วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำไมต้องมีกฎหมายพิเศษในพื้นที่ จชต.


ทำไมต้องมีกฎหมายพิเศษในพื้นที่ จชต.


โดย..บินหลา ปัตตานี



             บ้านก็มีกฎบ้าน เมืองก็มีกฎเมือง เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมมนุษย์ เมื่อมีการรวมกลุ่มกัน ไม่ว่ากลุ่มเล็กหรือใหญ่จำเป็นต้องมีกฎของชุมชนหรือรัฐเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และให้คนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข ซึ่งกฎที่กำหนดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของพื้นที่,อีกทั้งความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ชื่อที่เรียกแต่ละรัฐจะแตกต่างกัน แต่วัตถุประสงค์และเป้าหมายเหมือนกันคือ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย บังคับ และลงโทษผู้ที่ละเมิดต่อกฎที่กำหนด สำหรับประเทศไทย มีการปรับปรุงแก้ไขตามยุคสมัยและห้วงเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ณ เวลานั้นๆ ปัจจุบันประเทศไทย มีการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับ อาทิ กฎหมายรัฐธรรมนูญฯประมวลกฎหมายแพ่งและอาญาและกฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก พ.ศ.2547, พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551, พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548



           กฎหมายพิเศษ จะมีการประกาศใช้ตามความจำเป็นและความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในภาพรวมแล้วจะอำนวยความสะดวกให้กับจนท.ในการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งแต่ละฉบับจะมีข้อปฏิบัติที่เหมือนและแตกต่างกันไปบ้างใน จชต. มีการบังคับใช้กฎหมายเหมือนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย แต่เพิ่มกฎหมายพิเศษอีก จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งมีผู้ไม่หวังดีพยายามบิดเบือน สร้างกระแสเพื่อให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวโดยอ้างว่าละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างบุคคลและองค์กรที่ออกมาต่อต้านพอสังเขปดังนี้



          มูลนิธิ ศูนย์ทนายความมุสลิม (MAC) อ้างว่ากฎหมายพิเศษคือสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง
สันติภาพใน 3 จชต.ประชาชนใน จชต. และ 4 อำเภอของจำหวัดสงขลาถูกบังคับด้วยกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติทั้งที่ยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหา


           สมาคมผู้หญิงปาตานี ในการจัดเสวนา 100 ปี กฎอัยการศึก 10 ปี ณ ปาตานีกับการบังคับให้สูญหายของเสียงเรียกร้อง ที่ มอ.ปัตตานีกล่าวว่า รัฐไทย ได้ใช้กฎหมายพิเศษต่อประชาชนปาตานีไปในเชิงลบ สามารถบุกรุกค้นหาในบ้านยามวิกาล และกระทำผิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานมีผลกระทบโดยตรง ต่อผู้เสียหายเวลา 10 ปี รัฐบาลไม่เคยทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษใน จชต. ไม่เคยสอบถามประชาชน ในพื้นที่ และนายกริยา มูซอ อดีตเลขาธิการ Rec Mas ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี การใช้กฎหมายพิเศษของรัฐบาลไทยใน จชต. นั้นเพื่อต้องการข่มขู่ประชาชน

       นาย ชินทาโร่ ฯ กล่าวว่า การประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ทำให้ จนท.รัฐ มีอำนาจที่เกินขอบเขต จนท.รัฐ ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชน

         ก่อนที่จะให้ทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ จชต. ผู้เขียนขอแนะนำให้รู้จักข้อกำหนด และขอบเขตของกฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับพอสังเขปดังนี้

  • พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.๒2547 ประกาศใช้เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น เช่นสงคราม, จลาจล ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้นไม่ต่ำกว่าระดับกองพันมีอำนาจในการประกาศใช้ จนท.ฝ่ายทหารจะมีอำนาจเหนือ จนท. ฝ่ายพลเรือน จนท.ฝ่ายทหาร มีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น, เกณฑ์, ห้าม, ยึด, เข้าพักอาศัย, ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, ขับไล่ และกักตัวไว้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งฝ่ายทหารมีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงลำพังในการแก้ปัญหา ทำให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ประกาศใช้เมื่อเกิดสถานการณ์ อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ นายกรัฐมนตรี โดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อบังคับใช้ ทั่วราชอาณาจักรหรือบางเขตพื้นที่โดยบังคับใช้ ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน สามารถประกาศขยายเวลาออกไปได้คราวละไม่เกิน 3 เดือน มีข้อกำหนด ห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด, ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน, ห้ามการเสนอข่าว, การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือสิ่งพิมพ์ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ, ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ, ห้ามการใช้อาคารหรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด
  • พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ประกาศใช้เพื่อป้องกัน, ควบคุมแก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใดๆ ที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ ให้กลับสู่สภาวะปกติ มีอำนาจออกข้อกำหนด, ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด, ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด, ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน, ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ, ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
         กฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับ อาจแยกประกาศพื้นที่ละฉบับ หรือพื้นที่หนึ่งทั้งสองฉบับก็ได้ เช่นใน 3 จชต. เว้น อ.แม่ลาน ประกาศกฎอัยการศึกคู่กับ พ.ร.ก. พ.ศ.2548

         ทำไมต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษ เพื่ออะไร และมันกดขี่ข่มเหงประชาชนที่เขากล่าวกันจริงหรือเป็นสิ่งที่หลายคนคิดและใคร่ที่จะรู้



            มูลเหตุที่ต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษใน จชต.สืบเนื่องมาจาก การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนเมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎหมายปกติไม่สามารถบังคับใช้อย่างได้ผล เช่นการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด จริงอยู่ จนท. ตำรวจสามารถปฏิบัติได้ แต่ไม่สะดวกรวดเร็วทันเหตุการณ์ เนื่องจากติดขัดในอำนาจของกฎหมายที่พึงปฏิบัติได้ เช่น การตรวจค้นต้องมีหมายค้นเป็นต้น สามารถควบคุมตัวเพื่อสอบสวนได้อย่างจำกัด สำหรับ จนท.อื่นๆ เช่น ฝ่ายปกครอง ทหารไม่มีอำนาจ หน้าที่ในการปฏิบัติ ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุหรือภัยที่เกิดขึ้นเกินกำลังที่ตำรวจ จะ




             ดำเนินการได้ จึงจำเป็นต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษ เช่นกฎอัยการศึก ทำให้ จนท.ทหารมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติช่วยเหลือตำรวจในการแก้ปัญหา เช่น การติดตาม จับกุม และตรวจค้นได้ โดยไม่ต้องขอหมายค้นทำให้สะดวกรวดเร็วในการแก้ปัญหา และระงับเหตุที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติของจนท.อีกหลายๆเรื่องตามที่กำหนดจึงเป็นการ เติมเต็มช่องว่างกฎหมายปกติให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นโดยประกาศใช้ในพื้นที่ จว.ป.น., จว.ย.ล. และ จว.น.ธ. ยกเว้น อ.แม่ลาน จว.ป.น.


              สำหรับ พ.ร.ก. พ.ศ.2548 เป็นข้อกำหนดที่อำนวยความสะดวกให้กับ จนท. ในเรื่องการห้ามปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว ทำให้สะดวกในการแยกระหว่างคนดี และคนร้าย และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน และเสริมกฎอัยการศึก ในเรื่องการกักตัวเพิ่มขึ้นอีก 30 วัน ทำให้ จนท. มีระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องสงสัย หรือผู้กระทำผิดได้มากขึ้น ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะว่าเมื่อครบ 7 วัน ตามอำนาจของกฎอัยการศึก ถ้าหาหลักฐานความผิดไม่ได้ จะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือผู้ร้ายไป เมื่อปล่อยแล้วคนร้ายก็จะหลบหนี และกลับมาก่อเหตุสร้างสถานการณ์อีก ใน จชต. ประกาศใช้ใน พื้นที่ จว.ป.น., จว.ย.ล. และ จว.น.ธ. ยกเว้น อ.แม่ลาน จว.ป.น.



  • พ.ร.บ.2551 ให้ประกาศในพื้นที่ที่เกิดเหตุไม่รุนแรงมากนักใน จชต. ได้แก่ 4 อำเภอของ จว.ส.ข. และ อ.แม่ลาน จว.ป.น. ซึ่งจะมีข้อห้ามต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้นเพื่ออำนวยความสะดวกและเกื้อกูลในการปฏิบัติของ จนท. ในการป้องกันการก่อความไม่สงบ และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำผิดได้เข้าแสดงตนเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อกลับออกมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับครอบครัวต่อไป และมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของ จนท. ที่นอกเหนือจากกฎหมายปกติที่ได้กำหนดไว้ด้วย

             กฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับ ถ้าดูอย่าผิวเผินแล้ว จะเห็นว่ากฎหมายให้อำนาจ จนท. ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกดขี่ข่มเหงประชาชน แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีการปฏิบัติที่อ่อนตัว จนท.ใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และห้วงเวลานั้นๆ ไม่ได้ใช้อำนาจเต็มตามข้อกำหนดตลอด โดยให้กระทบกระเทือนต่อวิถีชีวิตของประชาชนน้อยที่สุด ข้อห้ามต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ปกติ จนท.จะไม่ห้ามโดยให้ประชาชนปฏิบัติตามปกติ และมีอิสระในการปฏิบัติ จะห้ามก็ต่อเมื่อเห็นว่าไม่ปลอดภัย ซึ่งในห้วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เช่นเหตุระเบิดที่ อ.เมืองยะลา ก็จะห้ามใช้เส้นทางที่ผ่านจุดเกิดเหตุเพื่อความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกต่อ จนท.ในการระงับเหตุหรือช่วยเหลือ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็จะให้ประชาชนปฏิบัติตามปกติ ดังนั้น ประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั่วๆไป และประพฤติโดยสุจริต จะไม่รู้สึกเดือดร้อนกับการประกาศใช้กฎหมายพิเศษนอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับความเสียหายเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของ จนท. ตามกฎหมายพิเศษได้ด้วย




            กฎหมาย คือ ข้อกำหนดให้ปฏิบัติและห้ามปฏิบัติเป็นธรรมดาที่บางคนหรือบางกลุ่มไม่พอใจโดยเฉพาะกลุ่ม ผกร. และกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย เพราะไปขัดขวางการปฏิบัติที่ไม่ดีของพวกเขา จึงพยายามทุกวิถีทางให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษเพื่อจะได้ก่อเหตุและทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายได้โดยสะดวกกฎหมายพิเศษอาจจะจำกัดเสรีภาพบางประการ แต่เพื่อความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ผู้เขียนคิดว่าประชาชนที่คิดดีทำดีซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่น่าจะเข้าใจและยอมรับได้

           ท้ายนี้ ผู้เขียนใคร่ขอวิงวอนองค์กรทุกภาคส่วนอย่าได้สร้างความแตกแยกในสังคม ซึ่งไม่เกิดผลดีอันใดเลย ทุกคนคงไม่อยากเห็นการบาดเจ็บ และล้มตายเป็นอยู่อย่างนี้อีกต่อไป ไม่ว่าฝ่ายใดก็เป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น มาช่วยกันสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นจะดีกว่า 

หวังว่า อีกไม่นานคงจะได้เห็นวันนั้น……
“ วันที่ทุกคนรอคอย ”

10 ปีกับวิถีคนแดนใต้ บทวิจัยเปื้อนอคติ เปลวเทียนในพายุ


10 ปีกับวิถีคนแดนใต้ บทวิจัยเปื้อนอคติ เปลวเทียนในพายุ


           นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เป็นเสมือนระฆังส่งสัญญาณเริ่มการปะทุของไฟใต้ระลอกใหม่ส่งเสียงขึ้นด้วยเหตุการณ์ปล้นปืนของกองพันพัฒนาที่ 4 ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงนับร้อยคนบุกเข้าไปในค่ายทหารแล้วลงมือสังหารเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไป 4 นาย พร้อมนำอาวุธปืนจำนวนมากไปด้วยนั้น ฝันร้ายของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ก็เริ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน


              เวลาผ่านไป 10 ปี กับหลายร้อยพันเหตุร้ายที่เกิดขึ้น พร้อมกับชีวิตทั้งของเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ปลิดปลิวไป เป็นไปตามสัจธรรมที่ว่าภายใต้ภาวะการรบพุ่งที่ต่างฝ่ายต่างใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันย่อมมีการสูญเสีย เปรียบเสมือนการสาดน้ำเข้าหากันย่อมต้องเปียกปอนกันไปทั้งสองฝ่าย แต่ชีวิตของประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องย่อมไม่สมควรที่จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งประเด็นนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยมโนธรรมของคู่ขัดแย้งเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีหรือไม่

               การวิพากษ์ถึงทางออกรวมถึงรากเหง้าของปัญหาถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทวิเคราะห์จากนักวิชาการผู้ทรงภูมิ การระดมสมองหาทางออกด้วยการกำหนด Road Map มากมายนับครั้งไม่ถ้วน รวมทั้งผลงานการวิจัยจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงอีกจำนวนมากเพื่อหาบทสรุปในการแก้ปัญหาที่ลงตัว แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ด้วยเหตุผลสำคัญที่มองเห็นได้ง่ายที่สุดคือ บรรดาผู้รู้เหล่านั้นไม่ได้ลงมาสัมผัสกับวิถีชีวิตภายใต้ภาวะความขัดแย้งอย่างแท้จริง มีการใช้ความรู้สึกหรือทัศนคติของตนเองเข้าสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์ ผลที่ออกมาจึงมีความคลาดเคลื่อนตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงมากและมากขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือในท้ายที่สุด ซึ่งสำหรับผลงานทางวิชาการที่มีกระบวนการหาคำตอบอย่างมีหลักการแล้วนับว่าน่าเสียดายแรงกายแรงใจที่ตั้งใจจะใช้ความรู้ความสามารถมาเพื่อช่วยแก้ปัญหา แต่กลับกลายเป็นมาสร้างปัญหาไปซะได้

              ผมมีโอกาสได้อ่านงานวิจัยของท่านผู้รู้ท่านจากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย และนำเสนอในเว็บไซต์ต่างๆ เป็นเรื่องราวที่ท่านผู้วิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนโดยมีพื้นฐานข้อมูลเดิมคือ ความแยกขาดจากวิถีชุมชนและการใช้ชีวิตที่ผูกติดกับศาสนาและวัฒนธรรมของคนที่นี่ ภาพของการก่อการร้ายและความรุนแรงในพื้นที่พร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่ลงมาปฏิบัติงานจำนวนมากมายซึ่งเป็นเพียงข้อมูลอันน้อยนิดที่ท่านผู้วิจัยมี ประกอบกับท่านเป็นหญิงมุสลิมซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่สามจังหวัดที่ได้รับรู้เพียงเถ้าธุลีของควันระเบิดจากสื่อต่างๆ เท่านั้น ผลงานวิจัยจึงออกมาในเชิงสะท้อนเพียงภาพความขัดแย้งและติดกับอยู่เพียงภาพลบที่ได้จากการเก็บข้อมูลเพียงไม่กี่วัน

นี่จึงเป็นการ “ติดกับดักทางความคิดแบบคู่ตรงข้าม” อย่างแท้จริง

คุยกับทหาร 2 นายตีค่าทหาร 20,000 นาย
            ตามแนวทางของงานวิจัยแล้ว การได้พูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลที่มีคุณค่าเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการเชิงตรรกมีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างแน่ชัด แต่การเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างจากหน่วยสันติพัฒนาเพียงสองนายซึ่งกล่าวถึงการอบรมก่อนลงมาประจำการในภาคใต้ว่ามีระยะเวลาเพียงสองวัน แล้วนำมาสรุปว่าเป็นสาเหตุสำคัญของความไม่เข้าใจในวิถีชุมชน ศาสนาและวัฒนธรรม


           คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด จริงอยู่ว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจทุกเรื่องราวด้วยเวลาอันสั้น แต่การเรียนรู้จากการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันต่างหากที่มีคุณค่า และได้ผลมากกว่าการเรียนรู้จากการอบรม และแน่นอนที่สุดคือ ทหารสองท่านนั้นน่าจะอยู่ในพื้นที่นานกว่าท่านผู้วิจัยอย่างแน่นอน

            การด่วนสรุปว่าไม่มีความเข้าใจนี้จึงอาจหมายรวมถึงตัวผู้วิจัยเองด้วย และการได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องนั้นสมควรที่จะต้องใช้จำนวนของกลุ่มตัวอย่างอย่างเพียงพอแล้วจึงมาประมวลผลรวมในเชิงสถิติ นั่นจะเป็นการรวบรวมที่ได้ผลใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด การชิงฟันธงว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีความเข้าใจถึงวิถีชุมชนจึงเป็นการตีความที่ไร้หลักการโดยสิ้นเชิง


บทสรุปความขัดแย้งในมโนสำนึก

           การนำเสนอภาพความขัดแย้งในลักษณะ “พวกเขา” และ “พวกเรา” ในที่นี้หมายถึงสองกรณี คือ ชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ และ คนไทยพุทธกับคนมุสลิม บ่งชี้ให้เห็นถึงภาพในจิตใจของผู้วิจัยที่มองเห็นเพียงภาพความแปลกแยกแตกต่างในมโนสำนึกตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้บทสรุปของความรักความสามัคคีระหว่างคนที่มีความเชื่อถือศรัทธาแตกต่างแต่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้มาช้านานต้องเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบทสรุปที่บิดเบี้ยวนี้เมื่อถูกสื่อผ่านสื่อมวลชนย่อมส่งผลให้ผู้ที่ไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงจินตนาการเห็นภาพความขัดแย้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือมีเพียงส่วนน้อยให้เป็นไปตามเจตนาที่ผู้วิจัยได้ตั้งธงไว้ก่อนแล้วล่วงหน้า ส่วนผสมระหว่าง “อคติ” กับ “ความเป็นจริง” จึงไม่สามารถเขย่ารวมกันได้อย่างกลมกลืน เนื่องจากอคติที่มาบดบังหลักวิชา


           ถึงวันนี้ภาพการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าอกเข้าใจของคนสองศาสนาบนพื้นฐานของความพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันยังมีให้เห็นอยู่มากมาย การร่วมกิจกรรมของเพื่อนบ้านต่างศาสนายังมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ น่าเสียดายที่ท่านผู้วิจัยมิได้หยิบยกมานำเสนอในลักษณะรักษาสมดุลอย่างมีจิตเป็นกลาง


การสนับสนุนการศึกษาทางศาสนาที่ถูกมองข้าม

           ข้อสังเกตุความคลาดเคลื่อนที่มิใช่ความจริงทั้งหมดอีกประการที่ถูกหยิบยกมานำเสนอเพียงด้านเดียวคือ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ การกล่าวอ้างคำบอกเล่าของชาวบ้านซึ่งเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นที่พัก และโรงเรียนด้วยเหตุสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบทำให้ฝ่ายชาวบ้านไม่พอใจ จริงอยู่ว่าจากการปฏิบัติ หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาไม่พบสิ่งต้องห้ามในสถานศึกษาที่เข้าตรวจค้น ซึ่งทราบว่าทุกครั้งได้มีการชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อความเข้าใจร่วมกัน และเป็นธรรมดาอยู่เองที่ผลกระทบทางจิตใจของผู้บริหารสถานศึกษาย่อมมีอยู่ในใจ แต่หากมองด้วยใจเป็นธรรมคงไม่มีใครต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพื่อสร้างผลกระทบต่อการเรียนของลูกหลานหากไม่มีสิ่งชี้นำที่พาดพิงไปถึง และหลายครั้งเช่นเดียวกันที่การตรวจค้นพบทั้งตัวผู้ต้องหาที่มีหมาย ป วิอาญา ระเบิด อุปกรณ์ประกอบระเบิด หรือแม้กระทั่งอาวุธปืนสงครามมากมาย จนถึงขนาดมีคำสั่งปิดโรงเรียนไปหลายแห่งนี่เป็นความจริงอีกเรื่องที่อยากจะสื่อให้สังคมทราบ

           ความจริงอีกประการที่อยากจะเสริมเพิ่มเติมให้กับงานวิจัยดังกล่าวคือ การสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนมุสลิมในสามจังหวัดแห่งนี้ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวนกว่าหนึ่งหมื่นบาทต่อคนต่อปี ซึ่งการสนับสนุนเช่นนี้ไม่มีในโรงเรียนของรัฐทั้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และทั่วประเทศ นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานโดยรัฐบาล และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การศึกษาทางศาสนาในสามจังหวัดได้รับการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐานในโรงเรียนขนาดใหญ่

 

          แต่อีกมุมมองหนึ่งก็ทำให้เกิดโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามขึ้นอีกมากมายราวดอกเห็ด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเงินสนับสนุนของรัฐบาลนี่เอง

           เรื่องราวที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ทั้งผลดีและผลเสียจากการสนับสนุนข้างต้นจะยังไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เป็นแต่เพียงสงสัยว่าเหตุใดเรื่องราวการสนับสนุนดีๆ เช่นนี้ไม่ถูกนำเสนอในผลงานวิจัย

             ผมเคยถามบาบอหลายท่านถึงสภาพความทรุดโทรมของห้องเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ในพื้นที่ว่าเหตุใดจึงไม่ได้รับการปรับปรุงทั้งที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนมาก คำตอบคือ เป็นความต้องการให้เยาวชนได้เรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ตามวิถีที่เรียบง่ายของมุสลิม ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ฟังดูมีเหตุผลแต่จะมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่ฝากท่านผู้วิจัยลองลงมาทำวิจัยเรื่องนี้ดูซักครั้ง

ความยุติธรรมกับการก่อการร้าย

          หลายปีที่ผ่านมาการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่ก่อเหตุในพื้นที่มีเป็นจำนวนมาก ภายหลังการจับกุมสิ่งหนึ่งที่เขาเหล่านั้นเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันคือ “ความยุติธรรม” พร้อมกับการช่วยเหลืออย่างออกนอกหน้าขององค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสิทธิมนุษยชนซึ่งมักเรียกร้องเฉพาะกรณีผู้กระทำผิดจากการก่อความไม่สงบเท่านั้น ที่ต้องบอกว่าเท่านั้นเพราะไม่มีการเรียกร้องสิทธิให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการกระทำของเขาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อยนอกจากการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ การกล่าวอ้างเรียกร้องความเป็นธรรมจากการสังหารประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ใช่การเรียกร้องความยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสเป็นธรรมต่างหากที่พวกเขาต้องเข้าไปสู่กระบวนการตามครรลองของกฎหมาย

         การเรียกร้องหาเอกราชตามท้องถนนและป้ายจราจรวันนี้ยังมีปรากฎให้เห็นโดยทั่วไปพร้อมๆ กับการก่อเหตุร้ายเพื่อกดดันรัฐบาลควบคู่กับการพูดคุยตามแนวทางสันติที่กำลังดำเนินไป แต่สำหรับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงแล้ว เขาจะไปเรียกร้องความยุติธรรมได้กับใคร

วิจัยปี 50 นำมาเสนอปี 56

           จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมทราบว่างานวิจัยดังกล่าวทำไว้ตั้งแต่ปี 50 และมีการนำเสนอผลงานการวิจัยนี้ผ่านสื่อในสมัยนั้นไปแล้ว แต่การนำข้อมูลเดิมซึ่งล้าสมัยมาเผยแพร่ใหม่โดยไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องเวลาที่ล่วงเลยและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของสภาพสังคมจิตวิทยาในพื้นที่จึงอาจสร้างความสับสนต่อผู้อ่านซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สมควร เว้นแต่ผู้รวบรวมจะมีเจตนาแฝงอื่นๆ


            ตลอด 10 ปีที่ผมเฝ้าติดตามความเป็นไปในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ได้เห็นการโหมกระพือสถานการณ์ใต้จนเกินจริงเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ต้องการมากมาย ชีวิตและความตายกลายเป็นสิ่งหอมหวลสำหรับบุคคลและกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มหลายฝ่ายที่เข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เสมือนพายุร้ายที่โหมกระหน่ำเข้าใส่เปลวเทียนที่ริบหรี่ใกล้มอดดับ เราจะช่วยกันปกป้องให้ผ่านพ้นไปในวันที่สามารถทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน หรือจะเฝ้าดูมันดับลงพร้อมๆ กับชีวิตของคนชายขอบแห่งนี้ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้...อามีน


ซอเก๊าะ นิรนาม

ครบรอบ 10 ปีป่วนใต้! ในภาวะเจรจาสันติภาพล่ม

ครบรอบ 10 ปีป่วนใต้! ในภาวะเจรจาสันติภาพล่ม



เหตุระเบิดกลางเมืองยะลา 2 วัน 8 จุด เมื่อวันที่ 6 และ 7 เมษายน 2557ที่ผ่านมา เป็นคาร์บอมบ์ 1 จุด โชเล่ย์บอมบ์ (รถจักรยานยนต์พ่วงข้างบรรทุกระเบิด) อีก 1 จุด ที่สร้างความเสียหายให้กับย่านธุรกิจการค้า ทั้งร้านเฟอร์นิเจอร์ โกดังเก็บสินค้าขนาดใหญ่กลางเมือง และร้านสะดวกซื้อชื่อดัง มีอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 15 คูหา มีผู้เคราะห์ร้ายสังเวยชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคนนั้น ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ความภาคภูมิใจของทุกหน่วยงานที่สามารถสกัดกั้นเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ในเขตเมือง โดยเฉพาะ อ.เมืองยะลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการศึกษาของพื้นที่ได้ยาวนานกว่า 2 ปี ถึงคราวต้องมลายหายไปพริบตา
 สภาพการณ์ เต็มไปด้วยความหวาดผวา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ได้รับแจ้งจากประชาชนให้เข้าตรวจสอบรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ต้องสงสัยที่จอด ทิ้งไว้นานผิดสังเกตเกือบตลอดทั้งวัน

ขณะที่กลุ่มผู้นำศาสนา นักเรียน นักศึกษา พ่อค้า ประชาชนหลายร้อยคน พร้อมใจกันเดินรณรงค์เรียกร้องให้หยุดการก่อเหตุรุนแรง

ส่วน ความเคลื่อนไหวของภาครัฐ ทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัด และเทศบาลนครยะลา ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบความเสียหาย ให้กำลังใจ และเร่งรัดการช่วยเหลือเยียวยา มีการตั้งเต็นท์บริเวณหน้าแขวงการทางยะลา เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีทั้งบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย

สภาพการณ์"คาร์บอมบ์" สร้างความหวาดหวั่นให้กับคนในพื้นที่  โดยที่ฝ่ายปกครองอย่างพล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) มองถึงเหตุวางระเบิดหลายพื้นที่ใน จ.ยะลาครั้งนี้ว่าเดือนเม.ย.จะเป็นช่วงวงรอบที่จะมีสถานการณ์ลักษณะนี้ เพราะครบรอบการสถาปนากระบวนการบีอาร์เอ็น คองเกรส วันสถานปนาธรรมนูญของกลุ่มเบอซาตู และครบรอบเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ จึงเกิดเหตุการณ์เพื่อแสดงสัญลักษณ์ ที่จะมีการแขวนป้ายผ้า และเหตุรุนแรง

แต่ ที่เลขาฯสมช. มองต่างไปจากเหตุการณ์เดือนเม.ย.ทุกๆปีก็คือการโยกย้ายตัวแม่ทัพภาพที่ 4 ที่มี พล.ท.วลิต โรจนภักดี เข้ามาสานต่อคนเดิมและการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สมช.จากตัวเขามาเป็นนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รวมทั้งการพูดคุยสันติภาพที่หยุดชะงักลงไป มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน กลุ่มที่ต้องการให้พูดคุยก็พยายามจะสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น

"ทาง นโยบายเขาต้องการความชัดเจนของผู้ที่จะมาดูแลการพูดคุยต่อว่าคนใหม่ที่จะมา แทนผม แนวทางการทำงานจะเหมือนกับที่เคยพูดคุยไว้ก่อนหรือไม่ ประกอบกับการเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 ฝ่ายขบวนการ ฝ่ายภัยแทรกซ้อน ก็มีการลองของกันตลอด เป็นเรื่องปกติ ทุกปัจจัยมีความเกี่ยวข้องกันหมด" พล.ท.ภราดร กล่าว

ด้านนายศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี นักวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ เห็นว่าจากการวิเคราะห์เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้ในช่วงนี้ พบว่ามีสาเหตุหลักจาก 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยแรกการ ครบวงรอบเดือนเสี่ยง โดยทุก 1 ปีจะมีสถิติการก่อเหตุสูงสุดในช่วง 3 เดือนสำคัญคือ เมษายน,พฤษภาคม และมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนร้าย มักจะก่อเหตุถี่และรุนแรงเป็นประจำทุกปี

ส่วนปัจจัยที่ 2 มาจากการครบรอบ10 ปี เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีส่วนผลักดันให้แนวร่วมในพื้นที่ฮึกเหิมและพยายามก่อเหตุเชิง สัญลักษณ์  โดยมีแนวโน้มการก่อเหตุความรุนแรงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการพุ่งเป้าหมายไปยังเป้าหมายอ่อนแอ ทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ ครู และพระสงฆ์ รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่คนร้ายเข้ามาก่อเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่เขต เมืองและย่านเศรษฐกิจสำคัญของจ.ยะลา

ปัจจัยที่ 3 คือ การหยุดชะงักงันของการเจรจาสันติภาพด้วยปัจจัยทางการเมือง ทำให้ข้อกำหนดความร่วมมือที่ได้ตกลงดำเนินร่วมกันตลอด 1 ปี ที่เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาของทุกภาคส่วน จนช่วยทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น การหยุดก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจ 7 หัวเมืองหลักไม่ว่าจะเป็นเมืองยะลา ,เบตง ,ปัตตานี, นราธิวาส, ตากใบ, สุไหงโกลก และหาดใหญ่ รวมถึงเป้าหมายอ่อนแอที่มีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่เป็นเจ้า หน้าที่รัฐ แต่ทันทีที่กระแสการชะลอการเจรจาสันติภาพไม่มีความคืบหน้า ทำให้ภาพความรุนแรงในรูปแบบต่างๆเริ่มปรากฎขึ้นอีกครั้ง

ภาวะความ รุนแรงช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแห่งเดือนเมษายน ยังเห็นได้ว่าการใช้ความรุนแรงปัญหาชายแดนใต้ยังไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ยิ่งการเจรจาสันติภาพหยุดชะงัก การใช้ความรุนแรงก็ยังไม่หยุด ประเด็นดังกล่าว จึงยังต้องเดินหน้าในการหยุดการใช้ความรุนแรงชายแดนใต้ให้ได้

ยังคงหวังว่าความสงบสันติจากชายแดนใต้ต้องกลับคืนกลับมา!!!

“ความสำเร็จ” ของมินดาเนา กับ “ความล้มเหลว” ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการสันติภาพปาตานี

“ความสำเร็จ” ของมินดาเนา กับ “ความล้มเหลว” ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการสันติภาพปาตานี


             วันที่ 27 มีนาคม 2557 ซึ่งเป็นวันสำคัญของมินดาเนาที่มีพิธีลงนาม The Comprehensive Agreement on Bangsamoro การลงนามดังกล่าวเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งของชาวมินดาเนาภายใต้การนำของขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (Moro Islamic Liberation Front, MILF) และรัฐบาลฟิลิปปินส์ การรายงานข่าวในสื่อต่างๆ ในประเทศไทยเราโดยเฉพาะจากสื่อกระแสหลักที่เปรียบเทียบ “ความสำเร็จ” ของมินดาเนากับ “ความล้มเลว” ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการสันติภาพปาตานี เหมือนกับ “เด็กทารกกับเด็กมัธยมปลาย?”



             ประสบการณ์ของบังซาโมโรบนเกาะมินดาเนา มีความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมที่ปาตานี ในเรื่องกระบวนการสันติภาพมินดาเนามีประสบการณ์มากกว่า 17 ปี นับตั้งแต่ ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) และมีการเจรจาเปิดไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง ไม่นับรวมการเจรจาทางลับอีกหลายครั้งส่วนปาตานีเพิ่งผ่านมาแค่ปีเดียวเอง ซึ่งได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 (ค.ศ.2013) ที่สำคัญมีการพูดคุยแค่ 3 ครั้ง นับตั้งแต่มีการลงนามในกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่มีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
ป่วนหนักทุกครั้งก่อนเจรจา?

             มีการตั้งข้อสงสัยจากหลายฝ่าย รวมทั้งกระแสการสนทนาของชาวบ้านตามร้านน้ำชาที่ติดตามข่าวสารกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่เกิดขึ้น ทุกครั้งก่อนการพูดคุย จะมีการก่อเหตุรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐและเป้าหมายอ่อนแอ ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มไหน? และกระทำไปทำไม?

         ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อมั่นในตัวของนายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของกลุ่ม BRN ที่เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพเป็นตัวจริงเสียงจริงหรือไม่? เพราะแทบทุกครั้งที่มีการก่อเหตุสิ่งบ่งบอกให้เห็นว่า แกนนำไม่มีเอกภาพในการสั่งการกลุ่ม RKK ในพื้นที่หยุดทำการเคลื่อนไหวได้เลย

          การขาดเอกภาพในการสั่งการเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการก่อเหตุ ข้อมูลเชิงลึกประชาชนในพื้นที่ต่างรู้ดีว่ากลุ่มที่มีความคิดต่างจากรัฐมีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มมีการแยกตัวออกไปจัดตั้งกลุ่มใหม่เป็นเอกเทศ มีแนวความคิด มีอุดมการณ์ แนวทางการต่อสู้เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นการที่รัฐไทยมีการพูดคุยกับกลุ่ม BRN เพียงกลุ่มเดียวจึงเกิดกระแสต้านจากลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วม


ป่วนหนักกว่าเดิมหลังเลื่อนเจรจาออกไปไม่มีกำหนด?

           เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดาโต๊ะ สรี อาหมัด ซัมซามิน อาซิม อดีตผู้อำนวยการข่าวกรองมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุย จะออกมาสร้างภาพตอกย้ำสร้างความเชื่อมั่นและแข็งแกร่งของโต๊ะสันติภาพในวาระครบรอบ 1 ปี ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายรู้ว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพยังไม่ล่มพร้อมเดินหน้าต่อ ถึงแม้ในช่วงนี้จะยังไม่มีกำหนดการของการพูดคุยก็ตามที และหากตัวเองพ้นจากตำแหน่งนี้ก็จะมีผู้ที่จะมาทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกแทนตน


           หากย้อนกลับไปดูการก่อเหตุในห้วงที่กระบวนการพูดคุยสันติภาพได้ห่างหายไปจากหน้าสื่อที่มีการนำเสนอ ข้อมูลข่าวสารที่เข้ามาแทนที่ในการแย่งชิงในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนแต่ละสำนักในการขายข่าวแทน คือการสร้างสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงด้วยการฆ่า สังหาร แล้วเผา “เป้าหมายอ่อนแอ” ทั้งครู พระ ผู้หญิง รวมทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งไทยพุทธและมุสลิม



               การก่อเหตุต้อนรับเดือนเมษายน เดือนแห่งเทศกาลสงกรานต์ ที่ทุกคนต่างรอคอยในการละเล่นสาดน้ำคลายร้อนของคนหนุ่มสาว สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุหรือบุคคลที่เคารพนับถือ ด้วยการลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลาจำนวนหลายจุด ตั้งแต่บ่ายของวันที่ 6 เมษายน และเช้าของวันที่ 7 เมษายน 2557 สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ โดยเฉพาะด้านจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเยียวยาให้กลับคืนมาได้



              ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มขบวนการ BRN หรือกลุ่มอื่นๆ ที่แอบแฝงอยู่ในเงามืด ได้สะท้อนผ่านการก่อเหตุรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ด้วยการทำลายแหล่งเศรษฐกิจ โจมตีเป้าหมายอ่อนแอ ด้วยการกระทำที่ป่าเถื่อน อำมหิต สุดโต่ง ที่คนปกติเค้าไม่กระทำกัน เช่นการฆ่าตัดคอ การฆ่าแล้วเผาทำลายศพ เพื่อยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง การตอบโต้ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่เลือกศาสนา เพื่อปลุกเร้าให้คนต่างศาสนาขัดแย้งและใช้ความรุนแรงเข่นฆ่ากันเอง

บทเรียนมินดาเนาเพื่อประโยชน์สันติภาพปาตานี

           การนำเสนอของสื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง และสื่อทางเลือกไม่จำเป็นต้องจะต้องมีการนำเสนอในลักษณะเปรียบเทียบ “ความสำเร็จ” ของมินดาเนากับ “ความล้มเลว” ที่ปาตานี เพราะกระบวนการสันติภาพของแต่ละพื้นที่อยู่ในระดับที่แตกต่างกัน อีกทั้งปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งต่างกันโดยสิ้นเชิงการนำเสนอที่ชี้นำทางความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ ที่มีการเปรียบเปรยให้เห็นภาพของสันติภาพ“นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายคนหนึ่งกับเด็กทารกคนหนึ่ง”

          สื่อทั้งหลายควรจะถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของมินดาเนา เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการสร้างสันติภาพ ณ ปาตานี น่าเสียดายอย่างยิ่งที่แทบไม่มีสื่อที่กระทำเช่นนั้น ตั้งแต่กระบวนการสันติภาพปาตานีริเริ่ม สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ยังไม่ทำหน้าที่ซึ่งเอื้อต่อกระบวนการสันติภาพ แต่ยังเป็น “คนขายข่าว”  เพื่อป้อนความต้องการของผู้บริโภคสื่อเท่านั้น

ใคร?? คือผู้ชี้ชะตาสันติภาพปาตานี

           สื่อมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงตีแผ่พฤติกรรมของกลุ่มขบวนการที่ยังเดินหน้าก่อเหตุสร้างความรุนแรง เปิดเผยความเชื่อมโยงของกลุ่มขบวนการที่สนับสนุนกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ ทำการลักลอบสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน ที่มีผลประโยชน์มหาศาล



            นี่คือต้นเหตุของไฟใต้ที่ไม่รู้จักกับคำว่าสงบ เนื่องจากมีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้เกิดสันติสุข กลุ่มกระบวนการที่ดำรงอยู่ได้เพราะได้รับเงินทุนหล่อเลี้ยงองค์กรจากพ่อค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และจากธุรกิจผิดกฎหมายทุกชนิด สถานการณ์ลักษณะเช่นนี้ยังดำเนินไปยากที่จะแก้ไข เปรียบเสมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง ณ วันนี้ เมื่อวานนี้ หรือเมื่อช่วงหลังเหตุปล้นปืนต้นปี 47 รูปแบบยังคงเป็นเช่นเดิม เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนตัวละครผู้ที่รับบาดเจ็บ ล้มตาย แต่ผู้ก่อเหตุคือกลุ่มขบวนการBRN และพันธมิตรเดิมๆ ที่แย่งชิงความสงบสุขยัดเหยียดความทุกข์เข็นแสนสาหัสให้กับประชาชนปาตานี



            ประชาชนปาตานีคือผู้กำหนดชี้ชะตาสันติภาพอย่างแท้จริง เปิดรับข้อเท็จจริง
ของข่าวสาร ปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบของกลุ่มขบวนการ อย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ยังไม่รู้ต้นตอและแหล่งที่มา

           หากวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ประชาชนชาวปาตานียังคงนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน นั้นหมายความว่าเม็ดเงินที่รัฐไทยได้ทุ่มลงไปในการแก้ไขปัญหาไปถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ตลอด 11 ปีงบประมาณ กำลังละลายไปกับเสียงระเบิด เปลวเพลิง และความสูญเสียของผู้คน!! แสงริบหรี่แห่งสันติภาพจะดับมอดไป
ชั่วลูกชั่วหลานคงไม่เห็นแสงสว่างเกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้


วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

ระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ สภ.รือเสาะ

           เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 30 มี.ค. เกิดเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่
ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ สภ.รือเสาะ เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บในท่อลอดของถนน
สายรือเสาะ -โกตาบารู ช่วงบริเวณบ้านซือเลาะ ม.4 ต.เรียง ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ
4 ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ทะเบียน กง 3766 ตรัง อยู่ในสภาพถูกอานุภาพของระเบิด
ได้รับความเสียหายจอดหงายท้องอยู่บนถนน และมีเศษชิ้นส่วนของรถยนต์กระบะ
ตกกระจายเกลื่อนในที่เกิดเหตุ ห่างไปประมาณ 30 เมตร พบหลุมระเบิดกลางถนน
ลึก 1 เมตร กว้าง 2 เมตร และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้าย
ประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้งต้ม หนักประมาณ 50 กก. จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่
ที่ลากสายไฟฟ้าเข้าไปในป่ารกทึบตกกระจายเกลื่อนบนถนน และพงหญ้ารกทึบ
ข้างทาง ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 5 นาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยกันส่งรักษาที่
โรงพยาบาลรือเสาะ ซึ่งประกอบด้วย

  • 1.ส.ต.ท.จักรวรรดิ์ คงอยู่
  • 2.ส.ต.ต.กิติศักดิ์ บัวมา
  • 3.ส.ต.ต.ประพันธ์ ริตพนพันธ์
  • 4.ส.ต.ท.ไตรรงค์ เด่นดวง
  • 5.ส.ต.ต.นัณพงศ์ เลิศหล้า 

         ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสะเก็ดระเบิด และแรงอัดที่บริเวณลำตัว ซึ่งอาการสาหัส 2 นาย คือ ส.ต.ท.ไตรรงค์ และ ส.ต.ต.นัณพงศ์ และได้เสียชีวิตต่อมาที่โรงพยาบาลรือเสาะ ส่วนที่เหลืออีก 3 นาย ได้ขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์จาก ศชต.เพื่อลำเลียงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 3 นาย ส่งตัวรักษาต่อยังโรงพยาบาลศูนย์ จ.ยะลา ก่อนเกิดเหตุทราบว่า พ.ต.ต.วสิทธิ์ เมืองนาม สว.สืบสวน สภ.รือเสาะ ได้นำกำลัง รวม 16 นาย รถยนต์กระบะ 2 คัน รถยนต์เก๋ง 1 คัน และรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน เพื่อตระเวนตรวจสอบความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นาย ได้ขับนำหน้าขบวน เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้แบตเตอรี่จุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ในท่อลอดกลางถนน จนเกิดระเบิดขึ้นในขณะรถยนต์ขับผ่าน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นาย เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บดังกล่าว









































สมุนโอลันล้า วางระเบิด พลาดโดนตัวเองไส้กระจาย

         เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 19 มี.ค.เกิดเหตุระเบิด บริเวณสามแยกต้นตำเสา ม.5 ต.เขาตูม ที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดกว้าง 1 เมตร และมีชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ การตรวจสอบในที่เกิดเหตุปรากฏว่าพบชิ้นส่วนของมนุษย์ทั้งเศษสมอง ผม แขน ขา กระจายไปทั่วบริเวณ คาดว่าน่าจะถูกระเบิดเสียชีวิตจนร่างแหลก ก่อนเกิดเหตุทราบว่า เส้นทางดังกล่าว ชุดทหารพรานที่ 22 กำลังจะใช้เส้นทางกลับไปยังฐาน ปรากฏว่าได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นก่อน จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะนำระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 15 กก.มาฝังเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ แต่ประกอบพลาดเกิดระเบิดก่อนจึงทำให้คนร้ายคาดว่า 2 คนเสียชีวิตร่างแหลก หลังเกิดเหตุ ผบ.ทพ.22 ปัตตานี นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นตามรอยเลือด เนื่องจากเชื่อน่าจะมีคนร้ายที่ได้รับบาดเจ็บ 2-3 คนหลบหนีไป






Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม