๋มนี่แหละ


การมองอวัยวะเพศของคนที่มิใช่มุสลิมไม่บาป






สิ่งที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้หาใช่การใส่ร้ายจากฝ่ายซุนนะฮฺต่อ พวกรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺไม่ เพราะนั่นไม่ใช่อุดมการณ์ของพวกเรา แต่สิ่งที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่นำมาจากตำราชีอะฮฺ(ซึ่งมี ให้ดาวน์โหลดทางเว็บไซต์พวกเขา) โดยที่พวกเราได้ทำการเซฟมาจากหน้าเว็ปไซต์ของพวกเขาเพื่อให้ท่านได้ดูเป็น หลักฐานกันชัดๆ


แปล:

6 ـ باب جواز النظر الى عورة البهائم ومن ليس 
بمسلم بغير شهوة 
บทที่ 6 การอนุมัติให้ดูอวัยวะเพศของสัตว์และของบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม
โดยปราศจากความ กำหนัด (มีด้วยหรือดูอวัยวะเพศแล้วไม่กำหนัด ?
แล้วเอามาตรฐานอะไรวัดว่าแบบไหนกำหนัดอันแบบไม่กำหนัด) 

ริวายัติจาก มุฮัมมัดยะกูบ กุลัยนี(เจ้าของอัลกาฟีอันยิ่งใหญ่) จากอะลีบิน
อิบรอฮิมอัลกุมมี(เจ้าของตัฟซีรกุมมี) จากบิดาของเขาจากอิบนิอุมัร
(หะดีษบทต่อไปนี้นำมาจากหนังสือ อัลกาฟีย์อีกที)

แปล ประโยคที่ขีดเส้นแดง:
อบูอับดิลละฮ์กล่าวว่าการมองอวัยวะเพศของพวกที่ไม่ใช่มุสลิมก็
เท่ากับการมองอวัยวะเพศของลา(แปลว่าไม่บาปเพราะการมอง
อวัยวะเพศ สัตว์ไม่มีข้อห้ามทางศาสนา) 

หะดิษหมายเลขที่ 1406: อิมามญะฟัรศอดิกกล่าวว่าเป็นความจริงที่ว่า
มันคือสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับการมองดูอวัยวะเพศของคน มุสลิมด้วยกัน
และในขณะเดียวกันการมอ งอวัยเพศของคนที่ไม่ใช่มุสลิม
ก็เท่ากับการมองอวัยวะเพศของลา(แปลว่า ไม่บาป) 

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเชื่อว่าฝ่ายชีอะฮฺมักจะอ้างว่าหะดีษดังกล่าว 
ดออีฟ ซึ่งในความเป็นจริงการอ้างในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้
เพราะหากมาตรฐาน ทางศาสนาของฝ่ายชีอะฮฺดีจริงอุลามาอ์ชีอะฮฺ
คงไม่นำหะดิษแบบนี้มาบันทึกให้ ขายหน้าตั้งแต่แรกแล้ว
อย่างไรก็ตามหะดิษชีอะฮฺที่เราได้นำเสนอไปนั้น บันทึกอยู่ในหนังสือ 
วะซาอิลุชชีอะฮฺ ของหัรรุ้ลอามิลี ซึ่งเขานำหะดิษมาจากหนังสือ
อัลกาฟีย์อีกทีนั่นย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าหะดิษที่ ให้ดูของลับกาเฟร
ได้นี้สอเฮี๊ยฮฺตามทัศนะของอุลามาอ์ผู้ยิ่งยงของชีอะฮฺนาม 
ว่าหัรรุ้ลอามิลี เพราะเขาได้กล่าวรับรองหนังสืออัลกาฟีย์ไว้แล้วว่า

ซัย ยิด อัลฮัรรุลอามิลี ปราชญ์ชีอะฮฺผู้รวบรวมตำรา วะซาอิลุช
ชีอะฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า 
: أصحاب الكتب الأربعة وأمثالهم
 قد شهدوا بصحة أحاديث كتبهم وثبوتها
 ونقلها من الأصول المجمع عليها
 , فإن كانوا ثقات تعين قبول قولهم وروايتهم ونقلهم

บรรดาผู้ประพันธ์ตำรา “กุตตุบอัรบะอะฮฺ” (หนังสือ 4 เล่มสำคัญ
ของชีอะฮฺซึ่งรวมอัลกาฟีย์ด้วย)ของชีอะฮฺ ได้พิสูจน์แล้วว่า บรรดา
หะดิษจากตำราเหล่านั้นคือหะดีษซอเฮี๊ยฮฺ!!! จากอูศูลทั้งหมด
ของชีอะฮฺซึ่งเห็นพ้องต้องกัน และหากท่านพิจารณาว่านักปราชญ์
เหล่านั้น เชื่อถือได้ ดังนั้นท่านต้องยอมรับคำพูดและรายงานของ
พวกเขา (วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 20 หน้า 104)

หะดิษบทน้ของรอฟิเดาะฮฺเป็นการเปิดทางไปสู่ การดูคลิปโป๊,
การนุ่งน้อยห่มน้อยและอื่นๆอีกมากที่มาจากพฤติกรรมของกาเฟร 
เพราะดูสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนดูลา

อย่างไรก็ตามมีข้อที่น่าสงสัยว่า การดูของลับของสตรีชาวซุนนี
นั้นเป็นที่หะรอมไหมสำหรับชายชีอะฮฺหากมองจากคำ สอนนี้เพราะ 
เชคมุฟีด หนึ่งในนักปราชญ์ชีอะฮฺที่ซัยยิดสุไลมานเคยรับรองและ
ยังเป็นหนึ่งในผู้วาง รากฐานให้แก่ศาสนาชีอะฮฺด้วยการแบ่งรูกุ่น
อีมานออกเป็น 5 ข้อได้ฟัตวาไว้ว่าชาวซุนนีมิใช่มุสลิมดังนี้

اتفقت الامامية على أن من أنكر إمامة
 أحد من الائمة وجحد ما أوجبه الله
 تعالى له من فرض الطاعة فهو
 كافر ضال مستحق للخلود في النار 
มีมติเป็นเอกฉันท์ในหมู่ผู้รู้อิมามียะฮฺต่อความจริงที่ว่า 
คนหนึ่งคนใดที่ไม่ศรัทธาต่ออิมามะฮฺแม้เพียงคนเดียว
ของอิมามและบรรดาผู้ไม่ ศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮฺถือเป็น
หน้าที่ที่จะต้องเชื่อฟังพวกเขา(บรรดาอิมาม) บุคคลเช่นนั้น
คือผู้ปฏิเสธที่หลง และสมควรพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล 


หนังสือ อัลมะซาอิล หน้าที่ 120 ของ ชัยคฺมุฟีด 

ชาวซุนนีซึ่งไม่ศรัทธาต่อ บรรดาอิมามของชีอะฮฺก็ย่อมเป็น
กาเฟรแน่นอน 

ดังนั้นการดูของลับตลอดจนเอา เราะฮฺของสตรีซุนนีจึงเป็นที่
อนุมัติแก่ชายลัทธิรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺหรือไม่ อุ ลามาอ์ชีอะฮฺ
คนใดรู้บอกที
เมื่อสองอยาตุลลาตยอมรับว่า
อัลกุรอานฉบับปัจจุบันไม่สมบูรณ์!!
ต่อไปนี้คือเทปบันทึกเสียงที่ถูกเปิดโปงจนฉาวโฉ่ไปแล้วในโลกอาหรับซึ่งเป็นเทปบันทึกเสียงคำสอนของอุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺชื่อดังทั้งสองคนซึ่งก็คือ


1. อยาตุลลาต อะลี กูรอนี เป็นอุลามาอ์ผู้โด่งดังจากเลบานอนอีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของ ดร.อิซอมุลอิมาต


2.อยาตุลลาต อัลกอซิม อัลฮาอิรีย์ เกิดที่อิหร่านแต่ไปเป็นอุลามาอ์ที่กัรบาลาอฺ(เสียชีวิตแล้ว)



สำหรับ ไฟล์เสียงดังกล่าวฟังได้ที่นี่เลย



คำแปลไฟล์เสียง

คนที่ 1. อยาตุลลาต อะลี กูรอนี

“และสำหรับประเด็นในเรื่องที่บอกว่าอัลกุรอานถูกเปลี่ยนแปลงนั้นอุ ลามาอ์ชีอะฮฺส่วนหนึ่งกล่าวว่ามีโองการในอัลกุรอานที่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไขไปแล้ว และส่วนหนึ่งกล่าวว่ามีโองการที่ไม่ถูกต้องปรากฏอยู่ แต่อุลามาอ์ของเราส่วนมากเห็นพ้องต้องกันว่ามีโองการที่ไม่ถูกต้องปรากฏ อยู่(ในอัลกุรอานฉบับปัจจุบัน)ซึ่งเป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก ตลอดจนมีอุลามาอ์ชีอะฮฺบางส่วนกล่าวว่าบางโองการของอัลกุรอานได้ถูกตัดทอนลบออกไปจากอัลกุรอาน ได้ถูกตัดทอนลบออกไปจากอัลกุรอาน ได้ถูกตัดทอนลบออกไปจากอัลกุรอาน”


คนที่ 2. อยาตุลลอฮฺ กอซิม อัลฮาอิรีย์
“อัลกุรอานที่ถูกต้องและแท้จริงอยู่กับท่านอิมามอะลี และต่อมาก็ได้ถูกสืบทอดโดยท่านอิมามฮะซันและต่อมาก็อยู่กับท่านฮุเซน และอัลกุรอานที่ถูกต้องในขณะนี้นั้นอยู่กับอิมามมะฮฺดี ซึ่งเมื่อถึงคราวที่ท่านปรากฏตัวใกล้วันกิยามะฮฺ ท่านจะเอามันมาด้วย ซึ่งอัลกุรอานที่เรามีอยู่ในขณะนี้ก็มีความน่าเชื่อถืออยู่ เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบางอย่างภายในมัน อุลามาอ์บางส่วนกล่าวว่า มันไม่สมบูรณ์และอุลามาอ์บางส่วนกล่าวว่ามันได้สูญหายไป และนี่คืออากีดะฮฺของพวกเรา นี่คืออากีดะฮฺของพวกเรา นี่คืออากีดะฮฺของพวกเรา!!! 

คำถามสำหรับรอฟิเฎาะฮ์
1.ฮุ กุ่มแก่คนทั้งสองคืออะไร กาเฟร หรือ มุสลิม?
2.ทั้งสองพูดถูกแล้ว หรือว่ารอฟิเดาะฮ์ที่เชื่อต่างจากทั้งสองเป็นฝ่ายผิด?


คลิปหลุดระบำเกย์ของผู้รู้รอฟิเฎาะฮฺ!!!!!


หลุดจนเป็นที่แตกตื่นวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว เมื่อรัฐอิหร่านที่เคยประกาศตัวเองว่าเป็น "รัฐอิสลาม" ได้เกิดมีคลิประบำเกย์หลุดออกมา ซึ่งระบำเกย์ดังกล่าวนี้กระทำขึ้นในศาสนสถานแห่งหนึ่งในอิหร่าน ภายใต้การดูแลของอุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺ ซึ่งท่านสามารถรับชมคลิประบำเกย์ดังกล่าวได้เลย



1) คลิปวิดิโอนี่ ไม่ได้ถ่ายที่มัสยิดหรอกครับ แต่ถ่ายในสถานที่ ๆ เลวร้ายกว่านั้น คลิปนี้ถ่ายที่หลุมฝังศพจำลองของอะบูลุลุอะห์ ซึ่งเป็นฆาตกรสังหารคอลีฟะห์อุมัร (ร) พวกชีอะห์จะมาเฉลิมฉลองกันที่นี่ทุกปีในวันที่ 7 รอบีอุลเอาวัล ดู http://www.siamic.com/islam/index.php?t ... B%E0%B8%BA ก่อนที่จะถูกปิด ไม่ให้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนอีกต่อไป (เพราะโลกอิสลามต่อต้านอิหร่านอย่างรุนแรง หลังจากมีคลิปนี้ออกมา) สุสานจำลองที่ชาวชีอะห์ไปเคารพสักการะนี่ อยู่ในกาชาน จังหวัดอิศฟาฮาน อิหร่าน

2) นี่เป็นการเต้นรำและร้องเพลงสรรเสริญอะบูลุลุอะห์ ที่เป็นพระเอกของชาวอิหร่าน เพราะสามารถลอบฆ่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในอิสลามได้ เห็นชัด ๆ เลยว่าพวกนี้เกลียดอิสลามที่แท้จริงมากแค่ไหน

คำยืนยันจากอิมามอัลคูอีย์"

อัลกุรอานฉบับปัจจุบันถูกบิดเบือนแล้ว!!!"




ชาวรอฟิเดาะฮ์นั้นมักจะปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดในประเด็นของการบิดเบือนอัลกุรอาน ถ้าหากยังจำกันได้ถึงวิดีโอ ที่ท่านอาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้ เคยไปถกทางวิชาการกับ อ.สุไลมาน ของฝ่ายรอฟิเดาะฮ์นั้น เราจะพบว่า อ.สุไลมานได้พยายามปฏิเสธตลอดการเสวนาว่ารอฟิเดาะฮ์ไม่ได้เชื่อว่า อัลกุรอานไม่สมบูรณ์ส่วนหะดิษต่างๆที่ปรากฏอยู่ในตำราของฝ่ายชีอะฮที่ระบุว่าอัลกุรอานถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหะดิษดออีฟ(อ่อน) ไม่สามารถนำมาใช้ได้ 

อย่างไรก็ตามเข้าใจได้ว่าการปฏิเสธในลักษณะของ อ.สุไลมาน คงทำไปตามหลักการ "อัตตะกียะฮ์" หรือการซ่อนเร้นอำพราง เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้น หะดิษจากฝ่ายรอฟิเดาะฮ์ที่ระบุถึงความไม่สมบูรณ์ของอัลกุรอานนั้นได้ผ่านการตรวจสอบตามระบบตรวจสอบหะดิษ(มุสตอละฮ์)ของทางฝ่ายรอฟิเดาะฮ์แล้วว่ามันมีความ "ศอเฮี๊ยฮ์" เชื่อถือได้!!

ปรากฎในหนังสือชิ้นสำคัญของ อิมามอัลคูอีย์ อุลามาอ์รอฟิเดาะฮ์จากเมืองนะญัฟ ประเทศอิรัคที่ชื่อว่า "มัจมัวอฺอัลบะยานฟิตัฟซีรอัลกุรอาน" ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบคำถามแก่ชาวรอฟิเดาะฮ์ไว้ว่า



ถาม: บรรดาสายรายงาน(หะดีษ)มุตะวาติร(ยิ่งกว่าศอเฮี๊ยฮ์)จากบรรดาอะฮฺลุลเบต อลัยฯ ได้ชี้ให้เห็นว่า 

การบิดเบือนได้ปรากฏขึ้นในอัลกุรอาน และดังนั้นอัลกุรอานจะต้องถูกเลือกนำมาใช้ใช่ไหม? (เอามาใช้ทั้งหมดไม่ได้-ผู้แปล)

ตอบ:ตอบ : ผู้คนที่รายงานมาจากอะฮฺลุลบัยตฺซึ่งปรากฎอยู่ในอิสนาดของมันนั้นนำเอารายงานมาจากบรรดาอิมามซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้อง


ต่างคนต่างบิดเบือน


คำถามที่สุลัยมาน หุสัยนีย์(แกนนำชีอะฮฺในไทย) ไม่กล้าตอบ!!!


เพราะต่างคนก็ต่างบิดเบือนเพื่อเอามาสนองตัณหาในเรื่องอำนาจ
และการปกครอง เพื่อกดขี่มุสลิม ผู้ไม่รู้ความในอัลกุรอาน
ได้แต่ฟังอีหม่าม กรอกหูว่า นี่คำสั่งของอัลเลาะห์ 

ที่มา http://shiahcode.blogspot.com/2009/05/blog-post_4091.html


ผมได้ดูวีดีโอการเสวนาระหว่างฝ่ายซุนนีและฝ่ายชีอะฮฺ ซึ่งเป็นวีดีโอที่นานพอสมควรแล้ว สัก 10 ปีแล้วเห็นจะได้ แต่ถึงแม้จะนานแค่ไหนก็ตามดูเหมือนวีดีโอดังกล่าวนนี้ยังคงเป็นที่พูดถึงกัน อยู่จนถึงทุกวันนี้จากฝ่ายชีอะฮฺ ว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชีอะฮฺและความอัปยศอย่างน่าอดสูของพวกวะฮาบี ย์!!!! ผมเองจากการได้ดูวีดีโอชิ้นนี้ก็ยอมรับนะครับว่าคุณสุลัยมาน ของฝ่ายชีอะฮฺนั้นเป็นนักพูดตัวยงและถือเป็นคนที่ถ่ายทอดสื่อสารเก่งพอดู ผิดกับโต๊ะครูฝ่ายซุนนีที่การพูดค่อนข้างจะไม่เอาอ่าวเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ของความเป็นวิชาการและข้อมูลของคุณสุลัยมานแล้ว ผมเห็นจะบอกได้อย่างเต็มปากว่า คุณสุไลมานยังอ่อนหัดและนิยมใช้วิทยายุทธการตะกียะฮฺในการเสวนาอยู่มาก

อนึ่งบทความมิได้มีเจตนาจะวิภาษทุกๆส่วนของวีดีโอการเสวนาในครั้งนี้ หากแต่ต้องการจะชี้ให้เห็นถึงการหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของคุณสุลัยมานใน ประเด็นของอัลกุรอาน ตลอดจนการบิดเบือนผู้ฟังถึงข้อเท็จจริงของการบิดเบือนอัลกุรอานของฝ่ายชีอะ ฮฺ

ในวีดีโอการเสวนาในครั้งนี้เกี่ยวกับประเด็นของอัลกุรอาน คุณสุลัยมานสรุปเอาว่า รายงานหรือริวายัติที่ระบุถึงการบิดเบือนในอัลกุรอานตามที่ปรากฎในตำราของชี อะฮฺนั้น หมายถึงการบิดเบือนในเชิงความหมาย หาใช่หมายถึงการบิดเบือนโดยการเพิ่มเติมอัลกุรอานเข้าไปใหม่ไม่ พร้อมกับได้ยกตัวอย่างในซูเราะฮฺอัศศอฟาที่เกี่ยวกับท่านนบีอิสมาอีล มาเป็นตัวอย่างแก่ผู้ฟัง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงตอนที่ท่านอาจารย์อะมีน เหมเสริม ของฝ่ายซุนนีได้ทำการยกหลักฐานจากตัฟซีรอัลกุมมี โดยการอ่านอายะฮฺกุรซี ที่ถูกระบุอยู่ในตำราของฝ่ายชีอะฮฺอย่างตัฟซีรอัลกุมมี ปรากฏพบว่าอายะฮฺกุรซี ในตัฟซีรอัลกุมมี นั้นผิดเพี้ยนและแตกต่างจากอัลกุรอานฉบับที่มุสลิมทั่วโลกเขาใช้กัน โดยมีการเพิ่มประโยคบางประโยคเข้าไป ซึ่งหากใครยังไม่เคยได้รับชมวีดีโอชิ้นนี้กรุณาดูให้เข้าใจเสียก่อน


http://www.youtube.com/v/5Z_4R-tvAQw&hl=en_US&fs=1&

http://www.youtube.com/v/vcgcdctIoyM&hl=en_US&fs=1&

http://www.youtube.com/v/yyYNUyV4Ymw&hl=en_US&fs=1&


จากวีดีโอที่ได้ยกมานี้เราจะพบว่า ท่านอาจารย์อะมีน ได้อ่านอายะฮฺกุรซี ในเวอร์ชั่นชีอะฮฺออกมา จากนั้นทีมงานชีอะฮฺผู้อัดวีดีโอชิ้นนี้ก็ได้แสดง ความเขลา ออกมาโดยการขึ้นตัวอักษรว่า "เกินจริงหรือ" ในวีดีโอชิ้นที่สอง และจากนั้นในวีดีโอชิ้นที่สาม เมื่อถึงคราวที่คุณสุไลมานต้องพูด คุณสุไลมานก็เฉไฉ ด้วยการอ้างว่าตอบเคลียหมดแล้ว อยู่ที่ท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจต่างหาก โดยพยายามเลี่ยงไม่ตอบหลักฐานที่อาจารย์อะมีน นำมาอ่านให้ฟัง แล้วก็เปิดประเด็นเรื่องซอฮาบะฮฺเข้ามาแทน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงหลักฐานของท่านอาจารย์อะมีน นั้นเป็นหมัดเด็ดที่สำคัญที่มาล้มล้างคำอธิบายมักง่ายของคุณสุไลมานในตอนต้น ที่ว่าอัลกุรอานนั้นบิดเบือนในเชิงความหมายเท่านั้น !!! เพราะหลักฐานที่ท่านอาจารย์อะมีนได้อ่านไปนั้นเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าการ บิดเบือนอัลกุรอานตามที่ปรากฏอยู่ในตำราของลัทธิชีอะฮฺนั้นหมายถึงการบิด เบือน โดยการเพิ่มข้อความใหม่ๆเข้าไป หาใช่การบิดเบือนในเชิงความหมาย และเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าชีอะฮฺเชื่อว่าอัลกุรอานฉบับปัจจุบันไม่สมบูรณ์ และชีอะฮฺใช้อัลกุรอานคนละเล่มกับซุนนีย์!!!!

สำหรับทีมงานชีอะฮฺผู้ทำ วีดีโอชุดนนี้ออกมาปล่อยทางเว็บไซต์ ผมก็อยากจะกล่าวว่า การที่ท่านแสดงความขี้เท่อออกมาด้วยการเขียนข้อความในวีดีโอแทรกขึ้นมาว่า "เกินจริงหรือ" นั้นท่านได้เคยอ่านตัฟซีรอัลกุมมีบ้างแล้วสักครั้งหรือยัง? หากว่ายัง อย่างน้อยท่านก็ไม่ควรแสดงความฉลาดน้อยออกมาให้เห็นกันได้ขนาดนี้ เพราะอะไรนั้นหรือ? ก็เพราะว่าในวันนี้นั้นพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงเปิดโปงอากีดะฮฺที่แท้จริงของชี อะฮฺ เกี่ยวกับอัลกุรอานซึ่งจะเป็นหลักฐานที่มาสนับสนุนคำพูดของอาจารย์อะมีนในวี ดีโอชิ้นนี้ว่า อาจารย์อะมีนเป็นผู้ที่พูดจริง และคุณสุไลมานก็เป็นเพียงคนขี้ขลาดที่หลีกเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถามของท่าน อาจารย์อะมีน นั่นเอง

หลักฐานดังกล่าวนำมาจากเว็บไซต์ชื่อดังของโลกชี อะฮฺเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเว็บไซต์ ศูนย์กลางของโลกชีอะฮฺ เว็บไซต์ดังกล่าวก็คือ อัลชีอะฮฺ ดอมคอม ซึ่งเป็นเว็บภาษาอาหรับ และที่สำคัญเว็บนี้มีตำราชีอะฮฺให้ดาวน์โหลดมากมายและหนึ่งในนั้นก็คือ ตัฟซีรอัลกุมมี !!!! เมื่อเราได้ทำการเข้าไปโหลด หนังสือเล่มดังกล่าวโดยเฉพะไปตรงส่วนของการตัฟซีรอายะฮิกุรซี เราจะพบสิ่งที่น่าตกใจก็คือ อายะฮฺกุรซีของชีอะฮฺไม่เหมือนของซุนนี!!! และเป็นแบบเดียวกับที่อาจารย์อะมีน เหมเสริมอ่านมันในวีดีโอ และสุไลมานนก็หลีกเลี่ยงไม่ตอบนั่นเอง!!!!!!!!!

กรุณาดูอายะฮฺกุรซีจากตัฟซีรอัลกุมมี ที่เราได้ทำการบันทึกมาจากหน้าเว็บไซต์ของพวกชีอะฮฺ(หากเห็นไม่ชัดกรุณาคลิกที่รูป)
โปรดสังเกตุตรงขีดสีแดงจะพบว่ามีการเพิ่มข้อความเข้ามาซึ่งผิดเพี้ยนจากอายะฮฺกุรซี ที่เราอ่านๆกันทุกวันหลังละหมาดฟัรดู
อีก หลักฐานหนึ่งก็คือจากเว็บไซต์ชีอะฮฺเช่นกันชื่อเว็บว่า 14mason.com ซึ่งปรากฎหะดีษจากกุลัยนี ซึ่งมีระบุอายะฮิกุรซี แบบเดียวกับตัฟซีรอัลกุมมีเป๊ะ

เราได้พบเห็นกันแล้วว่า ในขณะที่ชีอะฮฺเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเราปากจะพูดเสมอว่าอัลกุรอานสมบูรณ์ๆๆๆ แต่ในเว้บไซต์ของพวกเขากลับสอนว่าอัลกุรอานไม่สมบุรณ์

เมื่อเราได้พบหลัก ฐานที่ชัดแจ้งขนาดนี้แล้ว ก็อยากให้เราถามดูว่านี่หรือชัยชนะของการเสวนาที่ชีอะฮฺ ยกย่องและภูมิใจ การตะกียะฮฺหลีกเลี่ยงไม่ตอบนี่คือชัยชนะของชีอะฮฺงั้นหรือ และนี่ก็คือตัวอย่างเดียวจากหลายๆตัวอย่างที่คุณสุไลมานได้บิดเบือนไป

สำหรับ ทีมานชีอะฮฺผู้ทำวีดีโอชิ้นนี้ที่อุตส่าแสดงความเขลาออกมาด้วยการขึ้นตัว อักษรว่า "เกินจริงเหรอ" ก็ขอตอบว่า โครตจริงครับ น้องตะกียะฮฺ เอ๋ย

อ้อ ในวีดีโออันที่สองผมเห็นแว่บๆ ว่ามีตัวอักษรขึ้นใหญ่เลยว่า ชีอะฮฺท้าสาบานมุบาฮาละฮฺ ใครจะรับคำท้าบ้าง ก็ขอตอบว่าเมื่อเห็นการตะกียะฮฺกันขนาดนี้แล้ว จะกลัวกันอีกหรือ ผมคนนึงล่ะครับที่ขอรับคำท้าสาบานมุบาฮาละฮฺ

แต่ถ้าชีอะฮฺจะมาหา ทางออกด้วยวิชามารตลอดกาลว่า เราไม่ยอมรับตัฟซีรอัลกุมมี ก็อยากบอกว่า สายไปแล้วล่ะครับ ในวีดีโอดังกล่าวนั้นคุณสุไลมานก็ออกปากยอมรับตัฟซีรอัลกุมมีเอง และกรุณาอ่านความยิ่งใหญ่ของตัฟซีรอัลกุมมีจากเว็บไซต์ชีอะฮฺภาษาไทยได้ที่

http://www.quranrasul.com/quranrasul/content/view/112/99/

อัลจาซีร่ารายงานว่า 
ในอินโดมีการบิดเบือนกุรอานมากที่สุด
http://www.iqna.ir/th/news_detail.php?ProdID=740397

ฝ่ายข่าวต่างประเทศ : ทางสถานีโทรทัศน์ อัลจาซีร่า ได้รายงานในเรื่องนี้ว่า ร้อยละ 90 ของกุรอานที่มีอยู่ในอินโดนีเซีย (ประเทศอิสลามที่ใหญ่สุด) จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ที่ไม่ใช่อิสลาม ซึ่งทำให้กุรอานที่มีอยู่ในอินโดมีการบิดเบือนและมีข้อผิดพลาดอย่างมาก.

ตามรายงานสำนักข่าวกุรอาน(อิคนอ) โดยรายงานจากแหล่งข่าว อัลวัฟดฺ ว่า อาดันก์ กัรตานา ผอ.สำนักพิมพ์กุรอานแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ได้เปิดเผยในเรื่องนี้ว่า การจัดพิมพ์กุรอานที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากขาดความไตรตรองและสะเพร่า จะเกิดขอผิดพลาดและไม่เหมาะสมกับฐานะภาพอันสูงส่งของกุรอาน.

เขากล่าวว่า กุรอานฉบับที่สำนักพิมพ์ได้จัดพิมพ์ ขึ้นมา มีข้อผิดพลาดหลายอย่าง ซึ่งหลังจากที่ได้ให้ทางองค์กรศาสนาตรวจทาน และได้ส่งคืนกลับยังสำนักพิมพ์ เพื่อแก้ไข แต่ทางสำนักพิมพ์ก็เฉยเมย ตั่งใจที่จะพิมพ์เหมือนเช่นเดิม. ในขณะเดียวกันทางผู้บริหารซึ่งไม่ใช่ชาวมุสลิม ก็ได้ยืนกรานในความถูกต้องของสิ่งนี้ ว่า ไม่มีข้อผิดพลาด.

ในปี 1957 ทางกระทรวงกิจการศาสนาอินโดนีเซีย ได้จัดตั่งสมาพันธ์คณะตรวจสอบแก้ไขกุรอาน และได้จัดตั่งสถาบัน โรงพิมพ์อัลกุรอานขึ้นมา เพื่อทดแทนสำนักพิมพ์ของอินเดียและอาหรับ.739638


วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ขบวนการลวงโลก


ขบวนการลวงโลกจากเว็บยอมใหญ่


http://www.muslimthai.net/mnet/index.php?p=a&bNo=43&qNo=3915&kword=


อัลก็อนดูซีย์ อุลามาอ์ของชาวซุนนะห์หรือชีอะห์
“มีเรื่องแปลกที่สุดในประเด็นนี้ คือ ฮะดีษที่มีการบันทึกไว้ในหนังสือ
ของอุละมาใหญ่ ท่านหนึ่งของซุนนี เอง ซึ่งสอดคล้อง ตรงกันกับตำรา
ของชีอะฮ์ ที่มีมานานแล้วนับพันปี ดังนี้

رَوَى سليمان بن إبراهيم القندوزي الحنفي ، المتوفى
 سنة : 1294 هجرية ، بالإسناد إلى جابر بن عبد الله قال
 : قال رسول الله ( صلَّى الله عليه و آله ) : " يا جابر إن أوصيائي
 و أئمة المسلمين من بعدي أولهم علي ، ثم الحسن ،
 ثم الحسين ، ثم علي بن الحسين ، ثم محمد بن علي
 المعروف بالباقر ـ ستدركه يا جابر ، فإذا لقيته فأقرأه مني
 السلام ـ ثم جعفر بن محمد ، ثم موسى بن جعفر ، ثم علي
 بن موسى ، ثم محمد بن علي ، ثم علي بن محمد ، ثم الحسن
 بن عل
ي ، ثم القائم ، اسمه اسمي و كنيته كنيتي ، محمد بن
 الحسن بن علي ذاك الذي يفتح الله تبارك و تعالى على يديه
 مشارق الأرض و مغاربها ، ذاك الذي يغيب عن أوليائه غيبة لا
 يثبت على القول بإمامته إلا من إمتحن الله قلبه للإيمان " [1]
 . [1] ينابيع المودة : 2 / 593 ، طبعة المطبعة الحيدرية ، النجف / العراق

ท่านสุลัยมาน บิน อิบรอฮีม อัลก็อนดูซีย์ อัลฮะนะฟีย์ เสียชีวิต
เมื่อ ฮ.ศ ๑๒๙๔ รายงานโดยสายสืบไปถึงท่านญาบิร บิน
อับดุลลอฮ์ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ ได้กล่าวว่า โอ้ญาบิร
แท้จริงบรรดาทายาทของฉัน และบรรดาอิมามของมุสลิม
ภายหลังจากฉันนั้น บุคคลแรกของพวกเขาคือ อะลี
ต่อจากนั้นคือ ฮะซัน ต่อจากนั้น คือ ฮุเซน ต่อจากนั้นคือ
อะลี บิน ฮุเซน ต่อจากนั้น คือ มุฮัมมัด บิน อะลี ผู้ถูกรู้จัก
ในนามว่า บากิร โอ้ญาบิรเอ๋ย เจ้าจะทันพบกับเขา
ดังนั้นเมื่อเจ้าพบกับเขา ก็จงอ่านสลามจากฉันให้แก่เขาด้วย
ต่อจากนั้น คือ ญะอ์ฟัร บิน มุฮัมมัด ต่อจากนั้น คือ มูซา
บิน ญะอ์ฟัร ต่อจากนั้น คือ อะลี บิน มูซา ต่อจากนั้น คือ
มุฮัมมัด บิน อะลี ต่อจากนั้น คือ อะลี บิน มุฮัมมัด
ต่อจากนั้น คือฮะซัน บิน อะลี ต่อจากนั้น คือ อัลกออิม
ผู้ดำรงอยู่ ชื่อของเขา คือชื่อของฉัน ฉายานามของเขา
คือ ฉายานามของฉัน มุฮัมมัด บิน ฮะซัน บิน อะลี
เป็นผู้ที่อัลลอฮ์จะเปิดเผยอาณาจักรแห่งแผ่นดินทั้ง
ตะวันออกและตะวันตกให้แก่เขา เขาผู้นี้เองที่จะอยู่ลับตา
ไปจากบรรดามวลมิตรของเขา ด้วยการลับหายไปวาระหนึ่ง
จนไม่มีคำกล่าวยืนยันในตำแหน่งอิมามของเขา
เว้นแต่ผู้ที่อัลลอฮ์จะทดสอบหัวใจของเขาด้วยความศรัทธาเท่านั้น

จากหนังสือ ยะนาบีอุลมะวัดดะฮ์ 2/593 พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ฮัยดะรียะฮ์ เมืองนะญัฟ อิรัก”

.......................................................................................................................................................




               ข้อความที่ชีอะห์จาก เว็บยอมใหญ่ เสนอ ตามที่นำมา
แสดงข้างต้นนี้ เขาอ้างว่า เป็นฮะดีษของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม
โดยท้ายข้อความได้ระบุชื่อหนังสือ,ชื่อสำนักพิมพ์และสถานที่พิมพ์ไว้เรียบร้อย  
 ซึ่งทำให้เราแปลกใจยิ่งนักว่า ทำไมตำราของชาวซุนนี จึงถูกพิมพ์
ที่แหล่งรวมของชาวชีอะห์

                และยิ่งเขากล่าวว่า เป็นฮะดีษที่มีการบันทึกไว้ในหนังสือ
ของอุละมาใหญ่ท่านหนึ่งของซุนนีเอง ก็ยิ่งทำให้เรา ประหลาดใจมากยิ่งขึ้นว่า
ถ้าหากข้อความที่อุลามาอ์ใหญ่คนดังกล่าวนำมาระบุในตำราของเขามี
ความถูกต้อง เพราะเหตุใดเขาจึงไม่เข้ารีตชีอะห์ แต่เขากลับได้ชื่อว่
าเป็นอุลามาอ์ของชาวซุนนะห์ เรื่องนี้มีสิ่งใดแฝงเร้นอยู่  เป็นประเด็น
ที่ทำให้เราอยากรู้ความจริงยิ่งนัก

                เมื่อเราแกะรอยบุคคลที่เขาอ้างว่า เป็นอุลามาอ์ใหญ่ของ
ชาวซุนนีชื่อ สุลัยมาน บิน อิบรอฮีม อัลก็อนดูซีย์ อัลฮะนะฟีย์ 
เราก็ได้ประจักษ์ข้อเท็จจริงดังนี้
القندوزي الحنفي (1220-1270 هـ=1805-1853)
هو سليمان بن
 خوجه إبراهيم قبلان الحسيني الحنفي النقشبندي القندوزي


อัลก็อนดูซีย์ อัลฮะนาฟีย์ (1220 – 1270 ฮิจเราะห์ศักราช = 1805 – 1853)
เขาคือ สุไลมาน บิน เคาญะห์ (หรือค่อวาญะห์)  อิบรอฮีม กุบุลาน 
อัลฮุซัยนีย์ อัลฮะนาฟีย์ อัลนักชะบันดีย์ อัลก็อนดูซีย์  (อัลอะอ์ลาม 3/125)

               คำว่า อัลนักชะบันดีย์ คือชื่อของฏอรีเกาะห์ (สายหนึ่ง)
ของกลุ่มซูฟีย์  ซึ่งเป็นการระบุว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้เลื่อมใสในซูฟีสาย
นักชะบันดีย์ และคำว่า อัลฮะนาฟีย์ หมายถึงเขาเลื่อมใสในแนวทาง
ของมัสฮับฮะนาฟีย์
                ก่อนที่จะกล่าววิจารณ์ในประเด็นใดต่อไป ก็ขอกล่าวถึงคำว่า
ซุนนี กับ ชีอีย์ (ชีอะห์) สักเล็กน้อยว่า ความเข้าใจของผู้คนโดยทั่วไป
หรือแม้กระทั่งแนวคิดของชีอะห์เองนั้น มักจะอ้างว่า คนที่อยู่นอกรีดชีอะห์
จะถือว่าเป็นชาวซุนนีย์ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพวกใดหรือกลุ่มใดก็ตาม
                ดังนั้นเมื่อมีคำว่า “อัลฮะนาฟีย์” ถูกกำกับท้ายชื่อของเขาด้วย
ก็ทำให้ชีอะห์กระพือปีกแล้วโพทะนาว่า อุลามาอ์ของชาวซุนนีย์ใน
มัซฮับฮะนาฟีย์ ก็มีคำรายงานตรงกับตำราของชาวชีอะห์ ดังที่เว็บ
ยอมใหญ่นำมาโกหกให้ได้เห็น
                โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีอุละมาอ์ของชีอะห์จำนวนไม่น้อย
ที่เล่นบทตะกียะห์ (อำพรางตน) เข้ามาแฝงร่างอยู่กับชาวซุนนะห์
แล้วแพร่กระจายแนวคิดชีอะห์ในหมู่พี่น้องมุสลิม และบางคนถึงกับ
แต่งตำราอ้างฮะดีษเก้ ผสมนิยายประวัติศาสตร์ออกสู่สายตาผู้คน
และหนึ่งในบุคคลที่กล่าวถึงนี้ก็คือ สุไลมาน บิน อิบรอฮีม อัลก็อน
ดูซีย์ อัลฮะนาฟี  ซึ่งเขาเป็นชีอะห์ รอฟิเฏาะห์ ไม่ใช่ชาวซุนนะห์
แต่อย่างใด
                แม้ว่าเขาจะอำพรางตน หลอกผู้คนทั่วไปให้กล่าวขาน
คำท้ายชื่อของเขาว่า อัลฮะนาฟีย์ และสร้างความเข้าใจผิดให้แก่
ผู้คนว่าเขาเป็นชาวซุนนี  แต่นักวิชาการซุนนะห์ก็ประจานความหน้าไหว้
หลังหลอกของเขาออกมาให้เห็น เช่นท่านซุบกีย์ ได้กล่าวว่า

 وهو رافضي والرافضة عند الأحناف كفار

“
เขาเป็นชีอะห์รอฟิเฏาะห์ และรอฟิเดาะห์ในทัศนะของฮะนา
ฟีนั้นคือ กาเฟร”  (หนังสือฟะตาวาของอัสซุบกีย์ 2/590)

 ولا يستقيم أن يكون
 القندوزي حنفيا ورافضيا فإن الرافضة عند الأحناف كفار

“
และอัลก็อนดูซีย์นั้นไม่ได้อยู่ในสถานะของ ฮะนาฟี (ซุนนี) 
และรอฟิเฏาะห็ (ชีอะห์) พร้อมกัน เนื่องจากบรรดารอฟิเฏาะห์
ในทัศนะของฮานะฟีนั้นคือ กาเฟร” (หนังสือฟะตาวาของ
อัสซุบกีย์ 2/590)

                 คำพูดข้างต้นนี้เป็นการชี้ตรงประเด็นว่า เขาจะเป็น
ซุนนะห์และชีอะห์ในเวลาเดียวกันไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะถ้าเขา
อยู่ในมัซฮับฮะนาฟีจริง ก็เท่ากับเขาฮุก่มตัวเองว่าเป็นกาเฟร 
ตามที่บรรดานักวิชาการของมัซฮับฮานาฟีได้ตัดสินว่า ชีอะห์
รอฟิเฏาะห์ เป็นกาเฟร เช่น

  وكان أبو يوسف صاحب أبي
 حنيفة يقول: « لا أصلي خلف جهمي ولا رافضي ولا قدري»

“และอบู ยูซุบ เพื่อของอิหม่ามฮะนาฟี กล่าวว่า : ฉันจะ
ไม่ละหมาดตามหลังพวกญะฮ์มียะห์ และพวกรอฟิเฏาะห์ 
หรือแม้กระทั่งพวกก็อดรียะห์”  (หนังสืออธิบายรากฐาน
การศรัทธาของอะห์ลิสซุนนะห์ โดยลักละกาอีย์ 4/733)

                และในขณะที่ชาวซุนนะห์ ยกย่องท่านอบูบักร์,
ท่านอุมัรและศอฮาบะห์ท่านอื่นๆ แต่ชีอะห์ รอฟิเฏาะห์
กลับด่าท่านอบูบักร์, ท่านอุมัร และบรรดาศอฮาบะห์
ดังนั้นซุนนะห์และชีอะห์จึงเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวัน
บรรจบกันได้

                 ชีอะห์ผู้นี้ไม่ใช่แค่เพียงแสดงภาพหลอกพี่น้อง
มุสลิมไปเข้ารีตของพวกเขาเท่านั้น  แต่เขายังเขียนตำรา
ประเภทจริงปนเท็จไว้หลอกคนรุ่นหลังอีกต่างหาก และตำรา
ของเขานี้แหละ จะบอกตัวตนที่แท้จริงของเขา ได้ดีกว่า
การที่ผู้อื่นจะกล่าวถึงเขา

                ตำราที่โด่งดังของชีอะห์ผู้นี้มีชื่อว่าหนังสือ
ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะห์ เหตุที่เรากล่าวว่าเป็นตำราที่โด่งดังนั้นคือ
ทางด้านจริงปนเท็จ ซึ่งรวมไว้ด้วยฮะดีษอุปโลกน์มากมาย
หนึ่งในนั้นคือต้นที่ เว็บยอมใหญ่ เอามาหลอกชาวบ้านตามที่
แสดงให้เห็นข้างต้น หรืออย่างเช่นเรื่องอุปโลกน์ต่อไปนี้

 « توضع يوم القيامة منابر حول العرش لشيعتي وشيعة أه
ل بيتي المخلصين في ولايتنا ويقول الله تعال
ى: هلمو يا عبادي لأنثر عليكم كرامتي فقد أوذيتم في الدنيا»
“ธรรมมาส จะถูกวางเรียงรายรอบ อะรัช เพื่อชีอะห์ขอ
งฉันและชีอะห์ของอะห์ลุ้ลบัยต์ของฉัน พวกเขาคือบรรดา
ผู้บริสุทธิ์ใจในการปกครองของพวกเรา และอัลลอฮ์ 
ผู้ทรงสูงส่งจะกล่าวว่า มานี่เถิด โอ้บ่าวของข้า เพื่อข้า
จะได้แผ่ความใจบุญของข้าให้แก่พวกเจ้า  เพราะพวกเจ้า
โดนทำร้ายในดุนยามาแล้ว”  (ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะห์ 1/56)

                ข้อความข้างต้นนี้ไม่มีบันทึกในตำราฮะดีษเล่มใดๆเลย
และที่สำคัญก็คือ ข้อความที่กล่าวอ้างว่า พระองค์อัลลอฮ์ได้
ทรงกล่าวว่า โอ้บ่าวของข้า............. ซึ่งเป็นการแอบอ้างวะฮีย์
ของอัลลอฮ์ และกล่าวเท็จต่อพระองค์อัลลอฮ์อย่างร้ายกาจที่สุด

                และนี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งจากเรื่องอุปโลกน์ในตำราเล่มดังกล่าว
 عن جابر قال : قال رسول الله صلى الله عليه وآله
 : أنا سيد النبيين وعلي سيد الوصيين وإ
ن أوصيائي بعدي إثنا عشر أولهم علي وآخرهم القائم المهدي

“จากญาบิร กล่าวว่า : ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะ
ซัลลัม กล่าวว่า ฉันเป็นนายของบรรดานบี และอาลีเป็นนาย
ของบรรดาวะซีย และบรรดาวะซีย์หลังจากฉันนั้นมีสิบสองคน 
คนแรกของพวกเขาคือ อาลี และคนสุดท้ายของพวกเขาคือ 
อัลกออิม อัลมะห์ดี”  (ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะห์ 3/104)

            คำวิจารณ์ของนักวิชาการชาวซุนนะห์ และตัวอย่างเรื่อง
อุปโลกน์เท่าที่แสดงให้เห็นข้างต้นนี้ คงเพียงพอแล้วที่จะยืนยันอะกีดะห์
ที่แท้จริง ของ สุไลมาน บิน อิบรอฮีม อัลก็อนดูซีย์ อัลฮะนาฟี บุคคล
ที่ชีอะห์ เว็บยอมใหญ่ ประโคมข่าวว่า เขาเป็นอุลามาอ์ของชาวซุนนะห์
แต่ความจริงแล้วเขาคือชีอะห์จอมลวงโลก และเว็บยอมใหญ่ก็ขานรับ
นำเรื่องโกหกนี้มาหลอกลวงคนไทยอีกทอดหนึ่ง
                พวกเขาโกหกกันเป็นขบวนการ โดยไม่มียางอาย
 ด้วยเหตุที่ “ตะกียะห์” หรือการอำพรางนั้นเป็นรากฐานศาสนาของพวกเขา

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มะกอกสามตะกร้า

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ



ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า หลักการของศาสนาอิสลาม มาจาก 2 แหล่ง คือ
1.กุรอาน
2.ซุนนะห์ (แนวทาง กิจปฏิบัติ รวมทั้งคำพูด) ของท่านศาสดา

หลัก การใดขัดแย้งไปจากนี้ถือว่า ไม่ใช่หลักการอิสลาม และหากหลักการใดมีการขัดแย้งกันเอง ให้ถือว่ากุรอานคือข้อตัดสินขั้นเด็ดขาดครับ

การพ้นไปจากศาสนาอิสลามนั้น ในภาษาอาหรับ คือ “ริดดะฮฺ” ซึ่งแปลว่า การหันหลังให้ ส่วนผู้ที่กระทำการดังกล่าว เรียกว่า มุรตัด ซึ่งเป็นที่เข้าใจในหลาย ๆ ครั้งว่า โทษคือการประหารชีวิต ... แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาจากกุรอาน เราจะพบว่า กุรอานได้บัญญัติเรื่องการพ้นจากศาสนาไว้ 13 อายะห์ (โองการ) ในแต่ละซูเราะห์ (บท) เช่น

“...จน กว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮ์เท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้” (กุรอาน 2:120) 

“และ ผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85) 

“ผู้ ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่เขาได้รับศรัทธาแล้ว(เขาจะได้รับความ กริ้วจากอัลลอฮ์) เว้นแต่ผู้ที่ถูกบังคับทั้งๆ ที่หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา แต่ผู้ใดเปิดหัวอกของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธา พวกเขาก็จะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่าง มหันต์” (กุรอาน 6:106)

แต่จากทั้งหมด พบว่า ไม่มีโองการใดเลยที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับบนโลกนี้ โทษทั้งหมดถูกระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น

ถึงแม้ว่า จะมีการก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีโองการใดระบุว่าต้องทำโทษหรือประหารผู้ที่หลุดพ้นจากศาสนา อาทิเช่น ซูเราะห์อัล บากอเราะห์ อายะห์ที่ 217 ความว่า

“...และ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกไปจากศาสนาของเขา แล้วเขาตายลง ขณะที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละบรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล”

นักการ ศาสนาบางท่านให้ความเห็นว่า การพ้นจากศาสนานั้น เป็นความผิดที่เขาผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเอง ซึ่งหากว่ามีการลงโทษประหารชีวิตด้วยเหตุผลของการพ้นจากศาสนาจริง มันก็จะไปขัดแย้งกับโองการที่ว่า -

"ไม่ มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา อิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต(ซัยตอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใด ๆ เกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (กุรอาน 2:256)

เมื่อไม่มีการระบุการลงโทษในทางโลกที่บันทึกในกุรอานแล้ว หากมามองในแง่ของซุนนะห์ท่านศาสดาจะพบว่า

ครั้งหนึ่ง มีชาวยิวกลุ่มหนึ่ง มาเข้ารับศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาก็ได้ละทิ้งอิสลามและกลับไปสู่ศาสนาเดิม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะห์อาลิอิมรอน อายะห์ที่ 71-73 แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกท่านศาสดาลงโทษแต่ประการใด ... หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาหรับเบดูอิน คนหนึ่งมาหาท่านศาสดาและขอเข้ารับอิสลาม แต่ต่อมาเขาก็ล้มป่วยและมาขอยกเลิกการเป็นมุสลิม (คือ เปลี่ยนจากอิสลามไปเป็นอย่างอื่น) ถึง 3 ครั้ง แต่ทั้ง 3 ครั้งท่านศาสดาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ จนสุดท้ายเขาจึงเดินทางออกไปจากมาดีนะห์ ซึ่งท่านศาสดาก็ไม่ได้กล่าวโทษเอาผิด หรือส่งทหารออกตามล่าแต่อย่างใด

จากบทสรุปในหลายส่วน นักวิชาการมุสลิมให้ความเห็นในหลายด้าน บ้างก็ว่า การพ้นจากศาสนาจำเป็นต้องถูกประหารโดยอ้างเอาหะดิษ ของอิบนุอับบาส ที่ว่า “ผู้ใดเปลี่ยนศาสนาจงฆ่าเขา” หรือหะดิษที่เกี่ยวกับชนเผ่าอูกัลป์เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายโต้แย้ง โดยอ้างหลักฐานจากกุรอานในซูเราะห์ที่ 2 อายะห์ที่ 256 และซุนนะห์ท่านศาสดา โดยวิจารณ์ว่าการสังหารที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคดีความอื่น (เช่นการปล้น) ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนศาสนา

โดยทั้งนี้มีหลักฐานบางประการจากคอลีฟะห์อุมัร (รด.) ว่าท่านได้สั่งให้ทหารของท่านจัดการกับผู้เปลี่ยนศาสนาอย่างสันติวิธี หรือหากชักชวนไม่ได้ผล ก็ควรจำคุกดีกว่าการประหารนักวิชาการมุสลิมจึงให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนศาสนาของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ควรจำกัดให้เป็นโทษแบบตะอฺซีร (คือ อยู่ในดุลพินิจของผู้พิพากษา) หากการเปลี่ยนศาสนานั้นไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ หรือแค่แนะนำ ตักเตือน แต่หากการเปลี่ยนศาสนามีผลต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเปลี่ยนด้วยเจตนาของการก่อกบฏต่อรัฐ ก็อาจจำคุก หรือประหารชีวิตได้ ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการยอมรับมากกว่า ทัศนะของบางมัซฮับ (สำนักคิดทางนิติศาสตร์อิสลาม) ที่กล่าวว่ามันเป็นโทษประเภท ฮัด (ความผิดที่ชัดเจน)

สิ่งที่เราควรย้อนไปพิจารณาที่มาของการกำหนดโทษประหาร นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ในสมัยแรกเริ่มของการจัดตั้งอาณาจักรอิสลามนั้น มีผู้คนที่เข้ามานับถือศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุผล 3 อย่างคือ 1. ศรัทธาในศาสนา 2.ต้องการได้รับผลประโยชน์ทางการค้าและการเมือง ในฐานะที่เป็นพลเมืองมุสลิม และ 3. คือ เข้ามาหาข่าว หรือ เป็นพวกสอดแนมจากฝ่ายศัตรูของมุสลิม

การกำหนดโทษของการประหาร จึงเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่ความมั่นคงของศาสนา และ เป็นการพิสูจน์ว่า ผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามนั้น คือ ผู้ที่จิตใจของเขา ศรัทธาและมั่นคงในอิสลามอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแล้ว

บรรดา ผู้ที่เกลียดชังอิสลามนั้น ต่างพยายามหาข้อโจมตีศาสนาอิสลามในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้พิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมว่า ... อิสลามนั้นไม่ได้บังคับให้ใครต้องมานับถือศาสนา ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะเข้าใจในศาสนาอิสลาม ความจริงแล้วอิสลามกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะปฏิญาณตนเป็น มุสลิมนั้น คือ ผู้ที่จิตใจของเขาศรัทธามั่นในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และ พร้อมที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ ของศาสนาได้อย่างสมบูรณ์

หากไม่สามารถศรัทธา และ ปฏิบัติได้ตามที่บัญญัติไว้แล้ว ... การเป็นมุสลิมของเขาก็ไม่ถูกต้อง

...แล้วเหตุใด ศาสนาอิสลาม จึงต้องกลายมาเป็นจำเลย ให้กับ ความไม่จริงใจและความกลับกลอก ของบุคคลเหล่านี้ ฮืม
   http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/401/7401/images/Adam/islam/musachi1/normal_Mecca.jpg


   ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน


มีคำถามหนึ่งได้ถามมายังผมว่า “ เหตุใด การเป็นมุสลิม ต้องศรัทธา ในโลกหน้า”
คำถามนี้ ผมขอแยกเป็น 2 คำถามย่อย เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ
1.ทำไมต้องศรัทธา
2.เหตุผลของการศรัทธา คืออะไร


1.ทำไมต้องศรัทธา?

คำตอบที่ง่ายที่สุด และ เป็นเหตุผลของตัวมันเอง ก็คือ เพราะเป็นมุสลิม จึงต้องศรัทธาโลกหน้า... ถ้ายังงง เราลองย้อนไปดูหลักศรัทธา ของการเป็นมุสลิมกันก่อนดีกว่ามั้ย ครับ

หลักการศรัทธาของอิสลามนั้น มี 6 ประการหลัก ๆ ข้อแรก คือ การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และข้อที่ 5 คือ การศรัทธาในโลกหน้า
สิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์ความจริง และการยอมรับศรัทธาในเรื่องโลกหน้านั้น มี 3 หนทางด้วยกัน

1.1 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ตรัสไว้
1.2 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะท่านศาสดา ได้กล่าวไว้


1.1 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า ตรัสไว้

กุ รอาน นั้น คือ คำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะส่วนหนึ่งส่วนใด หรือ ทั้งหมดก็ตาม กุรอานเองยืนยันตัวมันเองว่า ทุกส่วนของมันนั้น คือ คำตรัสของพระเจ้า และคำตรัสของพระเจ้า ย่อมเป็นสิ่งสัตย์จริงเสมอ

“..อัลกุรอานนั้น มิใช่อะไรอื่นนอกจากคำตักเตือนสำหรับประชาชาติทั้งหลายเท่านั้น” (กุรอาน 6: 90)

“ พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความ ขัดแย้งกันมากมาย” (กุรอาน 4: 82)

“ และอัลกุรอานนี้มิใช่จะถูกปั้นแต่งขึ้นโดยผู้ใดนอนจากอัลลอฮ์ เป็นการยืนยันคัมภีร์ที่มีมาก่อน และเป็นการจำแนก ข้อบัญญัติต่าง ๆ ในนั้น ไม่มีข้อสงสัยในคัมภีร์นั้น ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก” (กุรอาน 10: 37)


กุรอาน หรือ คำตรัสของพระผู้เป็นเจ้านั้น ได้บอกแก่เราถึงเรื่องความตาย และ เรื่องโลกหน้าไว้ในหลายส่วนด้วยกัน เช่น


"ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน " (กุรอาน 21: 35)

“ผู้ที่ศรัทธาในคัมภีร์ ที่เราได้ส่งมาให้แก่เจ้า และในคัมภีร์ที่เราได้ส่งมา ก่อนหน้าเจ้า และเชื่อมั่นในโลกหน้า” (กุรอาน 2:4 )

“และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะห์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ? (กุรอาน 6:32 )

“และแท้จริงบรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อโลกหน้านั้น เราได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้วซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ” (กุรอาน 17:10 )



1.2 การศรัทธาในโลกหน้า เพราะ เป็นสิ่งท่านศาสดา กล่าวไว้

ท่าน ศาสดามูฮัมมัด (ซล.) ได้ถูกกล่าวไว้ว่า ท่านคือ ผู้นำ และ ผู้สืบสาส์นจากพระเจ้า มายังมนุษย์ ทุกสิ่งที่ท่านกล่าวหรือ บอกให้เรารู้นั้น ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง หากแต่มาจากการดลใจของพระผู้เป็นเจ้า

“..และเจ้าจงปฏิบัติตามที่ถูกวะฮีย์ (ดลใจ)แก่เจ้าและจงอดทน..” (กุรอาน 10:109 )

“และในทำนองนั้น เราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาไว้เป็นข้อชี้ขาดที่เป็นภาษาอาหรับ…” (กุรอาน 13:37 )

“และ จงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮี (ดลใจ) แก่เจ้า จากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงคำกล่าวของพระองค์ และเจ้าจะไม่พบที่พึ่งใด ๆ เลยนอกจากพระองค์” (กุรอาน 18:27 )

จาก อบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อัล อาศ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "คนหนึ่งคนใดในพวกท่าน ไม่มีศรัทธา (ที่แท้จริง ที่สมบูรณ์) จนกว่าความต้องการ ของเขาจะตาม (เห็นด้วยกับ) สิ่งที่ฉันได้นำมา (สอนแก่ท่าน)" ( หะดีษหะซัน เศาะฮีหฺ)


ท่านศาสดา ได้กล่าวถึงเรื่องโลก หรือ กล่าวพาดพิงไปยังโลกหน้า ( กิยามะห์ และ อาคิเราะห์ ) ไว้ เช่น


"พึง ทราบเถิดว่า ผู้ใดก็ตามที่กดขี่ต่อ ผู้มีพันธะสัญญา หรือ ล่วงละเมิด หรือ ให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เกินกำลังของเขา หรือ เอาสิ่งใดจากเขา โดยที่เขาไม่เต็มใจ ดังนั้น ฉันจะโต้แย้งกับเขาในวันกิยามะฮ" (รายงานโดยอบูดาวูด)

จาก อบู ฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

" ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และศรัทธาต่อวันสุดท้าย เขาจักต้องพูดจาที่ดีๆหรือไม่ก็เงียบ และผู้ใดศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้าย เขาจักต้องให้เกียรติเพื้อนบ้านของเขา และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย เขาจักต้องให้เกียรติแขกของเขา" ( หะดีษนี้ บันทึกโดย บุคอรี มุสลิม)


หะดิษ ( คำพูด) นี้มีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ สังเกตให้ดีจะเห็นว่า ท่านศาสดานั้น เน้นย้ำอยู่กับ 2 สิ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ พระผู้เป็นเจ้า และ วันสุดท้าย หรือ โลกหน้า อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความสำคัญของการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้านั้น มีปลายทางอยู่ที่ การเดินทางสู่โลกหน้านั่นเอง


ดัง นั้น จะเห็นได้ว่า หลักฐานการอ้างอิงเรื่องโลกหน้า นั้น มิใช่การนึกฝันหรือ พูดเอาเองจากใคร หากแต่มีหลักฐานชัดแจ้งมาจาก พระผู้เป็นเจ้า และ ผู้นำสาส์นของพระองค์ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้ที่ยอมรับในศาสนาอิสลาม จะปฏิเสธความศรัทธาในเรื่องนี้

หากเราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า มีพระเจ้าที่แท้จริงอยู่แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ตรัสเล่า?

หาก เราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า กุรอานนั้นคือ ความสัตย์จริงบนโลกแห่งการหลอกลวงใบนี้แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่กุรอาน กล่าวว่า มันมีอยู่จริงเล่า?

และ หากเราศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเชื่อว่า ท่านศาสดาคือ ผู้นำสาส์นที่แท้จริงจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์แล้ว เช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ศรัทธาในสิ่งที่ท่านศาสดาได้กล่าวตักเตือนเราไว้เล่า ?



หลัก ศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น มิได้ถูกจำแนกแยกย่อยเป็นปัจเจก หรือ ดำรงอยู่อย่างเอกเทศได้ แต่ หลักศรัทธาทั้งหมดนั้น มีที่มาจากหลักการศรัทธาเพียงข้อเดียวคือ “ลาอิลาฮฺ ฮาอิลลัลเลาะห์” หรือ “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลเลาะห์” เราเลือกที่จะศรัทธาข้อนั้น ไม่ศรัทธาข้อนี้ ไม่ได้ เพราะ ดังได้กล่าวแล้วว่า ... การศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาจำแนกแยกย่อยพิจารณา หากแต่ทั้งหมด คือ องค์ประอบที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้


ดัง นั้น การศรัทธาในโลกหน้านั้น จึงมิใช่เป็นการศรัทธาในตัวตน หรือการมีอยู่อย่างเอกเทศของมัน หากแต่มันเป็นผลผลิตของความศรัทธา ที่มีต่อแก่นของศาสนาอิสลาม .... ความศรัทธาสูงสุดของอิสลามนั้นคือ การศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และ การศรัทธาในข้ออื่นๆ นั้น ก็คือ ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการศรัทธา ในพระผู้เป็นเจ้า นั่นเอง …. หากการศรัทธาในศาสนาอิสลามคือต้นไม้ 1 ต้น แก่นของลำต้นนั้นก็คือ การศรัทธาในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว และการศรัทธาในข้ออื่น ๆ ก็คือ บรรดา ใบ ดอก และ ผลของมัน ... แน่นอนว่า ต้นไม้ นั้นอาจอยู่ได้ด้วยแก่นของมัน แต่ มันจะเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ไม่ได้ หากว่า ใบ ดอก และผลของมันไม่งอกเงยออกมา และไม่ถูกยอมรับ


ต้นแอบเปิ้ล จะเป็นต้นแอปเปิ้ลที่สมบูรณ์ได้อย่างไร หากว่า มันไม่เคยมีใบ หรือ ผลแอปเปิ้ลออกมาเลย สักครั้งเดียว.... ความศรัทธาก็เช่นกัน จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เมื่อมันถูกปฏิเสธองค์ประกอบของการศรัทธาทิ้งไป....

   2.เหตุผลของการศรัทธา คืออะไร
  
   กุรอานได้บอกแก่เราว่า
  
   “และ ชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น และแน่นอนสำหรับบ้านแห่งอาคีเราะห์ นั้นดียิ่งกว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ? (กุรอาน 6:32 )
   อิสลามนั้น วางอยู่บนหลักปรัชญาพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ว่า “โลกนี้ถูกสร้างมาเพื่อนเรา แต่เราถูกสร้างมาเพื่อโลกหน้า” อันมีความหมายว่า บรรดาสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ที่เราสัมผัสได้ ล้วนเป็นเพียงการตอบสนองต่อ มายาภาพ สิ่งทั้งหลายที่มากระทบนั้นล้วนไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งที่มีขึ้น แล้วดับไป กุรอานได้อธิบายความรู้สึกเหล่านี้ด้วยประโยคที่ว่า
    
  
   “และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการเล่น และการเพลิดเพลินเท่านั้น..”
    
  
   โองการข้างต้น สะท้อนให้เห็นความไม่มีแก่นสารของสัมผัสเหล่านั้น มันถูกสร้างมาจากพระผู้อภิบาลของมัน เพียงเพื่อการตอบสนองความสุข และ ความทุกข์ บนโลกนี้เท่านั้น เพียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักแสวงหา รู้จักที่จะฝึกจิต และ เรียนรู้การแสวงหาสัจธรรม หรือ ความจริงสูงสุด
    
  
   เมื่อโลกนี้ดับสูญ สิ่งเหล่านี้ก็ดับสูญในรูปลักษณ์ของมัน หน้าที่ของมันในโลกหน้าก็คือ การเป็นพยานยืนยันต่อสิ่งที่มนุษย์ได้เก็บเกี่ยวเอาไปจากมัน ความสวยงามที่เราเห็น จะฟ้องว่า ตอนที่เรามีชีวิตนั้น เราใช้มันทำอะไรบ้าง ... ใช้เสริมสวย ... ใช้เพื่อยั่วยวนราคะจริต หรือ ใช้เพื่อพิจารณาความเป็นไปของโลก ความน่าเกลียด ก็จะฟ้องเราว่า ตอนที่เรามีชีวิตนั้น เราใช้มันทำอะไรบ้าง ... ใช้ทำร้ายคนอื่น ... ใช้เพื่อสร้างความสนุกสนาน หรือ ใช้เพื่อจรรโลงใจเราให้สงบนิ่ง ดังที่กุรอานได้กล่าวว่า
  
   “และ สิ่งใดที่พวกเจ้ามิได้รับนั้น มันเป็นเพียงปัจจัยแห่งชีวิตของโลกนี้ และเป็นเครื่องประดับของมัน(*1*)แต่ที่อัลลอฮ์นั้นดีกว่าและจีรังกว่า(*2*) พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญดอกหรือ ?” (กุรอาน 28:60)
  
   (1) คือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่มนุษย์ เช่น ทรัพย์สมบัติ และความดีต่าง ๆ นั้น มันเป็นเพียงปัจจัยเล็กน้อย ที่พวกเจ้าจะได้ใช้มันในชีวิตนี้เท่านั้น แล้วมันก็จะสูญสลายพินาศไป
   (2) ส่วนที่อัลลอฮ์ทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่บ่าวผู้ยำเกรงนั้น เช่น ผลบุญแห่งการตอบแทน และความโปรดปรานที่ยั่งยืนตลอดไปนั้นย่อมดีกว่าและประเสริฐกว่าปัจจัยที่สูญ สลายยิ่งนัก
  
  
   ดังนั้นสำหรับโลกนี้แล้ว จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า สิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง และ ไม่มีความมั่นคง หากแต่อิสลามนั้น ไม่ได้กล่าวว่า โลกนี้เป็นทุกข์ แต่อิสลามกล่าวว่า โลกนี้คือ บททดสอบ ทุกข์ในโลกนี้ ไม่จริง สุขในโลกนี้ไม่จริง ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการทดสอบ เพื่อการแสวงหา และเพื่อการเข้าใจ
    
  
   ความสุขในโลก มีไว้เพื่อทดสอบตัวมนุษย์เอง ว่าเขาจะหลงใหลไปกับมันหรือไม่ หรือ เพียงพอที่จะใช้ประโยชน์จากมัน ความทุกข์ก็เช่นกัน มีไว้เพื่อทดสอบตัวมนุษย์เอง ว่าเขาจะทุกข์ทรมานไปกับมันหรือไม่ หรือ เรียนรู้ที่จะใช้มันตักเตือนตนเอง กุรอานได้กล่าวว่า
    
  
   “และ เราได้แยกพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ ในแผ่นดิน จากพวกเขานั้นมีคนดี และจากพวกเขานั้นมีอื่นจากนั้น และเราได้ทดสอบพวกเขาด้วยบรรดาสิ่งที่ดี และบรรดาสิ่งที่ชั่ว..” (กุรอาน 7:168)
  
   "ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน " (กุรอาน 21: 35)
    
  
   ทุก ๆ การทดสอบล้วนมีผลตามมา กุรอานได้กล่าวว่า
  
   “...ชีวิต นั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้..." (กุรอาน 2:286)
    
  
   โลกหน้านั้น เป็นโลกแห่งการตอบแทน เป็นโลกที่จีรัง ยั่งยืน สภาพของโลกหน้านั้น ไม่มีใครรู้นอกจากที่กุรอานได้กล่าวไว้ และไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่กุรอานอุปมาโลกหน้าไว้ นอกไปจาก อัลเลาะห์ (ซบ.)
    
  
   “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินจะรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัย นอกจากอัลลอฮ์...” (กุรอาน 27:65)
  
   การเดินทางสู่โลกหน้านั้น ไม่ใช่เรื่องของการตอบแทนความดี ความชั่ว ต้องแยกแยะตรงนี้ก่อน
  
   การ ตอบแทนความดีความชั่วนั้น เป็นเรื่องของการกระทำ เป็นกฎแห่งกรรม ในขณะที่การเข้าสู่โลกหน้านั้นเป็นเรื่องของการศรัทธา กุรอานกล่าวว่า
    
  
   “...ชีวิต นั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้..." (กุรอาน 2:286)
    
  
   “ผู้ ใดปรารถนาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และความเพริศแพร้วของมัน เราก็จะตอบแทนให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ซึ่งการงานของพวกเขาในโลกนี้เท่านั้น และพวกเขาจะไม่ถูกลิดรอนในการงานนั้นแต่อย่างใด ชนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอันใดในโลกอาคิเราะฮ์ นอกจากไฟนรกและสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ในโลกดุนยาก็จะไร้ผลและสิ่งที่พวก เขาได้กระทำไว้ก็จะสูญเสียไป” (กุรอาน 11: 15-16)
    
  
   คุณลักษณะ ประการหนึ่งของอัลเลาะห์ คือ ความยุติธรรม แน่นอนว่าการตอบแทนการกระทำของมนุษย์นั้นก็ถูกวางอยู่บนหลักของความยุติธรรม เช่นกัน เมื่อมนุษย์ทำดี พระองค์ก็จะตอบแทนความดีแก่เขา และเมื่อเขาทำชั่ว พระองค์ก็จะตอบแทนความชั่วแก่เขา แต่สำหรับการตอบแทนในโลกหน้าที่จีรังยั่งยืนนั้น
    
   พระองค์ ได้กล่าวไว้แล้วว่า มีไว้สำหรับผู้ที่ศรัทธาต่อมันเท่านั้น ผู้ที่ไม่ศรัทธานั้น สภาพของเขาในโลกหน้าจึงเป็นได้แค่เพียง ผู้ที่ไม่เชื่อและปฏิเสธต่อโลกหน้า และกฎสำหรับโลกหน้านั้น สิ่งที่ผู้ปฏิเสธจะได้รับก็คือ ไฟนรก เท่านั้น
    
  
   ด้วย เหตุที่ว่า เมื่อเขาไม่เชื่อในโลกหน้า ความดีและความชั่วทั้งหลาย จึงหมดลง และถูกตอบแทนจนหมดเพียงเฉพาะโลกนี้ เมื่อถึงโลกหน้า เขาจึงมีสภาพเหมือนที่กุรอานกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ขาดทุน
    
  
   “...แน่ นอนพวกเขาได้ยังความขาดทุนให้แก่ตัวของพวกเขาเอง และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้นนั้น(คือ บรรดาพระเจ้าปลอม หรือ รูปปั้นทั้งหลาย) ได้หายหน้าจากพวกเขาไป” (กุรอาน 7:53 )
  
   “และ ผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)
    
  
   แต่ สำหรับผู้ที่ศรัทธาแล้ว การได้รับการตอบแทนในปรโลก คือ รางวัลของการศรัทธา ... ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน คำว่า การตอบแทนรางวัลของการศรัทธา กับ การตอบแทนการกระทำ
  
   การตอบแทนรางวัลของการศรัทธา นั้น วางอยู่บนพื้นฐานของการศรัทธา หมายความว่า เมื่อเขาศรัทธา เขาจึงได้รับการตอบแทน ซึ่งก็คือ การที่เขาไม่ต้องลงสู่ไฟนรกอย่างผู้ขาดทุน
  
   ส่วน การตอบแทนการกระทำ ก็คือ เมื่อเขาทำดี มากกว่า ความชั่ว เขาก็สามารถเข้าสู่สวงสวรรค์ได้ แต่หากเขาทำความชั่วมากกว่าความดี เขาก็ต้องไปรับการชดใช้ในนรก
    
  
   ดัง นั้น จะเห็นความแตกต่างก็คือ สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อโลกหน้านั้น การกระทำของเขาจะได้รับการตอบแทนในโลกนี้ แต่โลกหน้านั้น เขาจะกลายเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้กับไฟนรก ไม่มีการพิพากษาใด ๆ ไม่มีการอุทธรณ์ความดี หรือ ความชั่วใด ๆ แก่เขา … ในขณะที่ ผู้ที่ศรัทธานั้น การตอบแทนกระทำของเขา จะถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ ตอบแทนทั้งในโลกนี้ และ ในโลกหน้า สิ่งที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เขาขาดทุนในโลกหน้า ก็คือ การศรัทธาในโลกหน้า นั่นเอง ให้เขาได้มีสิทธิ์ได้รับการพิพากษา ได้มีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือจากบรรดา นบี ( ศาสดา) ส่วนเขาจะไปนรก หรือ สวรรค์ นั่นก็ขึ้นกับการกระทำของเขาเอง
    
  
   ณ จุดนี้คงพอมองเห็นภาพรวมและเป้าหมายของการศรัทธาในโลกหน้าแล้ว ว่ามีเป้าหมาย เหตุผล และบทสรุปเช่นไร การใช้ชีวิตในโลกนี้ ก็เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำนั่นแหละครับ ปลาย่อมคิดว่า โลกที่เห็น ก็คือ โลกที่เต็มไปด้วยน้ำ มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำรอบตัวไปหมด โลกที่ไม่มีน้ำ จะมีอยู่จริงได้อย่างไร ... แต่เมื่อวันหนึ่งที่ได้ขึ้นมาอยู่บนโลกที่ไม่มีน้ำ ก็เพิ่งได้รู้ว่า โลกที่ไม่มีน้ำนั้นมีอยู่จริงๆ ... แต่มันก็สายไปแล้ว
  
   “พระองค์ นั้นคือผู้ที่ได้ส่งร่อซูลของพระองค์มาพร้อมด้วยคำแนะนำ และศาสนาแห่งสัจจะ เพื่อที่จะทรงให้ศาสนาแห่งสัจจะนั้นประจักษ์ เหนือศาสนาทุกศาสนา และแม้ว่าบรรดามุชริกจะชิงชังก็ตาม” (กุรอาน 9:33)
   
  
   ด้วยจิตคารวะ
   Kheedes
    
  
   (สงวนสิทธิ์ หากนำไปเเผยแพร่ กรุณาระบุที่มา)
   http://kheedes.blogspot.com/2008/12/2.html
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม