วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จับสัญญาณ ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวบนปฏิบัติการที่ถดถอย

จับสัญญาณ ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์
กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวบนปฏิบัติการที่ถดถอย
2013-10-14
ทับ ภารณ : รายงาน




            ขณะที่ความพยายามเจรจาสันติภาพ กำลังดำเนินอยู่บนโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและตัวแทนจากขบวนการบีอาร์เอ็น ที่เป็นหนึ่งในความหวังสำคัญในการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทุกฝ่ายรวมถึงประชาชนในพื้นที่ คาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

           แต่บริบทแห่งการ “ปฏิบัติการเคลื่อนไหว” ยังคงเป็นไปแบบสวนทางและมีเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไป จากเหยื่อและเป้าหมายเจ้าหน้าที่ของรัฐ หวนกลับเข้าสู่เป้าหมายการโจมตีแบบก่อกวนป่วนเมือง และที่ร้ายแรงที่สุด มีแนวโน้มยึดระดับการโจมตีแบบไม่เลือกเป้ามากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องจากเดือนกันยายน ถึงตุลาคม

         เหตุการณ์ที่เป็นจุดที่น่าตั้งข้อสังเกตุมากที่สุด คือปฏิบัติการ ก่อเหตุวางระเบิดตามจุดเล็กๆ (เน้นจุดเศรษฐกิจที่เปราะบาง เช่นร้านสะดวกซื้อ และ ตู้เอทีเอ็ม) เผาสถานที่ราชการ ปล้นจี้ รถดับเพลิง ฆ่าครูในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แยกย่อยออกได้กว่า 45 จุด ทั้งในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา คล้ายกับจุดเริ่มต้นเกิดเหตุของชบวนการที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2547 ที่ผ่านมา กลายเป็น “วงจรย้อนกลับ” จากที่ขบวนการเคลื่อนไหวเคยแข็งแกร่งถึงขนาด “บุกโจมตีฐานที่มั่นทางการทหาร และรวมศูนย์เข้าโจมตีหน่วยงานทางการทหารในระดับกองพัน”

        นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับ “ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงถดถอย” มากกว่ายุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อขยายศักภาพชิงพื้นที่ข่าว และหลายฝ่ายเชื่อว่านี่คือปรากฏการความพยายามแสดงศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับ และหวังให้เกิดผลในเวทีเจรจาสันติภาพ ที่ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ หลังกลุ่มคนร้ายออกมาลอบวางระเบิดหน้าตู้เอทีเอ็มหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

        โดยเน้นย้ำว่า ยุทธการเคลื่อนไหว ในห้วงเดือนตุลาคมนี้ สำหรับกลุ่มเคลื่อนไหว เน้นให้เป็นไปเพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายรัฐ และเชื่อว่าเป็นการมุ่งหวังผลของการเจรจาสันติภาพ เพื่อให้มีการยอมรับเงื่อนไขบางอย่าง”

         จากเสียงของผู้บัญชาการทหารบก หากจับทิศทางการเคลื่อนไหวดังกล่าว อาจได้เห็นภาพความสำคัญของ “หน่วยย่อย” ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ ผ่านความสำคัญของ ปฏิบัติการครั้งสำคัญของเจ้าหน้าที่ กับกรณีของ การถูกสังหารของ “เปเล่ดำ อุสตาซรอฮิง ดาอีซอ" ปีกรบของขบวการ ตลอดจน แกนนำคนสำคัญๆ อย่าง “อุสมาน เด็งสาแม” ที่รับรู้ได้ว่า “ปีกรบของขบวนเคลื่อนไหว” เริ่มถูกกดดันและการเริ่มตกเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า และกวาดล้างจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ รวมถึงแนวร่วมเกือบ 1 พันคนที่ทะยอยเข้ามอบตัว และที่ถูกกดดันปราบปรามจับกุมอีกว่า 300 ราย อาจจะเป็นความล้มเหลวในด้านยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการ ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และแสดงให้เป็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านยุทธศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยยะ!!

          ซึ่งหากพิเคราะห์จากการตั้งหลักปักธงทำร้ายโจมตีเหยื่อที่เป็นเจ้าหน้ารัฐอย่างรุนแรง และเน้นช่วงชิงพื้นที่ข่าว ที่ถอยหลังกลับไปเป็นการเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ คือการก่อกวนป่วนพื้นที่ ดังจุดเริ่มต้นแรกๆ อันเป็นปฏิบัติการ “หน่วยย่อย” ที่ทำได้เพียงตอบโต้ปฏิบัติการจากฝ่ายรัฐแบบเล็กๆ น้อยๆ รวมไปถึงเป้าสังหารที่เริ่มกลับไปเป็นประชาชนพลเรือนผู้บริสุทธิ์  เป็นไปได้ที่บางครั้งอาจเป็นภาพถึงความถดถอยครั้งสำคัญแห่งขบวนการเคลื่อนไหวในพื้นที่จว.ชายแดนใต้!

       จากการเคลื่อนไหวโดยการ “รวมศูนย์” กลายเป็นการ “ป่วน” ตามพื้นที่ ตามจุด โดยแนวร่วมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญแทนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ที่หดหายไปจากการปราบปรามของรัฐ และการกดดันให้เกิดการเข้ามอบตัว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในระหว่างการรอสัญญาณจากเวทีเจรจาสันติภาพที่เกิดขึ้น

        บนคำถามที่ว่า ทั้งหมดนี้เป็น “ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์หรือไม่” สำหรับการการก่อเหตุแบบ เน้นสถานที่ “ไม่มุ่งรุนแรงต่อตัวบุคคล” และการก่อเหตุแบบ ขยายพื้นที่ปฏิบัติการ ไม่เน้นการขยายพื้นที่ข่าวด้วยความรุนแรง ที่กำลังเกิดขึ้น ของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

         ภายใต้คำตอบที่อาจมองภาพไปถึงอนาคต ของความถดถอยครั้งสำคัญของ “ปีกรบ” ที่เน้นคุมเชิงในแต่ละพื้นที่ ในขณะที่ “ปีกการเมือง” กำลังเคลื่อนไหวในการต่อรองกับฝ่ายรัฐ และอาจแสดงให้เห็นถึงความไร้เอกภาพในสายการบังคับบัญชา ที่เริ่มสั่นคลอนให้ทั้งสองปีก เกิดความไม่วางใจ และต่างฝ่ายต่างมุ่งเป้าไปสู่เป้าหมายที่แต่ละฝ่ายวางเอาไว้

          กับอีกภาพหนึ่งคือการ “ขาดช่วง” ของบุคคลที่จะเข้ากลุ่ม ซึ่งจะเข้ามาปฏิบัติการทางการทหาร หลังถูกกดดันต่อเนื่อง ทั้งการปราบปรามและการเข้ามอบตัว ตลอดจนการรอคอยความหวังแห่งสันติภาพ  และนี่คือภาพรวมแห่งความถดถอยครั้งสำคัญที่น่าจับตามองของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวในภาคใต้ ซึ่งแม้จะถูกพิเคราะห์ให้เป็น “สัญญาณเชิงบวก” แต่ก็ยังคงมี “สัญญาณเชิงลบ” ซ่อนอยู่ในตัวเอง

       เพราะอย่างน้อยการถดถอยครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ แม้จะทำให้การก่อเหตุร้ายที่มีเป้าหมาทยต่อชีวิตลดลง แต่การหน่วยยย่อยที่ปฏิบัติการและหวนกลับเข้าสู่รูปแบบเก่าๆ ที่เน้นการรักษาพื้นที่ อาจมีผลต่อการขยายวงพื้นที่ของปฏิบัติการ แม้แต่ละปฏิบัติการจะไม่รุนแรงดังที่เคยเป็นมาแล้วก็ตาม

      สะท้อนภาพจากหลายอำเภอในจังหวัดสงขลาที่แต่เดิม ปฏิบัติการต่างๆ เริ่มลดน้อยลง แต่ก็หวนกลับมาอีกครั้งในปฏิบัติการช่วงเดือนตุลาคมนี้ รวมถึงการระวังป้องกัน “จุดอ่อนแอ” และ “เป้าหมายพลเรือนผู้บริสุทธิ์” ที่ทำได้ยากขึ้น เป็นไปพร้อมๆ กับ “การปฏิบัติการแบบไร้หางเสือ” ไร้ปีกนำจากฝ่ายการเมืองเป็นปฏิบัติการที่สะเปะสะปะ และ ไร้รูปแบบ

        ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฝ่ายรัฐ จะต้องนำมาประเมิน วิเคราะห์ และหาแนวทางป้องกันเหตุร้ายที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบจากยุทธศาสตร์ที่ล้มเหลวของฝ่ายขบวนการ

         เพราะเมื่อสูญเสียการ “รวมศูนย์” ไปแล้ว หน่วยย่อยในพื้นที่ และปฏิบัติต่างๆ บางครั้งก็อาจจะมีสภาพไม่ต่างจากโจรก็เป็นได้ ....
http://narater2010.blogspot.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม