แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลวงโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลวงโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

โลกนี้ จะเหลือมุสลิมที่แท้จริงซักเท่าไหร

โลกนี้ จะเหลือมุสลิมที่แท้จริงซักเท่าไหร


          ริดดะฮ์ หมายถึง การที่มุสลิมผู้มีสติสัมปชัญญะ และบรรลุศาสนภาวะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ได้ละทิ้งศาสนาอิสลามไปยึดมั่นในการปฏิเสธด้วยความเต็มใจ ผู้ที่ละทิ้งศาสนาอิสลามเรียกว่า "มุรตั๊ด" 

         การสิ้นสภาพจากการเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรือที่เรียกว่า"ตกมุรตั๊ด"นี้ จะเกิดขึ้นได้ 3 ทาง คือ

1. ทางกาย คือ การแสดงออกทางปฏิบัติ เกิดได้หลายประการเช่น
  1. การกราบรูปปั้น ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ฯลฯ โดยถือเป็นสิ่งเคารพสักการะ ตลอดจนการกราบมนุษย์ เช่นบิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่
  2. การกระทำอย่างเปิดเผย โดยการแสดงการเย้ยหยันต่ออัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา ต่อศาสนาอิสลาม ต่ออัลกุรอาน ต่อท่านนะบีมุฮัมมัด 
  3. ร่วมปฏิบัติพิธีสักการะบูชาของศาสนาอื่น เช่น เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในงานบวชนาค ในงานศพ ฯลฯ หรือแต่งกายเป็นภิกษุสามเณร หรือเลียนแบบนักบวชในศาสนาอื่น
  4. ยับยั้งหรือไม่ร่วมมือในการสอนคำกล่าวปฏิญาณตนแก่ผู้ที่ประสงค์จะขอรับนับถือศาสนาอิสลาม
  5. การตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับอัลลอฮ์ พระองค์ทรงตรัสว่า 
         "แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ" (อัลมาอิดะฮ์ 72)
     6. การตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างเขากับอัลลอฮ์ เพื่อขอไถ่โทษหรือล้างบาป ดังเช่นบางศาสนาถือว่า นักบวชเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการรับชำระบาป
     7. การเห็นดีเห็นงามกับการกระทำหรือพิธีกรรมของมุชริก(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ให้ความร่วมมือในการบ่อนทำลายศาสนาอิสลาม สร้างความยุ่งเหยิงปั่นป่วน กดขี่ข่มเหงมุสลิม
     8. การที่มุสลิมผินหลังให้ศาสนาอิสลาม โดยไม่ทำการศึกษาและไม่ปฏิบัติตามบัญญัติของศาสนาอิสลามโดยเจตนา ฯลฯ อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า
        "และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด"(อาละอิมรอน 85)
2. ทางวาจา เกิดได้หลายประการเช่น
  1. การพูดจาดูหมิ่นบทบัญญัติของศาสนา เช่นพูดว่า "ละหมาดแล้วก็ไม่เห็นรวยเลย" ฯลฯ
  2. กล่าวเท็จหรือบิดเบือนบทบัญญัติของศาสนา เช่นพูดว่าไม่ต้องบริจาคซะกาตก็ได้เพราะศาสนาไม่บังคับ หรือกินเหล้าไม่บาป
  3. กล่าวดูหมิ่นอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา หรือเราะซูล หรือมลาอิกะฮ์ เช่นพูดว่า อัลลอฮ์ไม่มีความยุติธรรมเพราะให้ฉันลำบากทุกวัน หรือพูดจาดูหมิ่นดูแคลนเดชานุภาพของพระองค์
  4. ประนามมุสลิมด้วยกันว่าไม่ใช่มุสลิม
  5. ทำการเย้ยหยันเหยียดหยามอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา ศาสนาอิสลาม ท่านนะบีมุฮัมมัด ไม่เชื่อการฟื้นคืนชีพในโลกหน้า การตอบแทนผู้ทำความดีและการลงโทษผู้ทำความชั่ว อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า 
        "จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าต่ออัลลอฮ์และโองการของพระองค์และศาสนฑูตของพระองค์กระนั้นหรือ ที่พวกท่านเย้ยหยันกัน พวกท่านอย่าแก้ตัวเลย แท้จริงพวกท่านได้ปฏิเสธศรัทธาแล้วหลังจากการมีศรัทธาของพวกท่าน" (อัตเตาบะฮ์ 65-66)
     6.  การแสดงความสงสัย เช่น มีความสงสัยในสิ่งที่เป็นบัญญัติศาสนา การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด ฯลฯ
 3. ทางจิตใจ เกิดได้หลายประการ
  1. สงสัยในคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา เช่นการสงสัยว่ามีองค์เดียว หรือหลายองค์ มีจริงหรือไม่
  2. สงสัยในคุณลักษณะกี่ยวกับตัวท่านนะบีมุฮัมมัด  เช่นสงสัยว่าคำสอนของท่านเป็นเท็จหรือจริง หรือสงสัยว่าท่านเป็นศาสนฑูตหรือไม่
  3. สงสัยเกี่ยวกับวันกิยามะฮ์ นรก สวรรค์ ว่ามีจริงหรือไม่
  4. การไม่เชื่อว่า มุชริก(ผู้ตั้งภาคี) หรือกาฟิร(ผู้ปฏิเสธ)อยู่นอกแนวทางของอิสลาม หรือสงสัยว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธหรือไม่ทั้งๆที่เขาแสดงออกอย่างเปิดเผย หรือกล่าวรับรองลัทธิความเชื่อถือของมุชริกและกาฟิรว่ามีความถูกต้อง
  5. การเชื่อมั่นว่าศาสนาอื่นหรือลัทธิความเชื่อถืออื่นมีความถูกต้องสมบูรณ์ และศาสนาอิสลามมีความผิดพลาดและบกพร่อง หรือยอมรับการตัดสินด้วยบทบัญญัติอื่นมีความถูกต้องมากกว่าบทบัญญัติอิสลาม
  6. การเกลียดชังบทบัญญัติอิสลามและซุนนะฮ์ท่านนะบีมุฮัมมัด  ดังที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า
        "ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกเขาเกลียดชังสิ่งที่อัลลอฮ์ ได้ประทานลงมา พระองค์จึงทรงทำให้การงานของพวกเขาไร้ผล" (มุฮัมมัด 9)
    7.  การเชื่อว่าเป็นที่อนุญาติให้มุสลิมละทิ้งศาสนาอิสลามไปนับถือศาสนาอื่นได้
    8.  การแสดงออกอย่างเชื่อมั่นว่ามีพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮ์
        เหตุที่จะทำให้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่าง และพฤติกรรมบางอย่างอาจทำให้เราต้องหลุดพ้นจากอิสลามโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นทุกคนจึงต้องศึกษาบทบัญญัติของศาสนาและยึดหลักการศรัทธาทั้ง ๖ ประการไว้อย่างเคร่งครัด และเมื่อรู้หรือสงสัยว่าตนเองพ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมจะต้องกล่าวปฏิญาณตนใหม่(ชะฮาดะฮ์)โดยทันที
        การสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมจะไม่เป็นผลกับบุคคลดังต่อไปนี้
  • เด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ
  • คนวิกลจริต สติฟั่นเฟือน
  • คนเมาที่ไม่เจตนาเสพสิ่งมึนเมา
  • ผู้ที่ถูกบังคับให้กระทำสิ่งที่ผิด แต่จิตใจยังศรัทธามั่น
          ผู้ที่เป็น "มุรตั๊ด" ผลความดีของเขาที่ได้ปฏิบัติมาจะสูญสลายทั้งหมด ถึงแม้ว่าเขาจะกลับเข้ารับอิสลามใหม่ก็ตาม
http://narater2010.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

เพียงแค่อิมามตรัสว่า"จงเป็น" มันก็จะ"เป็น.
ผู้คนส่วนมากในบ้านเราเมื่อจะพิจารณาถึงหลักความเชื่อในเรื่องของ "ผู้นำ" หลังจากนบีหรือเรื่องของ "อิมามะฮฺ" ตามหลักความเชื่อถือของพวกลัทธิรอฟิเฎาะฮฺแล้ว ก็มักจะศึกษาอย่างฉาบฉวยเพียงแค่ว่า 

มีหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไหม? 

ท่านนบีแต่งตั้งท่านอะลีให้เป็นผู้นำที่ฆอดีรคุมไหม? 

หะดิษ 12 คอลีฟะฮฺคือผู้นำของพวกรอฟิเฎาะฮฺใช่ไหม? เป็นต้น 

ซึ่งหากเราศึกษาประเด็นเหล่านี้อย่างฉาบฉวยจากการนำเสนอของพวกรอฟิเฎาะฮฺที่จะพยายาม "ฝืน" โดยนำหลักฐานมาอธิบายอย่างบิดเบือน ก็มักจะทำให้คนที่ขาดความรู้เกิดการหลงไหลและสุดท้ายก็เข้ารีตเดินหน้าสู่ความเป็นรอฟิเฎาะฮฺไปในที่สุด 

โดยเพียงแค่นึกฝันเอาเองว่ามีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อเรื่อง "อิมามะฮฺ" ของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺ 

ทั้งๆที่หากเราพิจารณาถึงเนื้อแท้ของความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺที่ถูก "ซ่อนเร้น" ไม่เปิดเผยจากอุลามาอ์ฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺแล้ว ผมเองก็มั่นใจหลือเกินว่าคงไม่มีใครที่คิดจะอ้อมแขนรับความเชื่อเรื่อง "ผู้นำที่ถูกแต่งตั้ง" จากนบีตามจินตนาการของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺเป็นแน่แท้ 

อุปมาเรื่องผู้นำหลังจากนบีโดยมีฉากอยู่ที่ฆอดีรคุมซึ่งฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺพยายามจะนำเสนอ ก็อุปมัยดังเรื่อง ความเมตตาของพระเยซูที่สละชีพเพื่อล้างบาปแก่ชาวโลกซึ่งฝ่ายคริสเตียนพยายามจะโน้มน้าวแก่ผู้คนในการเผยแพร่เสมอๆ 

กล่าวคือ หากเราได้เคยมีโอกาศรับฟังเหตุผลและการนำเสนอถึงความเมตตาและสถานภาพของพระเยซูที่ยอมสละชีพเพื่อไถ่บาปชาวโลกแล้ว เราก็มักหลงไหลได้ปลื้มไปกับความยิ่งใหญ่ในตัวของพระเยซูซึ่งมากมายเหลือเกินที่มันสามารถเปลี่ยนคนต่างศาสนิกอื่นๆที่มิใช่มุสลิมให้รับศาสนาคริสต์ได้แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนมุสลิม 

ซึ่งการที่มุสลิมไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองไปรับนับถือศาสนาคริสต์นั้นหาใช่เกิดจากการไม่ศรัทธาต่อพระเยซูหรือนบีอีซา(อลัยฮิสสลาม)แต่อย่างใดไม่ แต่เกิดจากการที่มุสลิมรู้ดีถึงแก่นแท้ในหลักความเชื่อเรื่อง "ตรีเอกานุภาพ" ที่ฝ่ายคริสเตียนได้หยิบยกพระเยซูเป็นภาคหนึ่งของพระเจ้าไป 

ดังนั้นต่อให้เหตุผลเบื้องหน้าในเรื่องของพระเยซูจะดีเลิศน่ารับฟังเต็มไปด้วยเหตุผลหลักฐานมากเพียงใด มุสลิมก็ไม่ "ฉาบฉวย" พอที่จะน้อมรับอากีดะฮฺคริสเตียนอย่างขาดวิจารณญาณนอกจากคนที่ไม่ใช่มุสลิมซึ่งไม่มีพื้นฐานเรื่อง "เตาฮีด" เท่านั้นที่จะน้อมรับเรื่องดังกล่าวได้ 

และเช่นกัน การที่ชาวซุนนะฮฺไม่ยอมน้อมรับหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺนั้นหาได้เกิดจากการที่ฝ่ายซุนนะฮฺเกลียดชังในลูกหลานนบี,ปฏิเสธเหตุการณ์ที่ฆอดีรคุม,ปฏิเสธหะดิษษะกอลัยนฺ(สิ่งหนักสองสิ่ง)และอื่นๆแต่อย่างใดไม่ 

แต่การที่นักปราชญ์ผู้ทรงภูมิธรรมของฝ่ายซุนนะฮฺได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวไปนั้นก็สืบเนื่องจาก "หลักความเชื่อที่เลยเถิด" ของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่มีต่อบรรดาอิมามที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นผู้นำหลักจากนบีตลอดจนความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงของหะดิษต่างๆที่ฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺนิยมแอบอ้างหยิบยกมานำเสนออย่างฉาบฉวยต่างหาก 

ไม่ว่าจะ หะดิษฆอดีรคุมและหะดิษ 12 คอลีฟะฮฺก็ดี 

ดังนั้นสภาพของคนบางกลุ่มที่ตัดสินความเป็นสัจธรรมระหว่าง อะฮฺลุซซุนนะฮฺฯกับรอฟิเฎาะฮฺ เพียงแค่เหตุการณ์ที่ฆอดีรคุมหรือเรื่องผู้นำหลังจากนบี ก็ไม่ต่างอะไรกับคนต่างศาสนิกบางกลุ่มที่ตัดสินว่า "ศาสนาคริสต์คือสัจธรรม" เพียงแค่จากเรื่องราวของการสละชีพเพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติของพระเยซูและความเมตตาอันสูงส่งของท่านนั่นเอง 

จะต่างกันก็ตรงที่ว่าการที่มุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้น้อมรับหลักความเชื่อเรื่องพระเยซูมิใช่ว่าไม่ศรัทธาต่อนบีอีซา 

แต่เกิดจากเหตุผลที่ว่าคริสเตียนเชื่อในพระเยซูอย่างไม่ถูกต้องโดยยกท่านเป็นพระเจ้า แต่สำหรับการที่มี "มุสลิมบางจำพวก" ได้หันหน้าเข้ารีตสู่ลัทธิรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ ก็สืบเนื่องจากว่า "ความไม่เดียงสา" ต่อเนื้อแท้ของหลักความเชื่อในเรื่องอิมามะฮฺของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่ได้เลยเถิดหยิบยกมนุษย์เป็นพระเจ้า แต่แนบเนียนกว่าตรงที่ "ปกปิด" ไม่ยอมนำเสนอแก่คนเอาวาม เพราะกลัวว่าคนจะไม่รับแนวทางชีอะฮฺหากรู้ความจริงดังกล่าวนี้!!! 

ดังนั้นก็เลยนำเสนอเรื่องราวเพียงแค่ว่า 
ท่านนบีแต่งตั้งท่านอะลีเป็นอิมามจริงไหม? 
หรือท่าน 3 คอลีฟะฮฺแรกของอิสลามขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างชอบธรรมหรือไม่? 
ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉาบฉวยในการหาข้อสรุปเป็นอย่างยิ่ง


1. แก่นแท้ของหลักความเชื่อเรื่อง "อิมาม" หรือผู้นำหลังจากท่านนบีของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺ



ถึงจุดนี้ข้าพเจ้าจะขอนำเสนอถึงแก่นแท้ของความเชื่อของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่มีต่อผู้นำหลังจากนบี โดยจะขอหยิบยกคำบรรยายของปราชญ์ชั้นสูงของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺมานำเสนอกัน ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นว่าโดยแก่นแท้แล้ว ผู้นำหลังจากท่านนบีในหลักความเชื่อของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺนั้นไม่แตกต่างอะไรกับพระเจ้าหรือหลักความเชื่อในแบบคริสเตียนที่ได้หยิบยกมนุษย์เป็นพระเจ้านั่นเอง!!!



อัลลามะฮฺ อัลฟากีฮฺ ซัยยิดมุฮัมมัด ริฏอ อัชชัยรอศีย์


ปราชญ์ผู้โด่งดังของรอฟิเฎาะฮฺรายนี้มาจากประเทศอิรัคซึ่งเขาได้บรรยายถึงแก่นแท้ในหลักความเชื่อที่แท้จริงของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺที่มีต่อบรรดา "มนุษย์ทั้ง 12 คน" ที่พวกเขาเชื่อว่านบีได้เลือกสรรให้เป็นผู้นำของอุมมะฮฺอิสลามหลังจากท่านไว้ว่า



"เมื่อใดที่เราได้เรียกหา,ได้สวดอ้อนวอนและขอความจำเริญในปัจจัยยังชีพและความต้องการทางด้านสังคมจากบรรดาอิมาม พึงรู้ไว้เถิดว่าท่านกำลังขอจากบรรดาอิมามผู้ซึ่งทรงอำนาจในการควบคุมดูแลบริหารสากลจักรวาลและทุกๆสิ่ง(บนโลกนี้) และเมื่อใดก็ตามที่บรรดาอิมามได้กล่าวแก่บางสิ่งว่า "จงเป็น"มันก็ "เป็น" ตามที่อิมามได้กล่าวไป (กุนฟะยะกูน)"



ข้อความดังกล่าวนี้ ถอดความมาจากคำบรรยายของเจ้าตัวที่



ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถตรวจสอบได้


จากคำบรรยายที่สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ของหลักความเชื่ออันแท้จริงในเรื่อง "อิมาม" ของฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺจากนักวิชาการรอฟิเฎาะฮฺรายนี้จึงสามารถสรุปออกมาให้เห็นถึงความขัดแย้งกับอิสลามออกเป็น 3 ประการดังนี้



1. รอฟิเฎาะฮฺสามารถสวดอ้อนวอนขอความจำเริญจากบรรดาอิมามของพวกเขาได้

สิ่งนี้ถือเป็นการกระทำที่สวนทางกับหลักการของอัลอิสลามดังคำดำรัสในอัลกุรอานความว่า


{ إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ }
เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ (*1*) และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ (*2*) (อัลฟาติฮะฮฺ:5)



(1) คือมอบการเคารพอิบาดะฮฺทุกประเภท่ให้แก่พระองค์ แต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น โดยปราศจากการให้ผู้หนึ่งผู้ใด หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีหุ้นส่วนในการอิบาดะฮฺดังกล่าว เป็นต้นว่า การวิงวอนขอความช่วยเหลือ การบน การสาบาน และการเชือด ฯลฯ 
(2) ขอความช่วยเหลือในสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฏสภาวการณ์ หรือสิ่งที่ไม่อยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้ 




2. รอฟิเฎาะฮฺเชื่อว่าบรรดาอิมามมีอำนาจในการควบคุมจักรวาลสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงและขัดแย้งกับโองการอัลกุรอานความว่า



{ لَّهُ مُلْكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلأَرْضِ وَإِلَى ٱللَّهِ تُرْجَعُ ٱلأُمُورُ }



อำนาจอันเด็ดขาดแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และการงานทั้งหลายถูกให้กลับไปยังอัลลอฮ.เท่านั้น (*1*) (อัลหะดีด:5)



(1) ทุก ๆ สิ่งย่อมกลับไปหาอัลลอฮ. พระผู้สร้างและพระผู้จัดระบบ ทรงตัดสินชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์ 3. รอฟิเฎาะฮฺอ้างว่าหากอิมามกล่าวสิ่งใดว่า "จงเป็น" มันก็ "เป็น" (กุนฟะยะกูน)ไปตามที่อิมามได้กล่าวไว้สิ่งนี้ถือเป็นการยกบรรดาอิมามให้เสมอเหมือนกับพระองค์อัลลอฮฺอย่างชัดแจ้งเพราะพระองค์ทรงกล่าวว่า

{ بَدِيعُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلأَرْضِ وَإِذَا قَضَىٰ أَمْراً فَإِنَّمَا يَقُولُ لَهُ كُنْ فَيَكُونُ }


พระองค์ผู้ทรงประดิษฐ์ชั้นฟ้า และแผ่นดิน และเมื่อพระองค์ทรงกำหนดสิ่งใดแล้วพระองค์ก็เพียงแต่ประกาศิตแก่สิ่งนั้นว่า จงเป็นแล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นขึ้น-กุนฟะยะกูน- (อัลบะกอเราะฮฺ:117)



สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้หาใช่การใส่ไคล้อย่างเลื่อนลอยหรือนั่งเทียนเขียนโจมตีฝ่ายรอฟิเฎาะฮฺอย่างที่พวกเขามักจะโฆษณาหลอกผู้คนกัน 

อัลเลาะห์ เป็นศิลปินเดี่ยว


อยาตุลลาต อัลฟาลีย์กล่าวว่าอัลลออฺเป็นนักกวี!!



อุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ

นามว่า อยาตุลลาต อัลฟาลีย์ กล่าวว่าอัลลออฺเป็นนักกวี!

วุ่นวายอยู่กับเรื่องจิ๋มนี่แหละ


การมองอวัยวะเพศของคนที่มิใช่มุสลิมไม่บาป






สิ่งที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้หาใช่การใส่ร้ายจากฝ่ายซุนนะฮฺต่อ พวกรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺไม่ เพราะนั่นไม่ใช่อุดมการณ์ของพวกเรา แต่สิ่งที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่นำมาจากตำราชีอะฮฺ(ซึ่งมี ให้ดาวน์โหลดทางเว็บไซต์พวกเขา) โดยที่พวกเราได้ทำการเซฟมาจากหน้าเว็ปไซต์ของพวกเขาเพื่อให้ท่านได้ดูเป็น หลักฐานกันชัดๆ


แปล:

6 ـ باب جواز النظر الى عورة البهائم ومن ليس 
بمسلم بغير شهوة 
บทที่ 6 การอนุมัติให้ดูอวัยวะเพศของสัตว์และของบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม
โดยปราศจากความ กำหนัด (มีด้วยหรือดูอวัยวะเพศแล้วไม่กำหนัด ?
แล้วเอามาตรฐานอะไรวัดว่าแบบไหนกำหนัดอันแบบไม่กำหนัด) 

ริวายัติจาก มุฮัมมัดยะกูบ กุลัยนี(เจ้าของอัลกาฟีอันยิ่งใหญ่) จากอะลีบิน
อิบรอฮิมอัลกุมมี(เจ้าของตัฟซีรกุมมี) จากบิดาของเขาจากอิบนิอุมัร
(หะดีษบทต่อไปนี้นำมาจากหนังสือ อัลกาฟีย์อีกที)

แปล ประโยคที่ขีดเส้นแดง:
อบูอับดิลละฮ์กล่าวว่าการมองอวัยวะเพศของพวกที่ไม่ใช่มุสลิมก็
เท่ากับการมองอวัยวะเพศของลา(แปลว่าไม่บาปเพราะการมอง
อวัยวะเพศ สัตว์ไม่มีข้อห้ามทางศาสนา) 

หะดิษหมายเลขที่ 1406: อิมามญะฟัรศอดิกกล่าวว่าเป็นความจริงที่ว่า
มันคือสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับการมองดูอวัยวะเพศของคน มุสลิมด้วยกัน
และในขณะเดียวกันการมอ งอวัยเพศของคนที่ไม่ใช่มุสลิม
ก็เท่ากับการมองอวัยวะเพศของลา(แปลว่า ไม่บาป) 

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเชื่อว่าฝ่ายชีอะฮฺมักจะอ้างว่าหะดีษดังกล่าว 
ดออีฟ ซึ่งในความเป็นจริงการอ้างในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้
เพราะหากมาตรฐาน ทางศาสนาของฝ่ายชีอะฮฺดีจริงอุลามาอ์ชีอะฮฺ
คงไม่นำหะดิษแบบนี้มาบันทึกให้ ขายหน้าตั้งแต่แรกแล้ว
อย่างไรก็ตามหะดิษชีอะฮฺที่เราได้นำเสนอไปนั้น บันทึกอยู่ในหนังสือ 
วะซาอิลุชชีอะฮฺ ของหัรรุ้ลอามิลี ซึ่งเขานำหะดิษมาจากหนังสือ
อัลกาฟีย์อีกทีนั่นย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าหะดิษที่ ให้ดูของลับกาเฟร
ได้นี้สอเฮี๊ยฮฺตามทัศนะของอุลามาอ์ผู้ยิ่งยงของชีอะฮฺนาม 
ว่าหัรรุ้ลอามิลี เพราะเขาได้กล่าวรับรองหนังสืออัลกาฟีย์ไว้แล้วว่า

ซัย ยิด อัลฮัรรุลอามิลี ปราชญ์ชีอะฮฺผู้รวบรวมตำรา วะซาอิลุช
ชีอะฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า 
: أصحاب الكتب الأربعة وأمثالهم
 قد شهدوا بصحة أحاديث كتبهم وثبوتها
 ونقلها من الأصول المجمع عليها
 , فإن كانوا ثقات تعين قبول قولهم وروايتهم ونقلهم

บรรดาผู้ประพันธ์ตำรา “กุตตุบอัรบะอะฮฺ” (หนังสือ 4 เล่มสำคัญ
ของชีอะฮฺซึ่งรวมอัลกาฟีย์ด้วย)ของชีอะฮฺ ได้พิสูจน์แล้วว่า บรรดา
หะดิษจากตำราเหล่านั้นคือหะดีษซอเฮี๊ยฮฺ!!! จากอูศูลทั้งหมด
ของชีอะฮฺซึ่งเห็นพ้องต้องกัน และหากท่านพิจารณาว่านักปราชญ์
เหล่านั้น เชื่อถือได้ ดังนั้นท่านต้องยอมรับคำพูดและรายงานของ
พวกเขา (วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 20 หน้า 104)

หะดิษบทน้ของรอฟิเดาะฮฺเป็นการเปิดทางไปสู่ การดูคลิปโป๊,
การนุ่งน้อยห่มน้อยและอื่นๆอีกมากที่มาจากพฤติกรรมของกาเฟร 
เพราะดูสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนดูลา

อย่างไรก็ตามมีข้อที่น่าสงสัยว่า การดูของลับของสตรีชาวซุนนี
นั้นเป็นที่หะรอมไหมสำหรับชายชีอะฮฺหากมองจากคำ สอนนี้เพราะ 
เชคมุฟีด หนึ่งในนักปราชญ์ชีอะฮฺที่ซัยยิดสุไลมานเคยรับรองและ
ยังเป็นหนึ่งในผู้วาง รากฐานให้แก่ศาสนาชีอะฮฺด้วยการแบ่งรูกุ่น
อีมานออกเป็น 5 ข้อได้ฟัตวาไว้ว่าชาวซุนนีมิใช่มุสลิมดังนี้

اتفقت الامامية على أن من أنكر إمامة
 أحد من الائمة وجحد ما أوجبه الله
 تعالى له من فرض الطاعة فهو
 كافر ضال مستحق للخلود في النار 
มีมติเป็นเอกฉันท์ในหมู่ผู้รู้อิมามียะฮฺต่อความจริงที่ว่า 
คนหนึ่งคนใดที่ไม่ศรัทธาต่ออิมามะฮฺแม้เพียงคนเดียว
ของอิมามและบรรดาผู้ไม่ ศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮฺถือเป็น
หน้าที่ที่จะต้องเชื่อฟังพวกเขา(บรรดาอิมาม) บุคคลเช่นนั้น
คือผู้ปฏิเสธที่หลง และสมควรพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล 


หนังสือ อัลมะซาอิล หน้าที่ 120 ของ ชัยคฺมุฟีด 

ชาวซุนนีซึ่งไม่ศรัทธาต่อ บรรดาอิมามของชีอะฮฺก็ย่อมเป็น
กาเฟรแน่นอน 

ดังนั้นการดูของลับตลอดจนเอา เราะฮฺของสตรีซุนนีจึงเป็นที่
อนุมัติแก่ชายลัทธิรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺหรือไม่ อุ ลามาอ์ชีอะฮฺ
คนใดรู้บอกที

อนาจารลูกสาวตัวเองก็ได้


โอ้ อัลเลาะห์ อนุญาตให้ทำหนาจารลูกสาวตัวเองได้ 

แม้แต่นบีมูฮัมหมัด ก็เคยทำ

การทำอนาจารลูกสาวเป็นที่อนุมัติในศาสนาชีอะฮฺ!!!!


ฟัตวาต่อไปนี้นำมาจากเว็ปไซต์ของพวกรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺเอง ซึ่งทางทีมงานของเรา

ได้ทำการเซฟหน้าเว็ปเพื่อเก็ยเป็นหลักฐานไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ชมกันเป็นหลักฐาน 

ฟัตวานี้ถูกฟัตวาโดย อยาตุลลาต อับฏอฮีย์ อุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺคนสำคัญในกาล

ปัจจุบัน ซึ่งต้องขอขอบคุณท่าน 


ถาม : ฉันเป็นผู้หญิงอายุ 15 ปี พ่อของฉันเคร่งศาสนามาก 
(ชีอะฮฺอิมามมียะฮฺ) เวลาฉันออกจากบ้านก็คลุมฮิญาบ 
อัลฮั้มดุลิ้ลลาฮฺ แต่พ่อของฉันจูบฉันบ่อยมากที่ระหว่างหน้าอก 
หรือไม่ก็จูบปาก หรือแม้กระทั่งเข้ามากอดฉันทางด้านหลัง
แล้วก็จูบฉันที่คอ 

ดังนั้นฉันก้เลยถามพ่อไปว่า “การกระทำเหล่านี้อนุญาตด้วยหรือ?” 
พ่อของฉันก็ตอบกลับมาว่า “มันฮารอมถ้าหากว่าทำไปด้วยอารมณ์
ทางเพศ แต่ที่พ่อทำก็คือในฐานะความเป็นพ่อ 

และท่านนบีมูฮำหมัด(ศ็อลฯ) ก็เคยจูบที่ปากของลูกสาว
ของท่าน(ท่านหญิงฟาตีมะฮฺ) ที่คอ และก็ที่ระหว่างหน้าอก
ของท่าน และก็จูบแบบใช้ลิ้น เช่นนี้ท่านรอซูลทำลามกกับ
ลูกสาวของท่านหรือปล่าว??? ไม่! 

และถ้าท่านรอซูลทำนั่นก็แสดงว่าเป็นที่อณุญาติแก่ผู้ที่เป็นพ่อ
จะทำแบบนั้น กับลูกสาวของเขา!

(ผู้หญิงก็ได้กล่าวตอไปว่า) และพ่อก็บอกต่อมาอีกว่า “พ่อไม่ได้แตะต้อง
เอาเราะฮฺ(ของลับ) ทั้งทางหน้าและทางด้านหลังเลย และสิ่งที่ไม่ใช่
เอาเราะฮฺทั้งหมดนั้นอนุญาตให้มอง, แตะ สัมผัส, หรือจูบได้” และ

(ผู้หญิงคนนี้ได้กล่าวต่อไปว่า) “ที่พ่อทำอย่างนี้ก็เพราะว่าจะได้
ไม่เป็นห่วงเรื่องตกเป็นเหยื่อของพวก ผู้ชาย, และผู้หญิง
ที่ยอมปล่อยตัวเขาเองให้แก่ผู้ชายคนใดก็ตามก็คือคนที่ปราศจาก
ความรักและไม่มีความอ่อนโยนใดๆที่บ้านเลย 

ดังนั้น(และตอนนี้เธอก็ได้ถาม อยาตุลลอฮฺ อับตาฮีว่า) 

“การที่พ่อฉันทำแบบนั้มันฮาลาล หรือ ฮารอม? และถ้าหากว่า
มันฮารอม ท่านนบีได้ทำอย่างไรกับลูกสาวของท่าน(ท่านหญิงฟาตีมะฮฺ) 
และขอบคุณสำหรับเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์นี้

คำตอบ ขออัลลอฮฺโปรดประทานความสันติสุขจงมีแด่ท่าน , 
สิ่งที่พ่อของคุณได้ปฏิบัตินั้นเป็นที่อนุญา และขอให้มี
ความอดทนต่อสิ่งที่พ่อของคุณได้ปฏิบัติไป และนั่นคือสิ่งที่อยู่ใน
หัวอกของเขา อย่าได้คิดไปเช่นอย่างอื่น ยินดีครับ


ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้ปัญญาของท่านไตร่ตรองดูเถิดว่าศาสนา
ที่มีหลักปฏิบัติที่หยาบโลนเช่นนี้คือ ศาสนาหรือ ??
เมื่อสองอยาตุลลาตยอมรับว่า
อัลกุรอานฉบับปัจจุบันไม่สมบูรณ์!!
ต่อไปนี้คือเทปบันทึกเสียงที่ถูกเปิดโปงจนฉาวโฉ่ไปแล้วในโลกอาหรับซึ่งเป็นเทปบันทึกเสียงคำสอนของอุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺชื่อดังทั้งสองคนซึ่งก็คือ


1. อยาตุลลาต อะลี กูรอนี เป็นอุลามาอ์ผู้โด่งดังจากเลบานอนอีกทั้งยังเป็นอาจารย์ของ ดร.อิซอมุลอิมาต


2.อยาตุลลาต อัลกอซิม อัลฮาอิรีย์ เกิดที่อิหร่านแต่ไปเป็นอุลามาอ์ที่กัรบาลาอฺ(เสียชีวิตแล้ว)



สำหรับ ไฟล์เสียงดังกล่าวฟังได้ที่นี่เลย



คำแปลไฟล์เสียง

คนที่ 1. อยาตุลลาต อะลี กูรอนี

“และสำหรับประเด็นในเรื่องที่บอกว่าอัลกุรอานถูกเปลี่ยนแปลงนั้นอุ ลามาอ์ชีอะฮฺส่วนหนึ่งกล่าวว่ามีโองการในอัลกุรอานที่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไขไปแล้ว และส่วนหนึ่งกล่าวว่ามีโองการที่ไม่ถูกต้องปรากฏอยู่ แต่อุลามาอ์ของเราส่วนมากเห็นพ้องต้องกันว่ามีโองการที่ไม่ถูกต้องปรากฏ อยู่(ในอัลกุรอานฉบับปัจจุบัน)ซึ่งเป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก ตลอดจนมีอุลามาอ์ชีอะฮฺบางส่วนกล่าวว่าบางโองการของอัลกุรอานได้ถูกตัดทอนลบออกไปจากอัลกุรอาน ได้ถูกตัดทอนลบออกไปจากอัลกุรอาน ได้ถูกตัดทอนลบออกไปจากอัลกุรอาน”


คนที่ 2. อยาตุลลอฮฺ กอซิม อัลฮาอิรีย์
“อัลกุรอานที่ถูกต้องและแท้จริงอยู่กับท่านอิมามอะลี และต่อมาก็ได้ถูกสืบทอดโดยท่านอิมามฮะซันและต่อมาก็อยู่กับท่านฮุเซน และอัลกุรอานที่ถูกต้องในขณะนี้นั้นอยู่กับอิมามมะฮฺดี ซึ่งเมื่อถึงคราวที่ท่านปรากฏตัวใกล้วันกิยามะฮฺ ท่านจะเอามันมาด้วย ซึ่งอัลกุรอานที่เรามีอยู่ในขณะนี้ก็มีความน่าเชื่อถืออยู่ เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบางอย่างภายในมัน อุลามาอ์บางส่วนกล่าวว่า มันไม่สมบูรณ์และอุลามาอ์บางส่วนกล่าวว่ามันได้สูญหายไป และนี่คืออากีดะฮฺของพวกเรา นี่คืออากีดะฮฺของพวกเรา นี่คืออากีดะฮฺของพวกเรา!!! 

คำถามสำหรับรอฟิเฎาะฮ์
1.ฮุ กุ่มแก่คนทั้งสองคืออะไร กาเฟร หรือ มุสลิม?
2.ทั้งสองพูดถูกแล้ว หรือว่ารอฟิเดาะฮ์ที่เชื่อต่างจากทั้งสองเป็นฝ่ายผิด?


คลิปหลุดระบำเกย์ของผู้รู้รอฟิเฎาะฮฺ!!!!!


หลุดจนเป็นที่แตกตื่นวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว เมื่อรัฐอิหร่านที่เคยประกาศตัวเองว่าเป็น "รัฐอิสลาม" ได้เกิดมีคลิประบำเกย์หลุดออกมา ซึ่งระบำเกย์ดังกล่าวนี้กระทำขึ้นในศาสนสถานแห่งหนึ่งในอิหร่าน ภายใต้การดูแลของอุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺ ซึ่งท่านสามารถรับชมคลิประบำเกย์ดังกล่าวได้เลย



1) คลิปวิดิโอนี่ ไม่ได้ถ่ายที่มัสยิดหรอกครับ แต่ถ่ายในสถานที่ ๆ เลวร้ายกว่านั้น คลิปนี้ถ่ายที่หลุมฝังศพจำลองของอะบูลุลุอะห์ ซึ่งเป็นฆาตกรสังหารคอลีฟะห์อุมัร (ร) พวกชีอะห์จะมาเฉลิมฉลองกันที่นี่ทุกปีในวันที่ 7 รอบีอุลเอาวัล ดู http://www.siamic.com/islam/index.php?t ... B%E0%B8%BA ก่อนที่จะถูกปิด ไม่ให้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนอีกต่อไป (เพราะโลกอิสลามต่อต้านอิหร่านอย่างรุนแรง หลังจากมีคลิปนี้ออกมา) สุสานจำลองที่ชาวชีอะห์ไปเคารพสักการะนี่ อยู่ในกาชาน จังหวัดอิศฟาฮาน อิหร่าน

2) นี่เป็นการเต้นรำและร้องเพลงสรรเสริญอะบูลุลุอะห์ ที่เป็นพระเอกของชาวอิหร่าน เพราะสามารถลอบฆ่าบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในอิสลามได้ เห็นชัด ๆ เลยว่าพวกนี้เกลียดอิสลามที่แท้จริงมากแค่ไหน

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วย...ความเชื่อ


ว่าด้วย...ความเชื่อ








เหตุการณ์จริง ประวัติศาสตร์จริง ทุกอย่างได้บ่งบอกถึงความเป็นจริง

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นี่ก็ลวงโลก


เหตุระเบิดกลางขบวนแห่ของศาสนาชีอะห์ ที่พยายามลวงโลกว่าศาสนาที่อุปโลกขึ้นนี้เป็นนิกายหนึ่งในอิสลาม


เหตุระเบิดกลางขบวนแห่ของศาสนาชีอะห์ ที่พยายามลวงโลกว่าศาสนาที่อุปโลกขึ้นนี้เป็นนิกายหนึ่งในอิสลาม

ดัจญาล



ดัจญาลคือใคร????


สัญลักษณ์หนึ่งก่อนการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อิมามคนสุดท้ายแห่งวงศ์วานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) คือการปรากฏตัวของ "ดัจญาล" เขาจะมาสร้างความปั่นป่วนและความหายนะบนหน้าแผ่นดินนี้ในยุคสุดท้ายของมนุษยชาติ ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีนอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าว่า "ก่อนวันสิ้นโลก (กิยามัต) จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิบเรื่องราว ซึ่งการปรากฏกายของสุฟยานีย์ และดัญญาลนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน"


ในมุสลิมพี่น้องสุนนะฮ์ ก็มีบันทึกเรื่องการมาปรากฏกายของดัจญาลเอาไว้เช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกับมุสลิมชีอะฮ์ ตรงที่พี่น้องสุนนะฮ์เชื่อว่าการมาปรากฏกายของดัจญาลนั้น เป็นสัญลักษณ์ของวันกิยามัต (วันสิ้นโลก) และพี่น้องชีอะฮ์เชื่อว่าการมาปรากฏกายของดัจญาล เป็นสัญลักษณ์ของการปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) แต่ก็ถือว่าไม่ต่างอะไรกัน เพราะการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น ก็เป็นสัญลักษณ์ของวันสิ้นโลกเช่นเดียวกัน


แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า "ดัจญาล" คือใคร? คืออะไร? และมีคุณลักษณะอย่างไร? ซึ่งเราควรที่จะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ต่อแก่นแท้ของดัญญาล ตามรายงานต่างๆ ที่มี "ดัจญาล" คือบุคคลหนึ่งซึ่งจะมาปรากฏกายในยุคสุดท้ายของมนุษยชาติ ก่อนการปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ดัจญาลจะออกมาสร้างความปั่นป่วน และความหายนะอย่างมากมายโดยการลวงล่อมนุษยชาติให้หันเหออกจากแนวทางที่เที่ยงตรง


"ดัจญาล" ไม่ใช่นามของบุคคลที่ถูกเฉพาะเจาะจง แต่ทว่าเป็นนามของบุคคลซึ่งที่มักจะกล่าวอ้างสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ ไร้ความน่าเชื่อถือ และเขาจะมีแต่เล่ห์เพทุบาย ในการหลอกลวงประชาชน ดังนั้นมนุษย์คนใดก็ตามที่มีคุณลักษณะเช่นนี้เขาผู้นั้นคือ "ดัจญาล" ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งตามรายงานอย่างมากมายได้ตอกย้ำถึงคุณลักษณะนี้เอาไว้อย่างชัดเจน


ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้มีวจนะเอาไว้ว่า "วันสิ้นโลกจะไม่บังเกิดขึ้น จนกว่ามะฮ์ดีจากวงศ์วานของฉันจะมาปรากฏกาย และมะฮ์ดีก็จะยังคงไม่ปรากฏกายจนกว่าจะมีผู้โกหก 60 คน จะปรากกฏขึ้น และทุกคนเหล่านั้นจะกล่าวว่า ฉันคือศาสดา"
ดัจญาล มีรากศัพย์มาจากคำว่า "ดาญาลา" หมายถึง "การโกหกชนิดเขี้ยวลากดิน" ในรายงานต่างๆอย่างมากมายที่ได้ให้ความหมายของดัจญาล ในนามของผู้โกหก ผู้หลอกลวง ผู้ชั่วร้าย ผู้ปกปิด ฯลฯ ซึ่งสามารถที่จะสรุปได้ว่าบุคคลใดก็ตามที่เป็นผู้ที่โกหกชนิดเขี้ยวลากดิน และในแต่ละวันอยู่แต่กับการโกหกหลอกลวงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาคือดัจญาลในวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และหากวันใดที่หน้าแผ่นดินนี้เต็มไปด้วยบุคคลเหล่านี้ วันนั้นคือวันซึ่งอิมามมะฮ์ดี (อ.) ตัวแทนแห่งพระผู้เป็นเจ้าคนสุดท้ายจากวงศ์วานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จะมาปรากฏกายในไม่ช้า


ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ยังได้กล่าวไว้อีกครั้งหนึ่งว่า "ก่อนการปรากฏของดัญญาล จะมีมากกว่าเจ็ดสิบดัจญาลปรากฏขึ้นก่อน" หรือ "ก่อนวันสิ้นโลก ดัจญาลจะปรากฏขึ้น และก่อนการปรากฏดัจญาล จะปรากฏผู้พูดปดสามสิบคนหรือมากกว่า" ดังนั้นแสดงว่า ดัจญาลมีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือดัจญาลตัวจริง และอีกประเภทคือบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่พูดจาโกหกปลิ้นปล้อน หลอกลวงประชาชนให้ไปสู่ความหลงผิด ก็คือดัจญาล เช่นกัน


เมื่อพิจารณาถึงความหมายทางหลักภาษาของดัจญาล และพิจารณารายงานต่างๆ ดัจญาลจึงไม่ใช่บุคคลที่ถูกเฉพาะไว้ แต่หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่อยู่กับการหลอกลวงประชาชนอยู่ตลอดเวลาเป็นนิจสิน หรือใครก็ตามที่คอยเกลี้ยกล่อมเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไปสู่ความหลงผิด ผู้นั้นคือดัจญาล
ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องราวของดัจญาล คือสิ่งที่มาอรรถธาธิบาย บรรดาผู้ที่อยู่กับการลวงหลอกผู้อื่น และหน้าไหว้หลังหลอกนั่นเอง บุคคลเหล่านี้จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อนำมนุษยชาติกลับไปสู่ยุคแห่งความป่าเถื่อน ด้วยวิธีต่างๆนานา ทั้งในเรื่องความคิด ความเชื่อ สังคม และหันเหความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของดัจญาลจึงเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน และคงมีแต่ความศรัทธาที่มั่นคง และความตื่นตัวเท่านั้นที่จะทำให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของดัจญาลได้


ในการปฏิวัติโลกของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แน่นอนการหลอกลวงของดัจญาลก็มีมาก และยิ่งใหญ่ตามไปด้วย ดัจญาลเหล่านั้นไม่ว่าจะอยู่ในคราบของมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมจะพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อทำลายจิตวิญญาณของมนุษยชาติ เพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่น และความศรัทธาของมนุษย์ ที่รอคอยการปฏิวัติโลกของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)


ด้วยเหตุนี้เองบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์วงศ์วานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จึงได้บอกข่าวการมาของดัจญาลพร้อมคุณลักษณะต่างๆ ให้ประชาชาติได้รับรู้ เพื่อที่จะได้ตื่นตัวและเตรียมพร้อม ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อแห่งการลวงล่อของดัจญาล ซึ่งในรายงานมีมากมายที่ได้เน้นย้ำถึงเรื่องนี้ อาธิเช่น ในทุกๆศาสดาของพระองค์ จะมีการบอกข่าวถึงความชั่วร้ายของดัจญาลแก่ประชาชาติในทุกยุคนั้น เพราะดัจญาลคือศัตรูของบรรดาศาสดาในทุกยุคทุกสมัย จนมาถึงยุคปัจจุบัน


สมควรที่จะกล่าวเช่นเดียวกันว่า เรื่องดัจญาลก็มีปรากฏอยู่ในคำภีร์อินญีลของชาวคริสเตียนอีกด้วย ซึ่งมีปรากฏหลายครั้งด้วยกัน ชาวคริสเตียนเชื่อว่าดัจญาลคือผู้ที่ปฏิเสธท่านมะซีฮ์ (ศาสดาอีซา) หรือปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร คำว่า "ดัจญาล" มีบันทึกอยู่ในคำภีร์ และในหนังสือวิชาการของชาวคริสเตียนที่เป็นภาษาอังกฤษว่า "แอนตี้ไครส์" หมายถึงผู้โกหกมดเท็จ ผู้หลอกลวง
ดัจญาล อีกความหมายหนึ่งคือ อุปมาอุปมัยของการลวงโลก และการมีอำนาจทางวัฒนธรรม ทางวัตถุเหนือประชาคมโลกของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ความหยิ่งผยองในรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อลวงหลอกประชาคมโลกโดยเฉพาะต่อบรรดามุสลิม ด้วยการนำเสนอสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในการครอบครองเช่นอำนาจด้านวัตถุ ด้านอุตสาหกรรม ด้านเศษรฐกิจ ด้านเทคโนโลยี เพื่อให้มุสลิมได้มีความเกรงกลัว ไม่กล้าที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกเขาได้


ดังนั้นความหมายของดัจญาลที่ได้กล่าวไปจึงมีความเป็นไปได้สูงด้วยคุณสมบัติและคุณลักษณะและอำนาจต่างๆ ที่พวกคนเหล่านั้นมีในขณะนี้ นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของดัจญาลเช่นนั้น เนื่องจากคุณลักษณะของดัจญาลที่มีตามรายงานต่างๆ อย่างมากมายตรงกับมหาอำนาจในยุคปัจจุบันยิ่งนัก เช่นดัจญาลจะเดินทางไปในทุกๆ ที่บนโลกนี้ นั่นหมายถึงเทคโนโลยีที่มหาอำนาจเหล่านั้นมีอยู่ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างๆทุกชนิดที่มีความซับซ้อนมากมาย ดาวเทียมต่างๆ ที่สามารถมองทะลุเข้าไปในบ้านผู้ใดก็ได้ ฯลฯ การครอบงำประชาคมโลกด้วยสื่อโฆษนาชวนเชื่อนานาชนิด ข้ออ้างการปกป้องสิทธิมนุษยชน สันติภาพ ความมั่นคง การให้ความช่วยเหลือที่มีนัยยะแอบแฝงของมหาอำนาจเหล่านี้คือ ความหมายที่แท้จริงของ "ดัจญาล"


เขาถือว่าความยิ่งใหญ่ของพวกเขาสามารถปกครองประชาคมโลกได้ โดยการยึดเอาความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี ความมั่งมีที่พวกเขามี ล่วงล้ำอาณาธิปไตยของประเทศอื่น และจะบุกหรือยึดครองที่ไหนก็ได้ให้อยู่ใต้อาณัติของพวกเขาตามอำเภอใจ ด้วยข้ออ้างต่างๆนานา


ดังนั้นความหมายที่แท้จริงของดัจญาล ในวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) คือผู้ที่เป็นศัตรูกับศาสนาของพระองค์ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในอุดมการณ์ของมุฮัมมัด ผู้ที่กดขี่ผู้อื่น ผู้ที่ไม่ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ที่หน้าไหว้หลังหลอก และแน่นอนยิ่งดัจญาลคือผู้ที่จะสร้างความหายนะบนหน้าแผ่นดินนี้ และเมื่อนั้นอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้ชี้นำแนวทางที่เที่ยงตรงจะมาทำสงครามกับ "ดัจญาล" เป็นการทำสงครามกันระหว่าง รัศมีแห่งพระผู้เป็นเจ้า กับความมืดมนแห่งความชั่วร้าย และรัศมีแห่งพระผู้เป็นก็จะมีชัยชนะเหนือดัจญาล เมื่อนั้นโลกใบนี้ก็จะมีแต่ความยุติธรรมในทุกๆ หนแห่ง

Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม