วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สันติวิธี หนทางสู่สันติภาพที่แท้จริง

สันติวิธี หนทางสู่สันติภาพที่แท้จริง

โดย ดร.อิสมาอีลลุตฟีย์ จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


            สืบเนื่องจากรัฐบาลและกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ แสดงเจตจำนงพูดคุยเพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีรัฐบาลมาเลเซียเป็นอำนวยความสะดวก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งตัวแทนทั้งสองฝ่ายได้มีการพบปะพูดคุยครั้งแรก เพื่อกำหนดกรอบการพูดคุย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะพบปะพูดคุยเพื่อสันติภาพอีกครั้ง ในวันที่ 29 เมษายน 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิด สันติภาพ ในพื้นที่ต่อไป
           ในระหว่างที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกำลังดำเนินไปท่ามกลางความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคุกรุ่น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการพูดคุย หรือ เจรจาเพื่อสันติในครั้งนี้อย่างหลากหลาย ในการนี้ เพื่อให้กระบวนการการพูดคุย หรือ การเจรจา เพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วประเทศปรารถนา สามารถดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุถึงข้อตกลงสันติภาพ ข้าพเจ้า ในฐานะที่เป็นประชาชน นักวิชาการและนักการศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวคิดที่เป็นหนทางในการส่งเสริม สนับสนุนกระบวนการพูดคุย หรือ เจรจา เพื่อสันติภาพให้มีความก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จ ดังนี้

             1. การพูดคุย เจรจา : เส้นทางสู่ความสันพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจกัน
การที่ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ รวมทั้งรัฐบาลมาเลเซีย ได้ริเริ่มกระบวนการสันติวิธีสู่สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการหันมาพูดคุย หรือ เจรจา ถือว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง



          กล้าหาญและน่าชมเชย สร้างความหวังแก่ประชาชนในพื้นที่ เพราะ การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีเป็นหนทางเดียวที่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาชนทุกศาสนาและชาติพันธ์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องมุสลิม จำเป็นต้องรีบตอบรับหรือขานรับ ร่วมมือและสนับสนุนทันที เมื่อการพูดคุย หรือ การเจรจาเพื่อสันติภาพถูกเรียกร้องหรือริเริ่ม แม้นการริเริ่มหรือการเรียกร้องจะมาจากฝ่ายที่เห็นต่างจากเราก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อขานรับคำเชิญชวนของคัมภีร์อัลกุรอาน ความว่า

          “และหากพวกเขาโอนอ่อน เพื่อสันติภาพ(เพื่อสงบศึก)แล้ว ก็จงอ่อนโอนตามเพื่อการนั้นด้วย และจงมอบหมายภารกิจเพื่ออัลลอฮฺ(พระเจ้า)เถิด แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ(พระเจ้า)เป็นผู้ทรงได้ยิน และผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
และถ้าพวกเขาปรารถนาจะลวงเจ้า(โดยสัญญาสันติภาพนั้น) ดังนั้น อัลลอฮฺ(พระเจ้า)ทรงเพียงพอแล้วสำหรับเจ้า พระองค์คือผู้ทรงสนับสนุนเจ้าด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ และด้วยกำลังของผู้ศรัทธา”
(ความหมายของกุรอาน 8 : 61 – 62 )

          ในส่วนของฝ่ายรัฐบาล จำเป็นต้องส่งสัญญาณ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และให้ความรู้ความเข้าใจแก่ข้าราชการและบุคลากรของรัฐทุกหน่วยงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องการพูดคุย หรือ เจรจาเพื่อสันติภาพ หรือ นโยบายการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจในนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐ สามารถนำยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นเอกภาพ
           สำหรับภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้นำและนักการศาสนา ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและสตรี ควรเข้ามามีส่วนร่วม และสนับสนุนกระบวนการพูดคุยหรือเจรจาเพื่อสันติภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ การเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธี ตลอดจนการจัดเวทีพูดคุยสานเสวนาประชาชนในภาคส่วนต่างๆในเรื่องสันติภาพและการกระจายอำนาจ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากพลังของภาคส่วนต่างๆเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ ที่ค้ำชูและผลักดันให้กระบวนการพูดคุย หรือ เจรจาเพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบผลสำเร็จ

           2. ความยุติธรรม คือ รากฐานของสันติภาพ  คัมภีร์อัลกุรอานหลายโองการได้ค้ำชูและปูทางสำหรับแบบแผนของสันติภาพ และยังได้สนับสนุนให้ใช้กระบวนการสันติวิธี ในการเรียกร้องคืนสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเจ้าของสิทธิ ห้ามละเมิดหรือรุกรานผู้อื่น พร้อมกันนั้น ต้องดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ทำดีกับมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย
แม้กระทั่งกับข้าศึกในสงคราม เมื่อใดที่พวกเขาตอบรับการเจรจา ประนีประนอม ความยุติธรรมต้องอยู่เหนืออารมณ์และความรู้สึกส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ทางเครือญาติและมิตรสหายหรืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่า

          ดังพระดำรัสของพระเจ้า ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเป็นผู้ธำรงความเที่ยงธรรม ในการเป็นพยานเพื่ออัลลอฮฺ(พระเจ้า) แม้จะเป็นอันตรายต่อตัวสูเจ้าเอง หรือ พ่อแม่ ญาติสนิทของสูเจ้าก็ตาม แม้เขาจะมั่งมีหรือยากจนก็ตาม...”  (ความหมายของคัมภีร์อัลกุรอาน 4 : 135)

        ศาสนาอิสลามสอนให้อำนวยความยุติธรรม กับข้าศึกหรือศัตรู ความว่า  "บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ในการเป็นพยานเพื่ออัลลอฮฺ(พระเจ้า) และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า” (ความหมายของคัมภีรกุรอาน 5: 8)

        สรุปแล้ว การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน เป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำชูและปูทางสำหรับกระบวนการสร้างสันติภาพ
        ฉะนั้น ในกระบวนการพูดคุยหรือเจรจา เพื่อยุติความรุนแรงและสร้างสันติภาพ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องถือว่า การอำนวยความยุติธรรมในทุกมิติและทุกด้าน ต้องเป็นวาระที่สำคัญของการพูดคุยหรือเจรจา พร้อมกับมีมาตรการในการอำนวยการความยุติธรรมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จึงจะทำให้กระบวนการพูดคุยหรือเจรจาเพื่อสันติภาพประสบผลสำเร็จ

          แน่นอน สำหรับพื้นที่ที่มีความขัดแย้งในเรื่องอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ ผู้ที่มีส่วนได้เสีย หรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ย่อมมีมุมมอง ความคิด ความเข้าใจในเรื่องสันติวิธี สันติภาพและความยุติธรรมที่หลากหลายและแตกต่างกัน

        ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการพูดคุย หรือ เจรจาได้รับการตอบรับ สนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วน ทุกศาสนาและชาติพันธุ์ ข้าพเจ้าจึงเสนอ ให้รัฐจัดให้มีคณะกรรมการยุติธรรมและสมานฉันท์ภาคประชาชนชุดหนึ่ง ประกอบด้วย ผู้แทนประชาชนจากศาสนิกและชาติพันธุ์ต่างๆ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน ผู้แทนสตรี โดยคณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทในการสนับสนุน ตรวจสอบและติดตามกระบวนการสันติวิธีสู่สันติภาพและการอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สานเสวนาในเรื่องสันติวิธีและการอำนวยความยุติธรรมในมิติและด้านต่างๆแก่ประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจ เข้าถึง มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจยุทธศาสตร์และแนวนโยบายของรัฐในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี พร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและสนับสนุนกระบวนการพูดคุย หรือ เจรจา เพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริง

         3. ความยุติธรรมทางสังคม เพื่อการสร้างสันติภาพ หนึ่งในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการอำนวยการความยุติธรรมแก่ประชาชน เพื่อเกื้อหนุนและส่งเสริมให้การเจรจา หรือ พูดคุยเพื่อสันติภาพประสบผลสำเร็จ และสอดคล้องกับหลักการอิสลาม ก็คือ การให้ความยุติธรรมในทางสังคม ภาครัฐไม่ควรละเลยการให้หลักประกันทางสังคม ด้วยการช่วยเหลือและเยียวยาแก่บรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเยียวยาในด้านจิตใจ การศึกษา คุณภาพชีวิตและรายได้ของครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

        4. สันติภาพ คือวัตถุประสงค์หลักของศาสนบัญญัติ  บทบัญญัติต่างๆในศาสนาอิสลาม มีจุดมุ่งหมาย เพื่อปกป้องศาสนา เกียรติ ศักดิ์ศรี สติปัญญา ชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน นั่นเอง

        ดังนั้น ในทัศนะของอิสลามแล้ว ถือว่า การพูดคุย เจรจาหาทางออกด้วยความจริงใจและมีวิทยปัญญา ปราศจากผลประโยชน์ เพื่อหาทางยุติการใช้ความรุนแรง และการละเมิดในทุกรูปแบบ หลีกเลี่ยงมิให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สินของบุคคลและส่วนรวม ถือเป็นสิ่งที่อิสลามเรียกร้อง และเป็นการปูทางไปสู่สันติภาพ อันเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ในทางตรงกันข้าม ความเสียหายไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ และการพัฒนาประเทศ

          5. การพูดคุย หรือ เจรจา คือ วิธีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีที่ทุกฝ่ายต้องเชื่อมั่น มิใช่การทดลอง  สำหรับมุสลิมส่วนใหญ่ มีความศรัทธาและยึดมั่นในแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆโดยสันติวิธี หรือ โดยการพูดคุย เจรจากัน ด้วยสติปัญญาและเหตุผล บริสุทธิ์ใจเพื่อที่จะให้เกิดสันติภาพที่แท้จริง ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เพราะ สันติภาพ เป็นทั้งหลักการศรัทธาและหลักการปฏิบัติของศาสนาอิสลาม ดังนั้น การอดทน


           อดกลั้น ต่อปัญหาอุปสรรคและนสิ่งท้าทายต่างๆในกระบวนการพูดคุย หรือ เจรจาเพื่อสันติภาพ แม้ต้องใช้ระยะเวลานานนับสิบปีกว่าจะบรรลุข้อตกลง ย่อมดีกว่า การทนปล่อยให้สถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบเกิดขึ้นเพียงปีเดียว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่าความรุนแรงหรือความไม่สงบทีเกิดขึ้น ณ ที่ใดก็ตาม มันได้ทำลายความปกติสุขในชีวิตและสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน ภาพพจน์และชื่อเสียงของประเทศและประชาชนเป็นอย่างมาก ตลอดจนมันมีผลกระทบต่อเจริญเติบโตทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการศึกษาของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

           สำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจมีผู้มีส่วนได้เสียบางส่วน ที่ยังเป็นห่วง วิตกและกังวลว่า เมื่อการเจรจาเพื่อสันติภาพบรรลุผลแล้ว พวกเขาจะดำเนินชีวิตในพื้นที่อย่างไร?

           การตอบโจทย์ในข้อห่วงใยเหล่านี้ มันเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐและสื่อต่างๆ รัฐและสื่อต้องมีบทบาทในการสื่อสาร เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจในยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล ทั้งต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะนโยบายของรัฐในการสร้างสันติภาพและนำยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจในรูปแบบที่เหมาะสม ตามกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถ่ายทอดประสบการณ์ในการจัดการความขัดแย้ง การสร้างสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น มีวัฒนธรรมและนิยมแนวทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นหนทางเดียวที่สามารถนำไปสู่สันติภาพทั้งในพื้นที่ ในประเทศและประชาคมโลก

              6. การมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสันติภาพของประชาชน : หนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน  ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญของของกระบวนการสันติวิธีสู่สันภาพที่ยั่งยืน ก็คือ ภาคส่วนต่างๆทั้งภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ตลอดภาคประชาชนที่เป็นศาสนิกและชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ค้ำชูและเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสันติวิธีสู่สันติภาพ ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสันติภาพ กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และความยุติธรรมไม่ตรงกัน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเสนอให้ รัฐบาลกำหนดนโยบายเร่งด่วน เกี่ยวกับการจัดให้มีการเรียน การสอน การฝึกอบรม ด้านสันติศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาทุกระดับ ตลอดจนจัดให้มีหลักสูตร สื่อและกิจกรรมการฝึกอบรม ให้ความรู้เกี่ยวกับสันติศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แทนที่ค่านิยมการแก้ปัญหาโดยใช้กำลังและความรุนแรง


        สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนและขอพรต่อเอกองค์อัลลอฮฺ(พระเจ้า) ทรงโปรดประทานให้การพูดคุย หรือ เจรจา เพื่อสันติภาพในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทรงประทานสันติภาพที่ยั่งยืนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า(อาคีเราะฮฺ)
http://narater2010.blogspot.com/

บีอาร์เอ็นอาจไม่ได้เรียกไทย "นักล่าอาณานิคมสยาม"

บีอาร์เอ็นอาจไม่ได้เรียกไทย "นักล่าอาณานิคมสยาม"

        ไม่เฉพาะข้อเรียกร้อง 5 ข้อของบีอาร์เอ็นเท่านั้นหรอกที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "ยอมรับไม่ได้" ตั้งแต่ได้ยินและถอดความคำแถลงกันมาเมื่อปลายเดือน เม.ย.2556




        ทว่ายังมีคำเรียกขาน "รัฐไทย" ว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" อีกที่ไม่เฉพาะฝ่ายความมั่นคงไทยเท่านั้น แต่คนไทยทั่ว ๆ ไปก็คงยอมรับยาก

       ก็ประวัติศาสตร์ไทยมีแต่เรื่องที่ไทยเสียเปรียบ เสียดินแดนจากยุคล่าอาณานิคม แต่บีอาร์เอ็นกลับมาต่อว่าไทยว่าเป็น "นักล่าอาณานิคม" เสียนี่ ทำเอาบรรยากาศการ "พูดคุยสันติภาพ" ชักจะไม่ค่อยสันติภาพสักเท่าไหร่
       ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ พร้อมคำว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" นี้ ทางบีอาร์เอ็นกลุ่ม นายฮัสซัน ตอยิบ แถลงผ่านคลิปวีดีโอทางเว็บไซต์ยูทิวบ์ครั้งแรกเมื่อปลายเดือน เม.ย.ก่อนการพูดคุยสันติภาพรอบ 2 เพียงไม่กี่วัน และมาแถลงย้ำอีก 2 ครั้งช่วงปลายเดือน พ.ค. ก่อนการพูดคุยสันติภาพรอบ 3

        แน่นอนว่านายฮัสซันและพวกแถลงเป็นภาษามลายู จากนั้นก็มีผู้แปลถอดความออกมาเป็นภาษาไทย ทั้งที่แปลโดยระบุชื่อผู้แปล และการแปลแบบไม่ระบุชื่อ แต่ส่งต่อๆ กันทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงที่แปลสรุปๆ เสนอผ่านสื่อสารมวลชนกระแสหลักด้วย

คำว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" เริ่มมาจากจุดนั้น

         แม้จนถึงวันนี้ สังคมไทยได้พูดและแชร์วลีนี้ต่อๆ กันไปจนเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า "เชื่อกันไปแล้ว" ว่าบีอาร์เอ็นใช้คำที่มีความหมายนี้ ทว่า ศ.ดร.รัตติยา สาและ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลายูศึกษาชื่อดัง ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ กลับเสนอมุมมองที่แตกต่าง และให้ข้อคิดในเรื่อง "การแปล" เอาไว้อย่างน่าสนใจ

        โดยเฉพาะการแปลในเรื่องที่ละเอียดอ่อนในบริบทของการพูดคุยเพื่อสันติภาพของสองชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาแตกต่างกัน...

        ศ.ดร.รัตติยา อธิบายว่า การแปลเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งต้องระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะนักแปลหรือล่ามสามารถทำให้คนทะเลาะกันและทำให้คนดีกันได้ด้วย นักแปลจึงต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหาและรายละเอียดเรื่องวัฒนธรรม ตลอดจนวิธีคิดของเจ้าของภาษาต้นทาง การแปลงานบางอย่างผู้แปลต้องเก็บคำให้ละเอียดและต้องแปลด้วยคำในภาษาปลายทางที่ให้ความหมายระดับเดียวกันให้มากที่สุด เพราะคำบางคำหากแปลด้วยคำที่ต่างระดับ ก็ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีได้

         เช่น คำว่า 'penjajah Siam' (เปินฌาฌัฮ เสียม ; คำที่บีอาร์เอ็นใช้ในการแถลง) คือ "เจ้าปกครองสยาม" หรือ "ผู้ยึดครองสยาม" คงไม่ใช่ระดับคำ "นักล่าอาณานิคมสยาม"

        คิดว่าการแปลไม่ควรกระทำแค่ดูตัวอักษรอย่างผิวเผิน นอกจากนั้นถ้าเป็นงานที่ถอดเสียงมาจากการพูดคุย ก็จำเป็นต้องฟังเสียงด้วย เพราะน้ำเสียงคนพูดสามารถสื่อความหมายเชิงลึกได้ ลักษณะน้ำเสียงที่ต่างกันบางเสียงมีความหมายแฝง การแปลอาจสร้างความรุนแรงได้ คือรุนแรงเพราะการใช้คำผิดระดับ หรือไม่ก็แปลด้วยน้ำเสียงที่ผิดระดับ บางคนใช้น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้รุนแรง แต่ใช้คำแรง บางครั้งการใช้น้ำเสียงก็ช่วยลดความรุนแรงได้ หรือเวลาพูด เสียงอาจฟังว่าแรง แต่จริงๆ เขาใช้คำที่ธรรมดามาก

         ดังนั้นต้องฟังเสียงและฟังคำควบคู่กันอย่างตั้งใจ ถึงจะได้ความหมายที่ตรงและสื่อด้วยภาษาปลายทางที่ถูกต้องได้ เพราะเสียงบอกอารมณ์ของผู้พูด

          "คน 2 คนพูด คนหนึ่งเราฟังได้ แต่อีกคนพูดเรื่องเดียวกันเราฟังไม่ได้ เพราะข้อจำกัดของการใช้ภาษาปลายทาง ฉะนั้นผู้แปลบางคนฟังภาษาต้นทางรู้ แต่อ่อนภาษาปลายทาง หรือเข้าถึงภาษาต้นทาง แต่เวลาถ่ายทอดคำศัพท์ของภาษาปลายทางกลับจำกัด ฉะนั้นต้องคิดเยอะๆ"

         ศ.ดร.รัตติยา บอกอีกว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีประชาชนเป็นผู้ติดตามผล การแปลงานระดับนี้ โดยเฉพาะผู้ที่แปลถ่ายทอดบนโต๊ะพูดคุย ผู้แปลต้องเข้าถึงทั้งสองภาษาอย่างมีจิตวิญญาณที่สมดุลทั้งไทยและมลายู

        "การเปิดโต๊ะคุยกันเป็นโอกาสดีมากแล้วที่ทั้งสองฝ่ายได้เปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมา หากมีคำพูดใด เป็นคำ หรือวลี หรือประโยคที่ฟังแล้วกำกวม หรืออาจกลิ้งได้ในภายหลัง ก็สมควรที่จะสร้างความชัดเจนที่โต๊ะนั้นเลย ไม่อย่างนั้นอาจถอดรหัสคำพูดไม่ได้ตรงความหมาย"

        "สำหรับการคัดล่ามไปใช้ในงานระดับนี้ สำคัญที่สุดต้องเป็นผู้ที่รักษาความลับได้ดี สุขุม รอบคอบ และอ่อนไหว ล่ามไม่มีหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง หน้าที่การให้ข้อมูลเป็นเรื่องของประธานคณะเจรจาหรือไม่ก็ผู้ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ล่ามต้องเข้าถึงความหมายของภาษาต้นทางและภาษาปลายทางอย่างผู้รู้ และไม่ใช่คนเดียว ต้องไม่ใช่เป็นคนที่พูดภาษามลายูเป็นอย่างเดียว แต่ต้องใช้ภาษาไทยได้อย่างแตกฉานด้วย จึงจะไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง ที่สำคัญคือจะได้สร้างความไว้วางใจแก่ทุกคน ทุกฝ่าย" ศ.ดร.รัตติยา กล่าว


       เป็น "สาร" และ "น้ำเสียง" ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย อยากให้เกิดความเข้าใจ และอยากให้สันติภาพได้ก้าวเดิน...
http://narater2010.blogspot.com/

ระเบิดและซุ่มโจมตี จนท.ตร.กรงปินัง

ระเบิดและซุ่มโจมตี จนท.ตร.กรงปินัง 

           เวลา 22.00 น วันที่ 18 มิย. 56 เกิดเหตุระเบิดและซุ่มโจมตี จนท.ตร.กรงปินัง บริเวณโค้งบ้านลือมุ ม.8 ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง ขณะออกลาดตระเวณเส้นทางเบื้องต้น เจ็บ 6 ราย เสียชีวิต 1 รายทราบชื่อผู้เสียชีวิต
  • 1.รตอ.สะมะแอ ลือแม รอง.สวป.กรงปินัง หน.ชุด (เสียชีวิต) 
ผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ 
  • 2.สตต.ทวีศักดิ์ เพชรรักษ์ 
  • 3.สตต.อับดุลเลาะ บือราเฮง 
  • 4.สตต.อลงกรณ์ สุรชาติ 
  • 5.สตต.เทิดเกียรติ มีศรี 
  • 6.สตต.รณชัย ช่วยยิ้ม 
  • 7.สตต.ยัสมิง นิทองนำส่ง รพ.ศูนย์ยะลา




 
http://narater2010.blogspot.com/

สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย ที่หมู่ 5 บ.แอแก็ง ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา

สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย ที่หมู่ 5 บ.แอแก็ง
         วันที่ 20 มิ.ย. เมื่อเวลา 08.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดยะลา สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย ที่หมู่ 5 บ.แอแก็ง ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา หลังจากสืบทราบว่า นายมะดารี ตาเย๊ะ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความมั่นคง พร้อมพวกเข้ามากบดานในพื้นที่ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย คนร้ายประมาณ 4-5 คน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ แล้ววิ่งหลบหนีไปในสวนยางพารา ก่อนจะมีการยิงปะทะกัน ทำให้ ส.ต.ท.ปรีชา ถิ่นชนะ อายุ 36 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่บริเวณปาก เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลรามัน ก่อนที่จะส่งตัวไปโรงพยาบาลยะลา

           ต่อมา เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังทหารจากหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 และอาสาสมัครทหารพรานที่ 41 เข้าปิดล้อมบริเวณจุดเกิดเหตุโดยรอบเพื่อสกัดกั้นเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มคนร้ายจะหลบหนี ซึ่งในขณะที่ปิดล้อมก็มีเหตุปะทะกับคนร้ายเป็นระลอกๆ เป็นเหตุให้มีทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ทราบชื่อคือ ส.ท.วราพล ทรงฤทธิ์ ทหารสังกัดหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 ถูกยิงเข้าบริเวณขาซ้ายบาดเจ็บ ทั้งนี้ หลังจากปิดล้อมนานกว่า 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงสามารถเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพคนร้าย ทราบชื่อคือ นายมะดารี ตาเยะ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 6 ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี นอนเสียชีวิต โดยที่บริเวณปลายเท้าพบอาวุธปืนอาก้า จำนวน 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีนตกอยู่ นอกจากนั้น ห่างจากตัวศพประมาณ 50 เมตร พบอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติก ขนาด 11 มม. ตกอยู่อีก 1 กระบอก ส่วนคนร้ายที่เหลือใช้ความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้












http://narater2010.blogspot.com/

วางระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหาร “พ.ต. - ส.ท.” พลีชีพ 2 นาย

วางระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหาร “พ.ต. - ส.ท.” พลีชีพ 2 นาย

         วันที่ 22 มิ.ย เกิดเหตุระเบิดขึ้น บนถนนสาย 43 แยกดอนยาง เส้น 418 หมู่ 6 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก ห่างจากเทศบาลตำบลบ่อทอง ประมาณ 500 เมตร
ที่เกิดเหตุบริเวณกลางถนนพบหลุมระเบิดกว้าง 1.5 เมตร ลึก 50 ซม. และสะเก็ดระเบิดเกลื่อน ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร พบรถปิกอัพทหาร ยี่ห้ออีซุซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีน้ำเงิน ทะเบียน กค 7780 ปัตตานี สภาพพลิกตะแคง ถูกแรงระเบิดเสียหายทั้งคัน และมี จนท.ทหารติดอยู่ในรถจำรนวน 6 นาย ต้องใช้อุปกรณ์งัดประตูออกมานำส่งโรงพยาบาล อ.หนองจิก ปรากฏว่าทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 2 ราย ทราบชื่อว่า พ.ต.อิทธิพล คำมงคล เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์สันติสุข ต.บ่อทอง อ.หนองจิก และ ส.ท.สันติ ตะเภาพงษ์ส่วนทหารที่บาดเจ็บอีก 4 นาย ประกอบด้วย
  • 1.พ.อ.พรเทพ กลัมพสุต รอง ผบ.ฉก.สันติสุข 
  • 2.พ.ท.ทวี ณ ชาตรี หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ฉก.สันติสุข 
  • 3.จ.ส.อ.ชูศักดิ์ ขวัญอ่อน (พลขับ) 
  • 4.ส.ท.กิตติชัย อุตพันธ์ 
    ทั้งหมดถูกส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลปัตตานี  ก่อนเกิดเหตุทราบว่า กำลังเจ้าหน้าที่ทหารทั้ง 6 นาย นำโดย พ.อ.พรเทพ ได้เดินทางกลับจากการประชุมที่ กอ.รมน.ภ.4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร เพื่อเดินทางกลับ ฉก.สันติสุข ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง ระหว่างทางได้มีคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สน้ำหนักประมาณ 20 กก. ฝังอยู่บริเวณท่อลอดถนน บริเวณใต้ท้องถนน เมื่อรถทหารมาถึง คนร้ายจึงกดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว.











        เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 22 มิ.ย.เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหวังสังหารเจ้าหน้าที่ บริเวณข้างทางบ้านตาเนาะปูโยะ หมู่ที่ 3 ต.เกะรอ ที่เกิดเหตุอยู่ใต้โคนต้นไม้ริมทางหลวงสายรือเสาะ-สายบุรี ห่างจากจุดที่คนร้ายเคยลอบวางระเบิดทหารพรานร้อย ทพ.4113 กรม ทพ.41 ค่ายวังพญา ประมาณ 100 เมตร ที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สะเก็ดระเบิดกระจัดกระจายและโชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ร.ต.ก้องฟ้า ดวงดี ผบ.ร้อย ร.15332 สังกัด ฉก.ยะลา 12 รามัน ได้นำกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการออกเดินเท้าลาดตระเวนพื้นที่รักษาความปลอดภัยเส้นทาง จังหวะที่มาถึงที่เกิดเหตุ จู่ ๆ ได้เกิดระเบิดดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดระเบิดปลิวว่อน แต่เดชะบุญไม่ถูกผู้ใดได้รับบาดเจ็บ 

           ส่วนคนร้ายคาดว่าเป็นชุดเดียวกับที่ลอบวางระเบิดทหารพรานชุดร้อย ทพ.4113 เป็นเหตุให้ อส.ทพ.ปริวรรต บุญพรหม อายุ 29 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และยังมีเพื่อนทหารพรานบาดเจ็บด้วย 2 นายและสมาชิก อบต.จะกว๊ะ อีก 1 ราย เหตุเกิดขณะลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยคณะครู และได้แวะพักบริเวณเพิงพักในสวน ผลไม้ของสมาชิก อบต.จะกว๊ะ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 18 มิ.ย.56 ที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเกิดเหตุซ้ำซ้อนอีก แต่โชคดีไม่มีผู้ใดบาดเจ็บดังกล่าว.





http://narater2010.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โต๊ะสันติภาพไทย-BRN เห็นร่วมลดเหตุรุนแรงเดือนรอมฏอน

โต๊ะสันติภาพไทย-BRN เห็นร่วมลดเหตุรุนแรงเดือนรอมฏอน

Thu, 2013-06-13 23:49

เลขา สมช.เผยผลการพูดคุยสันติภาพไทย-BRN ราบรื่น ทั้ง 2ฝ่ายเห็นร่วมลดเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฏอน ให้แต่ละฝ่ายเสนอมาตรการที่ชัดเจน ยัน ‘ปกครองพิเศษ’ เป็นเรื่องปลายทาง ยังไม่ถึงเวลาคุย
 
เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.56 เวลา 21.30 น. (ตามเวลาในประเทศมาเลเซีย) ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล (INTERCONTINENTAL) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็นว่า บรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างดีมาก ราบรื่น ได้รับความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหา
 
พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า ประเด็นหลักๆ ที่มีการพูดคุยคือ เรื่องที่ทางบีอาร์เอ็นมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ จึงได้ชี้แจงไปถึงการดำเนินการสืบสภาพข้อเท็จจริง แสวงหาคำตอบของ 5 ข้อนั้น และปัญหาที่ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ เพราะความชัดเจนของข้อเรียกร้องที่เป็นภาษาต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ซึ่งทางขบวนการรับข้อนี้ไป เพื่อที่จะส่งรายละเอียดชี้แจงแถลงไขของเนื้อหา 5 ข้อ ให้มีความชัดเจนก่อนเดือนรอมฎอน มาให้คณะฝ่ายไทยเพื่อที่จะทำความเข้าใจ และแสวงหาคำตอบร่วมกันต่อไป
 
พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า ประเด็นที่สอง คือเรื่องลดเหตุความรุนแรง ได้เห็นพ้องต้องกันว่า ในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดนของชาวมุสลิมจะลดเหตุความรุนแรง ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะกลับไปเตรียมมาตรการเพื่อมาเสนอร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรในช่วงเดือนรอมฎอน
 
“ขั้นตอนคือ จะให้ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ดำเนินการไปให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน เพื่อให้ได้คำตอบมาในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่ง แต่จะรีบดำเนินการ เพราะอย่างน้อยควรจะมีคำตอบในชั้นต้นซึ่งกันและกัน” พล.ท.ภราดร กล่าว
 
พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า สำหรับเดือนรอมฎอนเป็นเดือนสำคัญ เป็นเดือนแห่งความประเสริฐ จึงเป็นคำตอบร่วมกันว่าในเดือนนี้ จะเป็นรูปธรรมในการลดเหตุความรุนแรง และได้มีการนัดพูดคุยอีกครั้งหลังเดือนรอมฎอน แต่ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน โดยฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน
 
“การพูดคุยในครั้งนี้เมื่อเทียบกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา ถือว่ามีความคืบหน้าสูง มีตัวชี้วัดว่าจะลดความรุนแรงก็คือเดือนรอมฎอน โดยให้ทั้งสองฝ่ายเสนอมาตรการมาว่า ฝ่ายเราจะลดการปฏิบัติการอย่างไร ฝ่ายขบวนการจะลดการปฏิบัติการอย่างไร แต่แน่นอนว่ามาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนก็คงต้องมีอยู่ ซึ่งมาตรการฝ่ายเราท่านแม่ทัพภาค 4 มีแผนเตรียมเอาไว้แล้ว” พล.ท.ภราดร กล่าว
 
พล.ท.ภราดร กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของเดือนรอมฎอนก็คือจะต้องไม่มีเหตุ แต่ถ้ามีเหตุเกิดขึ้น ก็จะต้องไปลงลึกว่า มูลเหตุจากเรื่องใด เพราะมีการสื่อสารร่วมกันแล้วว่าจะลดเหตุรุนแรง ส่วนมาตรการฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้น ในช่วงเดือนรอมฎอนก็คงจะต้องเพลาลงหรือหยุดลงไป แต่มาตรการในการรักษาความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สถานที่ต่างๆก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้หยุดไปทุกอย่าง
 
หลังจากการแถลงข่าว พล.ท.ภราดร ได้นำแถลงการณ์ร่วมหลังการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น มาเปิดให้บรรดาสื่อมวลชนดู โดยมีเนื้อหาดังนี้
 
การประชุมหารือเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย คณะผู้เข้าร่วมฝ่ายไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประเทศไทย และฝ่ายบีอาร์เอ็น นำโดยอุสตาซฮาซัน ตอยิบ หัวหน้าสำนักงานประสานงานต่างประเทศของกลุ่มบีอาร์เอ็นในมาเลเซีย โดยมีดาโต๊ะ ซรี อาหมัด ซัมซามิน ฮาซิม ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการหารือ ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลมาเลเซีย
 
ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงในหลักการเพื่อลดเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดเดือนรอมฏอนอันประเสริฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ สอดคล้องกับคุณค่าอันประเสริฐของเดือนรอมฏอน และเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ ความตั้งใจ และความเชื่อถือของทั้งสองฝ่าย ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ให้ปลอดจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยตลอดเดือนรอมฏอน ทั้งสองฝ่ายจะได้นำเสนอรูปแบบและวิธีการในเวลาอันใกล้นี้
 
ฝ่ายบีอาร์เอ็นจะส่งคำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอ 5 ข้อ ตามที่ได้มอบให้ฝ่ายไทยแล้ว หลังจากที่ได้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากฝ่ายบีอาร์เอ็นแล้ว ฝ่ายไทยรับที่จะตัดเตรียมข้อมูลป้อนกลับเสนอไปยังฝ่ายบีอาร์เอ็น ผ่านผู้อำนวยความสะดวกในโอกาสแรกต่อไป
 
การประชุมหารือเพื่อสันติภาพครั้งที่ 4 นี้ ได้ดำเนินการท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตร และได้ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกัน ที่มีต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต
 
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้มีการพูดคุยครั้งต่อไปหลังจากเดือนรอมฎอน
 
 

ยันยังไม่ถึงเวลาคุย ‘ปกครองพิเศษ’

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าวันเดียวกัน (13 มิ.ย.56) ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียว่า คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพฝ่ายไทยนำโดย พล.ท.ภราดร ได้ร่วมประชุมคณะฝ่ายไทยที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเน็นต้อล เพื่อเตรียมความพร้อมในการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับคณะผู้แทนฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 15 คน
 
โดยประชุมเสร็จในเวลาประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 09.30 น.ตามเวลาไทย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของมาเลเซียนำคณะผู้แทนฝ่ายไทยออกเดินทางไปร่วมพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นทันที ซึ่งเป็นสถานที่ลับห้ามผู้สื่อข่าวติดตามไปด้วย
 
พล.ท.ภราดร ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการประมวลข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น โดยมีสัญญาณบวกหลายอย่างระหว่างการเตรียมตัว คาดว่าจะได้ผลคืบหน้าบางอย่างที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่ายหลังการพูดคุยเพื่อสันติภาพในวันนี้
 
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ในการพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น ฝ่ายไทยต้องการที่จะให้มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในเรื่องของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ โดยจะนำผลการสำรวจความเห็นและการจัดเวทีต่างๆในพื้นที่มายืนยัน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่
 
ส่วนข้อเสนอที่ให้ลดการก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เป็นข้อเสนอแนะจากพื้นที่ ซึ่งจะนำเสนอในการพูดคุยครั้งนี้ด้วย
 
ส่วนข้อเสนอ 5 ข้อของฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า คาดว่าฝ่ายบีอาร์เอ็นจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุยด้วย ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องถามให้ชัดเจนว่า แต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร
 
ส่วนเรื่องเขตปกครองพิเศษนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า การปกครองพิเศษเป็นเรื่องปลายทาง ยังไม่น่าจะถึงเวลาที่จะคุยเรื่องนี้ ประเด็นหลักๆ วันนี้ จะเป็นเรื่องของการลดเหตุรุนแรง
 
พล.ท.ภราดร ยังได้ตอบคำถามในประเด็นที่จะพูดคุยเรื่องการตั้งกลไกการตรวจสอบเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยหรือไม่ ว่า ประเด็นหลักๆ ของการพูดคุยในวันนี้ คือต้องให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมในเรื่องของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่
 
ส่วนผลสำรวจของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ออกมาว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้แก้ปัญหายาเสพติดสูงมากด้วยนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ก็จะต้องนำไปพูดคุยด้วย เนื่องจากเป็นความต้องการของคนในพื้นที่
 
ส่วนผู้ที่จะร่วมคณะพูดคุยในครั้งนี้ พล.ท.ภารดร กล่าวว่า ยังอยู่ในกระอบเดิมคือ ไม่เกินฝ่ายละ 15 คน
 
ทั้งนี้มีรายงานว่า ผู้ที่จะเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพครั้งนี้ มีทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย พล.ท.ภราดร ในฐานะหัวหน้าคณะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
 
พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 (รอง ผอ.ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นายประมุข ลมุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
 
ดร.มะรอนิง สาลามิง รองเลขาธิการ ศอ.บต. ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และนายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4
http://narater2010.blogspot.com/

เปิดร่าง 'โรดแมปสันติภาพ' ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้

เปิดร่าง 'โรดแมปสันติภาพ' ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้



โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงเวลาของการริเริ่มพูดคุยสันติภาพที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้ทิศ ทางและความพร้อม การมีทิศทางซึ่งเห็นชอบร่วมกันของคู่สนทนาหรือมีการผลักดันจากฝ่ายต่างๆ จึงเป็นเครื่องมือที่จะรั้งให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมามีความพยายามจะเสนอแผนที่เดินทางอยู่บ้าง แต่การแสดงบทบาทของเครือข่ายประชาสังคมในพื้นที่เมื่อเร็วๆ นี้ก็ชี้ให้เห็นความพยายามผลักดันให้การพูดคุยที่กำลังดำเนินอยู่นั้นยึดโยง กับความกังวลและความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญด้วย สิ่งนี้จะสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลัก ประกันว่าสันติภาพที่ (อาจ) จะก่อเกิดขึ้นในอนาคตนั้นมีฐานรองรับจากประชาชนมากพอ


ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สภาประชาสังคมชายแดนใต้และเครือข่ายองค์กรในภาคสังคมจำนวนหนึ่งได้ร่วมกัน จัดกระบวนการยกร่างแผนที่เดินทางสันติภาพ หรือ “โรดแมปสันติภาพ” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเชิญนักวิชาการด้านสันติภาพคนสำคัญมาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยว กับความจำเป็นของการมี “โรดแมปสันติภาพ” ในกระบวนการพูดคุยและเจรจาสันติภาพ (คลิกอ่าน “ทำความเข้าใจ ‘แผนที่เดินทางสู่สันติภาพ’และบทบาทของฝ่ายที่สาม”) และจัดให้มีการระดมความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องหลายครั้งเมื่อตอนต้นเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา กระทั่งได้มาซึ่งร่างแผนที่เดินทางที่พร้อมจะเสนอต่อคู่สนทนา ทั้งฝ่ายทางการไทยและฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น

แม้ว่าใจกลางของการจัดทำโรดแมปสันติภาพจะเน้นหนักไปที่ “กระบวนการ” ที่มีประชาชนหลายกลุ่มองค์กรและหลากหลายชาติพันธุ์ศาสนาเข้าร่วม แต่ “เนื้อหา” ของร่างโรดแมปดังกล่าวก็มีความหมายสำคัญที่คู่สนทนาและผู้คนในสังคมควรร่วม พิจารณาอย่างถี่ถ้วน


ดังที่นำมาแสดงให้เห็นในที่นี้


(ร่าง)


แผนที่เดินทางสันติภาพโดยภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี


ผลจากการระดมความเห็นเครือข่ายภาคประชาสังคมชายแดนใต้

ในวันที่ 4 , 8 และ 10 มิถุนายน 2556



              1. ภาค ประชาสังคมมีการระดมความคิดเห็นจากบุคคลที่หลากหลายกลุ่มและอาชีพ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งมั่นที่จะเห็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงที่ยืดเยื้อเรื้อรังใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยสันติวิธี ภาคประชาสังคมและประชาชนในและนอกพื้นที่ตื่นตัว ตระหนัก และสร้างความหวัง รวมทั้งปรารถนาให้รัฐไทยกับขบวนการBRN รวมทั้งกลุ่มอุดมการณ์ ผู้เห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่นๆ มีการพูดคุย/เจรจาสันติภาพเพื่อหาทางออกที่ดีงาม ถูกต้อง และบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ และประเทศชาติ

            2. ภาคประชาสังคมเห็นว่า กระบวนการสันติภาพนี้ควรวางอยู่บนหลักการการแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธี 5 ข้อ:


  • (1) ทุกกระบวนการของการสร้างสันติภาพ ต้องเชื่อมโยงและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และสังคมสาธารณะ
  • (2) ทุกฝ่ายควรยอมรับสถานะของคู่เจรจาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
  • (3) เปิดพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นโดยไม่ต้องกังวลต่อความปลอดภัยและการดำเนินทางกฎหมายจากทั้งรัฐและ BRNในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ
  • (4) ภาคประชาสังคมจะเป็นฝ่ายประสานเชื่อมทุกฝ่าย ร่วมกันกำหนดพื้นที่/สร้างตัวชี้วัดในการ “ลดความรุนแรง” และสนับสนุนการสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและชอบธรรม
  • (5) สังคมต้องเรียนรู้ เข้าใจ อดทน อดกลั้น และยอมรับความจริงเพื่อหนุนเสริมให้กระบวนการพูดคุยและเจรจาบรรลุข้อตกลงของทุกฝ่าย


          3. พันธะ สัญญา เพื่อให้การพูดคุยเดินหน้าจนบรรลุข้อตกลงร่วมกันโดยนำความสันติสุขแก่ ประชาชน ภาคประชาสังคมจะผนึกกำลังร่วมกันกับทุกฝ่าย แม้ว่าเวทีการพูดคุยจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ข้อเสนอต่อขบวนการ BRN:


  • (1) ต้องสื่อสารและเปิดพื้นที่ทำความเข้าใจให้รัฐและประชาชนในเรื่องความไม่เป็นธรรมที่กลุ่มเสนอให้เป็นรูปธรรม
  • (2) ร่วมกันเสนอแนวคิดการจัดให้มีช่องทางสื่อสารของบีอาร์เอ็นในการติดต่อประสานงานเพื่อการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ
  • (3) ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์รุนแรงทั้งที่ตัวเองได้กระทำและปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
  • (4) ควรมีแผนที่สันติภาพ (โรดแมป) เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันหาทางออกจากความขัดแย้ง
  • (5) ละเว้นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์


ข้อเสนอต่อรัฐไทย:


  • (1) ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาวิเคราะห์ข้อเสนอของ BRN อย่างรอบคอบและสรุปผลเสนอต่อคณะพูดคุย
  • (2) สร้างบรรยากาศสันติภาพให้เป็นรูปธรรมทุกระดับในพื้นที่
  • (3) ให้แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์รุนแรงทั้งที่ตัวเองได้กระทำและปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
  • (4) กำหนดองค์กรให้ชัดในการทำหน้าที่รับฟังความเห็นจากภาคประชาชน และภาคประชาสังคม
  • (5) หากระบวนการที่ชอบธรรมเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาสันติภาพให้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
  • (6) รัฐต้องมีหน่วยที่สามารถสื่อสารความก้าวหน้าการพูดคุย/เจรจาสันติภาพ
  • (7) ทบทวนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ


ข้อเสนอต่อประชาชน


  • (1) ควรเรียนรู้ ติดตาม และตรวจสอบกระบวนการสันติภาพให้เท่าทัน ครอบคลุมทุกด้าน
  • (2) ต้องกระตือรือร้นในการเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการสร้างสันติภาพด้วยตัวของประชาชนเอง
  • (3) สร้างและเปิดพื้นที่การพูดคุยและเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมด้วยเครื่องมือที่สร้างสรรค์ (ทีม/กระบวนการ) เพื่อสันติภาพให้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น
  • (4) ควรเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร


ข้อเสนอต่อสื่อ


  • (1) สื่อ ต้องเรียนรู้ และมีองค์ความรู้ในกระบวนการสันติภาพ โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ และสังคมวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนาทักษะการรายงานข่าวสาร ให้ความรู้แก่สาธารณะในการหนุนเสริมกระบวนการพูดคุย/เจรจาให้บรรลุเป้าหมาย
  • (2) สื่อควรมีแนวปฏิบัติของการรายงานข่าวสารที่สอดรับกับบรรยากาศกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่
  • (3) สื่อควรสร้างพื้นที่ของเครือข่ายการพูดคุย โดยใช้แหล่งข่าวหลากหลายกลุ่มได้สนทนาสันติภาพในพื้นที่สื่อด้วยเช่นกัน


ข้อเสนอต่อรัฐบาลมาเลเซีย


  • (1) ต้องเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพ
  • (2) ยกระดับจาก "ผู้อำนวยการพูดคุย" เป็น “คนกลางในการไกล่เกลี่ย” ร่วมกับประเทศอื่นๆ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย
  • 4. บทบาทของภาคประชาสังคมกับการสนับสนุน/หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ มีดังนี้
  • (1) เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมสันติภาพและการเรียนรู้ให้กับองค์กรภาคประชาสังคมทุกเครือข่ายเป็นวัตถุประสงค์สำคัญขององค์กร
  • (2) เสริมสร้างและพัฒนาทักษะกับการทำงานหลักของแต่ละองค์กรให้เชื่อมโยงกับกระบวนการสันติภาพ
  • (3) สร้างกระบวนการทำงาน การติดตามประเมินผล 'โครงการสันติภาพ' ให้เข้มแข็งเป็นเครือข่ายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น
  • (4) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ในการทำงานแต่ละประเด็นให้เป็นกระบวนการเพื่อสร้างโครงข่ายอย่างเป็นระบบ
  • (5) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่เครือข่าย ประชาชนในการสร้าง สภาวะผู้นำ" ในกิจกรรมสร้างสันติภาพ
  • (6) องค์กร/ภาคประชาสังคม ต้องเชื่อมโยงกับองค์กรเครือข่ายเพื่อสื่อสารภายในและสังคมสาธารณะในผลของการขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพอย่างเป็นระบบ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
  • (7) ให้องค์กร/ภาคประชาสังคมปฏิบัติการ แถลงการณ์ รณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น
  • (8) ให้องค์กรภาคประชาสังคมผลักดันข้อเสนอเป็นนโยบายสาธารณะและวาระแห่งชาติ
  • (9) ภาคประชาสังคมจะต้องผนึกกำลังและสร้างเครือข่ายในพื้นที่เพื่อขยายกระบวนการสันติภาพ
  • (10) องค์กร/ภาคประชาสังคม รวมทั้งสถาบันการศึกษา ควรสร้างกระบวนการทบทวนและปรับปรุงการทำงานให้หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ




           5. องค์กร/ภาคประชาสังคมเสนอกรอบเวลา 3 ปี (นับจากกรกฎาคม 2556/2013 – พฤษภาคม 2559/2016)เพื่อให้การพูดคุย/เจรจา สันติภาพเป็นไปทั้งในทางลึกและกว้าง ด้วยการมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง โดยแบ่งระยะเวลาเป็นช่วงต่างๆ โดยมีการสร้างกระบวนการสื่อสารธารณะตลอดกระบวนการ ดังนี้ ระยะของกระบวนการพูดคุย ใช้ระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี

(กรกฎาคม 2556/2013 – มิถุนายน 2557/2014)

  • ทั้งสองฝ่ายคู่เจรจาตกลงขั้นตอน / กระบวนการ / ประเด็นการเจรจาภายในสิ้นปี 2556
  • สร้างความเข้าใจ รณรงค์สาธารณะ/อธิบายการยอมรับการเจรจา
  • รัฐไทยตอบข้อคำถาม 5 ข้อของขบวนการ BRN
  • ขบวนการ BRNสร้างความมั่นใจกับรัฐไทย
  • ใช้การพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเสริมการพูดคุยที่เป็นทางการ
  • ลดความกังวลแก่มวลชนทั้งสองฝ่าย
  • ขบวนการ BRN ต้องขยายความ "ความไม่เป็นธรรม" ให้ทั้งรัฐและประชาชนเข้าใจ
  • รัฐไทยและบีอาร์เอ็นต้องเปิดพื้นที่และสร้างบรรยากาศกระบวนสันติภาพให้เป็นรูปธรรม ทุกระดับในพื้นที่
  • ขยายพื้นที่พูดคุยกระบวนการสันติภาพ โดยสร้างเวทีพูดคุยสันติภาพให้ครอบคลุมทุกฝ่าย
  • เปิดเวทีให้ประชาชนนำเสนอความคิดเห็นและประเด็นต่อรัฐ


ระยะยกระดับสู่ "การเจรจา"


  • ๐ กำหนดกลไกคณะทำงานในกระบวนการเจรจา อาทิ ใช้การพูดคุยที่ไม่เป็นทางการเสริมการพูดคุยที่เป็นทางการ
  • ๐ มีกลไกที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการกับ Track 1
  • ๐ ตั้งคณะที่ปรึกษาร่วมที่มาจากทั้งสองฝ่าย
  • ๐ หารือกรอบข้อตกลงการเจรจา / ประเด็น
  • ๐ ฝ่ายคู่ขัดแย้ง แต่งตั้งตัวแทนการเจรจา

ขั้นเจรจา ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี


(มิถุนายน 2557/2014 – พฤษภาคม 2559/2016)

  • ๐ มีคณะทำงานย่อยแต่ละประเด็นที่มีการเจรจา เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงที่บรรลุได้ ได้แก่



  • - การลดความรุนแรง
  • - ข้อตกลงการหยุดยิง การสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย
  • - การสร้างความเป็นธรรม
  • - การปฏิรูปฝ่ายความมั่นคง
  • - การปฏิรูปการเมือง และสิทธิทางการเมือง
  • - แก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • - การศึกษา ภาษา อัตลักษณ์ ฯลฯ



  • ๐ ได้กรอบข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ



หลังมีกรอบข้อตกลงการเจรจา 1 ปี


  • ๐ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการละเมิดกฎการเจรจา โดยมีตัวแทนของภาคประชาชนทุกภาคส่วน
  • ๐ การปฏิบัติ / ติดตามให้ข้อตกลงสันติภาพเป็นรูปธรรม
  • ๐ เกิดพื้นที่ปลอดภัยจากฝ่ายคู่ขัดแย้งทุกพื้นที่
  • ๐ ขยายความเข้าใจแก่สังคมสาธารณะ


บันทึกข้อถกเถียง

อนึ่ง มีการถกเถียงที่ยังไม่ลงตัวหลายประการ เช่น คำว่า "ประเทศชาติ" ในที่นี้หมายถึงประเทศใด สันติภาพ ก็ต้องมีนิยาม เพราะแต่ละฝ่ายนิยาม "สันติภาพ" ไม่เหมือนกัน เป็นต้น
http://narater2010.blogspot.com/

Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม