วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556
บีอาร์เอ็นอาจไม่ได้เรียกไทย "นักล่าอาณานิคมสยาม"
| บีอาร์เอ็นอาจไม่ได้เรียกไทย "นักล่าอาณานิคมสยาม" | |
ไม่เฉพาะข้อเรียกร้อง 5 ข้อของบีอาร์เอ็นเท่านั้นหรอกที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "ยอมรับไม่ได้" ตั้งแต่ได้ยินและถอดความคำแถลงกันมาเมื่อปลายเดือน เม.ย.2556 ทว่ายังมีคำเรียกขาน "รัฐไทย" ว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" อีกที่ไม่เฉพาะฝ่ายความมั่นคงไทยเท่านั้น แต่คนไทยทั่ว ๆ ไปก็คงยอมรับยาก ก็ประวัติศาสตร์ไทยมีแต่เรื่องที่ไทยเสียเปรียบ เสียดินแดนจากยุคล่าอาณานิคม แต่บีอาร์เอ็นกลับมาต่อว่าไทยว่าเป็น "นักล่าอาณานิคม" เสียนี่ ทำเอาบรรยากาศการ "พูดคุยสันติภาพ" ชักจะไม่ค่อยสันติภาพสักเท่าไหร่ ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ พร้อมคำว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" นี้ ทางบีอาร์เอ็นกลุ่ม นายฮัสซัน ตอยิบ แถลงผ่านคลิปวีดีโอทางเว็บไซต์ยูทิวบ์ครั้งแรกเมื่อปลายเดือน เม.ย.ก่อนการพูดคุยสันติภาพรอบ 2 เพียงไม่กี่วัน และมาแถลงย้ำอีก 2 ครั้งช่วงปลายเดือน พ.ค. ก่อนการพูดคุยสันติภาพรอบ 3 แน่นอนว่านายฮัสซันและพวกแถลงเป็นภาษามลายู จากนั้นก็มีผู้แปลถอดความออกมาเป็นภาษาไทย ทั้งที่แปลโดยระบุชื่อผู้แปล และการแปลแบบไม่ระบุชื่อ แต่ส่งต่อๆ กันทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงที่แปลสรุปๆ เสนอผ่านสื่อสารมวลชนกระแสหลักด้วย คำว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" เริ่มมาจากจุดนั้น แม้จนถึงวันนี้ สังคมไทยได้พูดและแชร์วลีนี้ต่อๆ กันไปจนเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า "เชื่อกันไปแล้ว" ว่าบีอาร์เอ็นใช้คำที่มีความหมายนี้ ทว่า ศ.ดร.รัตติยา สาและ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลายูศึกษาชื่อดัง ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ กลับเสนอมุมมองที่แตกต่าง และให้ข้อคิดในเรื่อง "การแปล" เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการแปลในเรื่องที่ละเอียดอ่อนในบริบทของการพูดคุยเพื่อสันติภาพของสองชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาแตกต่างกัน... ศ.ดร.รัตติยา อธิบายว่า การแปลเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งต้องระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะนักแปลหรือล่ามสามารถทำให้คนทะเลาะกันและทำให้คนดีกันได้ด้วย นักแปลจึงต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหาและรายละเอียดเรื่องวัฒนธรรม ตลอดจนวิธีคิดของเจ้าของภาษาต้นทาง การแปลงานบางอย่างผู้แปลต้องเก็บคำให้ละเอียดและต้องแปลด้วยคำในภาษาปลายทางที่ให้ความหมายระดับเดียวกันให้มากที่สุด เพราะคำบางคำหากแปลด้วยคำที่ต่างระดับ ก็ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีได้ เช่น คำว่า 'penjajah Siam' (เปินฌาฌัฮ เสียม ; คำที่บีอาร์เอ็นใช้ในการแถลง) คือ "เจ้าปกครองสยาม" หรือ "ผู้ยึดครองสยาม" คงไม่ใช่ระดับคำ "นักล่าอาณานิคมสยาม" คิดว่าการแปลไม่ควรกระทำแค่ดูตัวอักษรอย่างผิวเผิน นอกจากนั้นถ้าเป็นงานที่ถอดเสียงมาจากการพูดคุย ก็จำเป็นต้องฟังเสียงด้วย เพราะน้ำเสียงคนพูดสามารถสื่อความหมายเชิงลึกได้ ลักษณะน้ำเสียงที่ต่างกันบางเสียงมีความหมายแฝง การแปลอาจสร้างความรุนแรงได้ คือรุนแรงเพราะการใช้คำผิดระดับ หรือไม่ก็แปลด้วยน้ำเสียงที่ผิดระดับ บางคนใช้น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้รุนแรง แต่ใช้คำแรง บางครั้งการใช้น้ำเสียงก็ช่วยลดความรุนแรงได้ หรือเวลาพูด เสียงอาจฟังว่าแรง แต่จริงๆ เขาใช้คำที่ธรรมดามาก ดังนั้นต้องฟังเสียงและฟังคำควบคู่กันอย่างตั้งใจ ถึงจะได้ความหมายที่ตรงและสื่อด้วยภาษาปลายทางที่ถูกต้องได้ เพราะเสียงบอกอารมณ์ของผู้พูด "คน 2 คนพูด คนหนึ่งเราฟังได้ แต่อีกคนพูดเรื่องเดียวกันเราฟังไม่ได้ เพราะข้อจำกัดของการใช้ภาษาปลายทาง ฉะนั้นผู้แปลบางคนฟังภาษาต้นทางรู้ แต่อ่อนภาษาปลายทาง หรือเข้าถึงภาษาต้นทาง แต่เวลาถ่ายทอดคำศัพท์ของภาษาปลายทางกลับจำกัด ฉะนั้นต้องคิดเยอะๆ" ศ.ดร.รัตติยา บอกอีกว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีประชาชนเป็นผู้ติดตามผล การแปลงานระดับนี้ โดยเฉพาะผู้ที่แปลถ่ายทอดบนโต๊ะพูดคุย ผู้แปลต้องเข้าถึงทั้งสองภาษาอย่างมีจิตวิญญาณที่สมดุลทั้งไทยและมลายู "การเปิดโต๊ะคุยกันเป็นโอกาสดีมากแล้วที่ทั้งสองฝ่ายได้เปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมา หากมีคำพูดใด เป็นคำ หรือวลี หรือประโยคที่ฟังแล้วกำกวม หรืออาจกลิ้งได้ในภายหลัง ก็สมควรที่จะสร้างความชัดเจนที่โต๊ะนั้นเลย ไม่อย่างนั้นอาจถอดรหัสคำพูดไม่ได้ตรงความหมาย" "สำหรับการคัดล่ามไปใช้ในงานระดับนี้ สำคัญที่สุดต้องเป็นผู้ที่รักษาความลับได้ดี สุขุม รอบคอบ และอ่อนไหว ล่ามไม่มีหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง หน้าที่การให้ข้อมูลเป็นเรื่องของประธานคณะเจรจาหรือไม่ก็ผู้ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ล่ามต้องเข้าถึงความหมายของภาษาต้นทางและภาษาปลายทางอย่างผู้รู้ และไม่ใช่คนเดียว ต้องไม่ใช่เป็นคนที่พูดภาษามลายูเป็นอย่างเดียว แต่ต้องใช้ภาษาไทยได้อย่างแตกฉานด้วย จึงจะไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง ที่สำคัญคือจะได้สร้างความไว้วางใจแก่ทุกคน ทุกฝ่าย" ศ.ดร.รัตติยา กล่าว เป็น "สาร" และ "น้ำเสียง" ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย อยากให้เกิดความเข้าใจ และอยากให้สันติภาพได้ก้าวเดิน... | |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
ระเบิดและซุ่มโจมตี จนท.ตร.กรงปินัง
| ระเบิดและซุ่มโจมตี จนท.ตร.กรงปินัง | |
เวลา 22.00 น วันที่ 18 มิย. 56 เกิดเหตุระเบิดและซุ่มโจมตี จนท.ตร.กรงปินัง บริเวณโค้งบ้านลือมุ ม.8 ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง ขณะออกลาดตระเวณเส้นทางเบื้องต้น เจ็บ 6 ราย เสียชีวิต 1 รายทราบชื่อผู้เสียชีวิต
| |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย ที่หมู่ 5 บ.แอแก็ง ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา
| สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย ที่หมู่ 5 บ.แอแก็ง | |
วันที่ 20 มิ.ย. เมื่อเวลา 08.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดยะลา สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย ที่หมู่ 5 บ.แอแก็ง ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา หลังจากสืบทราบว่า นายมะดารี ตาเย๊ะ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความมั่นคง พร้อมพวกเข้ามากบดานในพื้นที่ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมบ้านต้องสงสัย คนร้ายประมาณ 4-5 คน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ แล้ววิ่งหลบหนีไปในสวนยางพารา ก่อนจะมีการยิงปะทะกัน ทำให้ ส.ต.ท.ปรีชา ถิ่นชนะ อายุ 36 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่บริเวณปาก เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลรามัน ก่อนที่จะส่งตัวไปโรงพยาบาลยะลา
ต่อมา เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังทหารจากหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 และอาสาสมัครทหารพรานที่ 41 เข้าปิดล้อมบริเวณจุดเกิดเหตุโดยรอบเพื่อสกัดกั้นเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มคนร้ายจะหลบหนี ซึ่งในขณะที่ปิดล้อมก็มีเหตุปะทะกับคนร้ายเป็นระลอกๆ เป็นเหตุให้มีทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ทราบชื่อคือ ส.ท.วราพล ทรงฤทธิ์ ทหารสังกัดหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 ถูกยิงเข้าบริเวณขาซ้ายบาดเจ็บ ทั้งนี้ หลังจากปิดล้อมนานกว่า 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงสามารถเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพคนร้าย ทราบชื่อคือ นายมะดารี ตาเยะ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 6 ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี นอนเสียชีวิต โดยที่บริเวณปลายเท้าพบอาวุธปืนอาก้า จำนวน 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีนตกอยู่ นอกจากนั้น ห่างจากตัวศพประมาณ 50 เมตร พบอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติก ขนาด 11 มม. ตกอยู่อีก 1 กระบอก ส่วนคนร้ายที่เหลือใช้ความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ | |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
วางระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหาร “พ.ต. - ส.ท.” พลีชีพ 2 นาย
| วางระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหาร “พ.ต. - ส.ท.” พลีชีพ 2 นาย | |
วันที่ 22 มิ.ย เกิดเหตุระเบิดขึ้น บนถนนสาย 43 แยกดอนยาง เส้น 418 หมู่ 6 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก ห่างจากเทศบาลตำบลบ่อทอง ประมาณ 500 เมตร ที่เกิดเหตุบริเวณกลางถนนพบหลุมระเบิดกว้าง 1.5 เมตร ลึก 50 ซม. และสะเก็ดระเบิดเกลื่อน ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร พบรถปิกอัพทหาร ยี่ห้ออีซุซุ ดีแม็กซ์ 4 ประตู สีน้ำเงิน ทะเบียน กค 7780 ปัตตานี สภาพพลิกตะแคง ถูกแรงระเบิดเสียหายทั้งคัน และมี จนท.ทหารติดอยู่ในรถจำรนวน 6 นาย ต้องใช้อุปกรณ์งัดประตูออกมานำส่งโรงพยาบาล อ.หนองจิก ปรากฏว่าทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล 2 ราย ทราบชื่อว่า พ.ต.อิทธิพล คำมงคล เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์สันติสุข ต.บ่อทอง อ.หนองจิก และ ส.ท.สันติ ตะเภาพงษ์ส่วนทหารที่บาดเจ็บอีก 4 นาย ประกอบด้วย
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 22 มิ.ย.เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหวังสังหารเจ้าหน้าที่ บริเวณข้างทางบ้านตาเนาะปูโยะ หมู่ที่ 3 ต.เกะรอ ที่เกิดเหตุอยู่ใต้โคนต้นไม้ริมทางหลวงสายรือเสาะ-สายบุรี ห่างจากจุดที่คนร้ายเคยลอบวางระเบิดทหารพรานร้อย ทพ.4113 กรม ทพ.41 ค่ายวังพญา ประมาณ 100 เมตร ที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สะเก็ดระเบิดกระจัดกระจายและโชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ร.ต.ก้องฟ้า ดวงดี ผบ.ร้อย ร.15332 สังกัด ฉก.ยะลา 12 รามัน ได้นำกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการออกเดินเท้าลาดตระเวนพื้นที่รักษาความปลอดภัยเส้นทาง จังหวะที่มาถึงที่เกิดเหตุ จู่ ๆ ได้เกิดระเบิดดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดระเบิดปลิวว่อน แต่เดชะบุญไม่ถูกผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
ส่วนคนร้ายคาดว่าเป็นชุดเดียวกับที่ลอบวางระเบิดทหารพรานชุดร้อย ทพ.4113 เป็นเหตุให้ อส.ทพ.ปริวรรต บุญพรหม อายุ 29 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และยังมีเพื่อนทหารพรานบาดเจ็บด้วย 2 นายและสมาชิก อบต.จะกว๊ะ อีก 1 ราย เหตุเกิดขณะลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยคณะครู และได้แวะพักบริเวณเพิงพักในสวน ผลไม้ของสมาชิก อบต.จะกว๊ะ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 18 มิ.ย.56 ที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเกิดเหตุซ้ำซ้อนอีก แต่โชคดีไม่มีผู้ใดบาดเจ็บดังกล่าว.
| |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556
โต๊ะสันติภาพไทย-BRN เห็นร่วมลดเหตุรุนแรงเดือนรอมฏอน
| โต๊ะสันติภาพไทย-BRN เห็นร่วมลดเหตุรุนแรงเดือนรอมฏอน | |
Thu, 2013-06-13 23:49
มูฮำหมัด ดือราแม
เลขา สมช.เผยผลการพูดคุยสันติภาพไทย-BRN ราบรื่น ทั้ง 2ฝ่ายเห็นร่วมลดเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฏอน ให้แต่ละฝ่ายเสนอมาตรการที่ชัดเจน ยัน ‘ปกครองพิเศษ’ เป็นเรื่องปลายทาง ยังไม่ถึงเวลาคุย
เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.56 เวลา 21.30 น. (ตามเวลาในประเทศมาเลเซีย) ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล (INTERCONTINENTAL) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็นว่า บรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างดีมาก ราบรื่น ได้รับความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหา
พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า ประเด็นหลักๆ ที่มีการพูดคุยคือ เรื่องที่ทางบีอาร์เอ็นมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ จึงได้ชี้แจงไปถึงการดำเนินการสืบสภาพข้อเท็จจริง แสวงหาคำตอบของ 5 ข้อนั้น และปัญหาที่ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ เพราะความชัดเจนของข้อเรียกร้องที่เป็นภาษาต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ซึ่งทางขบวนการรับข้อนี้ไป เพื่อที่จะส่งรายละเอียดชี้แจงแถลงไขของเนื้อหา 5 ข้อ ให้มีความชัดเจนก่อนเดือนรอมฎอน มาให้คณะฝ่ายไทยเพื่อที่จะทำความเข้าใจ และแสวงหาคำตอบร่วมกันต่อไป
พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า ประเด็นที่สอง คือเรื่องลดเหตุความรุนแรง ได้เห็นพ้องต้องกันว่า ในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดนของชาวมุสลิมจะลดเหตุความรุนแรง ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะกลับไปเตรียมมาตรการเพื่อมาเสนอร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรในช่วงเดือนรอมฎอน
“ขั้นตอนคือ จะให้ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ดำเนินการไปให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน เพื่อให้ได้คำตอบมาในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่ง แต่จะรีบดำเนินการ เพราะอย่างน้อยควรจะมีคำตอบในชั้นต้นซึ่งกันและกัน” พล.ท.ภราดร กล่าว
พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า สำหรับเดือนรอมฎอนเป็นเดือนสำคัญ เป็นเดือนแห่งความประเสริฐ จึงเป็นคำตอบร่วมกันว่าในเดือนนี้ จะเป็นรูปธรรมในการลดเหตุความรุนแรง และได้มีการนัดพูดคุยอีกครั้งหลังเดือนรอมฎอน แต่ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน โดยฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน
“การพูดคุยในครั้งนี้เมื่อเทียบกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา ถือว่ามีความคืบหน้าสูง มีตัวชี้วัดว่าจะลดความรุนแรงก็คือเดือนรอมฎอน โดยให้ทั้งสองฝ่ายเสนอมาตรการมาว่า ฝ่ายเราจะลดการปฏิบัติการอย่างไร ฝ่ายขบวนการจะลดการปฏิบัติการอย่างไร แต่แน่นอนว่ามาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนก็คงต้องมีอยู่ ซึ่งมาตรการฝ่ายเราท่านแม่ทัพภาค 4 มีแผนเตรียมเอาไว้แล้ว” พล.ท.ภราดร กล่าว
พล.ท.ภราดร กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของเดือนรอมฎอนก็คือจะต้องไม่มีเหตุ แต่ถ้ามีเหตุเกิดขึ้น ก็จะต้องไปลงลึกว่า มูลเหตุจากเรื่องใด เพราะมีการสื่อสารร่วมกันแล้วว่าจะลดเหตุรุนแรง ส่วนมาตรการฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้น ในช่วงเดือนรอมฎอนก็คงจะต้องเพลาลงหรือหยุดลงไป แต่มาตรการในการรักษาความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สถานที่ต่างๆก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้หยุดไปทุกอย่าง
หลังจากการแถลงข่าว พล.ท.ภราดร ได้นำแถลงการณ์ร่วมหลังการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น มาเปิดให้บรรดาสื่อมวลชนดู โดยมีเนื้อหาดังนี้
การประชุมหารือเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย คณะผู้เข้าร่วมฝ่ายไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประเทศไทย และฝ่ายบีอาร์เอ็น นำโดยอุสตาซฮาซัน ตอยิบ หัวหน้าสำนักงานประสานงานต่างประเทศของกลุ่มบีอาร์เอ็นในมาเลเซีย โดยมีดาโต๊ะ ซรี อาหมัด ซัมซามิน ฮาซิม ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการหารือ ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลมาเลเซีย
ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงในหลักการเพื่อลดเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดเดือนรอมฏอนอันประเสริฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ สอดคล้องกับคุณค่าอันประเสริฐของเดือนรอมฏอน และเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ ความตั้งใจ และความเชื่อถือของทั้งสองฝ่าย ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ให้ปลอดจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยตลอดเดือนรอมฏอน ทั้งสองฝ่ายจะได้นำเสนอรูปแบบและวิธีการในเวลาอันใกล้นี้
ฝ่ายบีอาร์เอ็นจะส่งคำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอ 5 ข้อ ตามที่ได้มอบให้ฝ่ายไทยแล้ว หลังจากที่ได้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากฝ่ายบีอาร์เอ็นแล้ว ฝ่ายไทยรับที่จะตัดเตรียมข้อมูลป้อนกลับเสนอไปยังฝ่ายบีอาร์เอ็น ผ่านผู้อำนวยความสะดวกในโอกาสแรกต่อไป
การประชุมหารือเพื่อสันติภาพครั้งที่ 4 นี้ ได้ดำเนินการท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตร และได้ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกัน ที่มีต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้มีการพูดคุยครั้งต่อไปหลังจากเดือนรอมฎอน
ยันยังไม่ถึงเวลาคุย ‘ปกครองพิเศษ’
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าวันเดียวกัน (13 มิ.ย.56) ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียว่า คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพฝ่ายไทยนำโดย พล.ท.ภราดร ได้ร่วมประชุมคณะฝ่ายไทยที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเน็นต้อล เพื่อเตรียมความพร้อมในการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับคณะผู้แทนฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 15 คน
โดยประชุมเสร็จในเวลาประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 09.30 น.ตามเวลาไทย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของมาเลเซียนำคณะผู้แทนฝ่ายไทยออกเดินทางไปร่วมพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นทันที ซึ่งเป็นสถานที่ลับห้ามผู้สื่อข่าวติดตามไปด้วย
พล.ท.ภราดร ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการประมวลข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น โดยมีสัญญาณบวกหลายอย่างระหว่างการเตรียมตัว คาดว่าจะได้ผลคืบหน้าบางอย่างที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่ายหลังการพูดคุยเพื่อสันติภาพในวันนี้
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ในการพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น ฝ่ายไทยต้องการที่จะให้มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในเรื่องของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ โดยจะนำผลการสำรวจความเห็นและการจัดเวทีต่างๆในพื้นที่มายืนยัน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่
ส่วนข้อเสนอที่ให้ลดการก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เป็นข้อเสนอแนะจากพื้นที่ ซึ่งจะนำเสนอในการพูดคุยครั้งนี้ด้วย
ส่วนข้อเสนอ 5 ข้อของฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า คาดว่าฝ่ายบีอาร์เอ็นจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุยด้วย ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องถามให้ชัดเจนว่า แต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร
ส่วนเรื่องเขตปกครองพิเศษนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า การปกครองพิเศษเป็นเรื่องปลายทาง ยังไม่น่าจะถึงเวลาที่จะคุยเรื่องนี้ ประเด็นหลักๆ วันนี้ จะเป็นเรื่องของการลดเหตุรุนแรง
พล.ท.ภราดร ยังได้ตอบคำถามในประเด็นที่จะพูดคุยเรื่องการตั้งกลไกการตรวจสอบเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยหรือไม่ ว่า ประเด็นหลักๆ ของการพูดคุยในวันนี้ คือต้องให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมในเรื่องของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่
ส่วนผลสำรวจของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ออกมาว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้แก้ปัญหายาเสพติดสูงมากด้วยนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ก็จะต้องนำไปพูดคุยด้วย เนื่องจากเป็นความต้องการของคนในพื้นที่
ส่วนผู้ที่จะร่วมคณะพูดคุยในครั้งนี้ พล.ท.ภารดร กล่าวว่า ยังอยู่ในกระอบเดิมคือ ไม่เกินฝ่ายละ 15 คน
ทั้งนี้มีรายงานว่า ผู้ที่จะเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพครั้งนี้ มีทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย พล.ท.ภราดร ในฐานะหัวหน้าคณะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 (รอง ผอ.ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นายประมุข ลมุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
ดร.มะรอนิง สาลามิง รองเลขาธิการ ศอ.บต. ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และนายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4
| |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
เปิดร่าง 'โรดแมปสันติภาพ' ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้
| เปิดร่าง 'โรดแมปสันติภาพ' ฉบับประชาสังคมชายแดนใต้ | |
http://narater2010.blogspot.com/
| |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








