วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เปลี่ยนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเป็นซ่องโจร คลังอาวุธ ระเบิดป่วนใต้


จับโจรใต้ฟาตอนีได้พร้อมอาวุธสงครามคาโรงเรียนตาดีกา

           เมื่อวันที่ 18 ส.ค.57 เวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าทำการตรวจสอบผู้ต้องสงสัย บริเวณโรงเรียนตาดีกา ในพื้นที่ บ.ตันหยง ม.3 ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี



             เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบพบผู้ต้องสงสัย จำนวน 2 ราย ในบริเวณโรงเรียนตาดีกาบ้านตันหยง และสามารถควบคุมตัวและทราบชื่อในเวลาต่อมา ชื่อ นายมะรอมลี ราแดง ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 88/2 ม.3 ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และนาย ดือนัง สะยีเต๊ะ และในการนี้ได้ทำการตรวจพบอาวุธปืน ปลย. AK-47 หมายเลข 95105 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนและกระสุน ขนาด 7.62 มม. จำนวนหนึ่งอีกด้วย

            จากการซักถามเบื้องต้นทราบว่า นายรอมือลี ลาแดง เป็นผู้จัดหาอาวุธปืนซึ่งใช้ยิงกำนันตำบลม่วงเตี้ย ซึ่งมีบ้านพักอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ก่อนหน้านี้ยังเคยใช้ปืนขนาด 11มม. ยิงกำนันคนดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้งด้วยกันแต่ไม่เป็นผล ส่วนนายดือนัง สะยีเต๊ะ เป็นคนเฝ้าอาวุธปืน ปลย.AK-47 ที่นำมาซุกซ่อนไว้ในโรงเรียนตาดีกาบ้านตันหยง



               หลายเหตุการณ์ด้วยกันที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ได้ใช้สถานศึกษาเป็นที่ซ่องสุมกำลัง บ้างใช้เป็นที่ประกอบวัตถุระเบิด เป็นที่หลบซ่อนตัวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ และล่าสุดใช้เป็นที่หลบซ่อนอาวุธสงคราม ต้องยอมรับความจริงว่าการที่โรงเรียนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการ ย่อมส่งผลให้มีการตรวจสอบ ที่ตามมาก็คือมีการสั่งปิดการดำเนินกิจการของโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อครู อาจารย์ และนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องรับผิดชอบหมั่นตรวจสอบและไม่ให้กลุ่มขบวนการโจรใต้เหล่านี้ใช้พื้นที่ของโรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะ หลบซ่อนตัว ซ่องสุมกำลังและอาวุธ หากให้ความร่วมมือกับกลุ่มขบวนการ 

              เหตุการณ์ซ้ำรอยดังที่มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในการสั่งปิดโรงเรียนปอเนาะก่อนหน้านี้ ดั่งเช่นการสั่งปิดโรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 และ “ปอเนาะสะปอม” หรือ “โรงเรียนอิสลามบูรพา” หมู่ที่ 5 ตำบล กะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550

            หากโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา หรือโรงเรียนสอนศาสนายังคงให้การสนับสนุนกับกลุ่มขบวนการโจรใต้อยู่ จะส่งผลเสียต่อสถาบันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอื่นๆ อย่าให้คนภายนอกเหมารวมมองว่าโรงเรียนเหล่านี้เป็นแหล่งบ่มเพาะและใช้เป็นสถานที่ฝึกปรือทางยุทธวิธี รวมทั้งเป็นสถานที่ในการประกอบวัตถุระเบิดของกลุ่มขบวนการ BRN

            หลายปีมาแล้วที่คนทั่วไปตั้งข้อสงสัยต่อโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากรูปแบบโดยทั่วไปของโรงเรียนสอนศาสนาเป็นแบบโรงเรียนกินนอน มีที่พักอยู่ในบริเวณโรงเรียน จึงง่ายต่อการมั่วสุม การชักจูงของผู้ไม่หวังดีให้นักเรียน และเยาวชนเหล่านั้นหลงผิด ด้วยการกล่อมเกลาจิตใจ ฝังความคิดความเชื่อผิดๆ เข้าไป มีการถ่ายทอดวิธีการชั่วร้ายหลอกให้ทำการก่อเหตุ
แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีผลได้ ผลเสียกับผลประโยชน์ ต่างดาหน้าออกมาไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำการตรวจสอบ โรงเรียนสอนศาสนาเอกชนได้กลายเป็นดินแดนต้องห้าม แตะต้องไม่ได้ เมื่อมีการติดตามคนร้ายเข้าไปและมีการตรวจค้นก็จะออกมากล่าวหาเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ ไม่ให้เกียรติต่อสถานที่ นี่คือสิ่งที่เป็นมาตลอดระยะเวลาร่วม 10 กว่าปี ที่ผ่านมา มีการตอบโต้และออกมาให้ข่าวเชิงลบแทบจะทุกครั้งที่มีการดำเนินการกับโรงเรียนสอนศาสนาที่เข้าข่ายให้การสนับสนุนกลุ่มขบวนการโจรใต้ บุคคลเหล่านั้นไม่เคยคำนึงถึงความผิดถูก ชั่วดี อยู่ในสมองอันน้อยนิดเลย มุ่งปกป้องคนของกลุ่มขบวนการให้พ้นผิดโดยใช้โรงเรียนเป็นเครื่องมือในการหลบซ่อน หรือว่าผู้บริหารสถานศึกษา เจ้าของโรงเรียนเป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการอยู่ด้วย น่าคิดนะ...

           หากไม่มีข้อมูล ว่าบุคลากรของโรงเรียน ครู อาจารย์ หรือนักเรียน เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงก็มิอาจบุกรุกเข้าไปทำการตรวจสอบสร้างความเสื่อมเสียให้กับทางโรงเรียนได้ กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่สามารสั่งปิดการดำเนินกิจการของโรงเรียนอย่าลืมว่าโรงเรียนเอกชนต่างๆ ในปัจจุบันนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐต่อหัว ต่อคน โรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีจำนวนหลายพันโรง แน่นอนเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการเหล่านี้ต่างมีรายได้เป็นล่ำเป็นสัน เราประชาชนคนหนึ่งผู้ที่เสียภาษีเงินได้ให้กับรัฐ รัฐนำเงินภาษีมาสนับสนุนให้กับโรงเรียนเอกชนของคุณ ในเมื่อมีการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร หรือหากต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจก็จะต้องเต็มใจให้มีการตรวจสอบว่าโรงเรียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการโจรใต้ นี่คือความจริงที่มิอาจบิดเบือน คนที่ทำดีย่อมได้รับแต่ในสิ่งที่ดี หากใครคิดชั่ว ย่อมได้รับจากผลกระทำความชั่วนั้นๆ หากยังคิดให้การสนับสนุนกลุ่มขบวนการ ให้แหล่งพักพิง ให้เป็นที่ซ่องสุมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุ..สักวันโรงเรียนของท่านอาจจะโดนเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบและมีการสั่งปิดดำเนินการเรียนการสอนเข้าสักวัน


*****************************

ปะทะโจรใต้ แก๊งส์วางระเบิดส่งไปเฝ้าพระเจ้า 3 ตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 1 นายทหารบาดเจ็บ 1 นาย


             เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 28 ก.ค. 57 เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง ส.ต.ต.อัสมิง ยูโซ๊ะ ตร.สภ. โกตาบารู จว.ยะลา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งกลับบ้านไปรายอที่บ้านที่ อ.รือเสาะ จว.นราธิวาส เบื้องต้น ทหารได้เข้ามาช่วยและยิงตอบโต้ทำให้โจรตาย 3 คน เกิดเหตุคนร้ายดักซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โกตาบารู จ.ยะลา เหตุเกิดบนถนนเขตรอยต่อบ้านซาตอ กับบ้านสโลว์ ม.7 ต.รือเสาะ หลังเกิดเหตุได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสนับสนุนจึงได้เกิดปะทะกับกลุ่มคนร้าย ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 3 คน เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย ที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิต จำนวน 3 คน นอนจมกองเลือดอยู่ โดยศพแรกนอนอยู่บนถนนห่างจากสถานีรถไฟสโลว์บูกิตยือแร ประมาณ 300 เมตร ทราบชื่อคือ 
  • 1.นายซัฟวาน สาและ ซึ่งเป็นมือประกอบระเบิด 
  • ศพที่ 2 นอนจมกองเลือดอยู่ภายในตรอกทางเข้าบ้านของชาวบ้าน ทราบชื่อคือ นายอับดุลเลาะ ยูนุ๊ ซึ่งเป็นแกนนำระดับสั่งการในพื้นที่ และมีอาวุธปืนกลอูซี่ จำนวน 1 กระบอก ตกอยู่ข้างกาย 
  • ศพที่ 3 อยู่ห่างจากศพที่ 2 ประมาณ 2 เมตร ทราบชื่อคือ นายอับดุลรอพะ สาและรู ซึ่งมีอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม.ตกอยู่ข้างกาย 1 กระบอก 
            ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย คือ จ.ส.อ.ชัยณรงค์ วงษารัตน์ ซึ่งเสียชีวิตหลังจากเพื่อนทหารนำส่งโรงพยาบาล ห่างไปประมาณ 60 เมตร พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ขง 6392 สงขลา ซึ่งเป็นรถของ ส.ต.ต.อัสมิง โดยอยู่ในสภาพถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณกระจกหน้าแตก และตัวถังด้านคนขับเป็นรูพรุน ซึ่งจอดเสียหลักชนกับรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่ ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ร.ต.นครินทร์ สุขุมราช หน.ชุด ร้อย ร.15133 ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวนหลายนัด ซึ่งห่างจากฐานประมาณ 200 เมตร จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4910 กรมทหารพรานที่ 49 ซึ่งอาศัยอยู่ในฐานเดียวกัน รวม 2 ชุดปฏิบัติการออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้พบกับคนร้ายจึงได้เปิดฉากยิงปะทะกับคนร้ายเป็นเวลานานกว่า 5 นาที เมื่อเสียงปืนสงบลงจึงได้กระจายกำลังกันเคลียร์พื้นที่







ขับสามล้อซุกระเบิดหนัก 30 กิโลกรัม.จอดหน้า รพ.มายอ บาดเจ็บ 3 ราย


           เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 10 ส.ค. เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหน้า โรงพยาบาลมายอ ม.1 ต.มายอ จ.ปัตตานี ที่เกิดเหตุ บริเวณทางเข้าออกโรงพยาบาลมายอ พบซากรถ จักรยานยนต์พ่วงข้าง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟสีแดงดำ ที่คนร้ายซุกระเบิดได้รับความเสียหาย และมีชิ้นส่วนถังแก๊สปิกนิค และชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย พลเมืองดีช่วยนำส่งโรงพยาบาลมายอ ทราบชื่อ
  • 1.นางรอซีดะห์ ตาเยะ อายุ 25 ปี 
  • 2.ด.ช.ฟาฎิล แวโต อายุ 3 ปี ทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน 
  • 3.นายนิเห๊าะ ดอเลาะ อายุ 29 ปี เป็นเจ้าหน้าที่เอ็กซ์เรย์โรงพยาบาลมายอ 
            ทั้งสามถูกสะเก็ดระเบิดที่ลำตัวบาดเจ็บเล็กน้อย ก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายเป็นชายแต่งกายคล้ายคนขายปลาขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างมาจอดไว้ที่เกิดเหตุ แล้วรีบเดินขึ้นรถจักรยานยนต์อีกคันที่มารับหลบหนีไป เห็นผิดสังเกตจึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ แต่ไม่ถึง 10 นาทีก็เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น ซึ่งระหว่างนั้นแม่ลูกได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ ส่วนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลยืนอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลได้รับบาดเจ็บไปด้วย










ป่วนใต้ยังรุนแรงหลังธารโตเสียแกนนำ



ภาพจาก http://www.isranews.org

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง วันอาทิตย์ที่ 3 ส.ค.57 มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนออกตระเวนสร้างสถานการณ์ด้วยการพ่นสีสเปรย์เป็นตัว หนังสือภาษาอังกฤษสีแดง ข้อความว่า PATANI MERDEKA ซึ่งแปลว่าเอกราชปาตานี หรือ ปาตานีเอกราช นอกจากนั้นยังเผายางรถยนต์บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 (ยะลา-เบตง) ช่วง ต.ธารโต และ ต.บ้านแหร อ.ธารโต ด้วย

จุดเกิดเหตุ มี 6 จุด ได้แก่ 1.พ่นสีสเปรย์ในท้องที่บ้านหน้าเกษตร หมู่ 2 ต.ธารโต 2.พ่นสีสเปรย์และเผายางรถยนต์ในท้องที่บ้านธารโต หมู่ 1 ต.ธารโต 3.พ่นสีสเปรย์และเผายางรถยนต์บนถนนหน้ามัสยิดบ้านธารโต หมู่ 1 ต.ธารโต 4.พ่นสีสเปรย์บนสะพานบ้านแหร หมู่ 1 ต.บ้านแหร 5.พ่นสีสเปรย์บนถนนถนนหน้ามัสยิดบ้านบูโล๊ะสนีแย หมู่ 4 ต.บ้านแหร และ 6.เผายางรถยนต์บนถนนหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแหร หมู่ 1 ต.บ้านแหร เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่

ต่อมาวันเดียวกัน พล.ต.ต.ทรงเกียรติ วาทะกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา (ผบก.ภ.จว.ยะลา) ได้มีคำสั่งผ่านวิทยุสื่อสาร กำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังการก่อเหตุร้าย โดยเฉพาะฐานที่ตั้งของทหาร ตำรวจ ทหารพราน อาสารักษาดินแดน (อส.) ย่านชุมชน ร้านค้า ร้านน้ำชา ทั้งของพี่น้องไทยพุทธและมุสลิม

พล.ต.ต.ทรง เกียรติ สั่งการให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ในห้วงนี้เป็นพิเศษ หลังพบความเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเตรียมการก่อเหตุประกอบ กับเมื่อช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 2 ส.ค.57 ชุดปฏิบัติการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) ยะลา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา อ.รามัน จ.ยะลา เข้าตรวจสอบบริเวณกุโบร์บ้านสาคอ หมู่ 4 ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา และสามารถควบคุมตัวนายอิสมาแอ มูซอ ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยกรณีลอบวางระเบิดหลายจุดในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย.ที่ผ่านมาได้ด้วย

โดยนายอิสมาแอ ถูกซัดทอดจาก นายซาพูดิง สาและ ว่าเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปรับนายนัชดาล ยะลาแป ซึ่งเชื่อว่าเป็นมือกดระเบิด และหลังเกิดเหตุได้หลบหนีไป กระทั่งมาถูกจับกุมได้กุโบร์บ้านสาคอดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอิสมาแอ พร้อมพี่ชาย ไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 86/2 หมู่ 4 ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้คุมตัวไปซักถามที่ค่ายวังพญาอ.รามัน จ.ยะลา

ทั้งนี้การจับกุม ตัว นายอิสมาแอ ที่กุโบร์ หรือสุสาน (สถานที่ฝังศพของพี่น้องมุสลิม) ที่บ้านสาคอ หมู่ 4 ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลานั้น มีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยว่า อาจเกี่ยวโยงกับพิธีฝังศพ นายการียา ยะลาแป อดีตอุสตาซโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ คนสนิทของนายสะแปอิง บาซอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งถูกฝ่ายความมั่นคง ระบุว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นที่ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนจากรัฐไทย

"นาย การียา เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจที่ประเทศมาเลเซีย และญาติได้เคลื่อนศพกลับมาทำพิธีฝังที่บ้านเกิด เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นก็มีข่าวการจับกุมนายอิสมาแอตามมา ที่กุโบร์บ้านสาคอ"

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังประเมินสถานการณ์ว่า การสูญเสียนายการียา ซึ่งถือว่าเป็นแกนนำระดับสูงของบีอาร์เอ็น และเป็นมือขวาของนายสะแปอิง รวมทั้งการที่นายอิสมาแอ ผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลาถูกจับกุม จะทำให้มีการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงตอบโต้ และเหตุป่วนที่ อ.ธารโต น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการดังกล่าว จึงมีการสั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย

ประกอบกับในวันจันทร์ที่ 4 ส.ค.พี่น้องมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีการเฉลิมฉลองในวันรายอแน หรือ “รายอหก” จากการถือศีลอดต่อเนื่องจากเดือนรอมฎอนครบ 6 วัน ซึ่งจะเป็นเทศกาลเดินทางเยี่ยมญาติ และไปดูแลทำความสะอาดกูโบร์ต่างๆ

ด้าน ความคืบหน้ากรณีมีการเผยแพร่ภาพปริศนาที่อ้างว่าถ่ายในพื้นที่ป่าเขาของสาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภาพชายฉกรรจ์แต่งกายทะมัดทะแมง 5 คน โพกศีรษะปิดบังใบหน้า กำลังนั่งล้อมวงคล้ายประชุมกันบนโขดหินแห่งหนึ่งในป่า กับภาพชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามครบมือนับสิบคนแต่งกายด้วยชุดลำลอง นั่งฟังบรรยายอยู่ในป่าโปร่ง โดยด้านหลังมีการแขวนป้ายสีดำ คล้ายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม

ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในแอพพลิเคชันไลน์ ของกลุ่มเจ้าหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนถูกแชร์ต่อจนแพร่หลายในวงกว้าง พร้อมคำเตือนว่าจะมีการสร้างสถานการณ์รุนแรงขนาดใหญ่ในห้วงเดือน ส.ค. ซึ่งต่อมามีผลวิเคราะห์จากหน่วยงานความมั่นคงว่า ภาพแรกอาจถ่ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเสื้อยืดที่ชายฉกรรจ์บางคนสวมใส่มีสัญลักษณ์ของกลุ่ม "พีแอลเอ"หรือ Patani Liberation Army ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มพูโลใหม่ ภายใต้การนำของ นายซัมซูดิง คาน ส่วนอีกภาพหนึ่งน่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะน่าจะเป็นภาพของขบวนการเจไอที่เคลื่อนไหวในอินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านการข่าวหน่วยหนึ่งที่สามารถติดต่อกับ นายซัมซูดิง คาน ให้ข้อมูลว่า ได้ประสานไปยังนายซัมซูดิง เกี่ยวกับภาพปริศนาที่ปรากฏออกมา โดยนายซัมซูดิง ยอมรับว่า สัญลักษณ์ “รูปนก” บนเสื้อยืดที่ชายฉกรรจ์ในภาพสวมใส่นั้น เป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังพีแอลเอ ซึ่งเขาจัดตั้งขึ้นจริง และชายฉกรรจ์บางคนในภาพก็เป็นสมาชิกในกลุ่มของเขา แต่นายซัมซูดิง ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศ ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลว่าภาพดังกล่าวถ่ายในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทย

อย่างไร ก็ตาม กองกำลังพีแอลเอไม่ใช่กองกำลังใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อก่อเหตุรุนแรง สร้างอำนาจต่อรองกับรัฐบาลไทยเพื่อให้ดึงเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพระหว่าง รัฐบาลไทยกับแกนนำบีอาร์เอ็น กลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ เมื่อปีที่แล้ว ตามที่มีปรากฏเป็นข่าวทางสื่อบางแขนง แต่กองกำลังพีแอลเอได้รับการจัดตั้งขึ้นนานหลายปีแล้ว โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มพูโลใหม่กับกลุ่มจีเอ็มไอพี (มูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี) ซึ่งมีนายเจ๊ะกูแม กูเต๊ะ เป็นแกนนำ โดยเมื่อครั้งเปิดตัวกลุ่มพีแอลเอ ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันระหว่างพูโลสายนายซัมซูดิง กับกลุ่มจีเอ็มไอพีด้วย

สถานการณ์ดังกล่าวส่อแววว่ายังไม่มีคความสงบมีแต่จะเกิดความรุนแรงอีกครั้งปลายสุดด้ามขวาน

วางระเบิดในรถจักรยานยนต์ ทหารพรานนราธิวาสเจ็บ 2 เสียชีวิต 1


              วันที่ 15 ส.ค. เมื่อเวลา 10.30 น. เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ริมถนนข้างป้ายบอกทางเข้าโครงการฟาร์มตัวอย่างพระราชดำริฯ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายตากใบ - นราธิวาส ช่วงบริเวณบ้านใหม่ ม.5 ต.กะลุวอเหนือ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 11ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ที่เกิดเหตุ พบซากชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งคนร้ายใช้ประกอบเป็นระเบิดจักรยานยนต์บอมบ์ น้ำหนักประมาณ 10 กก.จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน และพงหญ้ารกทึบริมทาง ห่างไปประมาณ 70 เมตร พบรถยนต์ 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีเขียวขี้ม้า ทะเบียนตรากงจักร 11231 ของกรมทหารพรานที่ 11 ซึ่งได้บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงใส่ถัง 200 ลิตรเต็มคันรถ ถูกอานุภาพของระเบิด ทำให้ล้อหน้าทั้ง 2 ข้างแตก แถมประตูหน้าด้านตรงข้ามคนขับถูกอานุภาพระเบิดจนได้รับความเสียหายยับ นอกจากนี้ ยังทำให้กระจกหน้า และด้านข้างของประตูซ้าย และขวาแตกอีกด้วย พร้อมด้วยกองเลือดจำนวนหนึ่งตกอยู่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย ได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ทราบชื่อ 

  • 1.จ.ส.อสัญญา พรหมเพชรนิล หัวหน้าชุด ซึ่งถูกแรงอัดระเบิดมีอาการแน่นหน้าอก และหูอื้อ 
  • 2.อส.ทพ.ไชยเชษฐ์ หลังคำ ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณขา 
  • 3.อส.ทพ.สิริ เจียรนัย ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณลำตัว และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา 

            ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ได้นำกำลังรวม 3 นาย นั่งรถยนต์ 6 ล้อของสังกัดมารับน้ำมันเชื้อเพลิงที่กองบังคับการเฉพาะกิจนราธิวาส และในระหว่างขับรถกลับไปยังฐานซึ่งตั้งอยู่ อ.แว้ง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในละแวกจุดเกิดเหตุ ได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปใส่ไว้ในรถจักรยานยนต์บอมบ์ที่จอดทิ้งไว้ริมถนนใกล้ป้ายบอกเส้นทางเข้าไปยังโครงการฟาร์มตัวอย่าง จนเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์กระบะ 6 ล้อผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บดังกล่าว










วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วัฏจักรไฟใต้ กับการก่อเหตุซ้ำซาก จำเจ ไม่มีวันสิ้นสุด



นักรัก ปัตตานี

            จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน นับ 10 ปี จนสร้างความสูญเสียแก่ชีวิต และทรัพย์สินแก่ประชาชนพื้นที่อย่างไม่อาจประเมินค่าได้ เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบรายวันอย่างชนิดที่เรียกว่า “ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก - เกิดแล้ว เกิดอีก - สูญเสียแล้ว สูญเสียอีก”และ “ตายแล้ว ตายอีก” ไม่ว่าประกบยิงบ้าง ซุ่มโจมตีบ้าง วางระเบิดลอบสังหารเจ้าหน้าที่ ขณะลาดตระเวนบ้าง และความรุนแรงล่าสุด ซึ่งถือเป็นวิธีก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง อย่างมากมายมหาศาล ทำลายเศรษฐกิจอย่างย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี สร้างความสูญเสียแก่ชีวิต และทรัพย์สินอย่างมหาศาลจนมิอาจประเมินค่าได้ วิธีการดังกล่าวคือ “คาร์บอมบ์”

             ซึ่งเหตุการณ์คาร์บอมบ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในพื้นที่ใจกลางเมืองเบตง จ.ยะลา ที่บริเวณหน้าโรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์ โดยคนร้ายใช้ระเบิดถังแก๊สหนัก 30 กก. ซุกมาในรถกระบะมาสด้านำมาจอดไว้ในที่เกิดเหตุ จุดชนวนระเบิดด้วยวิธีตั้งเวลา จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 52 ราย

            ก่อนหน้านี้ คาร์บอมบ์ เป็นวิธีการที่คนร้ายได้ใช้สร้างสถานการณ์ความรุนแรงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ อย่างเช่น เมืองหาดใหญ่ ยังเคยถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบสร้างสถานการณ์ความรุนแรงด้วยวิธีคาร์บอมบ์มาแล้วถึง 2 ครั้งเช่นกัน

           ครั้งแรกที่บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้าลีการ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน มีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 500 คน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตผู้คน และทำลายเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่อย่างไม่อาจประเมินมูลค่าความเสียหายได้


              จากเหตุการณ์คาร์บอมบ์สนั่นเมืองเบตงในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 2 ประการคือ ประการหนึ่ง เป็นผลกระทบด้านความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่ อ.เบตง ได้รับการขนานนามว่าเป็นเขตพื้นที่ที่มีจำนวนการเกิดความรุนแรงน้อยที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองแห่งความสงบ ท่ามกลางพื้นที่ที่ลุกโชนด้วยความรุนแรงจากสถานการณ์ไฟใต้

             แต่จากเหตุคาร์บอมบ์ใจกลางเมืองเบตงในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า นับจากนี้เป็นต้นไปพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกตารางนิ้ว มีโอกาสเกิดสถานการณ์ความรุนแรงได้หมด และส่งผลให้เมืองที่ในอดีตเคยมีแต่ความสงบสุข มีธรรมชาติที่สวยงามท่ามกลางหุบเข้าล้อมรอบ จะต้องตกเป็นพื้นที่ที่จะต้องมีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร

             ผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั่นคือ นับต่อจากนี้เป็นต้นไปประชาชนชาวเบตงจะต้องใช้วิถีชีวิตเฉกเช่นประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ของสามจังหวัดชายแดนใต้

           ผลกระทบประการที่สอง เป็นผลกระทบที่สำคัญคือ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากพื้นที่ อ.เบตง อยู่ติดกับด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย ทำให้ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สงบ ปลอดภัย มีอัตราการเกิดสถานการณ์ความรุนแรงน้อย ประกอบกับเป็นเมืองที่ยังคงธรรมชาติที่สวยงาม ประชาชนท้องถิ่นใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย จึงทำให้ อ.เบตง ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่

            แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ พ่อค้า-แม่ค้าในพื้นที่ต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่เฉพาะชาวต่างประเทศที่รู้สึกอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยเช่นเดียวกัน อันนำมาซึ่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และคงจะต้องใช้ยุทธวิธีประชาสัมพันธ์ฟื้นฟูการท่องเที่ยวกันอีกระลอกใหญ่

            คาร์บอมบ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เบตง นอกจากจะส่งผลในแง่ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของประชาชน และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่หลายครั้งส่อให้เห็นถึงปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างชนิดที่เรียกว่า “ซ้ำซาก” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเหตุการณ์ความรุนแรงจนชินชา

           ปรากฏการณ์ไฟใต้ที่ซ้ำซากในที่นี้หมายถึง ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ในพื้นที่ และเป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมากมายมหาศาล เช่น เหตุคาร์บอมบ์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำสม่ำเสมอ หรือเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรอย่าง “ซ้ำซาก” และ “จำเจ”



           วัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เราเห็นกันจนชินตา ฝ่ายกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต่างพยายามหาช่องว่างและความผิดพลาดในการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการก่อเหตุ ฝ่ายความมั่นคงในยามที่เผอเรอ หย่อนยานในการรักษาพื้นที่ก็จะโดนโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดั่งเช่นกรณีเบตง จ.ยะลา และกรณีคาร์บอมบ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

           จากการปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในรอบหลายๆ ปี ที่ผ่านมาได้สะท้อนถึงแนวทางของการใช้กำลังทางทหารเพื่อสร้างผลกระทบที่เสียหายในวงกว้างทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม มุ่งก่อเกิดความแตกแยกทางความคิดความรู้สึกของผู้คนในชุมชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ การเฝ้าติดตามสถานการณ์พอจะประมวลวงรอบการปฏิบัติที่ซ้ำซาก จำเจ “ความรุนแรงเกิด - หน่วยงานรัฐลงพื้นที่ - จับกุมคนร้ายได้ - เยียวยาผู้เสียหาย - เกิดเหตุรุนแรงรอบใหม่”

           หากสถานการณ์ไฟใต้ได้กลายเป็นวัฏจักรแห่งความรุนแรง จนอาจกล่าวได้ว่าไม่แม้แต่คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานเองที่รู้สึกชินชาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะรู้สึกชินชาด้วยความหมดหวังในสถานการณ์ หรือความชินชาต่อการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มขบวนการจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับความรุนแรงของคนในพื้นที่ไปแล้ว แล้วเราไม่คิดที่จะร่วมมือกันแก้ที่ต้นเหตุในการระงับ หรือยับยั้งไม่ให้กลุ่มขบวนการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงกันเลยหรือ?

            ประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานคงได้แต่ทำใจยอมรับต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปลงตกตามหลักทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “มันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง” หรือปล่อยให้เกิดการสูญเสียรายวันแล้วมานั่งประณามการกระทำที่สุดโต่ง เสียงก่นด่าเหล่านี้โจรใต้ไร้ศาสนาจะสำนึกหรือปรับเปลี่ยนยุทธวิธีแนวทางในการปฏิบัติได้กระนั้นหรือ?


            เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เกิดมานานนับ 10 ปี และในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้อันอาจส่อให้เห็นว่าเหตุการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลง หรือจะยุติลงได้ในเร็ววัน จนกระทั่งกลายเป็นปรากฏการณ์วัฏจักรความรุนแรงที่ซ้ำซาก และจำเจดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

            ดังนั้นแนวทางในการพูดคุยสันติภาพที่ได้หยุดชะงักไปเนื่องจากพิษภัยทางการเมืองของประเทศไทยเองต่อจากนี้ไปอยากเห็นแนวทางที่ชัดเจน จับต้องได้ให้เป็นความหวังของผู้คนในพื้นที่ต้องการเห็นสันติสุข การร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน หยุดเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว รู้รักสามัคคี หาทางออกของปัญหาร่วมกันไม่ใช่หมักหมมปัญหาเหมือนดินพอกหางหมู ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ไฟใต้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ “ไม่มีวันสิ้นสุด” จึงเป็นบทที่จะต้องพิสูจน์กันต่อไปถึงของฝ่ายความมั่นคงกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งผู้นำศาสนา ผู้นำสี่เสาหลัก ร่วมมือกันจัดการกับปรากฏการณ์ที่ถือว่าเป็น “วัฏจักรไฟใต้” หรือ เราจะปล่อยให้วัฏจักรความรุนแรงดังกล่าวยังคงอยู่คู่พื้นที่ปลายด้ามขวานต่อไป...เราเลือกเอง

******************************

แผน BRN สุม “ไฟใต้”ตั้งอำนาจซ้อน...สู่รัฐปัตตานี




นักรัก ปัตตานี

          การต่อสู้ของขบวนการ “บีอาร์เอ็น” ตัวการป่วนใต้”ที่ยังคงก่อเหตุร้ายรายวัน ได้ลอกยุทธวิธีจากกลุ่มก่อการร้าย “เจไอ” นำมาฝังหัวเยาวชน สร้างกองกำลังติดอาวุธ-มวลชนจัดตั้งในทุกระดับขึ้น “สวมทับ” อำนาจรัฐ

          ปัญหาไฟใต้ที่ยังคงรูปแบบการก่อเหตุแบบคงเส้นคงวามาตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปี หลังจากค้นหาความจริงมาตลอดว่าได้ต่อสู้อยู่กับใคร? หน่วยงานความมั่นคงก็ได้ความกระจ่างชัดว่าผู้“ชักใย” ให้เกิดความปั่นป่วนในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ ขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN-Coordinate)
รากเหง้าของขบวนการนี้ว่า เดิม ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ BRN (Barisan Revolusi Nasional) อยู่ภายใต้การนำของ นายอับดุลการิม ฮัสซัน ถือเป็นกลุ่มขบวนการสำคัญและทรงอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งภายในองค์กรนี้ แบ่งออกเป็น3 กลุ่ม คือ



  • 1. BRN-Congress ถือเป็น “กลุ่มติดอาวุธ” ของบีอาร์เอ็นเดิม แต่ค่อยๆ ลดบทบาทลงและทยอยออกมามอบตัว โดยชุดสุดท้ายที่ออกมามอบตัว คือ กลุ่ม นายสะอารี ดาฮง เมื่อต้นปี 2546
  • 2. BRN-Ulama เป็น “กลุ่มผู้นำศาสนา”
  • 3. BRN-Coordinate เป็นกลุ่มที่ไม่รับคำวินิจฉัยของนายอับดุลการิม
         ขบวนการ BRN-Coordinate ถูกโดดเดี่ยวในช่วงแรก เนื่องจากกลุ่มพูโล ซึ่งเป็นพันธมิตรสลายไปก่อน เพราะ ต่วนกูบีรอ กอตอดีรอ ป่วย และภาวะผู้นำหดหาย BRN-Coordinate จึงไปขอความช่วยเหลือจาก “ฮัมบาลี” แกนนำ “กลุ่มเจไอ” ซึ่งสนับสนุนอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนของชาวอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ขบวนการBRN-Coordinate จึงมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับนายฮัมบาลี (ซึ่งถูกทางการไทยจับกุมแล้วส่งตัวให้สหรัฐ) ได้ซึมซับและเรียนรู้ในการปฏิบัติการทางทหารและได้เอา “ยุทธวิธีก่อการร้าย” ของเจไอมาใช้ในการก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ของประเทศไทย

        ขบวนการ BRN-Coordinate ได้แตกหน่อเพาะพันธุ์ความชั่วร้ายด้วยการฝึกปรือฝีมือด้วยการจับมือกับกลุ่มเจไอเคลื่อนไหวอยู่ในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นช่วงของการเรียนรู้และลอกแบบ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ครูสอนศาสนาหลายๆ คนในโรงเรียนปอเนาะ หรือคนของกลุ่มขบวนการหากไปพลิกปูมประวัติกลับพบว่าได้เคยไปศึกษาต่อที่ประเทศอินโดนีเซีย

           เมื่อกลับมาประเทศไทยผู้ที่ไปฝึกฝนเหล่านี้กลับมาปฏิบัติการสร้างแนวร่วมขึ้นมาเพื่อจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธเคลื่อนไหวก่อเหตุต่อต้านรัฐไทย ด้วยการชักจูงเยาวชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้มาปลูกฝังแนวความคิด ความเชื่อเรื่อง “รัฐปัตตานี”และเข้าพิธี “ซุมเปาะ” (สาบานตน) ตัวอย่างของผู้ที่ต้องการออกจากการเป็นแนวร่วมหลายครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ และดำเนินกรรมวิธีซักถามแนวร่วมหลายคนมีความต้องการถอน “ซุมเปาะ” (ถอนคำสาบาน)



           การฝึกยุทธวิธีของขบวนการ BRN-Coordinate มีการคัดเลือกผู้ที่มีหน่วยก้านดี มีลักษณะเป็นผู้นำ ก็จะมีการส่งไปฝึกหลักสูตร“รบพิเศษ” (อาร์เคเค) ที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสำเร็จหลักสูตรมาแล้ว กลุ่มนักรบเหล่านี้จะเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อสมัครเข้าเป็น “ครูสอนศาสนา” ในโรงเรียนตาดีกา หรือโรงเรียนปอเนาะ จากนั้นจะเข้าสู้กระบวนการถ่ายทอดแนวความคิดแบ่งแยกดินแดนให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่นักรบเหล่านี้เป็นครูสอนศาสนาอยู่ โดยจะมีเฝ้ามองในการคัดเลือกนักเรียนที่จะมาเป็นแนวร่วมจะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติที่กลุ่มขบวนการได้วางไว้ คือ ต้องเรียนเก่ง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะถือว่าเป็นคนที่ “มีอุดมการณ์” จากนั้นจะดึงมาเข้าพิธี “ซุมเปาะ” ก่อนจะส่งเข้าทำการฝึกยุทธวิธีทางทหาร

           ยุทธวิธีการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการ BRN-Coordinate ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หากทำการศึกษารูปแบบที่โจรใต้เหล่านี้ได้ก่อการอยู่ และหากท่านผู้อ่านที่มีความสนใจและได้ศึกษายุทธวิธีการก่อเหตุของเจไอที่มีการรบกับรัฐบาลอินโดนีเซีย จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มโจรในภาคใต้ลอกเลียนแบบมาจากอาเจะห์ประเทศอินโดนีเซียในการก่อเหตุ

            การจัดโครงสร้างของขบวนการ BRN-Coordinate หากมองผิวเผินจะมีความคล้ายคลึงกับการจัดองค์กร “โครงสร้างสงครามประชาชน” ของ “เหมา เจ๋อ ตุง” แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนในขณะที่ของประธานเหมา จะมีการสร้างกำลังกองโจรไว้อย่างเปิดเผย และมีฐานที่มั่นอยู่ในป่าเขา แต่สำหรับ BRN-Coordinate กลับจัดตั้งกองกำลังปกปิดและเร้นลับ โดย “ฐานที่มั่น” คือ อาศัยปะปนอยู่กับชาวบ้านทั่วๆ ไป

ยุทธวิธีวิธีการแสวงหา และจัดตั้งกองกำลังของขบวนการ BRN-Coordinate

            ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นผู้จัดหา และผลิตนักรบ กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะต้องชักนำให้เข้ามาเป็นสมาชิกแนวร่วม คือ “เยาวชนชาย” หรือ “เปอร์มูดอ” ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนปอเนาะดั้งเดิม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ที่อยู่ในหมู่บ้าน และชุมชนในเขตหรือชุมชนที่ตนเองรับผิดชอบดูแล

           ในส่วนของผู้นำศาสนาแนวร่วมขบวนการ BRN-Coordinateจะมีการจัดตั้ง “อุสตาส” เพื่อการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา ดึงมวลชนให้เข้าสู่แนวร่วม “อุสตาส”เหล่านี้จะได้รับการจัดตั้งจากภายในองค์กร ในส่วนของ ครูฝึกที่จะมาทำการฝึกยุทธวิธีการสู้รบแบบกองโจรเป็นการจัดหาจากภายนอก
หลังจากนั้นจะมีพิธีสาบานตน “ซุมเปาะ” ต่อคัมภีร์อัลกุรอาน โดยจะให้ผู้ที่จะเข้าร่วมกับขบวนการ ทำการเปล่งวาจาสาบาน 3 ข้อ ด้วยกัน กล่าวคือ

  • “จะยอมเสียสละทรัพย์สินชีวิตเพื่อกอบกู้รัฐปัตตานี และปกป้องศาสนาอิสลาม”
  • “จะไม่ยอมแพร่งพรายความลับขององค์กรให้ผู้ใดทราบโดยเด็ดขาด”
  • “จะมาทุกครั้งที่มีการนัดหมาย และเชื่อฟังผู้นำอย่างเคร่งครัด”



            ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกหลังจากได้รับการปลูกฝังแนวความคิด ความเชื่อเรื่อง “รัฐปัตตานี” และเข้าพิธี “ซุมเปาะ” (สาบานตน) แล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนของการการฝึกทางทหาร ซึ่งในขั้นตอนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งจะมีการแยกกำลัง โดยใช้หลักสูตรของการฝึก ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน จะมี 2 ขั้นตอนด้วยกัน คือ การฝึกขั้นต้นฝึกรวมการ จะมุ่งเน้นการในการฝึกฝนร่างกาย และความศรัทธาต่อขบวนการ การฝึกขั้นที่สอง จะแยกเป็น 2 ข้อ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะเป็นกลุ่ม “นักรบ RKK และ คอมมานโด” ในส่วนผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกจะปรับเป็นกลุ่ม “ตุรงแง”(ทหารบ้าน)

            ขั้นตอนการดำเนินการของกลุ่มขบวนการ BRN-Coordinate ณ ปัจจุบันนี้ คือ “สงครามกองโจรในองค์กรมวลชน”การเดินเกมทางการเมือง การใช้กลุ่มองค์กรนิสิตนักศึกษา รวมทั้งภาคประชาสังคม ปลุกระดมแนวคิด การสร้างมวลชนเพื่อทำการเคลื่อนไหว นำข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐไปขยายผล รวบรวมและทำการสื่อไปยังองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ (โอไอซี) กดดันให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าแทรกแซงเพื่อให้มองเห็นความจำเป็นของการมี “รัฐใหม่” ซึ่งเป็นรัฐที่มีความเฉพาะทางด้านเชื้อชาติ-ศาสนา ฝ่ายตรงข้ามยังให้ความสำคัญกับ “พลังมวลชน” (People Uprising) ซึ่งถือเป็น “พลังหลัก” แห่งความสำเร็จในการปฏิวัติเพื่อแยกรัฐปัตตานีออกจากอำนาจรัฐไทย โดยไม่ใช้อำนาจทางทหาร เน้นกลยุทธ์ที่ว่า “หากทำให้มวลชนเชื่อหรือศรัทธาไม่ได้…ให้ใช้วิธีทำให้กลัว”



            การเตรียมการวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนของขบวนการ BRN-Coordinate ซึ่ง “ทับซ้อน” การจัดตั้งการปกครองของรัฐไทย เป็นการวางแผนคิดการณ์ไกลในการนำไปสู่การปกครองตนเอง “รัฐปัตตานี”

  • -ระดับหมู่บ้านหมู่บ้าน/ชุมชน เรียก “อาเยาะห์”
  • -ระดับเขตหรือตำบล เรียก “กูมิต” หรือ “ลีการัน”
  • -ระดับอำเภอ เรียก “สกอม” หรือ “แดอาเราะห์”
  • -ระดับจังหวัด เรียก “สะกอมเวล” หรือ “วีลายะห์”
  • -ระดับภาค หรือเขตมณฑล เรียก “กัส”

          โครงสร้างทั้งหมดจะ “สวมทับ” โครงสร้างองค์กรของภาครัฐ โดยเน้นความเข้มแข็งการจัดตั้งในระดับพื้นฐาน คือ “อาเยาะห์”เป็นหลัก นอกจากจะวางโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรมวลชนแล้วยังมีการจัดวาง “กองกำลังติดอาวุธ” เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การปฏิวัติอีกด้วย

            กลุ่มโจรจะจัดกำลังกองโจร หรือกำลังติดอาวุธในระดับ“หมู่บ้านจัดตั้ง” หรือ “อาเยาะห์” ส่วน “ตำบลจัดตั้ง” หรือ “ลีกาลัน” จะอยู่ใต้การปกป้องดูแล และสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนจัดตั้งถือเป็น “ทหารประชาชน” หรือ “The people Army”

            การสร้างและพัฒนาอำนาจรัฐซ้อนในหมู่บ้านจัดตั้ง หรือ “อาเยาะห์” คือ การกดดัน คุกคาม ข่มขู่ และ ลอบสังหารกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐไทยให้ยอมจำนนต่ออำนาจทับซ้อน
เมื่อเรารู้เท่าทันขณะนี้เรายังมีโอกาส “ตัดวงจร” ความคิดของกลุ่มขบวนการ BRN-Coordinate ไม่ให้รุกคืบไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังไม่สายเกินแก้แต่หากเรารู้แล้วกลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการใดๆ สิ่งที่ขบวนการดำเนินการอยู่บอกได้คำเดียวน่ากลัวจริงๆ เมื่อนั้นเราจะไม่เหลือมวลชนที่ให้การสนับสนุนและเห็นด้วยกับหน่วยงานภาครัฐเลย เพราะเป็นคนของขบวนการหมดแล้ว แล้วเราจะสู้ได้หรือ? เชื่อเหลือเกินคงไม่มีใครอยากเป็นเช่นนั้นและคิดว่าจะสามารถสกัดกั้นไว้ได้…ขึ้นอยู่กับว่าจะกล้าพอหรือไม่

******************************
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม